"นายกฯ" ลงพื้นที่ จ.สระแก้ว ถกผลกระทบ มาตรการเปิด-ปิดด่านชายแดนไทย-กัมพูชา
น.ส.แพทองธาร ชินวัตร นายกรัฐมนตรี เดินทางไปยัง ค่ายสุรสิงหนาท ต.อรัญประเทศ อ.อรัญประเทศ จ.สระแก้ว เพื่อตรวจราชการผลกระทบมาตรการจำกัดการเข้าออกจุดผ่านแดนไทย-กัมพูชา โดยมี พล.อ.ณัฐพล นาคพาณิชย์ รัฐมนตรีช่วยว่าการกระทรวงกลาโหม , นายอรรษิษฐ์ สัมพันธรัตน์ ปลัดกระทรวงมหาดไทย ร่วมคณะ เมื่อเดินทางถึง นายกฯ ได้เป็นประธานการประชุมหารือประเด็นผลกระทบมาตรการการปิดด่านชายแดน ไทย -กัมพูชา ณ ห้องประชุมโรงเรียนอรัญประเทศ
จากนั้นนายกฯและคณะเดินทางไปยังด่านพรมแดนบ้านคลองลึก อรัญประเทศ จ.สระแก้ว ตรงข้ามเมืองปอยเปต จ.บันทายมีชัย กัมพูชา ติดตามสถานการณ์บริเวณด่านชายแดน พร้อมพบปะพูดคุยกับประชาชน ผู้ประกอบการและให้กำลังใจเจ้าหน้าที่ปฏิบัติงาน จากนั้นช่วงบ่ายนายกฯเดินทางไปยังบริเวณบ้านดงงู อ.อรัญประเทศ พบปะพูดคุยให้กำลังใจเจ้าหน้าที่ทหาร พบปะกับนักเรียนและครู ที่โรงเรียนตำรวจตระเวนชายแดนประชารัฐบำรุง 1 ต.ป่าไร่ อ.อรัญประเทศ พร้อมให้กำลังใจเจ้าหน้าที่กองอาสารักษาดินแดน ที่ว่าการ อ.อรัญประเทศ ต.บ้านใหม่ หนองไทร
ด้าน นายภูมิธรรม เวชยชัย รองนายกรัฐมนตรี และรัฐมนตรีว่าการกระทรวงกลาโหม กล่าวว่า กัมพูชายังคงใช้ไฟฟ้าจากประเทศไทยใน 6 จุด ตามสัญญาที่ได้ตกลงกันไว้ แม้ก่อนหน้านี้จะประกาศตัดไฟจากไทย 9 จุด แต่ในความเป็นจริงมีการตัดเพียง 3 จุดเท่านั้น พร้อมย้ำว่าเรื่องนี้ต้องดำเนินการตามข้อสัญญาอย่างรอบคอบ ไม่ใช่ประเด็นที่น่ากังวล และเห็นว่าฝ่ายกัมพูชาออกข่าวบ่อยครั้งเพื่อหวังผลในเชิงสงครามจิตวิทยา
กรณีด่านถาวรคลองลึก อำเภออรัญประเทศ จังหวัดสระแก้ว ที่เกิดปัญหาเปิดด่านไม่ตรงกันนั้น นายภูมิธรรมระบุว่า ขณะนี้ได้มีการเจรจาและเข้าใจกันเรียบร้อยแล้ว ประชาชนสามารถเดินทางเข้าออกได้ตามปกติ
สำหรับกรณีที่สมเด็จฮุนเซน ประธานวุฒิสภาและอดีตนายกรัฐมนตรีกัมพูชา ออกมาระบุว่า ไทยจะเปลี่ยนนายกรัฐมนตรีภายใน 3 เดือน นายภูมิธรรมตั้งคำถามกลับว่า “คุณเชื่อสมเด็จฮุนเซนหรือ?” พร้อมชี้ว่า ฮุนเซนเป็นบุคคลนอกประเทศ และกำลังมีปัญหากับไทย หากประเทศไทยนำคำพูดมาใส่ใจ ก็เท่ากับเดินตามเกมของอีกฝ่าย จึงไม่ควรให้ความสำคัญ และควรเชื่อมั่นในการดำเนินงานของรัฐบาล โดยนายกรัฐมนตรีก็ยังคงลงพื้นที่และปฏิบัติหน้าที่ตามปกติ
ส่วนกรณีที่กัมพูชาพยายามเรียกร้องความสนใจจากนานาชาติ นายภูมิธรรม กล่าวว่า ไทยดำเนินมาตรการต่าง ๆ ด้วยความระมัดระวัง ไม่ตอบโต้ตามแรงยั่วยุ เพราะเป็นเรื่องการเมืองระหว่างประเทศที่ต้องพิจารณาอย่างรอบด้าน โดยทุกความเคลื่อนไหวได้มีการบันทึกและเก็บข้อมูลไว้ทั้งหมด เพื่อใช้เป็นหลักฐานหากเกิดสถานการณ์ในอนาคต
ทั้งนี้ นายภูมิธรรมยังกล่าวว่า ประชาคมโลกเข้าใจสถานการณ์ของไทยดี โดยองค์การสหประชาชาติ (UN) เคยประกาศให้กัมพูชาเป็นหนึ่งในแหล่งสแกมเมอร์รายใหญ่ของโลก ขณะที่สหรัฐอเมริกาก็จัดให้เป็นแหล่งฟอกเงิน ซึ่งสะท้อนให้เห็นถึงปัญหาที่ประชาคมโลกเองก็รับรู้และไม่ได้มีท่าทีเป็นปฏิปักษ์ต่อไทยแต่อย่างใด