โปรดอัพเดตเบราว์เซอร์

เบราว์เซอร์ที่คุณใช้เป็นเวอร์ชันเก่าซึ่งไม่สามารถใช้บริการของเราได้ เราขอแนะนำให้อัพเดตเบราว์เซอร์เพื่อการใช้งานที่ดีที่สุด

ไลฟ์สไตล์

SOCIETY: การ ‘พักดื่มกาแฟ’ หรือ ‘Coffee Break’ มีที่มาจากอะไร?

BrandThink

อัพเดต 26 มิ.ย. 2568 เวลา 07.43 น. • เผยแพร่ 26 มิ.ย. 2568 เวลา 07.43 น.

ทุกวันนี้ทุกคนที่ทำงานหรือไปงานสัมมนาน่าจะคุ้นกับช่วงเวลาที่เรียกว่า ‘ช่วง พักดื่มกาแฟ’ ซึ่งทั่วๆ ไปก็มักจะเป็นช่วงเวลาที่เกิดขึ้นหลังจากทำกิจกรรมต่างๆ ช่วงเช้าไปสัก 2 ชั่วโมง ก่อนจะทำต่อแล้วเข้าสู่ช่วง ‘พักเที่ยง’ เพื่อรับประทานอาหารกลางวัน

แน่นอน หลายคนอาจรู้แล้วว่า ‘ช่วงพักเที่ยง’ จนถึง ‘ข้าวเที่ยง’ คือคอนเซ็ปต์ที่เกิดมากับสังคมอุตสาหกรรม ที่เกิดจากความจำเป็นว่าคนทำงานในโรงงานต้องกินข้าว ไม่เช่นนั้นจะทำงานต่อไม่ได้เพราะไม่มีเรี่ยวแรง มันเลยเกิด ‘การพักเที่ยง’ ขึ้น และ ‘ช่วงพัก’ ที่ว่านี้ก็เกิดขึ้นมาตอบสนองความจำเป็นทางกายภาพของเหล่าชนชั้นแรงงาน และกลายมาเป็นส่วนสำคัญของวงจรชีวิตมนุษย์มาถึงทุกวันนี้

แต่สิ่งที่เรียกว่า ‘ช่วงพักกินกาแฟ’ มันโผล่มาได้ยังไง? และทำไมช่วงเวลานี้ถึงเป็นเรื่องคนทั่วโลกต่างเข้าใจตรงกัน แม้ว่าในหลายประเทศน่าจะดื่มชากันมากกว่ากาแฟ

ต้องย้อนไปต้นศตวรรษที่ 20 ในประเทศที่ ‘ดื่มกาแฟเยอะที่สุดในโลก’ ตั้งแต่ตอนนั้นมาจนถึงปัจจุบัน

ที่สหรัฐอเมริกาเพิ่งมาดื่มกาแฟกันจริงจังกันราวๆ ช่วงศตวรรษที่ 19 และใช้เวลาไม่นาน กาแฟก็สามารถเป็นเครื่องดื่มที่ครองใจอเมริกันชนได้ ในแบบที่เรียกว่าปลายศตวรรษที่ 19 เมล็ดกาแฟที่ผลิตทั่วโลกถึง 80% คือผลผลิตที่ถูกส่งไปให้ชาวอเมริกันชงดื่ม (ซึ่งเมล็ดเหล่าเกินครึ่งคือผลิตในบราซิล ชาติที่ผลิตกาแฟอันดับ 1 ตั้งแต่ตอนนั้นถึงตอนนี้)

ชาวอเมริกันบ้าดื่มกาแฟมาก จนเรียกได้ว่าเป็น ‘เครื่องดื่มสามัญประจำบ้าน’ ระดับที่เคยมีการสำรวจตอนต้นศตวรรษ 20 พบว่ามีครัวเรือนอเมริกันประมาณ 99% มีกาแฟอยู่ติดในบ้าน และมักจะบอกในตอนนั้นว่า..กาแฟเป็น ‘เครื่องดื่มประจำชาติง อเมริกันก็ได้ (ก่อนที่ชาวอเมริกันจะมาดื่มน้ำอัดลมเป็นหลักกันตอนหลังสงครามโลกครั้งที่ 2)

เมื่อกิจวัตรและพฤติกรรมประจำวันที่ดื่มกาแฟมากกันขนาดนี้ เวลาชาวอเมริกันไปทำงานที่เป็นเวลา อย่างการทำงานในโรงงาน พวกเขาจึงรู้สึกอึดอัดมากที่ต้องทนทำงานยาวๆ โดยไม่มีการ ‘พัก’ เพื่อดื่มเครื่องดื่มสุดโปรดนี้ และสุดท้าย โรงงานและสำนักงานต่างๆ ก็เริ่มค่อยๆ มี ‘ช่วงพักดื่มกาแฟ’ แทรกเข้ามาในเวลาทำงานในช่วงเวลาสายๆ

โดยช่วงเวลานี้จะราวๆ 10-20 นาที ซึ่งก็เป็นเวลาที่สั้นเกินกว่าจะ ‘กินข้าว’ แต่ก็นานพอที่พอจะชงกาแฟดื่มได้ และสมัยนั้น ชาวอเมริกันต้องบดเมล็ดกาแฟต้มกับน้ำเอง เพราะยังไม่มีกาแฟสำเร็จรูป อย่าง เนสกาแฟ ที่เป็นสินค้าแพร่หลายช่วงสงครามโลกครั้งที่ 2

จึงสามารถเรียกได้ว่า ในช่วงเศรษฐกิจตกต่ำ หรือ The Great Depression ในทศวรรษ 1930 ชาวอเมริกันที่ยังมีงานมีการทำกันอยู่ ทุกคนจะมีช่วงพักดื่มกาแฟกันหมดแล้ว และก็ไม่แปลกที่กาแฟเป็นสิ่งหนึ่งที่ชาวอเมริกันบริโภคไม่ลดลงเลยแม้ว่าเศรษฐกิจจะดิ่งลงเหวก็ตาม แสดงให้เห็นว่า กาแฟเป็น ‘สิ่งจำเป็น’ ของคนในชาตินี้

และเมื่อหลังสงครามโลกครั้งที่ 2 และสงครามเย็น สหรัฐอเมริกันก็กลายเป็นชาติมหาอำนาจ และได้ส่งออก ‘วัฒนธรรมการดื่มกาแฟ’ และ ‘ช่วงพักดื่มกาแฟ’ ไปทั่วโลกด้วย นี่เลยทำให้ช่วงเวลานี้กลายมาเป็นส่วนหนึ่งของโครงสร้างเวลาทำงานและการประชุมสัมมนา แม้แต่ในหลายประเทศที่ไม่ได้ดื่มกาแฟกันจริงจังอย่างสหรัฐอเมริกาก็รับเอาวัฒนธรรมนี้ไปใช้

สุดท้าย เอาจริงๆ ช่วงเวลาพักดื่มกาแฟนั้นก็มีทั่วไปในชาติอื่นที่นิยมดื่มกาแฟเช่นกัน อย่างที่เยอรมนีมี ‘kaffeeklatsch’ หรือที่สวีเดนก็มี ‘fika’

ทั้งหมดนี้ดูจะเป็นสิ่งที่พัฒนาขึ้นมาอย่างเป็นธรรมชาติในทุกชาติที่นิยมดื่มกาแฟ และช่วงเวลาที่เหมาะแก่การดื่มกาแฟที่สุดของร่างกายมนุษย์ก็เป็นช่วงสายๆ (เพราะหากดื่มในช่วงบ่ายมากเกินไปจะทำให้นอนไม่หลับ) แต่ก็เรียกได้ว่าสหรัฐอเมริกาที่เป็นหนึ่งในชาติดื่มกาแฟที่ ‘บังเอิญ’ กลายมาเป็นมหาอำนาจ และส่งออกคอนเซ็ปต์ ‘ช่วงพักดื่มกาแฟ ไปยังหลายๆ ประเทศ จนเราเลยรู้จักสิ่งนี้ในนาม ‘Coffee Break’ นั่นเอง

ดูข่าวต้นฉบับ
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...