การแต่งงาน ที่ประวัติศาสตร์โลกต้องจารึก กับการก่อกำเนิดพระพุทธเจ้า
H.I.P Marketing Studio
อัพเดต 11 ก.พ. 2565 เวลา 02.44 น. • เผยแพร่ 14 ก.พ. 2565 เวลา 02.12 น. • H.I.P Shout
การแต่งงาน ครั้งแรกของประวัติศาสตร์ของมนุษยชาติที่ได้มีการบันทึกไว้ เป็นเรื่องราวที่หลายคนไม่คาดคิด อ้างอิงจากในพระคัมภีร์ไบเบิ้ล ได้กล่าวถึงการแต่งงานของอาดัมและเอวา ที่มีพระเจ้าทรงเป็นสักขีพยาน เป็นพิธีสุดเรียบง่ายท่ามกลางธรรมชาติของสวนเอเดน
.
ในหน้าประวัติศาสตร์ของวัฒนธรรมนี้ยังมีรายละเอียดอีกมาก โดยจะมีความแตกต่างในแต่ละ พื้นที่ วัฒนธรรม และยุคสมัย ซึ่งหากย้อนกลับไปในหน้าของยุคก่อนประวัติศาสตร์ หลักฐานทางโบราณคดีที่ไม่ปรากฏแน่ชัด จะมีก็แต่หลุมฝังศพที่มีการฝังโครงกระดูกชายหญิงร่วมกัน ที่อาจเป็นสามีภรรยากันเท่านั้น
.
จนกระทั่งเมื่อเกิดการพัฒนารูปแบบของสังคมจากหาของป่าและล่าสัตว์ กลายเป็นสังคมเมือง มีอารยธรรมที่มีโครงสร้างทางสังคมอันซับซ้อนมากขึ้น และมีศาสนาเข้ามากำหนดความเชื่อและรูปแบบการใช้ชีวิต การแต่งงานจึงเริ่มปรากฏตั้งแต่นั้นมา โดยอารยธรรมโบราณที่มีบันทึกถึงการแต่งงานเป็นที่แรกคือ ชาวบาบิโลเนียน แห่งดินแดนเมโสโปเตเมีย แต่ว่ายังมีหลักฐานที่เก่าแก่มากกว่าของดินแดนแห่งนี้ เป็นหน้าประวัติศาสตร์ที่ถูกลบและเลือนรางไป จนทำให้ผู้คนนั้นลืมเลือน
.
ในสมัยก่อนพุทธกาล การแต่งงานของพระบิดากับพระมารดาของพระพุทธเจ้า อันเกิดขึ้นจากพระเจ้าสีหหนุ กษัตริย์แห่งกรุงกบิลพัสดุ์ พระราชบิดาของ “พระสิริสุทโธทนะ” ที่ได้ให้เหล่าพราหมณ์ทั้ง 8 คนไปเสาะหาหญิงสาวที่เหมาะสมและต้องเขาพิธีวิวาห์กับราชโอรส หลังจากที่ได้รับคำสั่งแล้ว เหล่าพราหมณ์ก็ได้เดินทางไปยังที่ต่าง ๆ จนได้ไปพบกับ “พระนางสิริมหามายา” พระราชธิดาของพระเจ้าธนาธิปะ ผู้เป็นกษัตริย์ของนครเทวทหะ
.
จากนั้นจึงได้ใช้พวงมาลัยคล้องที่พระศอของพระนางเพื่อเป็นการหมั้นหมาย เหล่าพราหมณ์เข้าเฝ้าพระเจ้าธนาธิปะเพื่อสู่ขอพระนาง หลังจากได้รับอนุญาตจึงได้มีการจัดงานสมรสขึ้นที่สวนลุมพินีวัน ทางระหว่างเมืองเทวทหะและกบิลพัสดุ์ พิธีจัดขึ้นโดยมีพระเจ้าสีหหนุจูงมือสิริสุทโธทนะเข้าสู่พิธี ส่วนนางสุชาดาจูงมือพระนางสิริมหามายาเข้าพิธี มีพราหมณ์สวดพระเวทและเป่าแตรสังข์ นั่นคือพิธีในสมัยนั้น อันเป็นหนึ่งวัฒนธรรมที่สำคัญของหน้าประวัติศาสตร์
.
และสัญลักษณ์ที่ขาดไปไม่ได้ในงาน คือ “การสวมแหวน” ที่มีหลักฐานปรากฏในยุคอียิปต์โบราณ ซึ่งระบุว่าเหล่าฟาโรห์ใช้แหวนเป็นสัญลักษณ์แทนความเป็นนิรันดร์ ด้วยลักษณะของวงกลมที่ไม่มีจุดเริ่มและจุดจบ ทั้งยังเป็นรูปทรงของพระจันทร์ และพระอาทิตย์ เป็นสิ่งที่ชาวอียิปต์บูชาอยู่แล้วมาใช้เป็นสัญลักษณ์ของแหวนแต่งงานอีกด้วย
.
หลังจากพระเจ้าอเล็กซานเดอร์มหาราชพิชิตอียิปต์ได้ ชาวกรีกจึงนำวัฒนธรรมการให้แหวนกับคนรักมาใช้ต่อ เพื่อแสดงถึงความซื่อสัตย์จงรักภักดีต่อคู่ของตน แหวนในยุคนั้นมักจะมีสัญลักษณ์ของเทพ Eros และเทพ Cupid ตัวแทนของความรัก หรือเทพเจ้าอื่น ๆ
.
จนมาถึงยุคโรมัน พวกเขาก็สานต่อวัฒนธรรมดังกล่าวที่การทำแหวนเพื่อใช้ในพิธีสมรส ซึ่งในยุคแรกแหวนยังคงทำจากเหล็กเกลี้ยง ๆ ต่อมาจึงพัฒนาเป็นอัญมณีประดับบนแหวนที่ทำจากทองคำขาว จากนั้นจึงเป็นการประดับเพชรที่หัวแหวน และแหวนจะถูกสวมลงในนิ้วนางข้างซ้ายตามความเชื่อที่ว่ากันว่าเป็นนิ้วที่มีเส้นเลือดตรงไปยังหัวใจอีกด้วย
.
เห็นได้ว่าเรื่องราวเหล่านี้ถูกบันทึกไว้ในหน้าประวัติศาสตร์มาอย่างยาวนาน จนกระทั่งมาถึงปัจจุบันที่ยุคสมัยได้เปลี่ยนไป ทำให้คู่รักในปัจจุบันใส่ใจเรื่องความมั่นใจและความเป็นตัวเองมากกว่าขนบธรรมเนียมแบบเดิม ๆ หากจะให้อิงตามวัฒนธรรมพิธีแต่งงานของพระบิดาและพระมารดาของพระพุทธเจ้า ก็คงจะไม่เหมาะที่จะมาใช้ในยุคนี้
.
ถือเป็นความโชคดีที่ในปัจจุบัน ที่ “การแต่งงาน” กลายเป็นเรื่องของความรักมากขึ้น เพราะเจ้าบ่าวและเจ้าสาวมีสิทธิ์ตัดสินใจเริ่มชีวิตคู่จากความรักอันบริสุทธิ์ที่มีให้กัน โดยไม่ต้องคำนึงถึงผลประโยชน์อื่นใด รวมไปถึงการที่ไม่มีเรื่องเพศเข้ามากำหนด เป็นสิ่งที่ถูกพูดถึงอย่างกว้างขวางในยุคนี้อีกด้วย
.
พิธีที่สามารถก่อกำเนิดศาสดาของศาสนาพุทธขึ้นมา อาจมองได้ว่าเป็นพิธีที่พิเศษ รวมถึงอนุมานและจินตนาการได้ว่าเป็นหน้าแรกในประวัติศาสตร์ของการกำเนิดมนุษย์ก็เป็นได้ จนเมื่อกาลเวลาผ่านไป พิธีนี้ก็อาจแตกต่างกันไปตามประเทศ ภูมิภาค ศาสนา และความชอบส่วนบุคคล ไม่ว่าพวกเขาจะแตกต่างกันแค่ไหน สิ่งหนึ่งที่งานแต่งงานทั้งหมดทำคือการรวมคนสองคนในความรัก ซึ่งเป็นสิ่งที่ยากจะอธิบายความหมายให้ตรงกับใจของมนุษย์
ข้อมูลอ้างอิง
แหล่งข้อมูลที่ 1
แหล่งข้อมูลที่ 2
แหล่งข้อมูลที่ 3
อ่านเรื่องอื่นเพิ่มเติม
.
Read Me – We Shout l The Shout
Living Online Magazine
[Life, Culture, Creative, Spirit]