โปรดอัพเดตเบราว์เซอร์

เบราว์เซอร์ที่คุณใช้เป็นเวอร์ชันเก่าซึ่งไม่สามารถใช้บริการของเราได้ เราขอแนะนำให้อัพเดตเบราว์เซอร์เพื่อการใช้งานที่ดีที่สุด

จับสัญญาณเศรษฐกิจญี่ปุ่น ชนวนป่วนตลาดลงทุนโลกจริงหรือ

THE STANDARD

อัพเดต 19 มิ.ย. 2568 เวลา 01.30 น. • เผยแพร่ 19 มิ.ย. 2568 เวลา 01.30 น. • thestandard.co
จับสัญญาณเศรษฐกิจญี่ปุ่น ชนวนป่วนตลาดลงทุนโลกจริงหรือ

ผ่านพ้นไปหมาดๆ สำหรับผลการประชุมคณะกรรมการนโยบายการเงินใน ของธนาคารกลาง 2 ประเทศใหญ่ “สหรัฐฯ และ ญี่ปุ่น” ในรอบเดือนมิถุนายนนี้ ซึ่งทั้ง 2 ธนาคารกลางโลกประกาศ “คงอัตราดอกเบี้ย” ไว้ที่ระดับเดิมตามที่ตลาดคาดการณ์

โดยผลประชุมของธนาคารกลางญี่ปุ่น (BOJ) เมื่อวันที่ 16-17 มิถุนายนที่ผ่านมา ประกาศคงอัตราดอกเบี้ยหลักไว้ที่ 0.5% เนื่องจากกังวลต่อมาตรการภาษีตอบโต้ของสหรัฐฯ จะกระทบภาคส่งออก และการเติบโตทางเศรษฐกิจญี่ปุ่น หลังจากที่ไตรมาสแรก GDP หดตัว 0.2% เมื่อเทียบกับไตรมาสก่อนหน้า

สำหรับผลประชุม Fed เมื่อวันที่ 17-18 มิถุนายนที่ผ่านมา ตลาดคาด “คงอัตราดอกเบี้ย” ที่ระดับ 4.25-4.50% เนื่องจากรอดูข้อมูลจากผลกระทบของมาตรการภาษีฯต่อเศรษฐกิจสหรัฐฯ อย่างไรก็ตาม FedWatch Tool บ่งชี้ว่า นักลงทุนคาดว่า Fed จะปรับลดอัตราดอกเบี้ย 0.25% สู่ระดับ 4.00-4.25% ในการประชุมเดือน ก.ย. และปรับลดอัตราดอกเบี้ยอีก 0.25% สู่ระดับ 3.75-4.00% ในการประชุมเดือน ธ.ค.

ทำไมทั่วโลกจึงเฝ้าติดตามผลการประชุมของธนาคารกลางทั้ง 2 ประเทศนี้

เนื่องมาจากแบงก์ชาติทั้ง 2 แห่งใช้นโยบายการเงินที่สวนทางกัน ขณะที่ญี่ปุ่นเป็นเจ้าหนี้รายใหญ่ของสหรัฐฯ และยังเป็นนักลงทุนโดยตรง (FDI) รายใหญ่ของอเมริกา ขณะเดียวกัน นักลงทุนทั่วโลกได้มีการกู้ยืมเงินเยน (ดอกเบี้ยต่ำ) จากญี่ปุ่น ด้วยการทำ Yen Carry Trade เพื่อมาลงทุนในตลาดสินทรัพย์ต่างๆ ทั่วโลก โดยเม็ดเงินที่สะพัดส่วนใหญ่จะอยู่ในตลาดพันธบัตรรัฐบาลสหรัฐฯ ดังนั้น หากญี่ปุ่นมีการเปลี่ยนแปลงนโยบายการเงิน ย่อมส่งผลกระทบไปถึง “สหรัฐฯ” ที่เป็นตลาดลงทุนใหญ่ของโลก

ปัจจุบัน ธนาคารกลางสหรัฐฯ หรือ Fed กำลังอยู่ระหว่างรอการปรับโหมดเข้าสู่ทิศทางดอกเบี้ยขาลง หลังจากที่ดอกเบี้ยทรงตัวระดับสูงมาข้ามปีแล้วด้วยปัญหาเงินเฟ้อสูงช่วงหลายปีที่ผ่านมา

ฝั่งธนาคารกลางญี่ปุ่น หรือ BOJ กำลังค่อยๆ ปรับโหมดปรับขึ้นดอกเบี้ย ทั้งจากปัญหาเงินเฟ้อสูง 3% และถอนคันเร่งหลังจากที่ใช้นโยบายผ่อนคลายทั้งดอกเบี้ยติดลบและการทำ Yield Curve Control ด้วยการแทรกแซงซื้อพันธบัตรรัฐบาลญี่ปุ่น (JGB) มาเป็นทศวรรษจนเกิดภาวะเงินฝืดยาวนาน

ขณะที่ทั้งสองประเทศต่างก็มีปัญหาที่เหมือนๆ กัน นั่นก็คือ หนี้สาธารณะต่อ GDP อยู่ระดับสูง และยังจำเป็นต้องกู้เงินผ่านการออกพันธบัตรอย่างต่อเนื่อง ขณะที่เศรษฐกิจกำลังเผชิญกับภาวะเงินเฟ้อสูง และมีความเสี่ยงเพิ่มขึ้นจากผลกระทบของมาตรการภาษีตอบโต้ (Reciprocal Tariff) ล้วนเป็นโจทย์ใหญ่ที่กดดันการดำเนินนโยบายการเงินของธนาคารกลางทั้ง 2 ประเทศมากขึ้น

ปัจจัยสงครามภาษีฯของประธานาธิบดีสหรัฐฯ “โดนัลด์ ทรัมป์” เข้ามาเป็นปัญหาใหม่ในปีนี้และสร้างความเสี่ยงต่อเศรษฐกิจโลกชะลอตัว IMF ปรับลดคาดการณ์การเติบโตของเศรษฐกิจโลกในปี 2025 ลงมาเหลือ 2.8% และปี 2026 อยู่ที่ 3% และจากผลกระทบภาษีฯ คาดว่าอัตราเงินเฟ้อโลกจะไปอยู่ที่ 4.3% และ 3.6% และยังเพิ่มคาดการณ์เงินเฟ้อของสหรัฐฯ และประเทศต่างๆ อย่างมีนัยสำคัญด้วย

สถานการณ์โลกมีความไม่แน่นอนสูงขึ้น ความเชื่อมั่นของนักลงทุนทั่วโลกลดลง สะท้อนผ่านการเทขายสินทรัพย์สกุลดอลลาร์กันอย่างหนักจนตลาดเรียก Sell America ไม่ว่าจะเทขายสินทรัพย์เสี่ยงอย่างหุ้นสหรัฐฯ ออกมา และยังมีการเทขาย “พันธบัตรรัฐบาลสหรัฐฯ” จนราคาร่วงหนัก กระทบบอนด์ยีลด์ดีดขึ้นด้วย ทั้งที่เป็นสินทรัพย์เสี่ยงต่ำที่สุดของโลก ขณะที่ค่าเงินดอลลาร์อ่อนค่าลง

Bond Yield หรืออัตราผลตอบแทนพันธบัตร คือผลตอบแทนที่นักลงทุนจะได้รับจากการถือพันธบัตร หาก Yield ขึ้น แสดงว่า “ราคาพันธบัตรลดลง” สะท้อนตลาดมีความเชื่อมั่นต่อพันธบัตรลดลง หรือกังวลต่อความเสี่ยงของประเทศผู้ออกพันธบัตรนั้นๆ

ตลอดช่วงเวลากว่า 2 เดือนที่ผ่านมา ตลาดตราสารหนี้สหรัฐฯ ผันผวนสูง โดยเฉพาะบอนด์ยีลด์ระยะยาวที่พุ่งขึ้นแรงทำนิวไฮใหม่ บอนด์ยีลด์ อายุ 30 ปี พุ่งขึ้นทะลุกว่า 5.15% และบอนด์ยีลด์ อายุ 10 ปี ดีดขึ้นไปสูงสุดที่ 4.5% เมื่อกลางเดือนเมษายน ซึ่งเป็นช่วงที่สงครามภาษีตอบโต้รุนแรง โดยแรงเทขายหลักๆ มาจากนักลงทุนต่างชาติ และช่วงที่ “มูดี้ส์ปรับลดอันดับความน่าเชื่อถือของสหรัฐฯ ลงจาก Aaa เป็น Aa1” เมื่อกลางเดือนพฤษภาคม บอนด์ยีลด์ อายุ 10 ปี ดีดขึ้นไป 4.548% และอายุ 30 ปี พุ่งทะลุ 5.014% สูงสุดในรอบหลายปี แม้ปัจจุบัน บอนด์ยีลด์จะปรับลดลงแต่คงทรงตัวระดับสูงกว่า 4%

ความเชื่อมั่นต่อการถือครองพันธบัตรสหรัฐฯ ยังคงลดลง หลังจากรัฐบาลสหรัฐฯ ออกพันธบัตรใหม่อายุ 20 ปี ประมูลขายเมื่อเร็วๆ นี้ แต่กลับไม่ได้รับความสนใจจากนักลงทุน ทำให้ต้องปรับอัตราดอกเบี้ยเพิ่มขึ้นเพื่อดึงดูดนักลงทุนกลับมา และในช่วงที่เหลือปีนี้ พันธบัตรสหรัฐฯ จะครบกำหนดอีกกว่า 9.2 ล้านล้านดอลลาร์สหรัฐฯ ซึ่งตลาดคาดว่ารัฐบาลสหรัฐฯ จะต้อง roll over และอาจต้องให้ผลตอบแทนดอกเบี้ยที่สูงขึ้นเพื่อจูงใจนักลงทุนอีกครั้ง ซึ่งจะเป็นต้นทุนทางการเงินที่สูงของรัฐบาลสหรัฐฯ

ปัจจุบันประเทศที่ถือพันธบัตรสหรัฐฯ มากที่สุด ได้แก่ เยอรมัน ญี่ปุ่นและสหราชอาณาจักร

สำหรับตลาดบอนด์ญี่ปุ่นที่เกิดความผันผวนในช่วงเวลาใกล้เคียงกับสหรัฐฯ เนื่องจากปัจจัยแรก ญี่ปุ่นต้องเผชิญกับเงินเฟ้อที่เริ่มเร่งตัว ทำให้เงินทุนไหลออก และปัจจัยที่สอง คือ BOJ เริ่มลดการซื้อพันธบัตรในตลาด ตั้งแต่ปีที่แล้ว ซึ่งเป็นการดึงสภาพคล่องกลับ และเป็นการถอนคันเร่งจากที่เคยใช้นโยบายควบคุมเส้นอัตราผลตอบแทน (Yield Curve Control) ผ่านการซื้อพันธบัตร มาตั้งแต่ปี 2016 ซึ่งใน BOJ เคยซื้อพันธบัตรญี่ปุ่นมากถึง 52% ของตลาดทำให้ราคาไม่สะท้อนความต้องการที่แท้จริงของตลาด ถือเป็นตลาดที่บิดเบี้ยวจากนโยบายการเงินผ่อนคลายพิเศษ

เพราะฉะนั้นเมื่อ BOJ ตัดสินใจจะปรับโหมดดำเนินนโยบายการเงินตึงตัวเพื่อกลับเข้าสู่โหมดปกติ โดยเริ่มตั้งแต่ปีที่แล้วทั้งการเริ่มปรับขึ้นดอกเบี้ยมาอยู่ที่ 0.25% จากที่เคยติดลบ และลดวงเงินซื้อพันธบัตรในตลาด และปีนี้ได้ปรับขึ้นดอกเบี้ยอีกครั้งเป็น 0.50% และลดการซื้อพันธบัตรอีก ซึ่งเป็นการปล่อยให้ บอนด์ยีลด์ญี่ปุ่น ปรับตัวสะท้อนสภาพตลาดที่แท้จริง

สถานการณ์ที่ซับซ้อนของญี่ปุ่นจากสองปัจจัยดังกล่าว กดดันให้ BOJ ต้องเดินไปสู่ “การยอมขึ้นดอกเบี้ย” ในระยะข้างหน้า

ซึ่งตลาดบอนด์ญี่ปุ่นได้สะท้อนความวิตกกังวลล่วงหน้ามาตั้งแต่ต้นปีนี้ โดย บอนด์ยีลด์ญี่ปุ่นพุ่งไม่หยุด โดยเฉพาะกลุ่มอัตราผลตอบแทนพันธบัตรระยะยาวพิเศษได้พุ่งขึ้นไปแตะระดับสูงสุดเป็นประวัติการณ์ สาเหตุหลักมาจากความกังวลเรื่องเงินเฟ้อที่เร่งตัวขึ้น และปัญหาฐานะการคลังของประเทศที่ดูไม่สู้ดีนัก ทำให้นักลงทุนไม่มั่นใจและลดความต้องการซื้อพันธบัตรเหล่านี้ลง

ในช่วงปีนี้ บอนด์ยีลด์ JGB อายุ 20 ปี 30 ปี และ 40 ปี ต่างปรับตัวสูงขึ้นอย่างต่อเนื่อง โดย JGB อายุ 30 ปี อัตราผลตอบแทนเพิ่มขึ้นมาระดับสูงสุดเป็นประวัติการณ์ที่ 3.185% เมื่อวันที่ 21 พ.ค. ส่วน JGB อายุ 40 ปี ทำสถิติสูงสุดที่ 3.675% เมื่อวันที่ 22 พ.ค. อย่างไรก็ตาม JGB อายุ 10 ปี (ซึ่งเป็นรุ่นอ้างอิงของตลาด) อัตราผลตอบแทนลดลงอยู่ที่ราว 1.555%

อีกประเด็นที่นักลงทุนทั่วโลกกังวล คือ ญี่ปุ่นถือพันธบัตรสหรัฐฯ มากที่สุด เรียกได้ว่าเป็นเจ้าหนี้รายใหญ่ของสหรัฐอเมริกา หากต้นทุนทางการเงินของญี่ปุ่นเพิ่มสูงขึ้น รัฐบาลญี่ปุ่นอาจต้องดึงเงินลงทุนกลับจากต่างประเทศ เพื่อบริหารหนี้ภายในประเทศที่สูงถึง 260% ของ GDP

ทำให้โลกเกิดความกังวลว่า วิกฤติที่เศรษฐกิจกำลังเผชิญกับความผันผวนของสงครามการค้าจากภาษีทรัมป์ยังไม่พอ อาจจะเจอซ้อนวิกฤติจากประเด็นเรื่องบอนด์ยีลด์ผันผวนด้วยหรือไม่? และจะจุดชนวนให้เกิด “โดมิโนทางการเงินล้มครืน” หรือไม่?

นี่คือสถานการณ์บอนด์ยีลด์โลกผันผวนที่มาจากแรงเทขายของบอนด์สหรัฐฯ และญี่ปุ่นครับ

หากปีนี้ GDP ของญี่ปุ่นยังคงหดตัวต่อเนื่องเหมือนในไตรมาสแรกที่ผ่านมา แต่ต้นทุนการเงินในระบบกลับสูงขึ้นจาก Yield ที่เพิ่มขึ้น นั่นอาจหมายถึง “เศรษฐกิจถดถอยและดอกเบี้ยสูง” อาจกระทบทั้งประเทศและลุกลามสู่ระบบการเงินโลก

ทั่วโลกจึงจับตาการประชุม BOJ ในการถอนคันเร่งว่า จะทำอย่างไรต่อไป? จะมีจุดเปลี่ยนสำคัญอะไรเกิดขึ้น? จะปรับขึ้นดอกเบี้ยเพิ่มเติมหรือไม่? จะปรับลดการซื้อพันธบัตรหรือหยุดแทรกแซง? จะสามารถสื่อสารนโยบายเพื่อรักษาเสถียรภาพตลาดได้หรือไม่?

ทั้งนี้ ผลการประชุมของธนาคารกลางญี่ปุ่น (BOJ) เมื่อวันที่ 16-17 มิถุนายนที่ผ่านมา ประกาศยืดเวลาแผนลดการซื้อพันธบัตรรัฐบาล หรือการทำ QT โดยลดการซื้อพันธบัตรรัฐบาลประมาณ 4 แสนล้านเยนต่อไตรมาส ซึ่งจะทำให้ปริมาณการซื้อเหลือ 3 ล้านล้านเยนต่อเดือน ไปจนถึงเดือนมีนาคม และหลังจากนั้น BOJ จะชะลอการลดการซื้อพันธบัตรลงเหลือ 2 แสนล้านเยนต่อไตรมาส ตั้งแต่เดือนเมษายน ปี 2569 จนถึงเดือนมีนาคม 2570

การพุ่งขึ้นของยีลด์พันธบัตรรัฐบาลญี่ปุ่น ถูกตั้งคำถามว่า กำลังจุดชนวนความกังวลถึงผลกระทบที่จะตามมาหรือไม่

นักวิเคราะห์จาก Macquarie เตือนว่า อาจถึงจุดเปลี่ยนที่นักลงทุนญี่ปุ่น ซึ่งเป็นเจ้าหนี้รายใหญ่อันดับสองของโลก โดยมีสินทรัพย์ต่างประเทศสุทธิสูงสุดเป็นประวัติการณ์ที่ 533.05 ล้านล้านเยน หรือ 3.7 ล้านล้านดอลลาร์สหรัฐฯ ในปี 2024 จะตัดสินใจดึงเงินทุนจำนวนมหาศาลกลับจากสหรัฐฯ และตลาดอื่นๆ เข้ามาลงทุนในพันธบัตรญี่ปุ่นที่ให้ผลตอบแทนสูงขึ้น

ด้าน อัลเบิร์ต เอ็ดเวิร์ดส์ นักกลยุทธ์ระดับโลกของ Societe Generale เตือนว่า หากยีลด์ JGB ยังคงไต่ระดับสูงขึ้น อาจจุดชนวนหายนะของตลาดการเงินโลก (Global Financial Market Armageddon) โดยยีลด์ที่สูงขึ้นและเงินเยนที่แข็งค่าขึ้นกว่า 8% ตั้งแต่ต้นปี จะลดความน่าสนใจในการลงทุนในต่างประเทศของนักลงทุนญี่ปุ่น โดยเฉพาะหุ้นเทคโนโลยีสหรัฐฯ ที่เคยมีเม็ดเงินจากญี่ปุ่นไหลเข้าไปจำนวนมาก

ส่วน “David Roche” นักกลยุทธ์ของ Quantum Strategy กล่าวว่า การไหลกลับของเงินทุนสู่ญี่ปุ่นเป็นสัญญาณของ ‘การสิ้นสุดความโดดเด่นของสหรัฐฯ’ และจะส่งผลให้สภาพคล่องทั่วโลกตึงตัวขึ้น ลดการเติบโตของเศรษฐกิจโลกเหลือเพียง 1% และขยายเวลาของตลาดหมีในสินทรัพย์ส่วนใหญ่ออกไป

มุมมองของนักวิเคราะห์บางส่วนมองว่าผลกระทบของตลาดบอนด์ อาจไม่รุนแรงเท่าที่กังวล แต่จะเป็นการซึมยาวมากกว่าที่จะพังทลายอย่างรวดเร็ว

นักวิเคราะห์จาก Mizuho วิเคราะห์ว่า “มีแรงจูงใจค่อนข้างมากที่รัฐบาลจะลดการออกพันธบัตรระยะยาวพิเศษเหล่านี้ลงเพื่อทำให้อายุเฉลี่ยของตราสารหนี้ (duration) สั้นลง”

ล่าสุดในการประมูลพันธบัตรรัฐบาลญี่ปุ่นอายุ 40 ปีในเมื่อวันที่ 28 พฤษภาคมที่ผ่านมา ปรากฏว่าอุปสงค์อยู่ในระดับต่ำที่สุดนับตั้งแต่เดือนกรกฎาคม 2567 ส่งผลให้ยีลด์พันธบัตรอายุ 40 ปี ดีดตัวขึ้น 0.05% แตะระดับ 3.335% หลังจากพุ่งทำสถิติสูงสุดตลอดกาลที่ 3.689% เมื่อสัปดาห์ก่อน สำหรับตลาดพันธบัตรญี่ปุ่น มีมูลค่ากว่า 7.8 ล้านล้านดอลลาร์สหรัฐฯ

สถานการณ์ในครึ่งปีหลัง ตลาดยังวิตกกังวล Sell America ไม่จบง่ายๆ ด้วยความต่างของดอกเบี้ยระหว่างสหรัฐฯ และญี่ปุ่น จุดชนวนความกังวลระลอกใหม่เกี่ยวกับการไหลออกของเงินทุนจากตลาดสหรัฐฯ และการล่มสลายของ Yen Carry Trade หรือกลยุทธ์การกู้เงินสกุลเยนที่มีดอกเบี้ยต่ำมาก ไปลงทุนต่อในสินทรัพย์สกุลเงินอื่นที่ให้ดอกเบี้ยสูงกว่า เพื่อทำกำไรจากส่วนต่างของอัตราดอกเบี้ย และความปั่นป่วนที่อาจลุกลามไปทั่วตลาดการเงินโลก

ขณะที่โลกยังมีอีกหลายวิกฤติที่รออยู่ในปีนี้ นั่นก็คือ

  • สงครามใหญ่ “อิสราเอล-อิหร่าน” ที่ตอนนี้ยังคงทวีความรุนแรงขึ้น
  • วิกฤติกำแพงภาษีการค้าทั่วโลก สูงที่สุดในรอบ 100 ปีที่กดดันเงินเฟ้อและเศรษฐกิจทั่วโลก
  • สงครามการค้า สหรัฐฯ-จีน-ญี่ปุ่น-ยุโรป และทั่วโลกยังไม่มีข้อสรุปที่ชัดเจน ซึ่งใกล้ครบกำหนดเลื่อนการจัดเก็บภาษีสินค้านำเข้าสหรัฐฯ ในวันที่ 9 กรกฎาคมนี้แล้ว ขณะเดียวกันรอฟังผลพิจารณาของศาลสหรัฐฯ ว่า ประธานาธิบดีใช้อำนาจเกินขอบเขตในการออกมาตรการภาษีฯ หรือไม่
  • วิกฤติหนี้สหรัฐฯ รุนแรง จน Bond Yield สหรัฐฯ ดีดสูงที่สุดในรอบ 20 ปี
  • ราคาน้ำมัน ปรับตัวสูงขึ้น +30% ภายในเวลา 2 เดือน

แนวโน้มตลาดการลงทุนสินทรัพย์ไหนจะมีปั่นป่วนกว่าครึ่งปีแรกหรือไม่ คงเป็นเรื่องยากที่จะคาดเดาล่วงหน้าได้ครับ แต่เราสามารถจัดพอร์ตให้มีแบบแผนรับมือพายุที่อาจจะเกิดขึ้นได้ครับ

ในเวลาที่ตลาดจะพัง มันไม่เคยส่งสัญญาณเตือนล่วงหน้าเลยจริงไหมครับ ถ้าใครที่รู้สึกท้อกับกราฟแดงที่เต็มหน้าจอ คิดวนเวียนกับคำถามที่ว่า “เราควรลงทุนยังไงให้รอด? หรือ จะรักษาพอร์ตที่ติดลบอย่างไรดี?

ผมมีแนวคิดมาแชร์ที่จะช่วยให้คุณ “ไม่ต้องหนี” แต่จะ “อยู่รอด” อย่างมีสติและรอดอย่างมีแบบแผนครับ เรามาดูกัน

ในช่วงเวลาที่ตลาดการลงทุนทั่วโลกเต็มไปด้วยความผันผวน ทั้งจากภาวะเศรษฐกิจชะลอตัว อัตราดอกเบี้ยสูง เงินเฟ้อที่ยังควบคุมไม่ได้ รวมถึงความตึงเครียดทางภูมิรัฐศาสตร์หรือสงครามต่างๆ ที่ผมฉายภาพข้างต้นให้เห็นกันแล้ว

ในเมื่อเราต้องอยู่กับโลกแบบนี้ไปอีกหลายๆ ปีข้างหน้า สิ่งสำคัญที่สุดในช่วงเวลาวิกฤติเช่นนี้ คือ เราต้องสร้าง “Mindset” ที่แข็งแรงและแนวคิดระยะยาวที่จะพาเราให้รอด ไม่ใช่เพียงแค่เอาตัวรอดวันนี้แต่เพื่อให้พอร์ตของคุณสามารถเติบโตได้ในอนาคต

ความจริงที่เกิดขึ้นทุกครั้ง คือ วิกฤติมีอยู่จริง แต่ตลาดฟื้นตัวเสมอ

หากเราย้อนดูประวัติศาสตร์การลงทุนในช่วง 25 ปีที่ผ่านมา จะเห็นว่า จะเกิดวิกฤติร้ายแรงขนาดไหน ตลาดหุ้นก็สามารถฟื้นตัวกลับมาได้เสมอ เช่น

  • วิกฤติ Dot-Com ตลาดหุ้นก็ฟื้นตัวใน 13 ปี ผลตอบแทน +24%
  • วิกฤติ Subprime ตลาดกลับมาได้ใช้เวลา 5 ปี
  • สงครามการค้า สมัยทรัมป์ยุคแรก ตลาดหุ้นฟื้นตัวใน 7 เดือน
  • โควิด-19 พบว่า ตลาดกลับมาบวกใน 8 เดือน
  • วิกฤติเงินเฟ้อสหรัฐฯ ตลาดหุ้นก็ฟื้นตัวใน 2 ปี

จุดร่วมของทุกวิกฤติคือ “อารมณ์ความกลัว” ที่ทำให้นักลงทุนรีบเทขายสินทรัพย์ทิ้ง ทั้งที่ในระยะยาวแล้วตลาดจะปรับตัวขึ้นมาใหม่เสมอ

ผมอยากชี้ให้คุณเห็นว่า “Mindset” ที่แข็งแรงจะนำพาเราให้รอดทุกพายุที่ถาโถม เหมือนภาพใหญ่ที่ผมวาดให้เห็นกันไปแล้วข้างต้น มุมมองในช่วงครึ่งปีหลังของคุณอาจจะยังเหมือนมีหมอกปกคลุม แต่หากพิจารณาจากข้อมูลประวัติศาสตร์การลงทุนทั้ง 5 วิกฤติที่ผ่านมา ผมว่าทุกท่านจะเห็นแล้วว่าทุกวิกฤติมีจุดสิ้นสุด และฟื้นตัวได้หลังจากนั้นจริงๆ ดังนั้นคุณน่าจะพอมีคำตอบให้ตัวเองได้แล้วล่ะครับว่าจะรับมือกับพายุนี้อย่างไร ล่าถอยหรือตั้งมั่นด้วยสติ

สุดท้ายนี้ผมขอให้คุณหมั่นฝึกฝนและสร้าง “Mindset”การลงทุนระยะยาวเอาไว้ให้พร้อม เมื่อมีความผันผวนในโลกลงทุนขึ้นมาจนกระตุ้นให้คุณเกิดอารมณ์ในการลงทุนขึ้นมาเมื่อใด พอร์ตของคุณจะไม่พังและกลับมาเป็นผู้ชนะในทุกสงครามการลงทุนด้วย Mindset ที่แข็งแรงครับ

ดูข่าวต้นฉบับ
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...