โปรดอัพเดตเบราว์เซอร์

เบราว์เซอร์ที่คุณใช้เป็นเวอร์ชันเก่าซึ่งไม่สามารถใช้บริการของเราได้ เราขอแนะนำให้อัพเดตเบราว์เซอร์เพื่อการใช้งานที่ดีที่สุด

ความฝันเล็กๆ ของผู้ลี้ภัยคนรุ่นใหม่ชาวพม่าที่รัฐบาลทหารไม่อนุญาตให้เป็นจริง

Thairath Plus - ไทยรัฐพลัส

อัพเดต 19 มิ.ย. 2568 เวลา 08.55 น. • เผยแพร่ 19 มิ.ย. 2568 เวลา 08.55 น.
ภาพไฮไลต์

“ตอนที่อยู่พม่า ผมเรียนคณะแพทยศาสตร์ชั้นปีที่ 4 ตอนนี้มาอยู่ประเทศไทยได้ 4 เดือนแล้ว มาทำงานเป็นผู้ช่วยนักวิจัย”

เฮง (นามสมมติ) อายุ 25 ปี อดีตนักศึกษาแพทย์ที่ต้องหนีออกมาจากพม่าเพราะถูกบังคับเกณฑ์ทหาร จากเด็กหนุ่มอนาคตไกล ชีวิตต้องมาจบลงอยู่ที่การเช่าห้อง และอยู่อย่างไร้สถานะในประเทศไทย ตอนนี้เฮงมีรายได้จากงานผู้ช่วยวิจัยเดือนละ 6,000 บาท

“ผมอยากอยู่ประเทศตัวเอง ไม่เคยคิดหรอกว่าวันหนึ่งจะต้องย้ายไปอยู่ประเทศอื่นแบบนี้ ผมก็ไม่ต่างจากคนทั่วไปที่อยากทำงานหาเงิน และได้ใช้ชีวิตของตัวเอง”

เรื่องราวของเฮงเป็นเพียงตัวอย่างหนึ่งจากอีกหลายตัวอย่าง หลังรัฐประหาร 2021 สถานการณ์ในพม่ารุนแรงเกินควบคุม สงครามกลางเมืองกลายเป็นปัจจัยผลักดันให้กลุ่มคนรุ่นใหม่ที่มีทั้งคุณวุฒิและความสามารถไม่มีทางเลือก โดยเฉพาะกฎหมายเกณฑ์ทหารที่ออกมาในวันที่ 10 กุมภาพันธ์ 2024 ทำให้หลายคนต้องย้ายออกจากประเทศเพื่อความปลอดภัยในชีวิตของตนเอง และหนีจากนโยบายการบังคับเกณฑ์เพื่อไปทำสงครามที่พวกเขาไม่ต้องการให้เกิดขึ้น

เฮงเล่าว่า ถ้าคนรุ่นใหม่คนไหนที่ครอบครัวมีเงินและมีเครือญาติอยู่ในต่างประเทศ บางส่วนเลือกที่จะย้ายประเทศไปหาอนาคตที่ดีกว่า แต่สำหรับคนยากจน สิ่งเดียวที่พวกเขาทำได้คือการพยายามเอาตัวรอดอยู่ในพม่า และสำหรับคนที่พอมีฐานะขึ้นมาอีกหน่อย ทำให้ไทยกลายเป็นจุดหมายปลายทางของคนรุ่นใหม่หลายต่อหลายคนจากพม่า

เรื่องราวต่อจากนี้ คือชีวิตของคนพม่ารุ่นใหม่ที่อยู่อาศัยในประเทศไทย แต่ไม่สามารถใช้ทักษะ ความรู้ ความสามารถของพวกเขาได้อย่างเต็มที่

ทุนมนุษย์แฝงในกลุ่มผู้ลี้ภัยคนรุ่นใหม่ในไทย

“ผมอยากเป็นหมอช่วยเหลือแรงงานข้ามชาติที่เข้ามาทำงานในประเทศไทย”

ในห้องเช่าหลังเดียวกัน ยา (นามสมมติ) เป็นอดีตนักศึกษาแพทย์อีกคนจากพม่าที่หนีการถูกบังคับเกณฑ์ทหาร และปัจจุบันทำงานเป็นอาสาสมัครดูแลคนไข้ที่เป็นชาวพม่าอยู่ในพื้นที่ชายแดน เขาต้องทำงานสัปดาห์ละ 5 วัน แต่ได้รับค่าตอบแทนเพียง 3,750 บาทต่อเดือน ยายังคงมองโลกในแง่ดีว่าอย่างน้อยอยู่ในไทยสามารถปรับตัวได้ง่าย เพราะวัฒนธรรมของทั้งสองประเทศใกล้เคียงกัน

ความฝันของผมไม่ได้ใหญ่โต ถ้าไม่เกิดเรื่องแบบนี้ผมคงเรียนจบ ได้กลับไปบ้านเกิด เพื่อเป็นหมอ และได้อยู่กับครอบครัว

แต่รัฐบาลทหารพม่าไม่อนุญาตให้ยาได้แตะต้องความฝันนั้น นับตั้งแต่รัฐประหารปี 2021 และนโยบายบังคับเกณฑ์ทหารในปี 2024 เยาวชนกลายเป็นเป้าหมายของรัฐบาลทหารพม่า หลายครอบครัวยอมส่งลูกหลานออกจากพม่า และให้พ่อแม่ที่อายุมากอยู่บ้าน

“ถ้าสถานการณ์ดีขึ้น ผมอยากกลับบ้าน ที่พม่าตอนนี้ประชากรลดลงเหมือนกับประเทศไทย แต่ของพม่าไม่ใช่เพราะไม่มีเด็กเกิดใหม่ แต่เพราะมีคนตายทุกวันจากสงคราม”

สิ่งนี้ไม่ได้เกิดกับผู้ชายเพียงอย่างเดียว แม้แต่กับผู้หญิงอย่างเม ธาซิน (นามสมมติ) อดีตนักศึกษาปริญญาโท สาขาฟิสิกส์ จากมหาวิทยาลัยทวาย ก็ต้องหลบหนีมายังประเทศไทย เพราะนโยบายบังคับเกณฑ์ทหารเช่นกัน

“แม้แต่ตอนนอนยังไม่ปลอดภัย ฉันกลัวว่าจะเกิดอะไรขึ้นกับตัวเอง จึงตัดสินใจหนีมาอยู่กับครอบครัวที่ประเทศไทย”

ขณะเรียนปริญญาโท เม ธาซิน เคยทำงานเป็นผู้ช่วยสอนในห้องปฏิบัติการของภาควิชาฟิสิกส์ที่มหาวิทยาลัยทวายเป็นเวลา 5 ปี และก่อนรัฐประหารเธอทำงานเป็นอาจารย์มหาวิทยาลัย ปัจจุบันเธอทำงานเป็นพนักงานเสิร์ฟในร้านอาหารเล็กๆ ที่คนทำงานส่วนใหญ่เป็นชาวพม่า มีรายได้ประมาณ 13,000 บาทต่อเดือน

“ก่อนรัฐประหารฉันฝันอยากได้ตำแหน่งงานที่เหมาะสมกับวิชาชีพของตัวเอง” เม ธาซินเล่าความฝันของตัวเอง “หลังจากมาถึงไทย ฉันหวังเพียงอยากมีงานที่สามารถทำได้อย่างสบายใจและมีความสุข มีนายจ้างที่จ่ายเงินตรงเวลาและเงินเดือนที่ดีกว่านี้”

ชีวิตในเมืองไทยไม่ใช่เรื่องง่ายสำหรับ เม ธาซิน เธอเล่าว่าช่วงแรกที่มาถึงประเทศไทย เธอหางานไม่ได้เพราะไม่มีเอกสารอะไรติดตัว จึงต้องอยู่กับความกังวลว่าจะถูกตำรวจจับ กระทั่งวันนี้เธอเริ่มปรับตัวได้ แต่ก็ยังรู้สึกถึงความกังวลกับการไม่มีสถานะชัดเจน

ฉันไม่สามารถทำงานตามวิชาชีพที่เคยเรียนหรือเคยทำมาได้ ฉันเข้าใจว่ารัฐบาลไทยมีการคุ้มครองบางอาชีพสำหรับคนไทย แต่ฉันคิดว่าน่าจะมีช่องทางเปิดให้คนอย่างพวกเราได้ใช้ความรู้ความสามารถบ้าง

ในขณะที่ เม ธาซิน และ ยา ยังคงต้องดิ้นรนเอาชีวิตรอดและไม่ได้ใช้ทักษะความรู้ ความสามารถที่ตนเองมี คนรุ่นใหม่บางส่วนที่เป็นผู้อพยพเลือกที่จะย้ายไปยังประเทศที่สาม เพราะที่นั่นมีโอกาสให้ใช้ทักษะความรู้ความสามารถของตนเองได้อย่างเต็มที่

เมื่อไทยปิดโอกาส การย้ายไปเป็นพลเมืองประเทศที่สามจึงเป็นโอกาสสำหรับคนรุ่นใหม่พม่า

เรื่องราวต่างออกไปสำหรับ ยัสมิน อุลลา (Yasmin Ullah) เธอเป็นชาวโรฮิงญาที่หนีภัยการถูกปราบปรามจากรัฐบาลพม่าตั้งแต่ช่วงปี 1990 และเข้ามาอาศัยในประเทศไทยตั้งแต่อายุ 3 ขวบ ชีวิตช่วงแรกของเธอต้องระหกระเหิน พลัดพรากจากผู้เป็นพ่อ เพราะถูกเจ้าหน้าที่ตรวจคนเข้าเมืองคอยตรวจจับ

ยัสมินในวันนั้นมีความฝันอยากเป็นหมอ มุ่งมั่นตั้งใจเรียนจนได้เกรดเฉลี่ย 4.00 มาโดยตลอดในช่วงมัธยมปลาย พ่อแม่ของเธอพยายามหาหนทางให้เธอได้มีโอกาสในการศึกษาระดับมหาวิทยาลัย แต่พบว่าแทบไม่มีโอกาสสำหรับบุคคลไร้สถานะอย่างยัสมินในการศึกษาต่อระดับชั้นอุดมศึกษา จึงทำให้เธอคว้าโอกาสในการย้ายถิ่นฐานไปยังแคนาดา

“เราได้โอกาสย้ายไปเรียนคณะรัฐศาสตร์และสังคมศาสตร์ที่แคนาดาช่วงปี 2011”

ยัสมิน อุลลา

ยัสมินระบุความแตกต่างระหว่างการใช้ชีวิตอยู่ที่ไทยและแคนาดาว่า ที่แคนาดาผู้ลี้ภัยจะได้รับการคุ้มครองตามรัฐธรรมนูญ สอดคล้องกับหลักปฏิญญาสากลว่าด้วยสิทธิมนุษยชน ดังนั้น ไม่ว่าใครจะอยู่ในสถานะไหนภายในรัฐแคนาดา ต้องได้รับการยอมรับทางสังคม และได้รับการคุ้มครองจากภาครัฐ

อย่างไรก็ดี ชีวิตในแคนาดาของยัสมินไม่ได้โรยด้วยกลีบกุหลาบ เธอต้องทำงานส่งตัวเองเรียน ตั้งแต่การเป็นพนักงานทำความสะอาด พนักงานขายของในห้าง และพนักงานต้อนรับในโรงแรม กระทั่งปัจจุบัน เธอเป็นผู้ก่อตั้ง Rohingya Maîyafuìnor Collaborative Network (RMCN) องค์กรด้านสิทธิมนุษยชนที่ทำงานกับสตรีชาวโรฮิงญาที่มีเครือข่ายอยู่ทั่วโลก

“ทุกครั้งที่กลับมาก็ยังคิดถึง” ยัสมินกล่าวถึงประเทศไทยในวันที่กลับมาเยี่ยมเยียนเพื่อนของเธอ “ไทยเป็นส่วนหนึ่งของชีวิต ต่อให้จะมีความทรงจำแย่ๆ ในบางเรื่อง แต่นั่นไม่ได้ลบล้างความทรงจำดีๆ ที่เรามีต่อประเทศนี้”

ยัสมินเล่าย้อนถึงช่วงเวลาที่พ่อแม่ตัดสินใจแสวงหาสถานที่ลี้ภัยไปยังแคนาดาว่า พ่อแม่ของเธอพยายามทำทุกทางเพื่อต่อสู้ให้ครอบครัวมีคุณภาพชีวิตที่ดีขึ้น ตัวเธอก็พยายามพิสูจน์ตัวเองด้วยการมีผลการเรียนที่ดี

สำหรับผู้ลี้ภัย การไปประเทศที่สามไม่ใช่ทางเลือกแรก แต่มันคือการที่พวกเขาพยายามลองทุกทางแล้วพบว่า การไปประเทศที่สามอาจเป็นทางเลือกเดียวในการมีคุณภาพชีวิตที่ดี

ทุกวันนี้ยัสมินเป็นพลเมืองของแคนาดา เธอยังคงทำงานเพื่อปกป้องสิทธิชาวโรฮิงญาทั่วทั้งเอเชียตะวันออกเฉียงใต้ และยังคงหาโอกาสกลับมาประเทศไทยทุกครั้ง เพราะทุกครั้งที่กลับมา เธอยังคงรู้สึกว่าไทยเหมือนบ้านอีกหลัง

กรมกิจการคนเข้าเมือง กรอบนโยบายใหม่ในการจัดการกลุ่มผู้อพยพย้ายถิ่นฐาน

เมื่อวันที่ 30 เมษายน 2568 ถือเป็นข่าวใหม่สำหรับสังคมไทย อนุทิน ชาญวีรกู รัฐมนตรีว่าการกระทรวงมหาดไทย พิจารณาให้แต่งตั้งคณะอนุกรรมการจัดตั้งกรมกิจการคนเข้าเมือง เพื่อมาดูแลกลุ่มคนที่ไม่ใช่คนไทยที่เข้ามายังราชอาณาจักรไทย

แต่เรื่องนี้ไม่ใช่เรื่องใหม่สำหรับคนในแวดวงประชาสังคมด้านการอพยพย้ายถิ่นฐาน ที่พยายามผลักดันเรื่องนี้มาตั้งแต่ก่อนการรัฐประหารในปี 2557

อดิศร เกิดมงคล หนึ่งในตัวแทนจากเครือข่ายปฏิรูปการโยกย้ายถิ่นฐาน (Thailand Migration Reform Consortium: TMR) ที่นำเสนอแนวคิดการมีหน่วยงานเฉพาะที่เข้ามาบริหารจัดการผู้คนกลุ่มต่างๆ ที่ไม่ใช่คนไทย

“เป้าหมายของกรมบริหารจัดการคนเข้าเมือง สามารถทำให้การอยู่ร่วมกันของคนไทยและผู้อพยพมีความสะดวกมากขึ้น นอกจากนั้นยังสามารถแก้ไขปัญหาการลดลงของประชากรไทย ซึ่งกรมนี้จะช่วยทำให้การเติมคนเข้าสู่ระบบพลเมืองได้ง่ายขึ้น”

อดิศร เกิดมงคล

อดิศรกล่าวว่าไม่อยากให้สังคมไทยโฟกัสเป้าหมายของกรมกับเรื่องผู้ลี้ภัยเพียงอย่างเดียว แต่ผู้ได้รับผลประโยชน์ยังรวมถึงคนไทยที่แต่งงานมีครอบครัวกับคนต่างชาติ เป้าหมายของกรมกิจการคนเข้าเมืองเพื่อจะให้กลายเป็น One Stop Service สำหรับการบริหารจัดการคนเข้าเมืองทั้งระบบ รวมทั้งระบบราชการก็สามารถทำงานได้ง่ายขึ้น ไม่ต้องส่งเอกสารข้ามหน่วยงานเหมือนที่เป็นอยู่ทุกวันนี้

ข้อมูลจาก Thailand Migration Report 2024 ขององค์การระหว่างประเทศเพื่อการโยกย้ายถิ่นฐาน (IOM) เองก็ระบุว่า ในปี 2024 การย้ายถิ่นฐานยังคงเป็นลักษณะสำคัญของการพัฒนาทางสังคม ประชากร และเศรษฐกิจของไทย และสถานการณ์จากทั่วโลกก็มีผู้อพยพระหว่างประเทศ 281 ล้านคน หรือคิดเป็น 3.6 เปอร์เซ็นต์ของประชากรโลก โดยในจำนวนนี้ 23.6 ล้านคนมาจากเอเชียตะวันออกเฉียงใต้ และจำนวนกว่า 7.1 ล้านคนยังคงอยู่ในเอเชียตะวันออกเฉียงใต้ ซึ่งหนึ่งในจุดหมายปลายทางภายในเอเชียตะวันออกเฉียงใต้คือประเทศไทย

ไทยมาไกลเกินกว่าจะกลับไปปิดรับความหลากหลาย และมันไม่ใช่แค่เรื่องของผู้ลี้ภัย แต่มันคือเรื่องของการสร้างครอบครัว การลงทุน การท่องเที่ยว ล้วนเกี่ยวข้องกับคนต่างชาติทั้งสิ้น

อดิศรพยายามฉายภาพให้เห็นว่า ไม่มีประเทศไหนในโลกใบนี้ที่ประสบความสำเร็จในการพัฒนาประเทศจากคนของตนเองอยู่ฝ่ายเดียว แต่ความสำเร็จของสังคมหนึ่งนั้นล้วนมาจากการมีส่วนร่วมของผู้คนที่หลากหลาย และการย้ายถิ่นฐานของผู้คนก็คือเรื่องปกติของวิวัฒนาการมนุษย์ รวมทั้งยังเป็นโอกาสที่ทำให้สังคมขยับไปข้างหน้า จึงมีความจำเป็นต้องมีหน่วยงานเฉพาะเพื่อมาดูแลรับผิดชอบเรื่องนี้

ความฝันของนักเรียนแพทย์คนหนึ่งจากพม่า

“พ่อแม่ของคนรุ่นผมหวังให้ลูกของตัวเองมีคะแนนสอบดีๆ พวกผมต้องเรียนพิเศษหนักมาก เรียนที่โรงเรียนไม่พอ เด็กมัธยมเกือบทุกคนจะเข้าไปอยู่ในหอที่เขาเปิดรับและติวกันแบบเข้มข้น”

เฮงเล่าย้อนไปยังช่วงชีวิตในวัยเรียน เขาบอกว่ามีนักเรียนเพียง 2-3 เปอร์เซ็นต์เท่านั้นที่ได้โอกาสเรียนแพทย์ เฮงมีความฝันอยากเปิดคลินิกทำฟันของตัวเองหลังสำเร็จการศึกษา เพื่อจะได้เป็นความภูมิใจของพ่อแม่

“มันไม่สนุกเลยกับการที่ชีวิตต้องมาลงเอยแบบนี้” เฮงกล่าวถึงเงื่อนไขชีวิตในปัจจุบัน “พวกผมเข้าใจคนไทยที่มองคนพม่าไม่ดี เพราะว่าคนเข้ามาเยอะ บางคนก็ไม่ทำตามกฎ ถ้าคนไทยมาทำแบบนี้ในประเทศของเราก็คงไม่ชอบเหมือนกัน”

อย่างไรก็ดี การที่เฮงได้อ่านข่าวกระแสการต่อต้านผู้อพยพย้ายถิ่นฐานจากพม่า ทำให้เขารู้สึกไม่สบายใจ เพราะสำหรับเขามันคือเรื่องของความอยู่รอดและความปลอดภัยในชีวิต

“เมื่อโชคชะตาเป็นแบบนี้ก็ต้องอยู่ให้ได้ อย่างน้อยผมได้เจอกับคนไทยที่ช่วยเหลือผม และมีอะไรก็แบ่งปันมีจิตใจที่อบอุ่น ผมขอบคุณรัฐบาลไทยและคนไทยที่ให้โอกาสคนพม่าได้หลบภัยมาอยู่อาศัย”

ในภูมิภาคเอเชียตะวันออกเฉียงใต้ ผู้แสวงหาที่ลี้ภัยจำนวนหนึ่ง ยังคงมองไทยเป็นจุดหมายปลายทางที่ปลอดภัย สิ่งนี้เกิดจากที่ตั้งทางภูมิศาสตร์ อยู่ใจกลางเอเชียตะวันออกเฉียงใต้แผ่นดินใหญ่ บทบาททางประวัติศาสตร์ที่ไทยมีประวัติในการเป็นประเทศเจ้าบ้านให้กับผู้พลัดถิ่นตั้งแต่ช่วงสงครามเวียดนาม จนถึงการล่มสลายของระบอบการปกครองในกัมพูชาและลาวในช่วงทศวรรษ 1970 รวมทั้งปัจจัยทางเศรษฐกิจและสังคม ที่ผู้อพยพย้ายถิ่นฐานส่วนใหญ่ได้กลายเป็นแรงงานข้ามชาติ โดยเฉพาะในตลาดแรงงานนอกระบบของไทย

คำถามวันนี้ต้องเปลี่ยนจากเราจะช่วยเหลือผู้ลี้ภัยอย่างไร เป็นคำถามที่ว่าไทยควรนำทักษะของกลุ่มผู้โยกย้ายถิ่นฐานมาใช้อย่างไร เพื่อให้ตอบโจทย์ตลาดแรงงาน และเพื่อสนับสนุนการเปลี่ยนแปลงทางเศรษฐกิจของไทย และตอบสนองต่อการลดลงของประชากรวัยทำงานในวันข้างหน้า

อ่านข่าวที่เกี่ยวข้อง

ตามข่าวก่อนใครได้ที่
- Website : plus.thairath.co.th
- LINE Official : Thairath

Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...