‘Flat Marble’ เปิดประสบการณ์ Chef Table บรรยากาศสุดชิลสไตล์ Casual Dining
Flat Marble
📍 ซอยชำนาญอักษร พหลโยธิน 9
“Flat Marble ร้านที่นิยามตัวเองว่าเป็น Chef Table สไตล์ Casual Dining เพราะต้องการให้ทุกคนที่นั่งอยู่หน้าเคาน์เตอร์บาร์ภายในเรือนกระจกเปิดโล่งรู้สึกผ่อนคลายเหมือนกำลังนั่งกินข้าวอยู่บ้านเพื่อน โดยมีอาหารอร่อยพร้อมบทสนทนาดีๆ เป็นส่วนผสมหลัก”
‘Flat Marble’ เปิดประสบการณ์ Chef Table บรรยากาศสุดชิลสไตล์ Casual Dining
เชฟอั้ม-พีชญา สุขวิบูลย์ Owner and Chef ของ Flat Marble บอกว่าประสบการณ์ที่อยากให้ลูกค้าได้รับมากกว่าการมานั่งรับประทานอาหารคือ การได้เห็นทุกขั้นการทำเมนูตั้งแต่การเตรียม การปรุง ไปจนถึงการจัดจาน และให้กลิ่นของอาหารเป็นตัวกระตุ้นต่อมความหิวตามธรรมชาติ
🔵 Best Selected
ด้วยความหลงใหลในเสน่ห์ของ 'เนื้อ' จึงให้ความสำคัญกับการเสาะหาและคัดสรรเนื้อวัวเกรดที่ดีที่สุดจากแหล่งที่ดีที่สุด ไม่ว่าจะเป็นเนื้อจากญี่ปุ่น ออสเตรเลีย และยูเอส (อเมริกา/U.S.A) ไปจนถึงวัตถุดิบเกรดพรีเมียมอื่นๆ ที่กลายมาเป็นองค์ประกอบสำคัญให้กับหลากหลายเมนูซิกเนเจอร์อย่าง ทรัฟเฟิล อูนิ หรือฟัวกราส์
"ความตั้งใจของเราคือ อยากทำอาหารที่มีคุณภาพ ใช้วัตถุดิบคุณภาพดี
เสิร์ฟในสไตล์ Chef Table โดยที่ลูกค้าไม่จำเป็นต้องรับประทานเป็นคอร์ส สามารถรับประทานเป็น A la carte ได้"
🔵 Recommended Dishes
เชฟอั้มบอกว่าไม่นิยามสัญชาติให้กับอาหารของทางร้าน เพราะบางเมนูก็นำความเป็นไทยใส่เข้าไปพร้อมๆ กับสอดแทรกความเป็นญี่ปุ่นและแอบหยอดกลิ่นอายของอาหารฝรั่งเศสลงให้อีกหน่อย แต่รับรองว่าอร่อยทุกจาน
เริ่มเปิดต่อมรับรสชาติกันด้วย 'Berry Salad' เมนูสลัดซิกเนเจอร์ที่เสิร์ฟกันตั้งแต่วันแรกที่เปิดร้าน จานนี้ได้ความสดของผักร็อคเก็ต เบบี้สปิแนช โหระพา และเบอร์รี่สดๆ คลุกเคล้ากับน้ำสลัดเสาวรส
ต่อกันด้วยเมนูหลัก 'Australian Striploin' เนื้อติดมันที่ได้ชื่อว่าเป็นส่วนที่อร่อยที่สุด ตัวเนื้อมีความฉ่ำด้วยรสชาติของเนื้อเป็นทุนเดิม ยิ่งได้เทคนิคการดึงรสชาติของเนื้อให้ออกมามากที่สุด ไม่เน้นการปรุงแต่งจนเกินไปของเชฟด้วยแล้ว ไม่แปลกที่สายเนื้อที่ได้มาลองต้องเทใจให้กับเมนูสเต็กของที่นี่
และที่พลาดไม่ได้คือ 'ข้าวผัดเนื้อ' เมนูยอดนิยมที่ถูกกล่าวถึงมากที่สุด โดยเชฟจะนำมันจากเนื้อส่วนต่างๆ ที่เหลือจากการสั่งเนื้อของลูกค้าไปผัดคลุกเคล้ากับซอสสูตรพิเศษของทางร้าน จานนี้จะเพอร์เฟกต์จริงต้องกินคู่กับพริกน้ำปลาสูตรเด็ด
เติมความจัดจ้านกันต่อด้วย 'Capellini Uni Pasta' จากรสชาติเผ็ดร้อนของพริกญี่ปุ่น กระตุ่นต่อมหิวอีกนิดด้วยไข่ปลาแซลมอนที่มีความเค็มในตัว ท็อปด้วย Uni (อูนิ) หรือไข่หอยแม่น
ปิดท้ายของหวานกับเมนูชิกเนเจอร์ 'Minioka Tofu' เป็นการนำเต้าหู้ที่ชาวญี่ปุ่นรับประทานเป็นของคาวมาดัดแปลงให้เป็นเมนูของหวาน จุดเด่นอยู่ที่เนื้อสัมผัสมีคล้ายโมจิ เสิร์ฟมากับซอสยูสุ ซอสคาราเมล และเบอร์รี่สด ส่วนเม็ดเป๊าะแป๊ะที่ใส่มานั้นเชฟบอกว่า ต้องการให้ทุกคนได้ย้อนกลับไปนึกถึงความสนุกวัยเด็กนั่นเอง
🔵 Good Vibe
ความแตกต่างของร้านนี้ยังอยู่ที่การออกแบบที่ผสมผสานระหว่างโครงเหล็กสีดำ ปูนเปลือยขัดมัน และเคาน์เตอร์บาร์หินอ่อนสีขาว กลายเป็นความเท่และความอบอุ่นที่ลงตัว เชฟอั้มเล่าว่า ตั้งใจทำที่นั่งจำกัดแค่ 8-10 ที่นั่งเพราะต้องการให้รู้สึกถึงความเป็นส่วนตัวสำหรับกลุ่มเพื่อนหรือครอบครัว ส่วนไอเดียเคาน์เตอร์บาร์ก็เพื่อให้ทุกคนได้เห็นเชฟปรุงอาหารไม่ว่าจะนั่งมุมไหน
และเพื่อรองรับจำนวนลูกค้าที่เพิ่มมากขึ้น ตอนนี้ทางร้านจึงเปิด ‘Flat Table’ เปลี่ยนคอนเซปต์จากนั่งบาร์มาเป็นนั่งสนทนาและลิ้มรสอาหารอร่อยๆ บนโต๊ะแทน โดยยังคงใช้คอนเซปต์อาหารแบบเดียวกันและมีบางเมนูที่ครีเอทเพิ่มเติมพร้อมเสิร์ฟแบบ A la carte ตอบโจทย์นักชิมที่อยากมานั่งสังสรรค์กับเพื่อน นั่งชิลล์ พร้อมจิบไวน์ชั้นดีที่จะมีผู้เชี่ยวชาญคอยให้คำแนะนำ
ความรู้สึกที่ได้รับเลือกในโปรเจกต์ Blue Badge Guide
“แม้ว่าจุดเริ่มต้นของพวกเราไม่ได้มาจากการทำร้านเพื่อหวังรางวัลหรือชื่อเสียง เราแค่ต้องการให้ลูกค้ามีความสุขเวลาที่พวกเขามาที่นี่และทำให้พวกเขาอยากจะกลับมาอีก แต่การที่มี Blue Badge Guide จากทาง LINE เลือกให้เราเป็น 1 ในร้านที่มีเอกลักษณ์และสร้างแรงบันดาลใจให้กับร้านอื่นๆ ได้ แปลว่ามีคนมองเห็นความตั้งใจนี้ ก็รู้สึกดีใจและภูมิใจมาก ทำให้เรามีพลังที่อยากจะลุกขึ้นมาสร้างสรรค์สิ่งใหม่ๆ ต่อไปเรื่อยๆ”
ติดตามร้าน Design ดี ประสบการณ์น่าประทับใจได้ที่นี่
Website : www.bluebadgeguideth.com
Facebook : Blue Badge Guide
Instagram : @bluebadgeguide.th
LINE OA : @bluebadgeguide.th