หลายคนชอบกิน! เปิด 10 เมนูยอดฮิต เสี่ยงพยาธิใบไม้ตับ สะสมนานเสี่ยงมะเร็ง
จากกรณีการตรวจคัดกรองนิสิตใหม่ประจำปีการศึกษา 2569 ของมหาวิทยาลัยมหาสารคาม จำนวนกว่า 12,700 คน พบผู้ติดเชื้อถึง 4,233 คน หรือคิดเป็นร้อยละ 33 ส่วนมหาวิทยาลัยราชภัฏมหาสารคาม ตรวจนิสิตใหม่ 1,922 คน พบผู้ติดเชื้อ 380 คน หรือร้อยละ 19
โรคพยาธิใบไม้ตับ (Opisthorchiasis) เป็นโรคที่พบได้ในหลายประเทศแถบเอเชียตะวันออกเฉียงใต้ รวมถึงประเทศไทย โดยเฉพาะในภาคตะวันออกเฉียงเหนือและภาคเหนือ สาเหตุสำคัญเกิดจากการรับประทานปลาน้ำจืดดิบหรือปรุงไม่สุก ซึ่งมีตัวอ่อนของพยาธิปนเปื้อนอยู่
เมื่อเข้าสู่ร่างกาย ตัวอ่อนจะเจริญเติบโตภายในท่อน้ำดีของตับ และหากปล่อยไว้โดยไม่ได้รับการรักษาเป็นเวลานาน อาจนำไปสู่ภาวะแทรกซ้อนร้ายแรง เช่น มะเร็งท่อน้ำดี
อาการของโรคพยาธิใบไม้ตับ ระยะเริ่มต้น
ในระยะแรกของการติดเชื้อ ผู้ป่วยส่วนใหญ่มักไม่แสดงอาการ หรือมีอาการเพียงเล็กน้อย เช่น ท้องอืด ท้องเฟ้อ แน่นท้อง หรือรู้สึกร้อนบริเวณช่องท้อง จึงทำให้หลายคนไม่ทราบว่าตนเองติดเชื้อ
หากมีพยาธิสะสมในร่างกายมากขึ้น อาจเริ่มมีอาการเบื่ออาหาร ปวดบริเวณชายโครงด้านขวา ตับโต และหากปล่อยไว้เป็นเวลานาน อาจเกิดภาวะแทรกซ้อนรุนแรง ทั้งการอักเสบของท่อน้ำดีและมะเร็งท่อน้ำดี
รวม 10 อาหารเสี่ยงโรคพยาธิใบไม้ตับ ระวังตัวอ่อนพยาธิ
ความเสี่ยงของโรคพยาธิใบไม้ตับเกี่ยวข้องกับการรับประทานปลาน้ำจืดดิบหรือสุกไม่ทั่วถึง โดยเฉพาะในพื้นที่ที่พบการระบาดของพยาธิ แม้หลายเมนูจะเป็นอาหารพื้นบ้านยอดนิยม แต่หากปรุงไม่สุกก็อาจเป็นช่องทางให้ตัวอ่อนพยาธิเข้าสู่ร่างกายได้
1. ก้อยปลา
เมนูยอดนิยมที่ใช้ปลาน้ำจืดดิบหรือสุกไม่ทั่วถึง จึงมีความเสี่ยงสูงต่อการได้รับตัวอ่อนพยาธิใบไม้ตับ แม้จะคลุกกับมะนาว พริก หรือสมุนไพร ก็ไม่สามารถกำจัดตัวอ่อนพยาธิได้ จึงควรหลีกเลี่ยงการรับประทานแบบดิบ
2. ปลาสด
การรับประทานปลาน้ำจืดสด ไม่ว่าจะแล่เป็นชิ้นหรือทำเป็นเมนูดิบ ล้วนเพิ่มโอกาสติดพยาธิใบไม้ตับ วิธีป้องกันที่ดีที่สุดคือปรุงปลาให้สุกทั่วถึงก่อนรับประทานทุกครั้ง
3. ปลาส้ม
แม้ปลาส้มจะผ่านกระบวนการหมัก แต่การหมักเพียงอย่างเดียวไม่สามารถทำลายตัวอ่อนพยาธิใบไม้ตับได้ทั้งหมด หากต้องการรับประทาน ควรนำไปทอดหรือปรุงให้สุกก่อนเสมอ
4. ปลาจ่อม
ปลาจ่อมเป็นอาหารหมักพื้นบ้านที่หลายคนเข้าใจว่าปลอดภัย แต่หากใช้ปลาน้ำจืดที่ปนเปื้อน ก็ยังมีโอกาสพบตัวอ่อนพยาธิได้ จึงควรปรุงด้วยความร้อนจนสุกก่อนรับประทาน เพื่อลดความเสี่ยงในการติดเชื้อ
5. หม่ำปลา
หม่ำปลาที่ทำจากเนื้อปลาหมัก หากรับประทานโดยไม่ผ่านความร้อน อาจยังมีตัวอ่อนพยาธิหลงเหลืออยู่ การนำไปย่างหรือทอดจนสุกจะช่วยลดความเสี่ยงของการเกิดโรคพยาธิใบไม้ตับ
6. ปลาหมกไฟ
แม้จะผ่านการย่างหรือหมกไฟ แต่หากใช้ไฟอ่อนหรือปรุงไม่นาน เนื้อปลาด้านในอาจยังสุกไม่ทั่วถึง ทำให้ตัวอ่อนพยาธิยังสามารถรอดชีวิตได้ จึงควรตรวจสอบให้แน่ใจว่าปลาสุกทั้งชิ้นก่อนรับประทาน
7. ปลาปิ้ง
ปลาปิ้งที่สุกเพียงด้านนอก แต่ด้านในยังดิบหรือกึ่งสุกกึ่งดิบ ยังคงมีความเสี่ยงต่อการติดโรคพยาธิใบไม้ตับ ควรปิ้งด้วยไฟที่เหมาะสมจนเนื้อปลาสุกทั่วถึง
8. ลาบปลา
ลาบปลาหลายสูตรใช้เนื้อปลาดิบหรือเพียงลวกเล็กน้อย ทำให้ยังมีโอกาสพบตัวอ่อนพยาธิใบไม้ตับ การเติมเครื่องปรุงรสจัดหรือมะนาว ไม่สามารถฆ่าพยาธิได้ จึงควรเลือกรับประทานลาบปลาที่ปรุงสุกเท่านั้น
9. ปลาร้า
ปลาร้าเป็นอาหารหมักที่ได้รับความนิยม แต่หากกระบวนการผลิตไม่ได้มาตรฐาน ก็อาจยังมีตัวอ่อนพยาธิหลงเหลืออยู่ ควรนำปลาร้าไปต้ม ผัด หรือปรุงให้เดือดก่อนรับประทาน เพื่อความปลอดภัย
10. แจ่วบอง
แจ่วบองบางสูตรใช้ปลาร้าหรือปลาหมักเป็นส่วนผสม หากรับประทานแบบไม่ผ่านความร้อน อาจมีความเสี่ยงได้รับตัวอ่อนพยาธิ การเลือกแจ่วบองที่ปรุงสุกหรือผ่านการต้มก่อน จะช่วยลดโอกาสการติดโรคพยาธิใบไม้ตับได้
โรคพยาธิใบไม้ตับถือเป็นโรคที่มีความอันตราย หากไม่ได้รับการรักษา เนื่องจากตัวพยาธิจะอาศัยอยู่ภายในท่อน้ำดีของตับเป็นเวลานาน ส่งผลให้เกิดการอักเสบเรื้อรังของท่อน้ำดี บางรายอาจเกิดภาวะท่อน้ำดีอุดตัน การติดเชื้อในทางเดินน้ำดี และเพิ่มความเสี่ยงต่อการเกิดมะเร็งท่อน้ำดี ซึ่งเป็นภาวะแทรกซ้อนที่รุนแรงที่สุด
หากสงสัยว่าติดเชื้อพยาธิใบไม้ตับ ควรรีบพบแพทย์เพื่อเข้ารับการตรวจวินิจฉัย โดยแพทย์จะตรวจอุจจาระเพื่อหาไข่พยาธิ และพิจารณาให้ยาฆ่าพยาธิตามความเหมาะสม ผู้ป่วยไม่ควรซื้อยามารับประทานเอง เพราะจำเป็นต้องได้รับการวินิจฉัยและติดตามผลการรักษาอย่างถูกต้อง หลังจากรักษาหายแล้ว ควรหลีกเลี่ยงการรับประทานปลาน้ำจืดดิบหรือสุกไม่ทั่วถึง เพื่อป้องกันการติดเชื้อซ้ำอีกครั้ง
อ่านข่าวเพิ่มเติม