ความฝันเล็กๆ ของผู้ลี้ภัยคนรุ่นใหม่ชาวพม่าที่รัฐบาลทหารไม่อนุญาตให้เป็นจริง
“ตอนที่อยู่พม่า ผมเรียนคณะแพทยศาสตร์ชั้นปีที่ 4 ตอนนี้มาอยู่ประเทศไทยได้ 4 เดือนแล้ว มาทำงานเป็นผู้ช่วยนักวิจัย”
เฮง (นามสมมติ) อายุ 25 ปี อดีตนักศึกษาแพทย์ที่ต้องหนีออกมาจากพม่าเพราะถูกบังคับเกณฑ์ทหาร จากเด็กหนุ่มอนาคตไกล ชีวิตต้องมาจบลงอยู่ที่การเช่าห้อง และอยู่อย่างไร้สถานะในประเทศไทย ตอนนี้เฮงมีรายได้จากงานผู้ช่วยวิจัยเดือนละ 6,000 บาท
“ผมอยากอยู่ประเทศตัวเอง ไม่เคยคิดหรอกว่าวันหนึ่งจะต้องย้ายไปอยู่ประเทศอื่นแบบนี้ ผมก็ไม่ต่างจากคนทั่วไปที่อยากทำงานหาเงิน และได้ใช้ชีวิตของตัวเอง”
เรื่องราวของเฮงเป็นเพียงตัวอย่างหนึ่งจากอีกหลายตัวอย่าง หลังรัฐประหาร 2021 สถานการณ์ในพม่ารุนแรงเกินควบคุม สงครามกลางเมืองกลายเป็นปัจจัยผลักดันให้กลุ่มคนรุ่นใหม่ที่มีทั้งคุณวุฒิและความสามารถไม่มีทางเลือก โดยเฉพาะกฎหมายเกณฑ์ทหารที่ออกมาในวันที่ 10 กุมภาพันธ์ 2024 ทำให้หลายคนต้องย้ายออกจากประเทศเพื่อความปลอดภัยในชีวิตของตนเอง และหนีจากนโยบายการบังคับเกณฑ์เพื่อไปทำสงครามที่พวกเขาไม่ต้องการให้เกิดขึ้น
เฮงเล่าว่า ถ้าคนรุ่นใหม่คนไหนที่ครอบครัวมีเงินและมีเครือญาติอยู่ในต่างประเทศ บางส่วนเลือกที่จะย้ายประเทศไปหาอนาคตที่ดีกว่า แต่สำหรับคนยากจน สิ่งเดียวที่พวกเขาทำได้คือการพยายามเอาตัวรอดอยู่ในพม่า และสำหรับคนที่พอมีฐานะขึ้นมาอีกหน่อย ทำให้ไทยกลายเป็นจุดหมายปลายทางของคนรุ่นใหม่หลายต่อหลายคนจากพม่า
เรื่องราวต่อจากนี้ คือชีวิตของคนพม่ารุ่นใหม่ที่อยู่อาศัยในประเทศไทย แต่ไม่สามารถใช้ทักษะ ความรู้ ความสามารถของพวกเขาได้อย่างเต็มที่
ทุนมนุษย์แฝงในกลุ่มผู้ลี้ภัยคนรุ่นใหม่ในไทย
“ผมอยากเป็นหมอช่วยเหลือแรงงานข้ามชาติที่เข้ามาทำงานในประเทศไทย”
ในห้องเช่าหลังเดียวกัน ยา (นามสมมติ) เป็นอดีตนักศึกษาแพทย์อีกคนจากพม่าที่หนีการถูกบังคับเกณฑ์ทหาร และปัจจุบันทำงานเป็นอาสาสมัครดูแลคนไข้ที่เป็นชาวพม่าอยู่ในพื้นที่ชายแดน เขาต้องทำงานสัปดาห์ละ 5 วัน แต่ได้รับค่าตอบแทนเพียง 3,750 บาทต่อเดือน ยายังคงมองโลกในแง่ดีว่าอย่างน้อยอยู่ในไทยสามารถปรับตัวได้ง่าย เพราะวัฒนธรรมของทั้งสองประเทศใกล้เคียงกัน
ความฝันของผมไม่ได้ใหญ่โต ถ้าไม่เกิดเรื่องแบบนี้ผมคงเรียนจบ ได้กลับไปบ้านเกิด เพื่อเป็นหมอ และได้อยู่กับครอบครัว
แต่รัฐบาลทหารพม่าไม่อนุญาตให้ยาได้แตะต้องความฝันนั้น นับตั้งแต่รัฐประหารปี 2021 และนโยบายบังคับเกณฑ์ทหารในปี 2024 เยาวชนกลายเป็นเป้าหมายของรัฐบาลทหารพม่า หลายครอบครัวยอมส่งลูกหลานออกจากพม่า และให้พ่อแม่ที่อายุมากอยู่บ้าน
“ถ้าสถานการณ์ดีขึ้น ผมอยากกลับบ้าน ที่พม่าตอนนี้ประชากรลดลงเหมือนกับประเทศไทย แต่ของพม่าไม่ใช่เพราะไม่มีเด็กเกิดใหม่ แต่เพราะมีคนตายทุกวันจากสงคราม”
สิ่งนี้ไม่ได้เกิดกับผู้ชายเพียงอย่างเดียว แม้แต่กับผู้หญิงอย่างเม ธาซิน (นามสมมติ) อดีตนักศึกษาปริญญาโท สาขาฟิสิกส์ จากมหาวิทยาลัยทวาย ก็ต้องหลบหนีมายังประเทศไทย เพราะนโยบายบังคับเกณฑ์ทหารเช่นกัน
“แม้แต่ตอนนอนยังไม่ปลอดภัย ฉันกลัวว่าจะเกิดอะไรขึ้นกับตัวเอง จึงตัดสินใจหนีมาอยู่กับครอบครัวที่ประเทศไทย”
ขณะเรียนปริญญาโท เม ธาซิน เคยทำงานเป็นผู้ช่วยสอนในห้องปฏิบัติการของภาควิชาฟิสิกส์ที่มหาวิทยาลัยทวายเป็นเวลา 5 ปี และก่อนรัฐประหารเธอทำงานเป็นอาจารย์มหาวิทยาลัย ปัจจุบันเธอทำงานเป็นพนักงานเสิร์ฟในร้านอาหารเล็กๆ ที่คนทำงานส่วนใหญ่เป็นชาวพม่า มีรายได้ประมาณ 13,000 บาทต่อเดือน
“ก่อนรัฐประหารฉันฝันอยากได้ตำแหน่งงานที่เหมาะสมกับวิชาชีพของตัวเอง” เม ธาซินเล่าความฝันของตัวเอง “หลังจากมาถึงไทย ฉันหวังเพียงอยากมีงานที่สามารถทำได้อย่างสบายใจและมีความสุข มีนายจ้างที่จ่ายเงินตรงเวลาและเงินเดือนที่ดีกว่านี้”
ชีวิตในเมืองไทยไม่ใช่เรื่องง่ายสำหรับ เม ธาซิน เธอเล่าว่าช่วงแรกที่มาถึงประเทศไทย เธอหางานไม่ได้เพราะไม่มีเอกสารอะไรติดตัว จึงต้องอยู่กับความกังวลว่าจะถูกตำรวจจับ กระทั่งวันนี้เธอเริ่มปรับตัวได้ แต่ก็ยังรู้สึกถึงความกังวลกับการไม่มีสถานะชัดเจน
ฉันไม่สามารถทำงานตามวิชาชีพที่เคยเรียนหรือเคยทำมาได้ ฉันเข้าใจว่ารัฐบาลไทยมีการคุ้มครองบางอาชีพสำหรับคนไทย แต่ฉันคิดว่าน่าจะมีช่องทางเปิดให้คนอย่างพวกเราได้ใช้ความรู้ความสามารถบ้าง
ในขณะที่ เม ธาซิน และ ยา ยังคงต้องดิ้นรนเอาชีวิตรอดและไม่ได้ใช้ทักษะความรู้ ความสามารถที่ตนเองมี คนรุ่นใหม่บางส่วนที่เป็นผู้อพยพเลือกที่จะย้ายไปยังประเทศที่สาม เพราะที่นั่นมีโอกาสให้ใช้ทักษะความรู้ความสามารถของตนเองได้อย่างเต็มที่
เมื่อไทยปิดโอกาส การย้ายไปเป็นพลเมืองประเทศที่สามจึงเป็นโอกาสสำหรับคนรุ่นใหม่พม่า
เรื่องราวต่างออกไปสำหรับ ยัสมิน อุลลา (Yasmin Ullah) เธอเป็นชาวโรฮิงญาที่หนีภัยการถูกปราบปรามจากรัฐบาลพม่าตั้งแต่ช่วงปี 1990 และเข้ามาอาศัยในประเทศไทยตั้งแต่อายุ 3 ขวบ ชีวิตช่วงแรกของเธอต้องระหกระเหิน พลัดพรากจากผู้เป็นพ่อ เพราะถูกเจ้าหน้าที่ตรวจคนเข้าเมืองคอยตรวจจับ
ยัสมินในวันนั้นมีความฝันอยากเป็นหมอ มุ่งมั่นตั้งใจเรียนจนได้เกรดเฉลี่ย 4.00 มาโดยตลอดในช่วงมัธยมปลาย พ่อแม่ของเธอพยายามหาหนทางให้เธอได้มีโอกาสในการศึกษาระดับมหาวิทยาลัย แต่พบว่าแทบไม่มีโอกาสสำหรับบุคคลไร้สถานะอย่างยัสมินในการศึกษาต่อระดับชั้นอุดมศึกษา จึงทำให้เธอคว้าโอกาสในการย้ายถิ่นฐานไปยังแคนาดา
“เราได้โอกาสย้ายไปเรียนคณะรัฐศาสตร์และสังคมศาสตร์ที่แคนาดาช่วงปี 2011”
ยัสมิน อุลลา
ยัสมินระบุความแตกต่างระหว่างการใช้ชีวิตอยู่ที่ไทยและแคนาดาว่า ที่แคนาดาผู้ลี้ภัยจะได้รับการคุ้มครองตามรัฐธรรมนูญ สอดคล้องกับหลักปฏิญญาสากลว่าด้วยสิทธิมนุษยชน ดังนั้น ไม่ว่าใครจะอยู่ในสถานะไหนภายในรัฐแคนาดา ต้องได้รับการยอมรับทางสังคม และได้รับการคุ้มครองจากภาครัฐ
อย่างไรก็ดี ชีวิตในแคนาดาของยัสมินไม่ได้โรยด้วยกลีบกุหลาบ เธอต้องทำงานส่งตัวเองเรียน ตั้งแต่การเป็นพนักงานทำความสะอาด พนักงานขายของในห้าง และพนักงานต้อนรับในโรงแรม กระทั่งปัจจุบัน เธอเป็นผู้ก่อตั้ง Rohingya Maîyafuìnor Collaborative Network (RMCN) องค์กรด้านสิทธิมนุษยชนที่ทำงานกับสตรีชาวโรฮิงญาที่มีเครือข่ายอยู่ทั่วโลก
“ทุกครั้งที่กลับมาก็ยังคิดถึง” ยัสมินกล่าวถึงประเทศไทยในวันที่กลับมาเยี่ยมเยียนเพื่อนของเธอ “ไทยเป็นส่วนหนึ่งของชีวิต ต่อให้จะมีความทรงจำแย่ๆ ในบางเรื่อง แต่นั่นไม่ได้ลบล้างความทรงจำดีๆ ที่เรามีต่อประเทศนี้”
ยัสมินเล่าย้อนถึงช่วงเวลาที่พ่อแม่ตัดสินใจแสวงหาสถานที่ลี้ภัยไปยังแคนาดาว่า พ่อแม่ของเธอพยายามทำทุกทางเพื่อต่อสู้ให้ครอบครัวมีคุณภาพชีวิตที่ดีขึ้น ตัวเธอก็พยายามพิสูจน์ตัวเองด้วยการมีผลการเรียนที่ดี
สำหรับผู้ลี้ภัย การไปประเทศที่สามไม่ใช่ทางเลือกแรก แต่มันคือการที่พวกเขาพยายามลองทุกทางแล้วพบว่า การไปประเทศที่สามอาจเป็นทางเลือกเดียวในการมีคุณภาพชีวิตที่ดี
ทุกวันนี้ยัสมินเป็นพลเมืองของแคนาดา เธอยังคงทำงานเพื่อปกป้องสิทธิชาวโรฮิงญาทั่วทั้งเอเชียตะวันออกเฉียงใต้ และยังคงหาโอกาสกลับมาประเทศไทยทุกครั้ง เพราะทุกครั้งที่กลับมา เธอยังคงรู้สึกว่าไทยเหมือนบ้านอีกหลัง
กรมกิจการคนเข้าเมือง กรอบนโยบายใหม่ในการจัดการกลุ่มผู้อพยพย้ายถิ่นฐาน
เมื่อวันที่ 30 เมษายน 2568 ถือเป็นข่าวใหม่สำหรับสังคมไทย อนุทิน ชาญวีรกู รัฐมนตรีว่าการกระทรวงมหาดไทย พิจารณาให้แต่งตั้งคณะอนุกรรมการจัดตั้งกรมกิจการคนเข้าเมือง เพื่อมาดูแลกลุ่มคนที่ไม่ใช่คนไทยที่เข้ามายังราชอาณาจักรไทย
แต่เรื่องนี้ไม่ใช่เรื่องใหม่สำหรับคนในแวดวงประชาสังคมด้านการอพยพย้ายถิ่นฐาน ที่พยายามผลักดันเรื่องนี้มาตั้งแต่ก่อนการรัฐประหารในปี 2557
อดิศร เกิดมงคล หนึ่งในตัวแทนจากเครือข่ายปฏิรูปการโยกย้ายถิ่นฐาน (Thailand Migration Reform Consortium: TMR) ที่นำเสนอแนวคิดการมีหน่วยงานเฉพาะที่เข้ามาบริหารจัดการผู้คนกลุ่มต่างๆ ที่ไม่ใช่คนไทย
“เป้าหมายของกรมบริหารจัดการคนเข้าเมือง สามารถทำให้การอยู่ร่วมกันของคนไทยและผู้อพยพมีความสะดวกมากขึ้น นอกจากนั้นยังสามารถแก้ไขปัญหาการลดลงของประชากรไทย ซึ่งกรมนี้จะช่วยทำให้การเติมคนเข้าสู่ระบบพลเมืองได้ง่ายขึ้น”
อดิศร เกิดมงคล
อดิศรกล่าวว่าไม่อยากให้สังคมไทยโฟกัสเป้าหมายของกรมกับเรื่องผู้ลี้ภัยเพียงอย่างเดียว แต่ผู้ได้รับผลประโยชน์ยังรวมถึงคนไทยที่แต่งงานมีครอบครัวกับคนต่างชาติ เป้าหมายของกรมกิจการคนเข้าเมืองเพื่อจะให้กลายเป็น One Stop Service สำหรับการบริหารจัดการคนเข้าเมืองทั้งระบบ รวมทั้งระบบราชการก็สามารถทำงานได้ง่ายขึ้น ไม่ต้องส่งเอกสารข้ามหน่วยงานเหมือนที่เป็นอยู่ทุกวันนี้
ข้อมูลจาก Thailand Migration Report 2024 ขององค์การระหว่างประเทศเพื่อการโยกย้ายถิ่นฐาน (IOM) เองก็ระบุว่า ในปี 2024 การย้ายถิ่นฐานยังคงเป็นลักษณะสำคัญของการพัฒนาทางสังคม ประชากร และเศรษฐกิจของไทย และสถานการณ์จากทั่วโลกก็มีผู้อพยพระหว่างประเทศ 281 ล้านคน หรือคิดเป็น 3.6 เปอร์เซ็นต์ของประชากรโลก โดยในจำนวนนี้ 23.6 ล้านคนมาจากเอเชียตะวันออกเฉียงใต้ และจำนวนกว่า 7.1 ล้านคนยังคงอยู่ในเอเชียตะวันออกเฉียงใต้ ซึ่งหนึ่งในจุดหมายปลายทางภายในเอเชียตะวันออกเฉียงใต้คือประเทศไทย
ไทยมาไกลเกินกว่าจะกลับไปปิดรับความหลากหลาย และมันไม่ใช่แค่เรื่องของผู้ลี้ภัย แต่มันคือเรื่องของการสร้างครอบครัว การลงทุน การท่องเที่ยว ล้วนเกี่ยวข้องกับคนต่างชาติทั้งสิ้น
อดิศรพยายามฉายภาพให้เห็นว่า ไม่มีประเทศไหนในโลกใบนี้ที่ประสบความสำเร็จในการพัฒนาประเทศจากคนของตนเองอยู่ฝ่ายเดียว แต่ความสำเร็จของสังคมหนึ่งนั้นล้วนมาจากการมีส่วนร่วมของผู้คนที่หลากหลาย และการย้ายถิ่นฐานของผู้คนก็คือเรื่องปกติของวิวัฒนาการมนุษย์ รวมทั้งยังเป็นโอกาสที่ทำให้สังคมขยับไปข้างหน้า จึงมีความจำเป็นต้องมีหน่วยงานเฉพาะเพื่อมาดูแลรับผิดชอบเรื่องนี้
ความฝันของนักเรียนแพทย์คนหนึ่งจากพม่า
“พ่อแม่ของคนรุ่นผมหวังให้ลูกของตัวเองมีคะแนนสอบดีๆ พวกผมต้องเรียนพิเศษหนักมาก เรียนที่โรงเรียนไม่พอ เด็กมัธยมเกือบทุกคนจะเข้าไปอยู่ในหอที่เขาเปิดรับและติวกันแบบเข้มข้น”
เฮงเล่าย้อนไปยังช่วงชีวิตในวัยเรียน เขาบอกว่ามีนักเรียนเพียง 2-3 เปอร์เซ็นต์เท่านั้นที่ได้โอกาสเรียนแพทย์ เฮงมีความฝันอยากเปิดคลินิกทำฟันของตัวเองหลังสำเร็จการศึกษา เพื่อจะได้เป็นความภูมิใจของพ่อแม่
“มันไม่สนุกเลยกับการที่ชีวิตต้องมาลงเอยแบบนี้” เฮงกล่าวถึงเงื่อนไขชีวิตในปัจจุบัน “พวกผมเข้าใจคนไทยที่มองคนพม่าไม่ดี เพราะว่าคนเข้ามาเยอะ บางคนก็ไม่ทำตามกฎ ถ้าคนไทยมาทำแบบนี้ในประเทศของเราก็คงไม่ชอบเหมือนกัน”
อย่างไรก็ดี การที่เฮงได้อ่านข่าวกระแสการต่อต้านผู้อพยพย้ายถิ่นฐานจากพม่า ทำให้เขารู้สึกไม่สบายใจ เพราะสำหรับเขามันคือเรื่องของความอยู่รอดและความปลอดภัยในชีวิต
“เมื่อโชคชะตาเป็นแบบนี้ก็ต้องอยู่ให้ได้ อย่างน้อยผมได้เจอกับคนไทยที่ช่วยเหลือผม และมีอะไรก็แบ่งปันมีจิตใจที่อบอุ่น ผมขอบคุณรัฐบาลไทยและคนไทยที่ให้โอกาสคนพม่าได้หลบภัยมาอยู่อาศัย”
ในภูมิภาคเอเชียตะวันออกเฉียงใต้ ผู้แสวงหาที่ลี้ภัยจำนวนหนึ่ง ยังคงมองไทยเป็นจุดหมายปลายทางที่ปลอดภัย สิ่งนี้เกิดจากที่ตั้งทางภูมิศาสตร์ อยู่ใจกลางเอเชียตะวันออกเฉียงใต้แผ่นดินใหญ่ บทบาททางประวัติศาสตร์ที่ไทยมีประวัติในการเป็นประเทศเจ้าบ้านให้กับผู้พลัดถิ่นตั้งแต่ช่วงสงครามเวียดนาม จนถึงการล่มสลายของระบอบการปกครองในกัมพูชาและลาวในช่วงทศวรรษ 1970 รวมทั้งปัจจัยทางเศรษฐกิจและสังคม ที่ผู้อพยพย้ายถิ่นฐานส่วนใหญ่ได้กลายเป็นแรงงานข้ามชาติ โดยเฉพาะในตลาดแรงงานนอกระบบของไทย
คำถามวันนี้ต้องเปลี่ยนจากเราจะช่วยเหลือผู้ลี้ภัยอย่างไร เป็นคำถามที่ว่าไทยควรนำทักษะของกลุ่มผู้โยกย้ายถิ่นฐานมาใช้อย่างไร เพื่อให้ตอบโจทย์ตลาดแรงงาน และเพื่อสนับสนุนการเปลี่ยนแปลงทางเศรษฐกิจของไทย และตอบสนองต่อการลดลงของประชากรวัยทำงานในวันข้างหน้า
อ่านข่าวที่เกี่ยวข้อง
- แม้ความสามารถจะมากแค่ไหน ทักษะของผู้ลี้ภัยถูกจำกัดเพราะไม่มีสัญชาติ
- เสียงจากหมอพม่าผู้ลี้ภัยในไทย ในวันที่มนุษยธรรมถูกจำกัดด้วยกำแพงวิชาชีพ
- ไทยส่ง 40 อุยกูร์กลับจีน ปลายทางอาจเป็นการคุมขัง ทรมาน และความตาย
ตามข่าวก่อนใครได้ที่
- Website : plus.thairath.co.th
- LINE Official : Thairath