โปรดอัพเดตเบราว์เซอร์

เบราว์เซอร์ที่คุณใช้เป็นเวอร์ชันเก่าซึ่งไม่สามารถใช้บริการของเราได้ เราขอแนะนำให้อัพเดตเบราว์เซอร์เพื่อการใช้งานที่ดีที่สุด

ภูมิภาค

บุกรวบ พ่อค้า 'เหี้ย' กำลังจะชำแหละเพียบ สารภาพรู้ว่าผิด กม. แต่ทำนาไม่ได้กำไร

MATICHON ONLINE

อัพเดต 28 ก.พ. 2566 เวลา 12.42 น. • เผยแพร่ 28 ก.พ. 2566 เวลา 09.43 น.

บุกรวบ พ่อค้า ‘เหี้ย’ พร้อมของกลางกำลังจะชำแหละเพียบ

เมื่อเวลา 08.30 น. วันที่ 28 กุมภาพันธ์ ที่บ้านหลังหนึ่งในตำบลบ้านโข้ง อำเภออู่ทอง จังหวัดสุพรรณบุรี เจ้าหน้าที่ตำรวจกองบังคับการปราบปรามการกระทำความผิดเกี่ยวกับทรัพยากรธรรมชาติและสิ่งแวดล้อม ภายใต้การอำนวยการของ พล.ต.ต.วัชรินทร์ พสิทธิ์ ผบก.ปทส. พ.ต.อ.อริยพล สินสอน รอง ผบก.ปทส. พต.อ.วิญญ แจ่มใส ผกก.2 บก.ปทส., พ.ต.อ.ภัทรวุธ อ่อนช่วย เจ้าหน้าที่ตำรวจสถานีตำรวจภูธรอู่ทอง

เจ้าหน้าที่หน่วยปฏิบัติการพิเศษ สำนักงานสนับสนุนการป้องกันและปราบปรามที่ 1 (ภาคกลาง) กรมอุทยานแห่งชาติสัตว์ป่าและพันธุ์พืช เจ้าหน้าที่สายตรวจปราบปรามด้านสัตว์ป่า สายที่ : สำนักบริหารพื้นที่อนุรักษ์ที่ 3 (บ้านโป่ง) ได้สืบทราบว่าที่บ้านหลังดังกล่าวมีการกระทำความผิดเกี่ยวกับทรัพยากรธรรมชาติและสิ่งแวดล้อม

จึงนำกำลังไปตรวจสอบทันที เมื่อไปถึงพบของกลาง ซากตัวเหี้ยวางอยู่บนพื้นและอยู่ในกะละมัง ส่วนตัวเหี้ยที่ยังมีชีวิตอยู่ในบ่อปูนซีเมนต์บริเวณชายคาบ้าน และพบเต่าบึงหัวเหลืองและเต่านาอยู่ในโอ่ง บริเวณข้างบ้านด้านทิศตะวันออก

พบ นายมนต์ อายุ 73 ปี รับว่าเป็นเจ้าของบ้านหลังดังกล่าว พร้อมทั้งพาเจ้าหน้าที่เข้าทำการตรวจสอบภายในบริเวณบ้าน จากการตรวจสอบได้พบสัตว์ป่าคุ้มครองจำพวกสัตว์เลื้อยคลาน จำนวน 4 ชนิด ได้แก่ ตัวเหี้ยที่ยังมีชีวิตอยู่ในถุง จำนวน 32 ตัว ซากตัวเหี้ยวางกองอยู่กับพื้นและอยู่ในกะละมัง จำนวน 59 ซาก เต่านาจำนวน 20 ตัว เต่าหับจำนวน 2 ตัว และเต่าดำจำนวน 6 ตัว อยู่ในโอ่งมังกรจำนวน 4 ใบ

สอบถามนายมนต์ ได้ให้การรับว่าตัวเหี้ยและเต่าที่พบเป็นของตนจริง โดยได้รับซื้อมาจากชาวบ้านอีกทีหนึ่งเพื่อทำการแปรรูปแล้วจำหน่ายให้กับนายประสิทธิ์ อายุ 67 ปี พ่อค้าที่มารับซื้อได้มานั่งรออยู่กับตนเพื่อรอรับของนำไปจำหน่ายต่อและยังได้พบกลุ่มบุคคลที่มารับจ้างชำแหละแปรรูป จำนวน 5 คน บุคคลทั้ง 5 คน ที่ตรวจพบกำลังนั่งจับกลุ่มเพื่อทำการชำแหละตัวเหี้ย เจ้าหน้าที่ได้สอบถามแล้ว

ได้ความว่า ได้มารับจ้างจากนายมนต์ เพื่อทำการชำแหละตัวเหี้ยได้รับค่าจ้างวันละ 300 บาท โดยไม่ทราบว่าสัตว์ดังกล่าวเป็นสัตว์ป่าคุ้มครองที่มีไว้เป็นความผิดและได้มาถูกต้องหรือไม่อย่างไร กลุ่มของตนเองเป็นแค่เพียงผู้รับจ้างเท่านั้น

เจ้าหน้าที่จึงได้แจ้งให้ทราบว่าสัตว์ป่าดังกล่าวเป็นสัตว์ป่าคุ้มครองตามกฎกระทรวง กำหนดให้สัตว์ป่าบางชนิดเป็นสัตว์ป่าคุ้มครอง พ.ศ.2546 และการกระทำดังกล่าวเป็นความผิดตามพระราชบัญญัติสงวนและคุ้มครองสัตว์ป่า พ.ศ.2562 ข้อหา “ร่วมกันมีไว้ในครอบครองซึ่งสัตว์ป่าคุ้มครองโดยไม่ได้รับอนุญาตจากพนักงานเจ้าหน้าที่” ต้องระวางโทษจำคุกไม่เกิน 5 ปี และปรับไม่เกิน 5 แสนบาท ร่วมกันค้าสัตว์ป่าคุ้มครองโดยไม่ได้รับอนุญาตจากพนักงาน เจ้าหน้าที่” ต้องระวางโทษจำคุกไม่เกิน 10 ปี และปรับไม่เกิน 1 ล้านบาท หรือทั้งจำทั้งปรับ

ส่วนนายประสิทธิ์ให้การรับว่าตนเองเป็นเพียงผู้มารับซื้อซากเหี้ยที่ได้ทำการชำแหละแล้ว จำนวน
59 ตัว เท่านั้น เพื่อนำไปจำหน่ายต่อโดยไม่มีส่วนเกี่ยวข้องกับตัวเหี้ยที่ยังมีชีวิตอยู่และเต่าจำนวนดังกล่าว
แต่อย่างใด

ผู้ถูกจับทั้ง 2 ราย 1.นายมนต์ 2.นายประสิทธิ์ ให้การรับสารภาพตลอดข้อกล่าวหา ซึ่งการกระทำดังกล่าวเป็นการกระทำความผิดซึ่งหน้าอันเป็นเหตุให้เจ้าพนักงานตำรวจและเจ้าหน้าที่ชุดจับกุมสามารถจับได้โดยไม่ต้องมีหมายจับ

ด้านนายมนต์ กล่าวว่า ตนรับซื้อเพราะมีคนมาขายให้ ตนก็รับซื้อไว้ขายต่อ เพราะมีคนมารับซื้ออีกที ตัวเงินตัวทองก็ขายกิโลกรัมละ 25 บาท มีพ่อค้ามาจากต่างจังหวัดมารับซื้อและก็จ้างคนมาชำแหละตรงที่บ้านตนเลย กำไรก็แค่กิโลละ 5 บาท

เขาว่าเอาไปกินกัน แต่ตนไม่เคยกิน ส่วนเต่าก็ซื้อมาและขายต่อให้พวกที่ชอบทำบุญปล่อยเต่า ก็ขายตัวละ 100-150 บาทตนรู้ว่าผิดกฎหมาย แต่ก็ไม่รู้จะทำอาชีพอะไร มีแค่ทำนาปี ขายข้าวก็ไม่ได้กำไร ตนเพิ่งหันมาขายตัวเงินตัวทองก็ช่วงหมดโรคระบาดโควิดนี่แหละ ประมาณ 6-7 เดือน

ดูข่าวต้นฉบับ
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...