Thai-style Neoclassical Revival กับความทรงจำที่เพิ่งสร้าง บนถนนราชดำเนิน (1)
พื้นที่ระหว่างบรรทัด | ชาตรี ประกิตนนทการ
Thai-style Neoclassical Revival
กับความทรงจำที่เพิ่งสร้าง
บนถนนราชดำเนิน (1)
ถนนราชดำเนินกลาง ณ ปัจจุบันกำลังอยู่ในช่วงเวลาแห่งการเปลี่ยนแปลงทางกายภาพครั้งใหญ่ที่สุดในรอบ 80 ปี
หากใครมีโอกาสผ่านไปแถวนั้นในตอนนี้จะพบการปิดผิวการจราจรเป็นบริเวณกว้างสำหรับการก่อสร้างรถไฟฟ้าใต้ดิน และการกั้นรั้วล้อมอาคารหลายหลังที่สร้างขึ้นในสมัยคณะราษฎร ในช่วงที่จอมพล ป.พิบูลสงคราม ดำรงตำแหน่งนายกรัฐมนตรี (ต้นทศวรรษ 2480) เพื่อทำการปรับเปลี่ยนเปลือกอาคาร (Façade) ทั้งหมด จากรูปแบบดั้งเดิมที่เป็นรูปแบบ Art Deco มาสู่รูปแบบ Neoclassic
มองในแง่การพัฒนาเมือง การสร้างรถไฟฟ้าใต้ดินเป็นสิ่งที่เข้าใจได้ แต่การปรับเปลี่ยนเปลือกอาคารเป็นสิ่งที่เข้าใจได้ยากและน่าตั้งคำถาม ไม่ว่าจะในมิติความคุ้มค่าทางเศรษฐกิจ การอนุรักษ์มรดกทางวัฒนธรรม การเคารพข้อเท็จจริงทางประวัติศาสตร์ ไปจนถึงสุนทรียภาพ
เป็นที่รับรู้กันอย่างกว้างขวางแบบไม่เป็นทางการมาสักพักแล้วนะครับว่า ตึกสองข้างทางบนถนนราชดำเนินกลางจะต้องถูกเปลี่ยนหน้าตาอาคารทั้งหมด โดยมีนิทรรศน์รัตนโกสินทร์เป็นอาคารนำร่องหลังแรกของโครงการนี้ แล้วเสร็จไปเมื่อประมาณ 2 ปีที่ผ่านมา
แต่ด้วยวงเงินงบประมาณที่ใช้ในแต่ละอาคารที่สูงมากในระดับหลายสิบล้านบาท ภายใต้บริบททางเศรษฐกิจของไทยที่ไม่ค่อยดีนัก หลายคนเชื่อว่าการผลักดันนโยบายนี้ให้สำเร็จโดยเร็วไม่น่าจะทำได้
แต่หลังจากนั้นไม่นาน กลับมีการล้อมรั้วอาคารเทเวศร์ประกันภัยที่ตั้งอยู่ฝั่งตรงข้ามอาคารนิทรรศน์รัตนโกสินทร์และเริ่มมีการเปลี่ยน façade พร้อมกับสร้างโดมทรงกลมขนาดใหญ่ขึ้นบนยอดอาคาร ซึ่งทำให้ผมตระหนักได้ทันทีว่า โครงการนี้ยังคงดำเนินต่อไปอย่างจริงจังและเร่งด่วน แม้จะต้องสิ้นเปลืองงบประมาณมหาศาลโดยหาความจำเป็นอะไรไม่เจอเลยก็ตาม
และสิ่งที่น่าคิดต่อไปก็คือ มีความเป็นไปได้สูงมากที่อนุสาวรีย์ประชาธิปไตยอาจจะต้องถูกรื้อลง หรือไม่ก็ต้องถูกปรับเปลี่ยนหน้าตาอนุสาวรีย์ให้เป็นรูปแบบ Neoclassic เช่นเดียวกัน หลังจากที่การเปลี่ยน façade อาคารทั้งหมดบนถนนราชดำเนินกลางเสร็จสิ้นลง
เมื่อครั้งนิทรรศน์รัตนโกสินทร์ปรับโฉมแล้วเสร็จใหม่ๆ ผมเคยแสดงทัศนะต่อโครงการนี้เอาไว้ และอยากขอยกบางส่วนมากล่าวซ้ำอีกครั้ง ดังต่อไปนี้
กลุ่มอาคารสองข้างถนนราชดำเนินกลาง หากนับจนถึงปัจจุบันก็มีอายุมากกว่า 80 ปีแล้ว ซึ่งถือว่ายาวนานพอสมควร และหากพิจารณาในมิติความสำคัญทางประวัติศาสตร์ ตึกกลุ่มนี้ก็เข้าไปมีส่วนอย่างสำคัญบนหน้าประวัติศาสตร์การเมืองไทยสมัยใหม่มากมาย โดยเฉพาะอย่างยิ่งประวัติศาสตร์การเปลี่ยนแปลงการปกครองของไทยจากระบอบสมบูรณาญาสิทธิราชย์มาสู่ประชาธิปไตย ซึ่งกลุ่มอาคารบนถนนราชดำเนินกลางคือสัญลักษณ์ที่สำคัญที่สุดของประวัติศาสตร์ช่วงนี้
หากพิจารณาตามกรอบวิธีคิดแบบสากล กลุ่มอาคารทั้งหมดบนถนนราชดำเนินกลางควรอย่างยิ่งและถึงเวลาแล้วที่จะต้องถูกขึ้นทะเบียนเป็นโบราณสถานเพื่อรักษาสภาพดั้งเดิมเอาไว้ให้มากที่สุดเท่าที่จะมากได้ ไม่ใช่การปรับเปลี่ยนที่ทำให้เกิดการทำลาย façade ที่มีคุณค่าออกจนหมดสิ้น
หลายคนอาจมองการปรับปรุงนี้บนฐานคิดเรื่อง adaptive reuse ที่มีความประนีประนอมกันมากขึ้นระหว่างการอนุรักษ์แบบดั้งเดิม กับการปรับใช้อาคารในกิจกรรมสมัยใหม่ที่หลายกรณีอาจจำเป็นต้องรื้อหรือแก้ไขสภาพเดิมของอาคารไปบ้างเพื่อให้การใช้สอยใหม่มีประสิทธิภาพมากขึ้น
แต่หากพิจารณา Façade ใหม่ก็จะพบว่า การปรับเปลี่ยนนี้มิได้ส่งผลอะไรที่ดีขึ้นเลยต่อการใช้สอยภายใน ไม่ว่าจะเป็นในแง่การปรับเชิงโครงสร้างภายในที่ต้องการสร้างมิติใหม่ในการรับรู้พื้นที่จนต้องแลกมาด้วยการปรับเปลี่ยนหน้าตาอาคาร
หรือเหตุผลเรื่องการเปิดรับแสงสว่างให้มากขึ้นจากข้อจำกัดของอาคารโบราณที่มักมีช่องเปิดไม่กว้างมากนัก แต่ façade ใหม่ของนิทรรศน์รัตนโกสินทร์กลับไม่ได้ปรับแปลงอะไรเพื่อเพิ่มความสามารถในการรับแสงธรรมชาติจากเดิมเลยแม้แต่น้อย
หรือถ้าจะลองพยายามมองในประเด็นการปรับเพื่อให้หน้าตาอาคารแลดูทันสมัยขึ้น ซึ่งอาคารโบราณในหลายประเทศก็นิยมทำกัน แต่กรณีนี้ก็ดูจะมองไปในทางนี้ไม่ได้อีกเช่นกัน เพราะ façade ใหม่มิได้มีเป้าหมายสร้างภาพลักษณ์ทันสมัยในโลกปัจจุบันแต่อย่างใด แต่เป็นการย้อนยุคกลับไปหารูปแบบในคริสต์ตวรรษที่ 19 แทน
หรือจะมองในมิติทางเศรษฐกิจ โดยเฉพาะมิติเรื่องการท่องเที่ยว ถามว่า façade นีโอคลาสสิคที่ผิดบริบท ผิดข้อเท็จจริงประวัติศาสตร์ และผิดหลักการอนุรักษ์เช่นนี้ จะสามารถดึงดูดนักเที่ยวได้สักกี่มากน้อย
หากนักท่องเที่ยวต้องการเยี่ยมชมตึกนีโอคลาสสิคจริง ก็มีตัวอย่างชั้นดีมากมายในสมัยรัชกาลที่ 5 กระจายอยู่หลายแห่งและอยู่ไม่ไกลเลยจากถนนราชดำเนิน นักท่องเที่ยวไม่จำเป็นต้องมาดูของปลอม ที่ต้องขอพูดอย่างตรงไปตรงมาเลยว่า คุณภาพการก่อสร้างห่างไกลมากจากอาคารนีโอคลาสสิคจริงๆ หลายเท่า
สรุปก็คือ ไม่ว่าจะมองในมิติไหนก็ดูจะไร้ซึ่งเหตุผลและความจำเป็นอย่างสิ้นเชิง
แล้วอะไรคือเหตุผลที่ทำให้ต้องสิ้นเปลืองงบประมาณมหาศาลในการทำโครงการนี้ ซึ่งคำตอบที่เหลืออยู่ คงมีเพียงเหตุผลเดียว นั่นก็คือ เป็นโครงการออกแบบเพื่อเป้าหมายในการลบความทรงจำคณะราษฎรให้หายไปจากถนนราชดำเนินและหน้าประวัติศาสตร์ไทย (อ่านเพิ่มใน https://www.matichonweekly.com/column/article_690079)
สิ่งที่น่าสังเกตคือ กระแสการออกแบบเปลือกอาคารด้วยรูปแบบ Neoclassic ในช่วง 6-7 ปีที่ผ่านมาดูจะได้รับการอธิบายโดยนัยที่เชื่อมโยงเข้ากับพระราชนิยมในสมัยรัชกาลที่ 5 ในลักษณะที่เสมือนว่าศิลปะและสถาปัตยกรรมรูปแบบนี้คือสัญลักษณ์แห่งยุคสมัยของพระองค์ และเป็นสัญญะของการสร้างความศิวิไลซ์ สร้างความเจริญที่แท้จริงให้แก่ประเทศในสมัยสมบูรณาญาสิทธิราชย์
ไม่ใช่ยุคสมัยแห่งความเสื่อมที่ประเทศชาติต้องตกอยู่ในวงจรที่เลวร้ายทางการเมืองหลังการปฏิวัติ 2475 ซึ่งมีรูปแบบศิลปะและสถาปัตยกรรม Art Deco เป็นสัญลักษณ์แห่งความต่ำทรามแห่งยุคสมัย
พูดให้ชัดก็คือ ผมกำลังเสนอว่า ณ ปัจจุบัน ชนชั้นนำและผู้มีอำนาจในสังคมไทยที่มีแนวคิดอนุรักษนิยมสุดโต่งและปฏิเสธแนวคิดแบบประชาธิปไตยกำลังสร้างกระแส Thai-style Neoclassical Revival ขึ้นเพื่อทำหน้าที่เป็นสัญลักษณ์ทางการเมืองที่ยืนอยู่ตรงข้ามกับรูปแบบ Art Deco ซึ่งเป็นสัญลักษณ์ทางการเมืองและอุดมการณ์ของคณะราษฎร
แม้รูปแบบนี้จะเป็นที่รับรู้ว่าเป็นที่นิยมสร้างมากพอสมควรในสมัยรัชกาลที่ 5 แต่ก็ไม่เคยมีนัยยะทางความหมายในลักษณะนี้อย่างชัดเจนมากเท่าที่ปรากฏในปัจจุบัน
ที่สำคัญคือ ในบางช่วงเวลาทางประวัติศาสตร์ รูปแบบ Neoclassic ก็ไม่ได้มีความหมายในเชิงบวกแต่อย่างใด
Thai-style Neoclassical Revival เป็นกระแสที่เพิ่งเกิด และความหมายเกือบทั้งหมดที่ถูกอธิบาย ณ ตอนนี้ที่เกี่ยวข้องกับ Neoclassic ก็เป็นเพียงความทรงจำที่เพิ่งสร้างในช่วงไม่กี่ปีมานี้ ไม่ใช่ความต่อเนื่องเชิงวัฒนธรรม เป็นเพียงความพยายามเขียนประวัติศาสตร์ใหม่ผ่านอาคาร
โดยผู้มีอำนาจที่ต้องการให้พื้นที่ราชดำเนินกลับไปเป็นพื้นที่ของอุดมการณ์แบบ “ราชาชาตินิยม” อีกครั้ง โดยไม่มีพื้นที่หลงเหลือให้กับความทรงจำของคณะราษฎรและอุดมการณ์ประชาธิปไตย
เพื่อให้เข้าใจประเด็นนี้ บทความชุดนี้จึงอยากจะพาย้อนกลับไปสำรวจนัยยะและความหมายของรูปแบบ Neoclassic ในบริบทสังคมไทยอย่างสังเขป นับตั้งแต่ตัวมันได้ถูกนำเข้ามาในสยามเมื่อราวต้นพุทธศตวรรษที่ 25 จนถึงปัจจุบัน โดยเฉพาะการพิจารณาในมิติสังคมการเมืองควบคู่ไปกับมิติสุนทรียะทางสถาปัตยกรรม เพราะรูปแบบ Neoclassic ไม่ได้เดินทางเข้ามาในฐานะความงามที่เป็นกลาง หากแต่เป็นภาชนะที่บรรจุอุดมการณ์บางอย่างมาตั้งแต่ต้น เช่น ความมีอารยะ ความเป็นตะวันตก ความศิวิไลซ์ ซึ่งชนชั้นนำในสมัยรัชกาลที่ 5 รับเอามาใช้เพื่อแสดงศักยภาพของรัฐสยามในการยืนเทียบเท่ากับอารยประเทศท่ามกลางบริบทของการล่าอาณานิคม
แต่เมื่อกาลเวลาผ่านไป ความหมายของ Neoclassic ในสังคมไทยก็เปลี่ยนแปลงไปหลายครั้ง บางยุคสมัยรูปแบบนี้ถูกลดทอนบทบาทลง ในบางช่วงกลับกลายเป็นเพียงรูปแบบที่ล้าสมัยหรือไม่ตรงบริบท
แต่ในช่วงหลังความหมายของมันกลับฟื้นคืนมาในฐานะเครื่องมือของการเมืองเชิงสัญลักษณ์ที่ต้องการสร้างความชอบธรรมให้กับกลุ่มคนที่มีแนวคิดต่อต้านประชาธิปไตย
ต้องการกลบลบประวัติศาสตร์ประชาธิปไตยและคณะราษฎรที่เคยถูกสร้างไว้บนถนนราชดำเนินกลาง
https://twitter.com/matichonweekly/status/1552197630306177024
อ่านข่าวต้นฉบับได้ที่ : Thai-style Neoclassical Revival กับความทรงจำที่เพิ่งสร้าง บนถนนราชดำเนิน (1)
ติดตามข่าวล่าสุดได้ทุกวัน ที่นี่
– Website : https://www.matichon.co.th/weekly