‘ตลท.’ กดปุ่มเปลี่ยนระบบซื้อขายหุ้น เริ่ม 8 พ.ค.นี้ เสริมมาตรฐานลงทุนไทย
‘ตลท.’ กดปุ่มเปลี่ยนระบบซื้อขายหุ้น เริ่ม 8 พ.ค.นี้ เสริมมาตรฐานลงทุนไทย
นางสาวภัทรวสี สุวรรณศร รองผู้จัดการ หัวหน้าสายงานบริหารการปฏิบัติการ ตลาดหลักทรัพย์แห่งประเทศไทย (ตลท.) เปิดเผยว่า ในวันที่ 8 พฤษภาคมนี้ ตลท.จะเปลี่ยนระบบซื้อขายหุ้นและตลาดสัญญาซื้อขายล่วงหน้า ซึ่งจะเป็นการนำระบบใหม่มาใช้ เพื่อให้เป็นไปตามมาตรฐานสากลมากที่สุด เชื่อว่าจะมีความราบรื่น ไม่มีปัญหาอะไรแน่นอน เพราะได้มองในช่วง 3-4 วันล่วงหน้า เพื่อดูสถานะออเดอร์ที่คงค้างอยู่ในระบบทั้งหมดแล้ว โดยจะมีติดตามการเปลี่ยนผ่านระบบอย่างใกล้ชิดต่อไป
นางสาวภัทรวสี กล่าวว่า ความแตกต่างของระบบการซื้อขายเดิมนั้น คือ ระบบใหม่จะช่วยให้การซื้อขายหุ้นสะดวกมากขึ้น จาก 4 ข้อ คือ 1.การส่งคำสั่งซื้อขายจากเดิมที่สามารถดูคำสั่งซื้อขายได้ 5 ช่องราคา ระบบใหม่จะสามารถดูได้ 10 ช่องราคา ซึ่งจะช่วยให้นักลงทุนสามารถนำไปใช้ข้อมูลประกอบการซื้อขายหุ้นได้ 2.นักลงทุนยังสามารถตั้งคำสั่งแบบ Good till cancel (GTC) หรือสามารถคงสถานะคำสั่งซื้อขายได้ข้ามวันได้นานสุด 30 วัน 3.ปรับการคำนวณราคาเปิด-ปิด ที่อาจอยู่นอกเหนือกรอบราคา ซิลลิ่ง หรือ ฟลอร์ ได้ แต่ไม่เกิน 1 ช่วงราคา และปรับซิลลิ่ง หรือ ฟลอร์ ในหุ้น กระดานหุ้น -F ให้สามารถเพิ่มขึ้น หรือลดลง ได้ 60% ของราคาอ้างอิง ในทุกวิธีการซื้อขายหุ้น และ 4.ตลาดหลักทรัพย์ยังมีการเพิ่มเครื่องหมาย P หรือ พักการซื้อขายหุ้นช่วงคราว ใช้เฉพาะในกรณีที่หุ้นมีราคาที่เคลื่อนไหวผิดปกติ ไม่ได้เกิดจากตัวบริษัท โดยจะใช้ประกอบกับมาตรการกำกับการซื้อขายระดับที่ 3 เพื่อให้เกิดความชัดเจนแก่ผู้ลงทุนมากขึ้น
“ในการเปลี่ยนผ่านระบบการซื้อขายครั้งนี้ ตลาดหลักทรัพย์ใช้ระบบของ NASDAQ ที่ตลาดหุ้นชั้นนำของโลกเลือกใช้ ทั้งญี่ปุ่น ออสเตรเลีย ฮ่องกง หรือสิงคโปร์ เพื่อให้การเชื่อมต่อแพลตฟอร์มและการส่งคำสั่ง ทำได้อย่างมีประสิทธิภาพสูงสุด รวมถึงยังช่วยยกระดับการให้บริการซื้อขายในตลาดหุ้นไทย อาทิ ตลาดหุ้นในต่างประเทศที่มีนวัตกรรมใหม่ๆ หรือมีสินค้าใหม่ เราก็สามารถมีสินค้าในรูปแบบเหล่านั้นได้หากต้องการ” นางสาวภัทรวสี กล่าว
ด้านนายถิรพันธุ์ สรรพกิจ รองผู้จัดการหัวหน้าสายงานเทคโนโลยีสารสนเทศ ตลท. กล่าวว่า ระบบซื้อขายใหม่ ได้ใช้เทคโนโลยีและนวัตกรรมล่าสุดที่เป็นมาตรฐานสากล มีประสิทธิภาพสูงในการจัดการคำสั่งซื้อขายได้รวดเร็วขึ้น สามารถรองรับปริมาณธุรกรรมที่จะขยายตัวเพิ่มขึ้นได้ในอนาคต รวมถึงรองรับผลิตภัณฑ์ด้านการลงทุนที่หลากหลายในรูปแบบใหม่ๆ ทั้งตลาดทุนและตลาดอนุพันธ์ เพื่อเพิ่มทางเลือกให้แก่ผู้ลงทุนทั้งในประเทศและต่างประเทศ โดยเมื่อเราเห็นทั้งความต้องการซื้อและความต้องการขาย เราก็จะสามารถวางตัวได้ว่าจะซื้อหรือขายได้อย่างดีมากขึ้น