โปรดอัพเดตเบราว์เซอร์

เบราว์เซอร์ที่คุณใช้เป็นเวอร์ชันเก่าซึ่งไม่สามารถใช้บริการของเราได้ เราขอแนะนำให้อัพเดตเบราว์เซอร์เพื่อการใช้งานที่ดีที่สุด

‘Toxic Masculinity’ เฟมินิสต์ไม่ได้คิดคำนี้ขึ้นมาด่าชายแท้ เพราะเพศชายก็ถูกปิตาฯ กดทับได้เช่นกัน

The Momentum

อัพเดต 02 พ.ค. 2566 เวลา 09.26 น. • เผยแพร่ 02 พ.ค. 2566 เวลา 04.10 น. • ศิรอักษร จอมใบหยก

สตรีนิยมกดขี่เพศชาย

สตรีนิยมแบ่งแยกฝักฝ่ายให้ชายหญิงเป็นศัตรูกัน

สตรีนิยมนิยมแค่สตรี บุรุษเพศจึงถูกทิ้งไว้ข้างหลัง

1 ใน 3 ของผู้ชายจาก 30 ประเทศทั่วโลกเชื่อว่าการมาถึงของแนวคิดสตรีนิยม (Feminism) ก่อให้เกิดโทษมากกว่าคุณต่อมนุษยชาติ ข่าวดีคือ 2 ใน 3 ของผู้ชายที่เหลือไม่ได้คิดเช่นนั้น แต่ข่าวร้ายคือหากผลสำรวจที่สถาบันความเป็นผู้นำสตรีโลกแห่งคิงส์คอลเลจลอนดอน (King’s College London) วิจัยร่วมกับอิปซอส (IPSOS) ในครั้งนี้ คือภาพสะท้อนที่ซื่อตรงต่อความเป็นจริง ก็น่าเศร้าที่ปริมาณ 1 ใน 3 ของประชากรชายทั้งหมดนั้น ถือเป็นปริมาณที่ไม่น้อยเลย

Toxic Masculinity หรือ ‘ภาวะความเป็นชายที่เป็นพิษ’ เป็นแนวคิดหนึ่งที่สื่อถึงบรรทัดฐานทางวัฒนธรรมเกี่ยวกับความเป็นชายเหมารวมแบบดั้งเดิม ซึ่งขัดกับหลักการความเท่าเทียมทางเพศ

มีผู้ที่ไม่เห็นด้วยกับขบวนการสตรีนิยมจำนวนมาก ที่เชื่อว่าแนวคิดนี้คือเครื่องมือที่เฟมินิสต์คิดขึ้นมาเพื่อสร้างความเกลียดชังให้กับเพศชาย แต่ในความเป็นจริง เฟมินิสต์ไม่ใช่คนที่ริเริ่มใช้คำนี้ด้วยซ้ำ

ก่อนที่คำนี้จะถูกใช้อย่างกว้างขวางในงานเขียนสตรีนิยมและ Gender Study คำว่า Toxic Masculinity นั้นมีพื้นเพเดิมมาจากการเคลื่อนไหวของชายกลุ่มตำนานกวี (Mythopoetic Men’s Movement) ในช่วงยุค 80s และ 90s นักคิดและนักเขียนชายชาวอเมริกันเหล่านี้ รวมตัวกันเพื่อทำกิจกรรมและจัดเวิร์กช็อป ภายใต้หลักคิดที่ว่าสังคมเมืองหลังการปฏิวัติอุตสาหกรรมกำลังกัดกิน Deep Masculinity หรือ ‘ความเป็นชายที่ลุ่มลึก’ อย่างที่เราเคยได้เห็นในตำนานและกวีโบราณ จนมันเริ่มหดหายไปจากสังคม

จะเหลือไว้ก็แค่เพียงภาพจำของความเป็นชาย ซึ่งกลายพันธุ์ไปเป็นภาพชายอำนาจนำจอมทำลายล้าง แล้วปรากฎการณ์นั้นก็ได้ไปกดทับความเป็นชายแบบอื่นๆ ที่แตกต่างออกไป

แม้แก่นสารของการเคลื่อนไหวในครั้งนั้น อาจยังห่างไกลจากจุดยืนสนับสนุนสิทธิสตรีและกลุ่มผู้มีความหลากหลายทางเพศ อีกทั้งยังน่าสงสัยว่าอาจแฝงไปด้วยแนวคิดเหยียดเพศอยู่เป็นนัยๆ แต่ปฏิเสธไม่ได้ว่านั่นคือเสียงสะท้อนจากเพศชายด้วยกันเองที่เห็นถึงปัญหานี้

#NotAllMen

ภาพ: Reuters

หนึ่งในบุคคลที่มีชื่อเสียงที่สุดที่ออกมากล่าวแสดงความคิดเห็นเชิงลบต่อแนวคิด Toxic Masculinity คือเมอรีล สตรีป (Meryl Streep) นักแสดงหญิงยอดเยี่ยมแห่งยุค ผู้กวาดรางวัลมาไว้ในอ้อมแขนจำนวนมากมายนับไม่ถ้วน

“เรากำลังทำร้ายเด็กผู้ชายด้วยการแปะป้ายเรียกสิ่งนั้นสิ่งนี้ว่าความเป็นชายที่เป็นพิษ ผู้หญิงแม่งก็ท็อกซิกได้เหมือนกันนั่นแหละ สิ่งที่ท็อกซิกคือผู้คนต่างหาก” สตรีปกล่าวในงานสัมมนาซีรีส์ Big Little Lies ของ HBO ที่เธอร่วมแสดง

อาจจริงอย่างที่สตรีปว่า มนุษย์ทุกเพศทุกวัยล้วนมีโอกาสที่จะรับเอาพฤติกรรมท็อกซิกมาใช้ได้หมด และนั่นก็รวมถึงผู้หญิงด้วย อย่างไรก็ดี คำพูดนี้ของเธอเป็นตัวอย่างที่ดีมากของความเข้าใจผิดที่ว่า Toxic Masculinity เป็นคำที่คิดขึ้นมาเพื่อแปะป้ายผู้ชายว่าเป็นเพศที่ท็อกซิก

ทั้งที่จริงๆ แล้วแนวคิดภาวะความเป็นชายที่เป็นพิษในมุมมองแบบเฟมินิสต์ ไม่ใช่การกล่าวอ้างว่าผู้หญิงเป็นเพศที่ไม่ท็อกซิก ไม่ใช่การกล่าวโทษให้มนุษย์ผู้ชายเป็นเพศที่เกิดมาท็อกซิกโดยสารัตถะของพวกเขาเอง และไม่ใช่การเหมารวมความเป็นชาย (ซึ่งหลากหลายและไม่สามารถถูกครอบได้ด้วยนิยามเดียว) ว่าเป็นคุณลักษณะที่ท็อกซิกในตัวของมันเองเลยด้วยซ้ำ

สิ่งที่ท็อกซิก คือความเป็นชายรูปแบบหนึ่งที่ถูกอวยยศให้เป็นความเป็นชายแม่แบบ โดยพ่วงมากับสังคมปิตาธิปไตยที่ไม่เอื้ออาทรต่อเพศอื่น รวมถึงชายใดก็ตามที่บังอาจต่อต้านมาตรฐานความเป็นชายที่คับแคบนี้ต่างหาก

1. ชายแท้ต้องมีเหตุผล

‘ผู้ชายถนัดใช้เหตุผล ผู้หญิงถนัดใช้อารมณ์’

‘ผู้หญิงอ่อนไหวง่าย ผู้ชายไม่คิดอะไรมาก’

‘ลูกผู้ชายเขาไม่ร้องไห้กันหรอกนะ’

ภาพ: DC Comics

อ้างอิงจากข้อมูลทางสถิติขององค์การอนามัยโลก (World Health Organization: WHO) ผู้ชายฆ่าตัวตายมากกว่าผู้หญิงถึง 3 เท่า อาจเพราะผู้หญิงถูกมองว่าเป็นเพศที่อ่อนไหวและอ่อนแออยู่แล้ว ผู้หญิงส่วนมากจึงไม่กลัวที่จะต้องถูกมองว่าอ่อนแอ หากออกมาสื่อสารความทุกข์ใจของตนเองออกมา

ส่วนผู้ชายกลับถูกปลูกฝังตั้งแต่เด็กไม่ให้แสดงด้านที่อ่อนแอออกมา หรือพูดถึงอารมณ์ความรู้สึกของตนเองมากเกินไป จากผลการวิจัยของ Priory Group พบว่า 40% ของผู้ชาย ไม่เคยพูดคุยกับใครเกี่ยวกับปัญหาสุขภาพจิตของตนเองเลย แม้ว่าจะต้องทนทุกข์ทรมานเรื้อรัง จากอาการวิตกจริต ภาวะเครียด หรือแม้แต่โรคซึมเศร้าเพียงลำพังก็ตาม พวกเขาให้คำตอบถึงเหตุผลในแบบสอบถามว่า

‘ฉันได้เรียนรู้ที่จะใช้ชีวิตอยู่กับมันแล้ว’ (40%)

‘ฉันไม่อยากเป็นภาระของใคร’ (36%)

‘ฉันรู้สึกอับอายที่จะต้องพูดเรื่องนี้’ (29%)

‘คนในวงสังคมของฉันตีตราให้ปัญหาสุขภาพจิตเป็นเรื่องผิดปกติ’ (20%)

2. ชายแท้ต้องพึ่งพาได้

โลกที่ขับเคลื่อนด้วยปิตาธิปไตยใบนี้ ไม่ได้ใจร้ายแค่กับผู้หญิงที่ทะเยอทะยานออกไปทำงานนอกบ้าน ซึ่งยังคงได้รับคำปรามาสให้กลับไปเข้าครัว อยู่บ้าน ดูแลลูกและสามีแค่เพียงเท่านั้น แต่ยังใจร้ายกับผู้ชายที่เต็มใจจะทำหน้าที่ดังกล่าวอยู่ที่บ้านแทนภรรยา ด้วยการมอบคำดูถูกว่าไม่เอาไหน ไร้ศักดิ์ศรี เหยียบขี้ไก่ไม่ฝ่อ เกาะเมียกิน ฯลฯ

ผลสำรวจจากผู้ตอบแบบสอบถามผู้ใหญ่เพศชาย 1,000 คนพบว่า ส่วนมากยกให้หน้าที่การงาน (32%) และปัญหาการเงิน (31%) เป็นปัญหาชีวิตที่กระทบกับสภาพจิตใจของพวกเขามากที่สุด ซึ่งแน่นอนว่าเป็นเรื่องที่เกี่ยวข้องกับบทบาททางสังคมของเพศชายโดยตรง ผู้ชายมักมองว่าตัวเองล้มเหลว หากไม่สามารถหาเลี้ยงครอบครัวได้ และบางส่วนยอมรับว่ารู้สึก ‘เสียศักดิ์ศรี’ หรือแม้แต่ ‘เจ็บใจ’ หากตนเองมีรายได้ หรือหน้าที่การงานไม่มั่นคงเท่าภรรยา

3. ชายแท้ต้องเข้มแข็ง

ตามข้อมูลทางประวัติศาสตร์การทหารที่ผ่านมา เพศที่ตกเป็นเป้าของการเกณฑ์กำลังพลไปสู้รบกับรัฐศัตรูมาโดยตลอดจนถึงทุกวันนี้คือเพศชาย โดยปัจจุบันมีแค่ 2 ประเทศเท่านั้นที่อนุญาตให้ทั้งผู้หญิงและผู้ชายสามารถเข้ารับเกณฑ์ทหารได้อย่างเท่าเทียม ภายใต้กฎระเบียบชุดเดียวกัน ได้แก่ สวีเดนและนอร์เวย์ ส่วนประเทศอื่นๆ นอกเหนือจากนี้ที่ยังมีการบังคับเกณฑ์ทหารอยู่นั้น ล้วนเกณฑ์เฉพาะประชากรชายเพียงอย่างเดียว

กลุ่มคนที่มีแนวคิดต่อต้านสตรีนิยมทั้งในไทยและต่างประเทศ มักยกตัวอย่างการเกณฑ์ทหารว่าเป็นความไม่เท่าเทียมทางเพศรูปแบบหนึ่ง ที่เฟมินิสต์ละเลยไม่ยอมช่วยเรียกร้องหรือแม้แต่กล่าวถึง

อันที่จริงแล้ว เฟมินิสต์เริ่มวิพากษ์วิจารณ์การบังคับเกณฑ์ทหารมาตั้งแต่ยุค 80s ว่าเป็นวิถีปฏิบัติที่เหยียดเพศ ทั้งยังเป็นเครื่องมือของรัฐในการขีดเส้นบทบาททางสังคมของสองเพศให้แยกขาดจากกัน

ไม่ว่าจะเป็นเรียงความ ‘ทำอย่างไรให้การจับใบดำใบแดงเป็นปัญหาของผู้หญิงด้วย’ ซึ่งตีพิมพ์ในวารสาร Womenเมื่อปี 1981 มาจนถึงบทความ ‘เปลี่ยนจากให้ผู้หญิงจับใบดำใบแดง เป็นต่อต้านการก่อสงครามไปเลยดีกว่าไหม’ ที่เผยแพร่บนเว็บไซต์ CODEPINK เมื่อปี 2016

4. ชายแท้ต้องมีความต้องการทางเพศ

สังคมปัจจุบันยังคงแสดงปฏิกิริยาต่อการล่วงละเมิดทางเพศ ระหว่างกรณีที่มีเหยื่อเป็นหญิงและชายอย่างแตกต่างกันโดยสิ้นเชิง ในขณะที่เราคอมเมนต์อย่างตื่นกลัวและโกรธเกรี้ยว เมื่อได้อ่านข่าวไรเดอร์ชายพูดจาแทะโลมลูกค้าหญิงที่ไม่ใส่ชุดชั้นในลงมารับอาหาร

แต่เรากลับกดสติกเกอร์หัวเราะชอบใจและคอมเมนต์ล้อเลียน ลดทอนความรุนแรงให้เป็นเพียง ‘การแซวเล่น’ และ ‘ประสบการณ์ชีวิต’ เมื่อไรเดอร์ชายได้รับกระดาษโน้ตคุกคามทางเพศแนบมากับเงินค่าอาหาร เพราะผู้ชายยังคงถูกกะเกณฑ์ด้วยภาพจำแบบเดิมๆ ว่าจะต้องรู้สึกยินดี หรือแม้แต่กระหายที่จะมีเพศสัมพันธ์อยู่ตลอดเวลา

สำหรับคนส่วนหนึ่ง ไม่ว่าจะเพศใด การยินยอมมีเซ็กซ์กับใครสักคนนั้น ไม่ใช่แค่เรื่องของร่างกายเท่านั้น แต่รวมไปถึงการผูกสัมพันธ์ทางจิตใจและอารมณ์ ทว่าค่านิยมดั้งเดิมกลับตีกรอบให้มีเพียงผู้หญิงเท่านั้นที่สมควรมีทัศนคติและชีวิตเซ็กซ์ที่รัดกุมเช่นนั้น

ในขณะที่ผู้ชายกลับถูกคาดหวังให้รู้จักสำรวจทดลอง ออกไปเจอโลกกว้าง และมองประสบการณ์การมีเพศสัมพันธ์เป็นเหมือนเหรียญเกียรติยศที่ควรภาคภูมิใจ ผู้ชายคนไหนก็ตามที่ไม่สนใจ หรือไม่ชอบเมื่อถูกหยิบยื่นโอกาสมีเพศสัมพันธ์ให้ จึงมักถูกสบประมาทว่า ‘ติ๋ม’ ‘เนิร์ด’ หรือ ‘กาก’

5. ชายแท้ต้อง ‘แมน’

หนึ่งในรากฐานสำคัญของความเป็นชายที่เป็นพิษ คือความเกลียดกลัวว่าตนเองจะถูกนำไปข้องแวะกับความเป็นหญิง เมื่อผู้ชายคนหนึ่งมีลักษณะใดก็ตามที่ถูกตีกรอบให้เป็นลักษณะตามขนบของผู้หญิง เช่น รูปร่างอ้อนแอ้น หน้าตาสำอางจิ้มลิ้ม สวมใส่เสื้อผ้าสีหวาน แต่งหน้าทาเล็บ มีบุคลิกเรียบร้อย หรือมีภาษากายหรือวิธีการพูดจาที่ดู ‘ตุ้งติ้ง’ ผู้ชายคนนี้จะถูกผลักไสออกจากใจกลางของความเป็นชายที่แสนศักดิ์สิทธิ์ ด้วยการแปะป้ายว่าเป็นตุ๊ด เกย์ เก้งกวาง ชายไม่แท้ ฯลฯ แม้เจ้าตัวอาจจะชอบผู้หญิง และไม่สนใจเพศชายด้วยกันเลยก็ตาม

ผู้ชายส่วนหนึ่งจึงต้องทนอดกลั้น ไม่แสดงตัวตน หรือความชอบตัวเองออกมาตามใจ ด้วยความหวาดระแวงว่าอาจถูกเหมารวมเพศสภาพโดยที่ตนไม่ยินยอม

เมื่อลองพิจารณาให้เห็นถึงความไม่เป็นธรรมที่เพศชายต้องเผชิญทั้งหมดนี้ น่าแปลกที่คนส่วนหนึ่งกลับผลักไสขบวนการเฟมินิสต์ที่ถกเถียงประเด็นเหล่านี้อย่างจริงจังให้เป็นศัตรู แต่กลับไป Normalize ระบอบปิตาธิปไตยให้เป็นสัจธรรมของโลก ทั้งที่ตนเองก็กำลังถูกกดทับอยู่ด้วยเช่นกัน

ที่มา

Mahdawi, A. Seriously, Meryl Streep? Toxic masculinity’ doesn’t hurt men – it kills them.https://www.theguardian.com/world/2019/jun/01/seriously-meryl-streep-toxic-masculinity-doesnt-hurt-men-it-kills-them

Priory Group. Why Are Suicides So High Amongst Men?https://www.priorygroup.com/blog/why-are-suicides-so-high-amongst-men

Singh, P. 11 Ways How Toxic Masculinity Hurts Men.https://feminisminindia.com/2016/10/06/toxic-masculinity-hurts-men/

ดูข่าวต้นฉบับ
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...