โปรดอัพเดตเบราว์เซอร์

เบราว์เซอร์ที่คุณใช้เป็นเวอร์ชันเก่าซึ่งไม่สามารถใช้บริการของเราได้ เราขอแนะนำให้อัพเดตเบราว์เซอร์เพื่อการใช้งานที่ดีที่สุด

กำไรอุตสาหกรรมจีนทรุด เจอทั้งพิษกำแพงภาษีสหรัฐฯ และ ‘สงครามราคา’ ในประเทศที่รุนแรงขึ้น คาดภาครัฐจ่อ ‘ปฏิรูปฝั่งอุปทาน’ รอบใหม่

THE STANDARD

อัพเดต 27 ก.ค. 2568 เวลา 07.42 น. • เผยแพร่ 27 ก.ค. 2568 เวลา 07.42 น. • thestandard.co
กำไรอุตสาหกรรมจีนทรุด เจอทั้งพิษกำแพงภาษีสหรัฐฯ และ ‘สงครามราคา’ ในประเทศที่รุนแรงขึ้น คาดภาครัฐจ่อ ‘ปฏิรูปฝั่งอุปทาน’ รอบใหม่

กำไรภาคอุตสาหกรรมของจีนหดตัวลงเป็นเดือนที่สองติดต่อกันในเดือนมิถุนายน ซึ่งเป็นการตอกย้ำถึงแรงกดดันมหาศาลที่เศรษฐกิจอันดับสองของโลกกำลังเผชิญ ทั้งจากกำแพงภาษีของสหรัฐฯ และที่สำคัญคือ ‘สงครามราคา’ ภายในประเทศที่รุนแรงขึ้น

ข้อมูลจากสำนักงานสถิติแห่งชาติจีนที่เปิดเผยเมื่อวันอาทิตย์ (27 ก.ค.) ระบุว่ากำไรภาคอุตสาหกรรมในเดือนมิถุนายนลดลง 4.3% จากปีก่อนหน้า และส่งผลให้ในช่วงครึ่งปีแรกของปีนี้กำไรโดยรวมลดลง 1.8% การหดตัวอย่างต่อเนื่องนี้สะท้อนถึงแรงกดดันด้านส่วนต่างกำไรที่ผู้ประกอบการต้องเผชิญ ท่ามกลางอุปสงค์ในประเทศที่อ่อนแอและภาวะเงินฝืดในภาคการผลิต

ปัญหาดังกล่าวรุนแรงถึงขนาดที่ผู้นำสูงสุดอย่าง สี จิ้นผิง ได้ตั้งคำถามอย่างตรงไปตรงมาในการประชุมเมื่อต้นเดือนว่า “เมื่อพูดถึงโครงการใหม่ๆ ก็มักจะเป็นเรื่องเดิมๆ ไม่กี่อย่างเสมอ ไม่ว่าจะเป็นปัญญาประดิษฐ์, พลังการประมวลผล และรถยนต์พลังงานใหม่ แล้วทุกมณฑลจำเป็นต้องพัฒนาอุตสาหกรรมในด้านเหล่านี้ทั้งหมดเลยหรือ”

คำถามนี้สะท้อนความกังวลที่เพิ่มขึ้นของรัฐบาลปักกิ่งต่อ ‘ภาวะกำลังการผลิตล้นตลาด’ ซึ่งเป็นต้นตอของการแข่งขันตัดราคาอย่างดุเดือดและซ้ำเติมแรงกดดันด้านภาวะเงินฝืด ทำให้เจ้าหน้าที่ระดับสูงต่างออกมาเตือนถึงการแข่งขันที่ไร้ระเบียบ จึงมีการคาดการณ์ว่าอาจมีการปฏิรูปฝั่งอุปทานรอบใหม่

อย่างไรก็ตาม นักเศรษฐศาสตร์ชี้ว่าการแก้ปัญหาครั้งนี้มี ‘เดิมพันที่สูงขึ้น’ และยากกว่าการปฏิรูปในปี 2015 มาก เนื่องจากในอดีตปัญหาส่วนใหญ่อยู่ในอุตสาหกรรมต้นน้ำที่รัฐวิสาหกิจเป็นเจ้าของ ทำให้รัฐบาลสามารถสั่งลดกำลังการผลิตจากบนลงล่างได้ง่าย แต่ปัจจุบันปัญหากลับกระจายวงกว้างไปสู่อุตสาหกรรมปลายน้ำอย่างเทคโนโลยีสีเขียวและสินค้าอุปโภคบริโภค ซึ่งมีภาคเอกชนเข้ามาเกี่ยวข้องมากขึ้น

นีล เชียริง จาก Capital Economics ชี้ว่า รัฐบาลปักกิ่งกำลังเผชิญ ‘ภาวะที่กลืนไม่เข้าคายไม่ออก’ เพราะในด้านหนึ่ง “ต้องการควบคุมสงครามราคาและป้องกันการเกิดบริษัทซอมบี้” แต่ในอีกด้านหนึ่ง “ก็ต้องการส่งเสริมอุตสาหกรรมเกิดใหม่และเพิ่มการพึ่งพาตนเอง” ซึ่งเป็นสองเป้าหมายที่ขัดแย้งกัน

สำหรับบริษัทซอมบี้เป็นคำเปรียบเทียบธุรกิจที่ติดชะงักกับปัญหาด้านการเงิน ไม่มีกำไร แต่ก็ยังสามารถบริหารจัดการให้อยู่รอดไปได้ บริษัทพวกนี้ยังสามารถจ่ายค่าแรง ค่าเช่า จ่ายดอกเบี้ย แต่ก็ไม่ได้มีเงินสดเหลือพอที่จะไปลงทุนหรือสร้างการเติบโตต่อไปได้

นักเศรษฐศาสตร์ส่วนใหญ่เห็นตรงกันว่า คำสั่งจากภาครัฐเพียงอย่างเดียวไม่สามารถแก้ปัญหาเชิงโครงสร้างนี้ได้ “ความจริงก็คือจีนจำเป็นต้องปรับสมดุลเศรษฐกิจ ไม่ใช่ผ่านกฎระเบียบหรือการชี้นำการลงทุน แต่โดยการสร้างการเปลี่ยนแปลงเชิงโครงสร้างไปสู่การบริโภคที่สูงขึ้นและการออมที่ลดลง” เชียริงกล่าว

นักเศรษฐศาสตร์จาก Morgan Stanley เตือนว่าสถานการณ์ที่เลวร้ายที่สุด คือการใช้มาตรการบังคับลดกำลังการผลิตโดยไม่มีนโยบายกระตุ้นอุปสงค์ที่เพียงพอ ซึ่งอาจนำพาเศรษฐกิจเข้าสู่ภาวะเงินฝืดที่ลึกยิ่งขึ้นในระยะยาวหลังจากราคาปรับตัวดีขึ้นเพียงชั่วคราว การแก้ปัญหานี้จึงจำเป็นต้องอาศัย ‘ปฏิรูปเชิงโครงสร้าง’ อย่างจริงจัง

อ้างอิง:

ดูข่าวต้นฉบับ
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...