โปรดอัพเดตเบราว์เซอร์

เบราว์เซอร์ที่คุณใช้เป็นเวอร์ชันเก่าซึ่งไม่สามารถใช้บริการของเราได้ เราขอแนะนำให้อัพเดตเบราว์เซอร์เพื่อการใช้งานที่ดีที่สุด

หุ้น การลงทุน

The Legacy: “มองอดีต สร้างอนาคต” ตลาดหุ้นไทย ผ่านมุมมองประธานตลาดหลักทรัพย์ฯ

การเงินธนาคาร

อัพเดต 02 ก.ค. 2568 เวลา 15.35 น. • เผยแพร่ 01 ก.ค. 2568 เวลา 11.30 น.

เมื่อวันที่ 30 มิ.ย.2568 ตลาดหลักทรัพย์แห่งประเทศไทย จัดงานสัมมนา "Legacy & Future: 50 Years of Thai Capital Market" เนื่องในวาระครบรอบ 50 ปี ในงานดังกล่าวมีการเสวนา The Legacy: “มองอดีต สร้างอนาคต บรรษัทภิบาลไทย” โดยอดีตประธานกรรมการตลาดหลักทรัพย์ฯ ดร. ชัยวัฒน์ วิบูลย์สวัสดิ์ ดร. ประสาร ไตรรัตน์วรกุล และประธานกรรมการคนปัจจุบัน ศาสตราจารย์พิเศษ กิติพงศ์ อุรพีพัฒนพงศ์

ดร. ชัยวัฒน์ วิบูลย์สวัสดิ์ ประธานกรรมการ ตลาดหลักทรัพย์แห่งประเทศไทย คนที่ 16 กล่าวถึงความท้าทายในช่วงที่ดำรงตำแหน่งในช่วงปี พ.ศ. 2558-2563 ว่า แม้ช่วงเวลาดังกล่าว ภาวะเศรษฐกิจเอื้ออำนวย ทำให้ทุกอย่างไปได้ดี แต่ตลาดหลักทรัพย์ฯ ต้องสร้างเสถียรภาพให้ระบบ 2 ด้าน คือ

  • การดูแลระบบตลาดให้มีความมั่นคง ผ่านระบบ FinNet เพื่อลดจำนวนธุรกรรม (Transaction) ระหว่างลูกค้าและบริษัทหลักทรัพย์
  • การดูแลความมั่นคงของระบบจัดการความเสี่ยง (Risk Management) ทำให้เกิดการร่วมมือข้ามองค์กร ไม่ว่าจะเป็น ตลาดหลักทรัพย์ฯ ก.ล.ต. หรือ ธปท. เพื่อเชื่อมข้อมูลบริษัทลูกค้าและประเมินความเสี่ยง ดูแลบริษัทที่จะมีการผิดนัดชำระหนี้ตั๋ว B/E เพื่อไม่ให้กระทบกับความเชื่อมั่นของระบบตลาดตราสารหนี้

นอกจากนี้มีการผลักดันงานด้านความยั่งยืน (Sustainability Development) โดยส่งเสริมให้บริษัทขนาดใหญ่ใช้มาตรฐานสากลด้วยการเข้ารับการประเมินเป็นสมาชิก DJSI (Dow Jones Sustainability Indices) จากเดิมมีเพียงสองบริษัท ได้แก่ ปตท. และเอสซีจี แต่เมื่อตลาดหลักทรัพย์ฯ สร้างองค์ความรู้และส่งเสริมบริษัทอื่นๆ ทำให้ปัจจุบันมีมากกว่า 20 บริษัท

ดร. ประสาร ไตรรัตน์วรกุล ประธานกรรมการตลาดหลักทรัพย์แห่งประเทศไทย คนที่ 17 (พ.ศ. 2564-2567) กล่าวถึงช่วงที่เข้ามารับตำแหน่งปี พ.ศ. 2564 มี Legacy และ Future ที่ต่อเนื่องกัน โดยเฉพาะการเข้าถึงแพลตฟอร์มดิจิทัล เช่น การเริ่มใช้ระบบซื้อขายใหม่ของตลาดหลักทรัพย์ฯ ที่ใช้เทคโนโลยีและนวัตกรรมล่าสุดของ NASDAQ, การจัดตั้ง Thai Digital Assets Exchange (TDX), e-Meeting Platform, LiVE Platform, LiVE Exchange, ESG Academy, ESG Data platform ฯลฯ

LiVE Platform เปิดโอกาสให้คนทำกิจการเล็กหรือสตาร์ทอัพที่สนใจตลาดการเงินเข้าถึงความรู้ ต่อมาก็มี LiVE Exchange แม้สมาชิก LiVE Platform มีจำนวนกว่า 3,000 ราย ใน LiVE Exchange มี 4-5 บริษัท แต่ก็เชื่อว่าเราเดินไม่ผิด

ดร.ประสาร ได้แชร์มุมมองถึงรูปแบบของตลาดทุนในอนาคตที่เหมาะสมกับธุรกิจต่าง ๆ อาจไม่ใช่รูปแบบที่คุ้นเคยกันในปัจจุบัน ต้องคิดสิ่งใหม่ที่ไม่แพ้คนในยุค 200 ปีที่ผ่านมาที่คิดตั้งตลาดหลักทรัพย์ขึ้น

พร้อมกันนี้ได้เล่าย้อนความทรงจำว่าในรอบ 50 ปี มี Legacy ที่สำคัญมากของตลาดทุนไทย คือ ปี 2535 ที่มีการจัดตั้งสำนักงานคณะกรรมการกำกับหลักทรัพย์และตลาดหลักทรัพย์ (ก.ล.ต.) และออก พรบ.หลักทรัพย์ฯ เพื่อวางกรอบการออกและเสนอขายหุ้นสามัญเพิ่มทุนให้กับประชาชนทั่วไปเป็นครั้งแรก (IPO) และการบูรณาการ (Integrate) ธุรกิจที่เกี่ยวข้องในตลาดทุน อาทิ ธุรกิจหลักทรัพย์ ตลาดหลักทรัพย์ฯ TSD สำนักหักบัญชี

ดร.ประสาร ยกตัวอย่างเคสที่เป็นความขัดแย้ง(Paradox) ในตลาดหุ้นไทย คือ กรณีบมจ. มอร์ รีเทิร์น (MORE) และ บมจ. สตาร์ค คอร์เปอเรชั่น (STARK)

กรณี MORE คือคนกลุ่มหนึ่งที่ต้องการจะปั่นหุ้นและโกงโบรกเกอร์ ด้วยการใช้บัญชีเงินสด วางหลักประกันเพียงแค่ 10% ขณะที่โบรกเกอร์ให้อำนาจซื้อที่สูง แต่เรามีระบบชำระราคาที่เข้มแข็งซึ่งเป็นหัวใจของตลาดหลักทรัพย์ ที่สามารถทำงานได้เรียบร้อย จึงทำให้ระบบไม่เฟล

กรณี STARK ต้องมีการสร้างระบบที่ดีให้กับผู้สอบบัญชี ผู้ทำบัญชี รวมทั้งคุณภาพและความเข้มแข็งของคณะกรรมการบริษัท คณะกรรมการตรวจสอบ ความซื่อสัตย์ของที่ปรึกษาทางการเงิน (FA) และวาณิชธนกิจ (Investment Banking : IB)

ดร.ประสาร มองว่า MORE และ STARK เป็น Black Swan (เหตุการณ์ที่ไม่คาดฝัน) ที่เกิดขึ้นกับทั้งตลาดหลักทรัพย์ไทยและตลาดหุ้นทั่วโลกที่โยงกับ Legacy อยู่ที่ว่าเราจะบริหารจัดการอย่างไร ซึ่งก็มีความตื่นตัว เช่น เพิ่มเรื่องการเตือน นำเทคโนโลยีปัญญาประดิษฐ์ (AI) มาจับอัตราส่วนทางการเงิน (Financial ratio) การสร้างความแข็งแกร่งให้กับธรรมาภิบาล (Corporate Governance) การดำเนินคดีร่วมกับหน่วยงานต่างๆ เช่น การฟ้องคดีแบบกลุ่ม (Class Action) ดังนั้น Good Governance และการบังคับใช้กฎหมายให้เข้มแข็งขึ้น (Law Enforcement) เป็นสิ่งสำคัญ ขณะที่การเพิ่มอำนาจให้ ก.ล.ต. ต้องทำด้วยความระมัดระวังพอประมาณ เติมเฉพาะในส่วนที่พร่อง

ศาสตราจารย์พิเศษ กิติพงศ์ อุรพีพัฒนพงศ์ ประธานกรรมการ ตลาดหลักทรัพย์แห่งประเทศไทย กล่าวว่า ในช่วงของการดำรงตำแหน่งประธานกรรมการตลาดหลักทรัพย์ฯ ที่กำลังทำอยู่และจะทำต่อไป คือ การสร้างความน่าเชื่อถือ (Trust and Confidence) ให้เกิดขึ้นกับตลาดทุนไทย มุ่งเน้นการปรับปรุงแก้ไขกฎระเบียบ กฎหมาย เพื่อให้การบังคับใช้กฎหมายได้อย่างมีประสิทธิภาพ เท่าเทียม พร้อมไปกับทำงานร่วมกันกับหน่วยงานที่เกี่ยวข้อง

นอกจากนี้ ยังขับเคลื่อนโครงการ Thailand Individual Saving Account (TISA) เพื่อส่งเสริมคนไทยซื้อหุ้นระยะยาว การนำเทคโนโลยี AI มาใช้ในงานวิจัย การเปิดเผยข้อมูล มุ่งเน้นไปที่ อนาคต (Future) ตลาดหลักทรัพย์ฯ ต้องเป็นฐานข้อมูลให้นักลงทุน ครบ เข้าถึงได้ เพื่อให้ผู้ลงทุนนำไปตัดสินใจ สิ่งเหล่านี้ ถ้าสามารถขับเคลื่อนได้ อนาคตประเทศไทย จะเห็นสิ่งใหม่ๆ

อ่านข่าวที่เกี่ยวข้อง

ดูข่าวต้นฉบับ
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...