โปรดอัพเดตเบราว์เซอร์

เบราว์เซอร์ที่คุณใช้เป็นเวอร์ชันเก่าซึ่งไม่สามารถใช้บริการของเราได้ เราขอแนะนำให้อัพเดตเบราว์เซอร์เพื่อการใช้งานที่ดีที่สุด

Thai-style Neoclassical Revival กับความทรงจำที่เพิ่งสร้าง บนถนนราชดำเนิน (1)

มติชนสุดสัปดาห์

อัพเดต 24 มิ.ย. 2568 เวลา 10.31 น. • เผยแพร่ 05 มิ.ย. 2568 เวลา 02.00 น.

พื้นที่ระหว่างบรรทัด | ชาตรี ประกิตนนทการ

Thai-style Neoclassical Revival

กับความทรงจำที่เพิ่งสร้าง

บนถนนราชดำเนิน (1)

ถนนราชดำเนินกลาง ณ ปัจจุบันกำลังอยู่ในช่วงเวลาแห่งการเปลี่ยนแปลงทางกายภาพครั้งใหญ่ที่สุดในรอบ 80 ปี

หากใครมีโอกาสผ่านไปแถวนั้นในตอนนี้จะพบการปิดผิวการจราจรเป็นบริเวณกว้างสำหรับการก่อสร้างรถไฟฟ้าใต้ดิน และการกั้นรั้วล้อมอาคารหลายหลังที่สร้างขึ้นในสมัยคณะราษฎร ในช่วงที่จอมพล ป.พิบูลสงคราม ดำรงตำแหน่งนายกรัฐมนตรี (ต้นทศวรรษ 2480) เพื่อทำการปรับเปลี่ยนเปลือกอาคาร (Façade) ทั้งหมด จากรูปแบบดั้งเดิมที่เป็นรูปแบบ Art Deco มาสู่รูปแบบ Neoclassic

มองในแง่การพัฒนาเมือง การสร้างรถไฟฟ้าใต้ดินเป็นสิ่งที่เข้าใจได้ แต่การปรับเปลี่ยนเปลือกอาคารเป็นสิ่งที่เข้าใจได้ยากและน่าตั้งคำถาม ไม่ว่าจะในมิติความคุ้มค่าทางเศรษฐกิจ การอนุรักษ์มรดกทางวัฒนธรรม การเคารพข้อเท็จจริงทางประวัติศาสตร์ ไปจนถึงสุนทรียภาพ

เป็นที่รับรู้กันอย่างกว้างขวางแบบไม่เป็นทางการมาสักพักแล้วนะครับว่า ตึกสองข้างทางบนถนนราชดำเนินกลางจะต้องถูกเปลี่ยนหน้าตาอาคารทั้งหมด โดยมีนิทรรศน์รัตนโกสินทร์เป็นอาคารนำร่องหลังแรกของโครงการนี้ แล้วเสร็จไปเมื่อประมาณ 2 ปีที่ผ่านมา

แต่ด้วยวงเงินงบประมาณที่ใช้ในแต่ละอาคารที่สูงมากในระดับหลายสิบล้านบาท ภายใต้บริบททางเศรษฐกิจของไทยที่ไม่ค่อยดีนัก หลายคนเชื่อว่าการผลักดันนโยบายนี้ให้สำเร็จโดยเร็วไม่น่าจะทำได้

แต่หลังจากนั้นไม่นาน กลับมีการล้อมรั้วอาคารเทเวศร์ประกันภัยที่ตั้งอยู่ฝั่งตรงข้ามอาคารนิทรรศน์รัตนโกสินทร์และเริ่มมีการเปลี่ยน façade พร้อมกับสร้างโดมทรงกลมขนาดใหญ่ขึ้นบนยอดอาคาร ซึ่งทำให้ผมตระหนักได้ทันทีว่า โครงการนี้ยังคงดำเนินต่อไปอย่างจริงจังและเร่งด่วน แม้จะต้องสิ้นเปลืองงบประมาณมหาศาลโดยหาความจำเป็นอะไรไม่เจอเลยก็ตาม

และสิ่งที่น่าคิดต่อไปก็คือ มีความเป็นไปได้สูงมากที่อนุสาวรีย์ประชาธิปไตยอาจจะต้องถูกรื้อลง หรือไม่ก็ต้องถูกปรับเปลี่ยนหน้าตาอนุสาวรีย์ให้เป็นรูปแบบ Neoclassic เช่นเดียวกัน หลังจากที่การเปลี่ยน façade อาคารทั้งหมดบนถนนราชดำเนินกลางเสร็จสิ้นลง

เมื่อครั้งนิทรรศน์รัตนโกสินทร์ปรับโฉมแล้วเสร็จใหม่ๆ ผมเคยแสดงทัศนะต่อโครงการนี้เอาไว้ และอยากขอยกบางส่วนมากล่าวซ้ำอีกครั้ง ดังต่อไปนี้

กลุ่มอาคารสองข้างถนนราชดำเนินกลาง หากนับจนถึงปัจจุบันก็มีอายุมากกว่า 80 ปีแล้ว ซึ่งถือว่ายาวนานพอสมควร และหากพิจารณาในมิติความสำคัญทางประวัติศาสตร์ ตึกกลุ่มนี้ก็เข้าไปมีส่วนอย่างสำคัญบนหน้าประวัติศาสตร์การเมืองไทยสมัยใหม่มากมาย โดยเฉพาะอย่างยิ่งประวัติศาสตร์การเปลี่ยนแปลงการปกครองของไทยจากระบอบสมบูรณาญาสิทธิราชย์มาสู่ประชาธิปไตย ซึ่งกลุ่มอาคารบนถนนราชดำเนินกลางคือสัญลักษณ์ที่สำคัญที่สุดของประวัติศาสตร์ช่วงนี้

หากพิจารณาตามกรอบวิธีคิดแบบสากล กลุ่มอาคารทั้งหมดบนถนนราชดำเนินกลางควรอย่างยิ่งและถึงเวลาแล้วที่จะต้องถูกขึ้นทะเบียนเป็นโบราณสถานเพื่อรักษาสภาพดั้งเดิมเอาไว้ให้มากที่สุดเท่าที่จะมากได้ ไม่ใช่การปรับเปลี่ยนที่ทำให้เกิดการทำลาย façade ที่มีคุณค่าออกจนหมดสิ้น

หลายคนอาจมองการปรับปรุงนี้บนฐานคิดเรื่อง adaptive reuse ที่มีความประนีประนอมกันมากขึ้นระหว่างการอนุรักษ์แบบดั้งเดิม กับการปรับใช้อาคารในกิจกรรมสมัยใหม่ที่หลายกรณีอาจจำเป็นต้องรื้อหรือแก้ไขสภาพเดิมของอาคารไปบ้างเพื่อให้การใช้สอยใหม่มีประสิทธิภาพมากขึ้น

แต่หากพิจารณา Façade ใหม่ก็จะพบว่า การปรับเปลี่ยนนี้มิได้ส่งผลอะไรที่ดีขึ้นเลยต่อการใช้สอยภายใน ไม่ว่าจะเป็นในแง่การปรับเชิงโครงสร้างภายในที่ต้องการสร้างมิติใหม่ในการรับรู้พื้นที่จนต้องแลกมาด้วยการปรับเปลี่ยนหน้าตาอาคาร

หรือเหตุผลเรื่องการเปิดรับแสงสว่างให้มากขึ้นจากข้อจำกัดของอาคารโบราณที่มักมีช่องเปิดไม่กว้างมากนัก แต่ façade ใหม่ของนิทรรศน์รัตนโกสินทร์กลับไม่ได้ปรับแปลงอะไรเพื่อเพิ่มความสามารถในการรับแสงธรรมชาติจากเดิมเลยแม้แต่น้อย

หรือถ้าจะลองพยายามมองในประเด็นการปรับเพื่อให้หน้าตาอาคารแลดูทันสมัยขึ้น ซึ่งอาคารโบราณในหลายประเทศก็นิยมทำกัน แต่กรณีนี้ก็ดูจะมองไปในทางนี้ไม่ได้อีกเช่นกัน เพราะ façade ใหม่มิได้มีเป้าหมายสร้างภาพลักษณ์ทันสมัยในโลกปัจจุบันแต่อย่างใด แต่เป็นการย้อนยุคกลับไปหารูปแบบในคริสต์ตวรรษที่ 19 แทน

หรือจะมองในมิติทางเศรษฐกิจ โดยเฉพาะมิติเรื่องการท่องเที่ยว ถามว่า façade นีโอคลาสสิคที่ผิดบริบท ผิดข้อเท็จจริงประวัติศาสตร์ และผิดหลักการอนุรักษ์เช่นนี้ จะสามารถดึงดูดนักเที่ยวได้สักกี่มากน้อย

หากนักท่องเที่ยวต้องการเยี่ยมชมตึกนีโอคลาสสิคจริง ก็มีตัวอย่างชั้นดีมากมายในสมัยรัชกาลที่ 5 กระจายอยู่หลายแห่งและอยู่ไม่ไกลเลยจากถนนราชดำเนิน นักท่องเที่ยวไม่จำเป็นต้องมาดูของปลอม ที่ต้องขอพูดอย่างตรงไปตรงมาเลยว่า คุณภาพการก่อสร้างห่างไกลมากจากอาคารนีโอคลาสสิคจริงๆ หลายเท่า

สรุปก็คือ ไม่ว่าจะมองในมิติไหนก็ดูจะไร้ซึ่งเหตุผลและความจำเป็นอย่างสิ้นเชิง

แล้วอะไรคือเหตุผลที่ทำให้ต้องสิ้นเปลืองงบประมาณมหาศาลในการทำโครงการนี้ ซึ่งคำตอบที่เหลืออยู่ คงมีเพียงเหตุผลเดียว นั่นก็คือ เป็นโครงการออกแบบเพื่อเป้าหมายในการลบความทรงจำคณะราษฎรให้หายไปจากถนนราชดำเนินและหน้าประวัติศาสตร์ไทย (อ่านเพิ่มใน https://www.matichonweekly.com/column/article_690079)

สิ่งที่น่าสังเกตคือ กระแสการออกแบบเปลือกอาคารด้วยรูปแบบ Neoclassic ในช่วง 6-7 ปีที่ผ่านมาดูจะได้รับการอธิบายโดยนัยที่เชื่อมโยงเข้ากับพระราชนิยมในสมัยรัชกาลที่ 5 ในลักษณะที่เสมือนว่าศิลปะและสถาปัตยกรรมรูปแบบนี้คือสัญลักษณ์แห่งยุคสมัยของพระองค์ และเป็นสัญญะของการสร้างความศิวิไลซ์ สร้างความเจริญที่แท้จริงให้แก่ประเทศในสมัยสมบูรณาญาสิทธิราชย์

ไม่ใช่ยุคสมัยแห่งความเสื่อมที่ประเทศชาติต้องตกอยู่ในวงจรที่เลวร้ายทางการเมืองหลังการปฏิวัติ 2475 ซึ่งมีรูปแบบศิลปะและสถาปัตยกรรม Art Deco เป็นสัญลักษณ์แห่งความต่ำทรามแห่งยุคสมัย

พูดให้ชัดก็คือ ผมกำลังเสนอว่า ณ ปัจจุบัน ชนชั้นนำและผู้มีอำนาจในสังคมไทยที่มีแนวคิดอนุรักษนิยมสุดโต่งและปฏิเสธแนวคิดแบบประชาธิปไตยกำลังสร้างกระแส Thai-style Neoclassical Revival ขึ้นเพื่อทำหน้าที่เป็นสัญลักษณ์ทางการเมืองที่ยืนอยู่ตรงข้ามกับรูปแบบ Art Deco ซึ่งเป็นสัญลักษณ์ทางการเมืองและอุดมการณ์ของคณะราษฎร

แม้รูปแบบนี้จะเป็นที่รับรู้ว่าเป็นที่นิยมสร้างมากพอสมควรในสมัยรัชกาลที่ 5 แต่ก็ไม่เคยมีนัยยะทางความหมายในลักษณะนี้อย่างชัดเจนมากเท่าที่ปรากฏในปัจจุบัน

ที่สำคัญคือ ในบางช่วงเวลาทางประวัติศาสตร์ รูปแบบ Neoclassic ก็ไม่ได้มีความหมายในเชิงบวกแต่อย่างใด

Thai-style Neoclassical Revival เป็นกระแสที่เพิ่งเกิด และความหมายเกือบทั้งหมดที่ถูกอธิบาย ณ ตอนนี้ที่เกี่ยวข้องกับ Neoclassic ก็เป็นเพียงความทรงจำที่เพิ่งสร้างในช่วงไม่กี่ปีมานี้ ไม่ใช่ความต่อเนื่องเชิงวัฒนธรรม เป็นเพียงความพยายามเขียนประวัติศาสตร์ใหม่ผ่านอาคาร

โดยผู้มีอำนาจที่ต้องการให้พื้นที่ราชดำเนินกลับไปเป็นพื้นที่ของอุดมการณ์แบบ “ราชาชาตินิยม” อีกครั้ง โดยไม่มีพื้นที่หลงเหลือให้กับความทรงจำของคณะราษฎรและอุดมการณ์ประชาธิปไตย

เพื่อให้เข้าใจประเด็นนี้ บทความชุดนี้จึงอยากจะพาย้อนกลับไปสำรวจนัยยะและความหมายของรูปแบบ Neoclassic ในบริบทสังคมไทยอย่างสังเขป นับตั้งแต่ตัวมันได้ถูกนำเข้ามาในสยามเมื่อราวต้นพุทธศตวรรษที่ 25 จนถึงปัจจุบัน โดยเฉพาะการพิจารณาในมิติสังคมการเมืองควบคู่ไปกับมิติสุนทรียะทางสถาปัตยกรรม เพราะรูปแบบ Neoclassic ไม่ได้เดินทางเข้ามาในฐานะความงามที่เป็นกลาง หากแต่เป็นภาชนะที่บรรจุอุดมการณ์บางอย่างมาตั้งแต่ต้น เช่น ความมีอารยะ ความเป็นตะวันตก ความศิวิไลซ์ ซึ่งชนชั้นนำในสมัยรัชกาลที่ 5 รับเอามาใช้เพื่อแสดงศักยภาพของรัฐสยามในการยืนเทียบเท่ากับอารยประเทศท่ามกลางบริบทของการล่าอาณานิคม

แต่เมื่อกาลเวลาผ่านไป ความหมายของ Neoclassic ในสังคมไทยก็เปลี่ยนแปลงไปหลายครั้ง บางยุคสมัยรูปแบบนี้ถูกลดทอนบทบาทลง ในบางช่วงกลับกลายเป็นเพียงรูปแบบที่ล้าสมัยหรือไม่ตรงบริบท

แต่ในช่วงหลังความหมายของมันกลับฟื้นคืนมาในฐานะเครื่องมือของการเมืองเชิงสัญลักษณ์ที่ต้องการสร้างความชอบธรรมให้กับกลุ่มคนที่มีแนวคิดต่อต้านประชาธิปไตย

ต้องการกลบลบประวัติศาสตร์ประชาธิปไตยและคณะราษฎรที่เคยถูกสร้างไว้บนถนนราชดำเนินกลาง

https://twitter.com/matichonweekly/status/1552197630306177024

อ่านข่าวต้นฉบับได้ที่ : Thai-style Neoclassical Revival กับความทรงจำที่เพิ่งสร้าง บนถนนราชดำเนิน (1)

ติดตามข่าวล่าสุดได้ทุกวัน ที่นี่
– Website : https://www.matichon.co.th/weekly

ดูข่าวต้นฉบับ
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...