โปรดอัพเดตเบราว์เซอร์

เบราว์เซอร์ที่คุณใช้เป็นเวอร์ชันเก่าซึ่งไม่สามารถใช้บริการของเราได้ เราขอแนะนำให้อัพเดตเบราว์เซอร์เพื่อการใช้งานที่ดีที่สุด

ไอที

OBD Scanner ราคาเท่าไหร่ ก่อนใช้ต้องรู้อะไรบ้าง

INN News

อัพเดต 11 ก.ค. 2568 เวลา 16.20 น. • เผยแพร่ 11 ก.ค. 2568 เวลา 09.15 น. • INN News

ในยุคที่รถยนต์มีระบบอิเล็กทรอนิกส์ที่ซับซ้อนมากขึ้น การตรวจสอบและดูแลรักษารถให้ทำงานได้อย่างเต็มประสิทธิภาพกลายเป็นเรื่องสำคัญ โดยเฉพาะผู้ใช้รถที่ต้องการประหยัดค่าใช้จ่ายในการนำรถเข้าศูนย์บริการ การมีเครื่องมืออย่าง OBD Scanner จึงกลายเป็นตัวช่วยสำคัญที่ทำให้คุณสามารถเช็กปัญหาต่าง ๆ ของรถยนต์ได้ด้วยตัวเอง แต่ก่อนจะตัดสินใจซื้อ หลายคนอาจสงสัยว่า OBD Scanner ราคาเท่าไหร่ และมีเรื่องอะไรบ้างที่ควรรู้ก่อนใช้งาน บทความนี้มีคำตอบให้คุณแบบครบถ้วน

OBD Scanner คืออะไร ?

OBD (On-Board Diagnostics) Scanner คืออุปกรณ์ที่ใช้เชื่อมต่อกับระบบคอมพิวเตอร์ของรถยนต์ผ่านพอร์ต OBD เพื่ออ่านรหัสความผิดปกติ (DTC – Diagnostic Trouble Codes) และข้อมูลจากเซ็นเซอร์ต่าง ๆ ภายในรถ เช่น ระบบเครื่องยนต์ ระบบไอเสีย ความเร็วรอบ และอื่น ๆ อีกมากมาย

เครื่องมือชิ้นนี้ช่วยให้ผู้ใช้สามารถวิเคราะห์ปัญหาเบื้องต้นของรถได้ เช่น ทำไมไฟเครื่องยนต์โชว์ ทำไมรอบเดินเบาไม่สม่ำเสมอ หรือมีการใช้เชื้อเพลิงผิดปกติ โดยไม่ต้องรอเข้าศูนย์หรืออู่เสมอไป

OBD Scanner ราคาเท่าไหร่ ?

สำหรับผู้ที่กำลังมองหา OBD Scanner ราคาในท้องตลาดมีความหลากหลายมาก ขึ้นอยู่กับฟังก์ชันการใช้งานและยี่ห้อที่เลือก โดยสามารถแบ่งเป็นกลุ่มใหญ่ ๆ ได้ดังนี้:

  • รุ่นพื้นฐาน (Basic Bluetooth/Wi-Fi OBD Scanner):

    เชื่อมต่อกับสมาร์ตโฟนผ่านแอป เช่น Torque หรือ Car Scanner ใช้ได้กับรถยนต์ส่วนใหญ่ ราคาจะอยู่ที่ประมาณ 300 – 1,000 บาท เหมาะกับผู้ใช้ทั่วไปที่ต้องการเช็กปัญหาพื้นฐาน

  • รุ่นกลาง (Handheld OBD Scanner):

    เป็นอุปกรณ์ที่มีหน้าจอแสดงผลในตัว ไม่ต้องพึ่งพาแอปพลิเคชัน ใช้งานง่าย ฟังก์ชันหลากหลายกว่า เช่น ลบโค้ด DTC, ตรวจสอบระบบไอเสีย ราคาจะอยู่ที่ประมาณ 2,000 – 5,000 บาท

  • รุ่นโปรหรือระดับศูนย์บริการ:

    รองรับฟังก์ชันขั้นสูง เช่น รีเซ็ตระบบเบรก ABS, เช็กระบบเกียร์อัตโนมัติ, โปรแกรมกุญแจ ฯลฯ ราคาสูงกว่า 10,000 บาทขึ้นไป เหมาะกับช่างหรือศูนย์บริการที่ต้องการใช้ตรวจสอบรถหลากหลายยี่ห้อและรุ่น

หากคุณเป็นผู้ใช้งานทั่วไป OBD Scanner ราคาหลักร้อยถึงหลักพันก็อาจเพียงพอสำหรับการตรวจสอบปัญหาทั่วไป

ก่อนใช้งาน OBD Scanner ต้องรู้อะไรบ้าง?

  • รถของคุณรองรับ OBD หรือไม่:

    รถยนต์ที่ผลิตหลังปี 1996 (สำหรับรถในอเมริกา) หรือหลังปี 2001 (สำหรับรถในยุโรปและเอเชีย) มักจะรองรับระบบ OBD II ซึ่งเป็นมาตรฐานในการใช้งาน OBD Scanner แต่ควรตรวจสอบคู่มือหรือสอบถามผู้ผลิตเพื่อความมั่นใจ

  • เลือกฟังก์ชันให้เหมาะกับการใช้งาน:

    ไม่จำเป็นต้องซื้อรุ่นแพงที่สุด หากคุณแค่ต้องการรู้ว่าไฟเครื่องยนต์ขึ้นเพราะอะไร รุ่นพื้นฐานก็เพียงพอ แต่หากคุณเป็นผู้ใช้งานเชิงเทคนิคหรือช่างควรเลือกเครื่องที่มีฟีเจอร์ครบเพื่อคุ้มค่ากับการลงทุน

  • รู้จักแอปพลิเคชันเสริม:

    สำหรับรุ่นที่เชื่อมต่อผ่านสมาร์ตโฟน การใช้งานจะขึ้นอยู่กับแอปพลิเคชันที่เลือกด้วย บางแอปให้โหลดใช้ฟรี แต่บางฟีเจอร์ต้องจ่ายเพิ่ม ควรศึกษารีวิวแอปก่อนใช้งาน

  • อ่านและแปลรหัสให้ถูกต้อง:

    แม้ OBD Scanner จะบอกโค้ดความผิดปกติได้ แต่การวิเคราะห์ว่าโค้ดนั้นหมายถึงอะไรยังต้องอาศัยความเข้าใจ เช่น รหัส P0171 หมายถึง “ส่วนผสมของอากาศกับเชื้อเพลิงบางเกินไป” ผู้ใช้งานควรเรียนรู้พื้นฐานการแปลโค้ดเพื่อวินิจฉัยปัญหาได้แม่นยำ

  • ไม่ใช่เครื่องมือซ่อมรถ แต่เป็นเครื่องมือวิเคราะห์:

    ควรเข้าใจว่า OBD Scanner ช่วยให้รู้ว่าเกิดปัญหาอะไร แต่ไม่ได้แก้ไขปัญหาโดยตรง บางปัญหายังต้องพึ่งช่างผู้ชำนาญการในการซ่อมแซมอย่างถูกต้อง

การเลือกใช้ OBD Scanner อย่างเหมาะสมจะช่วยให้คุณดูแลรถได้ดีขึ้น ประหยัดเวลาและค่าใช้จ่ายในการเข้าศูนย์ซ่อมโดยไม่จำเป็น ทั้งนี้ OBD Scanner ราคามีให้เลือกหลายระดับ ขึ้นอยู่กับการใช้งานและงบประมาณ หากคุณเข้าใจฟังก์ชันต่าง ๆ และใช้เครื่องมือนี้อย่างถูกวิธี มันจะกลายเป็นผู้ช่วยสำคัญที่ทำให้คุณมั่นใจในทุกการขับขี่อย่างแน่นอน

ดูข่าวต้นฉบับ
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...