โปรดอัพเดตเบราว์เซอร์

เบราว์เซอร์ที่คุณใช้เป็นเวอร์ชันเก่าซึ่งไม่สามารถใช้บริการของเราได้ เราขอแนะนำให้อัพเดตเบราว์เซอร์เพื่อการใช้งานที่ดีที่สุด

ธุรกิจ-เศรษฐกิจ

“บิตคอยน์” ไม่ใช่แค่การลงทุน แต่คือแนวคิดใหม่ระบบการเงิน ทำความเข้าใจพื้นฐานโลกสินทรัพย์ดิจิทัล

Thairath Money

อัพเดต 22 มิ.ย. 2568 เวลา 10.29 น. • เผยแพร่ 22 มิ.ย. 2568 เวลา 07.01 น.
ภาพไฮไลต์

ปัจจุบันการลงทุนไม่ได้จำกัดอยู่เพียงแค่หุ้น กองทุน หรืออสังหาริมทรัพย์เท่านั้น แต่กำลังขยายออกไปสู่สินทรัพย์ดิจิทัลอย่างรวดเร็ว โดยเฉพาะ “คริปโตเคอร์เรนซี” ที่เติบโตทั้งในแง่ของมูลค่าและการยอมรับในระดับโลก

Thairath Money Roadshow 2025 ครั้งนี้พาไปบุกหาดใหญ่ จังหวัดสงขลา พร้อมเปิดเวทีดึง กันตณัฐ วุฒิธร หัวหน้าทีมนักวิเคราะห์สินทรัพย์ดิจิทัล Bitkub Labs ขึ้นบรรยายในประเด็น “ทำความรู้จักกับบิตคอยน์และ 3 เทคนิคสำคัญของการลงทุน” พาไปเจาะลึกทริกการลงทุนในยุคใหม่ที่สามารถนำไปประยุกต์ใช้ได้จริงกับทุกรูปแบบของการลงทุน ไม่จำกัดเฉพาะคริปโต แต่รวมถึงสินทรัพย์อื่น ๆ ด้วยเช่นกัน พร้อมกับพาไปรู้จักกับสินทรัพย์ดิจิทัลยอดนิยมอย่าง “บิตคอยน์” ที่กำลังก้าวขึ้นมามีบทบาทในระบบการเงินใหม่

3 เทคนิคการลงทุนที่ประยุกต์ใช้ได้จริง

กันตณัฐ กล่าวบนเวทีเสวนาแนะนำ 3 หลักคิดสำคัญ ถ่ายทอดความรู้ในฐานะนักลงทุนสายสถิติและวิเคราะห์ข้อมูล โดยมีจุดมุ่งหมายชัดเจนว่า การลงทุนควรตั้งอยู่บนพื้นฐานของเหตุผล ไม่ใช่อารมณ์ หรือข่าวสารเพียงผิวเผิน

  • เทคนิคที่ 1: โชคอาจมีผล แต่ความสามารถชี้ชะตาระยะยาว

ประเด็นแรกที่ยกมาคือคำถามสำคัญที่นักลงทุนทุกคนต้องตอบให้ได้ นั่นคือ “โชค กับ ความสามารถอะไรส่งผลต่อผลลัพธ์การลงทุนมากกว่ากัน?” ผ่านการจำลองสถานการณ์ผ่านตัวอย่าง Persona ตั้งค่าระดับความสามารถของนักลงทุน 3 ราย ซึ่งมี Profit Factor หรือมีความสามารถในการทำกำไรที่ต่างกันอย่างชัดเจน แล้วให้ทั้งสามคนลองเทรดในระยะสั้นจำนวน 10 ครั้ง

ผลลัพธ์ที่ได้กลับน่าประหลาดใจ คนที่มีความสามารถในการทำกำไรเก่งที่สุดกลับขาดทุนมากที่สุด ส่วนผู้มีความสามารถต่ำสุดกลับทำกำไรสูงสุด ทั้งหมดนี้อาจสะท้อนได้ว่าในการลงทุนระยะสั้น ปัจจัยด้าน “โชค” อาจมีผลมากกว่าที่หลายคนคาดคิด

แต่เมื่อจำลองจำนวนรอบการลงทุนให้มากขึ้นถึง 10,000 ครั้ง ผลลัพธ์ก็กลับออกมาอีกแบบ เพราะทุกอย่างเป็นไปตามกฎธรรมชาติ พบว่านักลงทุนที่มีทักษะสูงสุดกลับทำกำไรได้ดีที่สุดอย่างสม่ำเสมอ ตอกย้ำข้อเท็จจริงว่า “ในระยะยาว ความสามารถคือสิ่งที่กำหนดผลลัพธ์ที่แท้จริง หากมีระเบียบวินัยมากพอและทำซ้ำ ๆ” กันตณัฐ กล่าว

  • เทคนิคที่ 2: อยู่รอดได้ด้วยการบริหารความเสี่ยง

เทคนิคที่สองเน้นที่หัวใจของการอยู่รอดในสนามลงทุน นั่นคือ “การบริหารความเสี่ยง” โดยยกตัวอย่างว่า แม้ผู้ลงทุนจะไม่มีความรู้ด้านการวิเคราะห์ตลาดเลย หากสามารถกำหนด “ขนาดการขาดทุนต่อครั้ง” ให้ชัดเจน เช่น ไม่เกิน 10% ของพอร์ตต่อการลงทุนหนึ่งครั้ง โอกาสที่พอร์ตจะขาดทุนจนหมดนั้นมีเพียง 0.0976% เท่านั้น

กันตณัฐ อธิบายว่า “สมมติว่าคุณไม่รู้เรื่องการลงทุนเลย แต่กำหนดไว้ว่า ทุกครั้งที่ขาดทุนจะต้องไม่เกิน 10% ต่อรอบ โอกาสที่พอร์ตจะแตกต้องแพ้ติดกัน 10 ครั้ง ซึ่งมีโอกาสแค่ 0.0976% เท่านั้น และถ้าลดขนาดความเสี่ยงลงเหลือ 5% ต่อรอบ ต้องแพ้ติดกัน 20 ครั้ง โอกาสก็จะเหลือเพียง 0.00953% เรียกได้ว่าแทบเป็นไปไม่ได้เลย ดังนั้น แม้ไม่เก่งเรื่องเทคนิคการลงทุน แต่รู้จักบริหารความเสี่ยง โอกาสรอดก็มีสูงเช่นกัน”

ประเด็นนี้สะท้อนให้เห็นว่า การลงทุนที่ดีไม่ได้ขึ้นอยู่กับการเลือกสินทรัพย์ที่ถูกต้องเพียงอย่างเดียว แต่ขึ้นอยู่กับ “การจัดการความเสียหาย” เมื่อตลาดไม่เป็นไปตามคาดอีกด้วย

  • เทคนิคที่ 3: สร้างเกราะป้องกันความโลภ หนีโฆษณาชวนเชื่อ

ในยุคที่สื่อโซเชียลเต็มไปด้วยวิดีโอ คอนเทนต์ ข้อความจูงใจในการลงทุน เช่น “กำไร 1000% ภายในเดือนเดียว” หรือ “แค่กดซื้อก็รวย” พร้อมกับเกิดคำถามตามมาว่า “จะเกิดขึ้นได้จริงไหม?” “เป็นไปได้จริงหรือไม่?”

กันตณัฐ เตือนพร้อมกับยกตัวอย่างว่า นักลงทุนระดับโลกอย่าง Warren Buffett หรือ Ray Dalio ทำกำไรเฉลี่ยเพียง 10-15% ต่อปี หรือเดือนละแค่ 1% เท่านั้น คำถามสำคัญอีกอย่างคือ ถ้าทำ 1000% ได้จริง ทำไมพวกเขาไม่ทำ? คำตอบคือ เพราะมันไม่ง่ายและไม่เป็นจริงเสมอไป

โฆษณาเหล่านี้มักเป็นการชวนเชื่อ ไม่ได้สะท้อนความจริง หากแต่เป็น “เครื่องมือการตลาด” ที่มุ่งหวังให้ผู้คนหลงเชื่อในผลตอบแทนเกินจริง และนำไปสู่ความเสี่ยงเกินควบคุม

ทำความเข้าใจพื้นฐาน “บิตคอยน์” และ “บล็อกเชน”

ในช่วงท้าย กันตณัฐ ได้เล่าถึงต้นกำเนิดของ “บิตคอยน์” ที่ย้อนกลับไปในปี 2009 ถูกสร้างขึ้นมาโดย Satoshi Nakamoto โดยที่บิตคอยน์ไม่ได้ถูกสร้างขึ้นมาเพื่อเป็นสินทรัพย์เพื่อการลงทุน แต่เป็นระบบการเงินทางเลือกที่ไม่มีตัวกลาง ไม่มีใครควบคุม ถูกออกแบบมาแก้ 2 ปัญหาหลักของระบบการเงินโลก ได้แก่

  • อำนาจรวมศูนย์: ที่ธนาคารกลางสามารถพิมพ์เงินหรือปรับดอกเบี้ยตามใจ และยังส่งผลกระทบต่อระบบเศรษฐกิจโลก
  • ขาดความเป็นส่วนตัว: แม้ว่าเงินสดจะมีความเป็นส่วนตัว แต่หากต้องการจะใช้จ่ายข้ามพรมแดน ก็จะต้องแลกหรือต้องใช้จ่ายผ่านระบบดิจิทัล อย่างเช่น การโอนจ่ายผ่านธนาคาร ซึ่งจะมีการผ่านตัวกลางที่ไม่มีความเป็นส่วนตัว

ในขณะที่การทำธุรกรรมบน “บล็อกเชน” (Blockchain) ที่เปรียบเหมือนหมู่บ้านที่ทุกคนมีสมุดบัญชีของตัวเอง และทุกครั้งที่มีการโอนเงิน ทุกคนจะบันทึกธุรกรรมนั้นไว้ในบัญชีของตัวเอง ไม่มีตัวกลาง ไม่มีใครสามารถแก้ไขข้อมูลย้อนหลังได้

และยังสามารถตรวจสอบได้ เพราะทุกคนจะมีการทำสำเนาการบันทึกธุรกรรมที่ไม่สามารถแก้ไขได้ขึ้นมา จึงเห็นว่าเหมาะสมที่จะนำคอนเซ็ปต์นี้มาใช้ในระบบการเงิน ที่เอาอำนาจออกจากตัวกลาง

ในส่วนของบิตคอยน์ ปัจจุบันมีมูลค่าตลาดใหญ่อันดับ 6 ของโลก โดยมูลค่ารวมของตลาดคริปโตฯ มีมากกว่ามูลค่ารวมของบริษัทไทย 10 อันดับแรกถึง 20 เท่า และในทุกวันนี้ไม่ได้มีแค่รายย่อยเท่านั้นที่ถือสินทรัพย์ประเภทนี้ แต่ยังรวมถึงสถาบันการเงิน บริษัทเอกชน และรัฐบาล

ปัจจุบันในโลกนี้ มี 8 ประเทศที่ถือบิตคอยน์ ได้แก่ สหรัฐอเมริกา, จีน, สหราชอาณาจักร, ยูเครน, ภูฏาน, ฟินแลนด์, จอร์เจีย และเอลซัลวาดอร์ และแม้ว่าในอดีตกฎระเบียบต่าง ๆ อาจจะยังไม่ชัดเจน แต่วันนี้ สหรัฐฯ และอีกหลายประเทศรับรองการถือครองแล้ว โดยล่าสุดในประเทศไทยเอง กระทรวงการคลัง ก็ได้ประกาศยกเว้นภาษีคริปโตฯ 0% แล้วเป็นระยะเวลา 5 ปี

ติดตามเพจ Facebook: Thairath Money ได้ที่ลิงก์นี้ - https://www.facebook.com/ThairathMoney

อ่านข่าวต้นฉบับได้ที่ : “บิตคอยน์” ไม่ใช่แค่การลงทุน แต่คือแนวคิดใหม่ระบบการเงิน ทำความเข้าใจพื้นฐานโลกสินทรัพย์ดิจิทัล

ข่าวอื่นที่เกี่ยวข้อง

ตามข่าวก่อนใครได้ที่
- Website : Thairath Money
- LINE Official : Thairath

ดูข่าวต้นฉบับ
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...