โปรดอัพเดตเบราว์เซอร์

เบราว์เซอร์ที่คุณใช้เป็นเวอร์ชันเก่าซึ่งไม่สามารถใช้บริการของเราได้ เราขอแนะนำให้อัพเดตเบราว์เซอร์เพื่อการใช้งานที่ดีที่สุด

เบื้องหน้าสร้างสุข เบื้องหลังทุกข์ทน Men who sold the world แด่ Heath Ledger ถึง Robin Williams และศิลปินชายที่จากไปโดยไม่มีใครคาดคิด กับปัญหาสุขภาพจิตของผู้ชายที่ยังคงถูกกดทับไว้ด้วย Stigma

Mirror Thailand

อัพเดต 12 มิ.ย. 2568 เวลา 08.42 น. • เผยแพร่ 12 มิ.ย. 2568 เวลา 08.42 น.
ภาพไฮไลต์

แทบทุกครั้งเวลาได้ยินข่าวคราวของบรรดาคนดัง ไม่ว่าจะศิลปิน นักดนตรี นักแสดง หรือเอนเตอร์เทนเนอร์ที่จากไปอย่างกระทันหัน ทั้งด้วยการฆ่าตัวตาย หรือเสียชีวิตจากการ Overdose โดยใช้ยานอนหลับ แอลกอฮอลล์ หรือสารเสพติดเกินขนาด เราจะรู้สึกใจหายอยู่เสมอ และพร้อมกับความรู้สึกใจหาย มันก็มักจะมาพร้อมกับความรู้สึกสงสัย และตั้งคำถามอย่างเจ็บปวดอยู่เงียบๆ ว่าเพราะเหตุใดกันนะ พวกเขาจึงจากไปด้วยการจบชีวิตตัวเองลงแบบนั้น ทั้งๆ ที่เบื้องหน้า งานของพวกเขาคือการเป็นผู้มอบความสุข สร้างรอยยิ้ม เรียกเสียงหัวเราะ ผ่านการแสดงอันเก่งฉกาจ บทบาทอันอบอุ่น ผ่านเสียงดนตรีและเนื้อร้องราวกับบทกวีที่เป็นเหมือนเครื่องบรรเทาความทุกข์ให้กับผู้คน

นั่นอาจเป็นเพราะเราไม่มีทางรู้เลยว่า ภายใต้ผลงานอันเพอร์เฟ็กต์ บนใบหน้าเปื้อนยิ้มของผู้ทำหน้าที่สร้างความสุขให้คนอื่นเหล่านั้น แอบซ่อนความทุกข์ทนอะไรเอาไว้ข้างในมากมายบ้าง

ในเดือนมิถุนายนของทุกปี นับเป็นเดือน Men’s Mental Health Awareness Month หรือเดือนแห่งการตระหนักรู้เรื่องสุขภาพจิตของผู้ชาย (ซึ่งอาจมีความแตกต่างกันไปได้ในแต่ละประเทศ เช่น บางประเทศที่กำหนดให้เป็นเดือนพฤศจิกายน) เราจึงอยากชวนทุกคนมาร่วมกันสร้างความตระหนักไปพร้อมกันอีกครั้งว่า สัญญาณของปัญหาสุขภาพจิตเป็นเรื่องสำคัญสำหรับทุกคนที่ไม่อาจมองข้ามก็จริง แต่เพราะเหตุใด พอเป็นเรื่องสุขภาพจิตของผู้ชาย มันกลับเป็นเรื่องยากและมีมิติที่ซับซ้อน จนหลายครั้งทำให้ความทุกข์ทนเจ็บปวดของพวกเขาถูกมองข้าม และลงเอยด้วยโศกนาฏกรรมไม่คาดคิดอยู่เรื่อยไป

Men’s mental health are matter ทำไมสุขภาพจิตของผู้ชายถึงสำคัญ?

จริงๆ แล้ว ต้องบอกว่าสุขภาพจิตของคนทุกเพศทุกวัยเป็นเรื่องสำคัญไม่แพ้กัน แต่วิกฤติสุขภาพจิตของผู้ชายอาจเรียกได้ว่าเป็น ‘Silent Epidemic’ หรือ ‘การระบาดอย่างเงียบเชียบ’ ที่กัดกินพวกเขาโดยไม่มีใครรับรู้ได้มากกว่า จากอัตราการฆ่าตัวตายของผู้ชายพุ่งสูงมากขึ้นทุกปี ตามรายงานของศูนย์ป้องกันการฆ่าตัวตายอเมริกัน (American Foundation for Suicide Prevention) พบว่าผู้ชายมีแนวโน้มที่จะฆ่าตัวตายมากกว่าผู้หญิงถึง 4 เท่า และในสหรัฐฯ ผู้ชายกว่า 6 ล้านคน เคยเผชิญกับภาวะซึมเศร้าทุกๆ ปี ส่วนในอังกฤษและเวลส์ รายงานจากองค์กรสุขภาพจิต ปี 2021 ก็พบเคสการฆ่าตัวตายมากถึง 5,583 เคส ซึ่งกว่า 75% พบว่าเป็นเคสของผู้ชายทั้งหมด และในจำนวนนั้นส่วนใหญ่เป็นผู้ชายที่มีอายุต่ำกว่า 35 ปีอีกด้วย

The silent under เพราะอะไรสุขภาพจิตของผู้ชายถึงมักถูกเพิกเฉย?

กว่า 49% ของผู้ชายที่รู้สึกสิ้นหวัง ยอมรับว่าเป็นเรื่องยากที่พวกเขาจะบอกเรื่องนี้กับคนรอบข้าง เพราะการร้องขอความช่วยเหลือจากคนรอบข้าง ครอบครัว เพื่อนฝูง รวมถึงการทำใจยอมรับไปพบจิตแพทย์ นักบำบัด หรือผู้เชี่ยวชาญ สำหรับพวกเขานั้นเป็นเรื่องไม่ง่ายนัก เพราะความกลัวที่จะถูกตัดสิน และกลัวว่าจะมีผลต่อการพิสูจน์ตัวเองต่อสังคม

ข้อเท็จจริงนี้อาจแสดงให้เห็นว่า ถึงแม้ปัญหาสุขภาพจิตจะเป็นเรื่องที่ถูกหยิบยกมาพูดถึงมากขึ้น แต่ปัญหาสุขภาพจิตของผู้ชายกลับยังคงถูกครอบไว้ด้วย Stigma อีกมาก หนึ่งในนั้นคือบทบาทของ ‘ความเป็นชาย’ ที่ถูกปลูกฝังมาเนิ่นนาน และทำให้เชื่อว่าผู้ชายต้องเป็นเพศที่เข้มเเข็ง อดทน ไม่แสดงความอ่อนไหว มีความเป็นผู้นำ เป็นหัวหน้าครอบครัว และยังต้อง ‘In Control’ อยู่เสมอ การแสดงออกทางอารมณ์ความรู้สึกใดๆ แม้แต่ความรู้สึกธรรมดาของมนุษย์อย่างความเศร้า เสียใจ ความกลัว วิตกกังวล ความรู้สึกหมดหวัง ท้อแท้ เปลี่ยวเหงา ฯลฯ เหล่านี้กลายเป็นความอ่อนแอ และนั่นเองที่เป็นปัจจัยสำคัญทำให้ผู้ชายส่วนใหญ่ไม่กล้าเปิดใจ ‘พูด’ ถึงสภาวะภายในที่ตัวเองกำลังเผชิญออกมาได้อย่างที่ควรจะเป็น และทำให้เลือกที่จะ ‘เงียบ’ ไปโดยปริยาย

High-functioning Depression กับความเป็น ‘อาร์ติสต์’ ที่ส่งผลร้ายให้สุขภาพจิตยิ่งดิ่งเหว

จริงอยู่ว่างานศิลปะของบรรดาศิลปินคนดัง ไม่ว่าจะเป็นการแสดงกับบทบาทอันน่าจดจำ มุขตลกที่เรียกเสียงหัวเราะได้ทุกครั้งไป ดนตรีและเนื้อร้องที่งดงามบาดลึกราวกับบทกวี อาจใช้เป็นเหมือนกระจกสะท้อนสภาวะที่อยู่ภายใน หรือเป็นหนทางช่วยให้พวกเขาได้ระบายสิ่งที่อยู่ในใจ แต่ขณะเดียวกันการเป็นศิลปินที่ต้องแลกมาด้วยการสร้างผลงานระดับมาสเตอร์พีซให้โลกจำนั้น อาจยิ่งสร้างความรู้สึกกดดันให้กับคนเหล่านี้ได้มากกว่ามนุษย์ธรรมดาทั่วไปเป็นไหนๆ และมันอาจสร้างสิ่งที่เรียกว่า High-functioning Depression ที่ภายใต้ความเพอร์เฟ็กต์ ความเป็นยอดอัจฉริยะ กับความล้ำลึกของศิลปะที่แสดงออกมา รวมถึงชื่อเสียงและคำชื่นชม กลับแอบซ่อนความกดดัน ความเครียด วิตกกังวล นำมาสู่เหนื่อยล้าทางใจ และภาวะซึมเศร้าได้อย่างมากด้วย

อย่างเช่น Heath Ledger นักแสดงหนุ่มที่จากไปด้วยวัยเพียง 28 หลังจากความเครียดสะสมจากการรับบทโจ๊กเกอร์ ในหนังแฟรนไชส์เรื่อง Batman ที่เขาเลือกแสดงโดยใช้วิธี Method Acting ซึ่งถึงแม้จะทำให้ผลงานของเขาเป็นที่ประจักษ์ต่อเราในฐานะคนดูว่าเข้าถึงบทบาทได้สุดยอดมากแค่ไหน แต่มันกลับมีราคาที่เขาต้องจ่ายไปพร้อมกัน โดยที่คนดูอย่างเราไม่เคยรู้เลย เมื่อมันทำให้เขาจมดิ่งอยู่กับตัวละครนั้นแบบออกมาไม่ได้ กระทั่งส่งผลต่อสภาวะทางจิตใจอย่างรุนแรง และกัดกิน ‘ชีวิต’ ที่เหลือของเขาจนวันสุดท้าย

นี่เองอาจเป็นปัจจัยที่ยิ่งทำให้ศิลปินผู้จมลึกลงไปในโลกของตัวเอง ในโลกของผลงานอันไร้ที่ติ ยิ่งตัดขาดออกจากโลกภายนอก และต้องเผชิญกับความโดดเดี่ยวเปลี่ยวเหงา และภาวะซึมเศร้าที่โลกไม่เคยรับรู้ในนั้นเพียงลำพัง

เหล้า ยา และความตาย ‘Coping Mechanism’ ที่ง่ายกว่า (และอันตรายกว่า)

เมื่อผู้ชายเป็นเพศที่ถูกขีดไว้ว่าไม่สามารถแสดงความรู้สึกอ่อนแอใดๆ ออกมาได้ ตามสถิติจากองค์กรด้านสุขภาพจิตของอังกฤษ พบว่าแนวโน้มที่ผู้ชายจะหันหน้าไปหาการดื่มเเอลกอฮอล์ และใช้สารเสพติดนั้นจึงมีมากกว่าผู้หญิง เพราะมันเหมือนเป็น ‘เครื่องมือ’ ที่ทำให้พวกเขาสามารถรับมือ กับสภาวะอารมณ์ยากๆ ที่เกิดขึ้นได้ง่ายกว่าการเผชิญหน้ากับมันตรงๆ หรือการพูดกับคนรอบข้างถึงสภาวะทางจิตของตัวเอง เช่นเดียวกันกับทางเลือกอย่างการจากโลกนี้ไปด้วยการฆ่าตัวตาย ที่ยังอาจเป็น Escapist Behaviour ทำให้รู้สึกว่าเป็นทางหลบหนีจากความทุกข์ที่เกิดขึ้นได้

กำเเพงที่ทำให้ภาวะทางสุขภาพจิตของผู้ชายยิ่งดูออกได้ยาก

-การไม่รู้ หรือไม่ได้ตระหนักถึงสภาวะทางจิตที่เกิดขึ้นกับตัวเอง

-ถึงรับรู้ก็อาจแสร้งทำเป็นว่า สัญญาณเตือนเหล่านั้นเป็นเรื่องไม่สำคัญ ไม่ใช่เรื่องใหญ่อะไร เอาไว้ก่อนได้

-พยายามหลีกเลี่ยงที่จะพูดถึงความยากลำบากทางจิตใจที่กำลังเกิดขึ้น

-มีความรู้สึกต่อต้าน หรือไม่เชื่อถือในกระบวนการบำบัดเยียวยา

สัญญาณเตือนของภาวะซึมเศร้าในผู้ชายที่ยิ่งมองเห็นเร็วยิ่งดี

-ชอบพูด หรือมีความคิดในแง่ลบ และมักแสดงออกถึงความรู้สึกสิ้นหวังอยู่เรื่อยๆ จนมากผิดปกติ

-แสดงพฤติกรรม หรือทำอะไรที่ไม่นึกถึงคนอื่นรอบข้าง

-ปลีกตัวออกจากสังคม คนรอบข้าง เช่น เพื่อนในชีวิตจริง เพื่อนร่วมงาน หรือครอบครัว

-หมกมุ่นอยู่กับปัญหาต่างๆ ไม่มีสมาธิ ขาดการโฟกัส หลงลืมง่าย และมีปัญหาในการตัดสินใจ แม้แต่ในเรื่องง่ายๆ

-มีอาการเจ็บปวดตามกล้ามเนื้อ หรือส่วนต่างๆ ตามร่างกาย

-ดื่มแอลกอฮอลล์มากผิดปกติ หรือมีการใช้สารเสพติด

-มีพฤติกรรมการกินและการนอนที่เปลี่ยนไป เช่น กินน้อยลง-กินมากขึ้น นอนหลับยากขึ้น หรือนอนหลับยาวนานมากกว่าปกติ

-คิดถึง หรือพูดถึงความตายบ่อยครั้ง / มีความคิดที่จะทำร้ายคนอื่น ทำร้ายตัวเอง หรือถึงขั้นมีความคิดที่จะฆ่าตัวตาย

อ้างอิง

https://www.circlehealthgroup.co.uk/health-matters/mental-health/men-and-mental-health-a-damaging-stigma

https://www.mentalhealth.org.uk/explore-mental-health/a-z-topics/men-and-mental-health

https://cms.illinois.gov/benefits/stateemployee/bewell/awarenessmatters/june2024-mens-health-awareness.html

https://artbusinessnews.com/2023/02/is-there-a-connection-between-depression-and-creativity/#:~:text=Artists%20can%20have%20a%20hard,further%20into%20a%20depressive%20state.

อ่านบทความที่เกี่ยวข้อง

ตามบทความก่อนใครได้ที่
- Website : Mirror Thailand.com

Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...