โปรดอัพเดตเบราว์เซอร์

เบราว์เซอร์ที่คุณใช้เป็นเวอร์ชันเก่าซึ่งไม่สามารถใช้บริการของเราได้ เราขอแนะนำให้อัพเดตเบราว์เซอร์เพื่อการใช้งานที่ดีที่สุด

สังคม

ทุนไทยในกัมพูชา 5 หมื่นล้านผวา ข้อพิพาทลากยาว ฉุดธุรกิจติดหล่ม ลุ้น JBC พบทางออก

ฐานเศรษฐกิจ

อัพเดต 13 มิ.ย. 2568 เวลา 12.28 น. • เผยแพร่ 13 มิ.ย. 2568 เวลา 22.19 น.

จากสถานการณ์ตึงเครียดที่เกิดขึ้นระหว่างไทย-กัมพูชาในเวลานี้ นอกจากมิติทางการเมืองและความมั่นคงที่น่าจับตามองแล้ว ผลกระทบทางเศรษฐกิจ โดยเฉพาะในระดับชายแดนก็เริ่มส่งสัญญาณแรงกระเพื่อมอย่างมีนัยสำคัญ โดยเฉพาะภาคการค้าและการลงทุนของไทยในกัมพูชาที่ต้องเผชิญกับภาวะไม่แน่นอนมากขึ้นอย่างต่อเนื่อง

มูลค่าความเสียหายเสี่ยงแตะ 500 ล้านบาทต่อวัน

นายวรทัศน์ ตันติมงคลสุข ประธานสภาธุรกิจไทย-กัมพูชา เปิดเผยกับ "ฐานเศรษฐกิจ" ว่า หากสถานการณ์ข้อพิพาทลุกลามจนถึงขั้นปิดด่านการค้าทั้งหมดระหว่างสองประเทศ จะก่อให้เกิดความเสียหายเฉลี่ยถึง 500 ล้านบาทต่อวัน จากมูลค่าการค้าชายแดนและผ่านแดนไทย-กัมพูชาปีที่แล้วมีมูลค่ากว่า 1.8 แสนล้านบาท

“มูลค่าการค้าชายแดนและผ่านแดนระหว่างไทย-กัมพูชาปีที่แล้วมีมูลค่า 1.81 แสนล้านบาท(เฉพาะการค้าชายแดนมีมูลค่า 1.75 แสนล้านบาท) หากนำมาหารเฉลี่ย 365 วันจะอยู่ที่ราว 493 ล้านบาท หรือกลม ๆ คือ 500 ล้านบาทต่อวัน หากทุกอย่างหยุดนิ่ง สินค้าไปไม่ได้เลย”

แม้ในขณะนี้ด่านชายแดนจะยังไม่ถูกสั่งปิดทั้งหมด แต่มีการจำกัดเวลาเปิด-ปิดด่านที่เข้มงวดขึ้น จากเดิมเปิดเวลา 06.00 น. ปิด 21.00 น. กลายเป็นเปิด 08.00 น. และปิด 16.00 น. ทำให้เกิดปัญหาการจราจรติดขัด รถบรรทุกต้องเข้าคิวข้ามแดนตั้งแต่เช้ามืด ยิ่งเพิ่มต้นทุนให้กับภาคโลจิสติกส์และผู้ประกอบการขนาดเล็ก

โลจิสติกส์สะดุด-รถติดข้ามแดนหลายกิโลฯ

"ตอนนี้ปัญหาไม่ใช่แค่เรื่องห้ามคนข้ามแดน แต่ระบบโลจิสติกส์ของผู้ค้าชายแดนปั่นป่วน รถบรรทุกต้องไปต่อคิวหลายกิโลฯ โดยเฉพาะที่จุดผ่านแดนถาวรบ้านหนองเอี่ยน-สตึงบท อำเภออรัญประเทศ จังหวัดสระแก้ว ซึ่งเป็นด่านหลักของการค้าชายแดน รถต้องไปรอตั้งแต่ตีห้าเพื่อข้ามแดนก่อนหมดเวลา" นายวรทัศน์ ระบุ

แม้จะยังสามารถขนส่งสินค้าได้บ้างในช่วงเวลาที่จำกัด แต่หากสถานการณ์ยืดเยื้อ จะกระทบถึงผู้ส่งออกรายเล็ก รายกลาง และชุมชนพรมแดนที่พึ่งพาการค้ารายวันเป็นหลัก ซึ่งจะส่งผลต่อเศรษฐกิจฐานรากโดยตรง

นักลงทุนไทยในกัมพูชาเริ่มกังวล

สถานการณ์ที่เกิดขึ้นยังสร้างความกังวลให้กับภาคธุรกิจไทยที่เข้าไปลงทุนในกัมพูชา โดยเฉพาะในภาคการผลิต การค้าปลีก และธุรกิจบริการต่าง ๆ ที่ขณะนี้มีจำนวนผู้ประกอบการไทยเข้าไปลงทุนมากกว่า 100 ราย มีมูลค่าการลงทุนรวมกว่า 50,000 ล้านบาท

ธุรกิจหลักที่ไปตั้งฐานในกัมพูชา อาทิ แม็คโคร ซีพี แฟรนไชส์ 7-อีเลฟเว่น บิ๊กซี SCG โฮมมาร์ท โกลบอลเฮ้าส์ กลุ่มโรงงานการ์เมนต์ นิคมอุตสาหกรรมศรีโสภณ ของที.เค.กรุ๊ป รวมถึงกลุ่มพลังงานและบริการ เช่น ปตท. และร้านกาแฟอเมซอนที่มีสาขาในกัมพูชากว่า 600-700 แห่ง ร้านกาแฟอินทนิลของบางจาก รวมถึงธุรกิจร้านอาหารไทยอีกจำนวนมาก

โดยนักลงทุนไทยอยู่ในกัมพูชาหลายร้อยราย ส่วนใหญ่เป็นการค้าปลีกและภาคบริการ สร้างงานจำนวนมากให้กับแรงงานท้องถิ่น ปัญหาความไม่แน่นอนในเวลานี้ทำให้นักลงทุนเริ่มลังเล โดยเฉพาะการลงทุนระยะยาวที่ต้องการเสถียรภาพด้านนโยบายและความสัมพันธ์ระหว่างประเทศ

ประธานสภาธุรกิจไทย-กัมพูชากล่าวอีกว่า ในอดีตไทยเคยเป็นนักลงทุนต่างชาติอันดับต้น ๆ ของกัมพูชา แต่ในช่วง 10 ปีที่ผ่านมา ความสัมพันธ์ที่มีปัญหากลายเป็นอุปสรรคจนไทยหล่นไปอยู่อันดับ 9 ของนักลงทุนต่างชาติในกัมพูชา รองจากจีน สหรัฐฯ เกาหลีใต้ ญี่ปุ่น เวียดนาม มาเลเซีย และสิงคโปร์

หวังกลับสู่สันติ ฉลอง 75 ปีสัมพันธ์ไทย-กัมพูชา

นายวรทัศน์ ยังเสนอให้ใช้โอกาสปี 2568 ซึ่งเป็นปีครบรอบ 75 ปีความสัมพันธ์ทางการทูตไทย-กัมพูชา เป็นจุดเริ่มต้นของการฟื้นฟูความสัมพันธ์ให้กลับคืนสู่ความสงบ สร้างบรรยากาศที่เกื้อหนุนต่อการลงทุนและการค้า

ทั้งนี้ไทยกับกัมพูชาคือเพื่อนบ้านที่แยกจากกันไม่ได้ ความสัมพันธ์ทางการทูตที่มีมา 75 ปี มีทั้งรักทั้งรบ แต่มาวันนี้ควรกลับมาเป็นของขวัญให้ประชาชนทั้งสองชาติด้วยความสงบ อย่าปล่อยให้ความเข้าใจผิดเล็ก ๆ ในโซเชียลบานปลายโดย การเหน็บแนมหรือโพสต์เชิงลบในโลกออนไลน์แม้จะดูเหมือนเล็กน้อย แต่สามารถกระทบความรู้สึกของคนทั้งสองประเทศ สร้างความเสียหายต่อเศรษฐกิจได้อย่างมหาศาลในระยะยาว ซึ่งควรระมัดและไตร่ตรองให้ดีก่อนโพสต์

บทบาทของสภาธุรกิจฯ ในการคลี่คลายวิกฤต

ประธานสภาธุรกิจไทย-กัมพูชา ระบุว่า ทางสภาธุรกิจไทย-กัมพูชา และสภาธุรกิจกัมพูชา-ไทย ซึ่งเป็นภาคธุรกิจเอกชนของทั้งสองประเทศ ยังได้ร่วมกันผลักดันให้เกิดเวทีเจรจาทางเศรษฐกิจ รวมถึงแลกเปลี่ยนข้อมูลภาคเอกชนต่อรัฐบาลของไทยและกัมพูชา เพื่อให้เห็นถึงผลกระทบเชิงประจักษ์ และเร่งฟื้นฟูบรรยากาศความเชื่อมั่น และช่วยลดความตึงเครียด

ลุ้นประชุม JBC จุดความหวังคลี่คลายวิกฤต

นอกจากความเคลื่อนไหวของภาคเอกชนแล้ว หลายฝ่ายยังจับตาไปที่คณะกรรมาธิการเขตแดนร่วมไทย-กัมพูชา (Joint Boundary Commission: JBC)ที่จะมีการประชุมกันวันนี้ (14 มิ.ย. 68) ณ กรุงพนมเปญ ซึ่งเป็นกลไกการเจรจาเชิงเทคนิคระหว่างสองประเทศในการแก้ไขปัญหาพรมแดน โดยเฉพาะจุดที่ยังมีข้อพิพาทค้างคา ซึ่งหวังว่าทั้งสองฝ่ายจะหารือกันอย่างมีวุฒิภาวะตามกลไกทางการทูตและไม่ปล่อยให้สถานการณ์ลุกลามไปสู่ระดับที่ยากต่อการควบคุม

“การประชุม JBC คืออีกความหวังที่จะช่วยคลี่คลายปัญหา และไม่ให้สถานการณ์ความขัดแย้งเกิดความรุนแรงหรือลุกลาม ถึงเวลาที่สองประเทศต้องใช้สติและกลไกทางการทูตที่มีอยู่ให้เกิดประโยชน์สูงสุด เพื่อรักษาทั้งเศรษฐกิจ ความสัมพันธ์ และความสงบสุขของประชาชนทั้งสองฝั่งชายแดนไว้ให้ได้”นายวรทัศน์ กล่าวทิ้งท้าย

ดูข่าวต้นฉบับ
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...