โปรดอัพเดตเบราว์เซอร์

เบราว์เซอร์ที่คุณใช้เป็นเวอร์ชันเก่าซึ่งไม่สามารถใช้บริการของเราได้ เราขอแนะนำให้อัพเดตเบราว์เซอร์เพื่อการใช้งานที่ดีที่สุด

ธุรกิจ-เศรษฐกิจ

อสังหาฯเปิดตัวใหม่ ต่ำสุดในรอบ 23 ปี สะท้อนเศรษฐกิจไทยซบเซา

Amarin TV

เผยแพร่ 23 ก.ค. 2568 เวลา 10.33 น.
อสังหาริมทรัพย์ ปี 68 คาดว่ามีการเปิดตัวใหม่เพิ่มขึ้นเป็น 39,540 หน่วย มูลค่าการพัฒนาจะเพิ่มขึ้นเป็น 251,371 ล้านบาท ต่ำสุดในรอบ 23 ปี

ครึ่งแรกของปี 2568 ตลาดอสังหาริมทรัพย์ไทยชะลอตัวหนัก เปิดตัวโครงการใหม่แค่ 15,484 หน่วย ในเขตกรุงเทพฯ และปริมณฑล และคาดว่าทั้งปี จะเพิ่มขึ้นเป็น 39,540 หน่วย และมูลค่าการพัฒนาจะเพิ่มขึ้นเป็น 251,371 ล้านบาท ต่ำสุดในรอบ 23 ปีคาดว่าทั้งปีจะหดตัวต่อเนื่อง ทั้งจำนวนและมูลค่า สะท้อนเศรษฐกิจไทยอยู่ในภาวะตกต่ำ

ข้อมูลการสำรวจตลาดที่อยู่อาศัยในเขตกรุงเทพมหานครและปริมณฑล ณ กลางปี 2568 นี้ มาจาก ดร.โสภณ พรโชคชัย ประธาน ศูนย์ข้อมูลวิจัยและประเมินค่าอสังหาริมทรัพย์ไทย บจก. เอเจนซี่ ฟอร์ เรียลเอสเตท แอฟแฟร์ส ซึ่งพบข้อมูลที่น่าสนใจสำหรับใครที่คิดจะซื้อบ้านสามารถนำไปประกอบการตัดสินใจ

ผลการสำรวจของศูนย์ข้อมูลวิจัยและประเมินค่าอสังหาริมทรัพย์ไทยพบว่า ในช่วง 6 เดือนแรกของปี 2568 มีการเปิดตัวโครงการอสังหาริมทรัพย์ใหม่เพียง 15,484 หน่วย ทั้งนี้ มูลค่ารวมกันที่ 111,230 ล้านบาท โดย 99.8% เป็นโครงการที่อยู่อาศัย ณ ราคาเฉลี่ยที่อยู่อาศัยอยู่ที่ 7.184 ล้านบาท ซึ่งถือว่าสูงกว่าทุกปี เพราะในปีนี้เน้นการเปิดขายสินค้าราคาแพงที่ผู้ซื้อยังมีกำลังซื้อมากกว่าสินค้าราคาถูกทั่วไป

ในส่วนของการเปิดตัวโครงการที่อยู่อาศัยนั้น ปรากฏว่า กลุ่มใหญ่ที่สุดยังเป็นห้องชุดพักอาศัย จำนวน 7,393 หน่วย หรือ 47.8% หรือเกือบครึ่งหนึ่ง ที่น่าสนใจคือมีการเปิดตัวบ้านเดี่ยว 3,719 หน่วย หรือ 24.1% ซึ่งมากกว่าการเปิดตัวทาวน์เฮาส์ที่ 3,070 หน่วยเสียอีก นอกนั้นเป็นบ้านแฝด 1,154 หน่วย (7.5%) และอาคารพาณิชย์ 116 หน่วย (0.8%)

บ้านเดี่ยวและบ้านแฝดกลุ่มใหญ่ที่สุดเปิดในระดับราคา 5-10 ล้านบาท ส่วนทาวน์เฮาส์กลุ่มใหญ่ที่สุดเปิดในราคา 2-3 ล้านบาท และในส่วนของห้องชุด กลุ่มใหญ่ที่สุดเปิดในราคา 1-2 ล้านบาท และ 2-3 ล้านบาท เป็นสำคัญ ห้องชุดราคาแพง เช่น เกินกว่า 20 ล้านบาท เปิดตัวน้อยมาก

การคาดการณ์ตลาดที่อยู่อาศัยปี 2568

ถ้าดูจากตัวเลขที่มีการเปิดตัวโครงการอสังหาริมทรัพย์ใหม่โดยเฉพาะที่อยู่อาศัยเพียง 15,452 หน่วย ณ มูลค่ารวมกันที่ 110,820 ล้านบาท ก็เป็นไปได้ที่ตลาดที่อยู่อาศัยในปี 2568 ทั้งปีจะมีจำนวนหน่วย 30,904 หน่วย รวมมูลค่า 221,640 ล้านบาท หรือเท่ากับว่ามูลค่าการพัฒนาลดลง 46.4% และจำนวนหน่วยเปิดใหม่ลดลง 49.7% หรือลดลงถึงครึ่งหนึ่งของปี 2567 ที่ถือว่าแย่แล้ว แต่ปี 2568 คาดว่าจะแย่ลงไปอีก

อย่างไรก็ตาม ดร.โสภณคาดการณ์ว่าในครึ่งหลังของปี 2568 นี้ น่าจะมีโครงการสินค้าที่อยู่อาศัยราคาถูก (โดยเฉพาะห้องชุดและทาวน์เฮาส์ในราคาไม่เกิน 1.5 ล้านบาท) ที่จะได้รับการส่งเสริมการลงทุนจากสำนักงานคณะกรรมการส่งเสริมการลงทุนเพิ่มเข้ามาในตลาดอีกเป็นจำนวนมาก ทั้งนี้เมื่อปี 2567 รัฐบาลได้มีมาตรการส่งเสริมการสร้างบ้านราคาถูกนี้ และขณะนี้น่าจะได้เวลาที่สินค้าเหล่านี้จะออกสู่ตลาดหลังการออกแบบ ขออนุญาตต่างๆ แล้วเสร็จ

ดังนั้น ดร.โสภณคาดว่า จำนวนหน่วยเปิดใหม่ในปี 2568 ทั้งนี้เมื่อรวมกับครึ่งปีหลังแล้ว น่าจะเพิ่มขึ้นเป็น 39,540 หน่วย และมูลค่าการพัฒนาจะเพิ่มขึ้นเป็น 251,371 ล้านบาท หรือราคาเฉลี่ยตกอยู่ที่ 6.357 ล้านบาท อย่างไรก็ตามในปี 2568 ก็ยังน่าจะตกต่ำกว่าปี 2567 ถึง 39.2% ในแง่จำนวนหน่วย และ 35.7% ในแง่ของมูลค่าโครงการ อาจกล่าวได้ว่า จำนวนหน่วยที่ 39,540 หน่วยนี้ นับว่าต่ำสุดในรอบ 23 ปี ต่ำกว่าช่วงวิกฤติโควิด-19 โดยนับจากปี 2545ที่เศรษฐกิจเริ่มฟื้นจากวิกฤติเศรษฐกิจปี 2540 และในแง่มูลค่าของโครงการเปิดใหม่ นับว่าต่ำสุดในรอบ 16 ปีนับจากปี 2552 เป็นต้นมา

เมื่ออุปทานลดลง ภาคอสังหาฯไร้ฟองสบู่

ในแง่หนึ่งการผลิตที่อยู่อาศัยที่น้อยลง สะท้อนถึงภาวะเศรษฐกิจที่ตกต่ำลงอย่างชัดเจน เศรษฐกิจจึงเป็นตัวกำหนดตลาดอสังหาริมทรัพย์ ตลาดอสังหาริมทรัพย์ไม่ได้เป็นตัวนำเศรษฐกิจ ดังนั้นการหวังจะกระตุ้นเศรษฐกิจด้วยอสังหาริมทรัพย์จึงเป็นสิ่งที่เป็นไปไม่ได้ ในความเป็นจริงถ้าเศรษฐกิจของชาติหรือของครัวเรือนดี ก็จะมีการซื้ออสังหาริมทรัพย์ แต่ในภาวะที่เศรษฐกิจไม่ดีก็จะปรับตัวลดการซื้อที่อยู่อาศัยลง

อย่างไรก็ตามการแม้การเปิดตัวโครงการที่อยู่อาศัยที่น้อยลง ในทางตรงกันข้ามกลับมีหน่วยที่ระบายขายออกได้จำนวน 23,305 หน่วย หรือมากกว่าจำนวนหน่วยเปิดใหม่ถึง 50.8% การนี้แสดงว่าตลาดมีการปรับตัวที่ดี สินค้าที่เหลือขายอยู่ในตลาดจึงลดลงเหลือเพียง 223,019 หน่วย จากที่เหลือไว้เมื่อสิ้นปี 2567 ที่ 234,478 หน่วย ในทางตรงกันข้ามหากตลาดไม่มีการปรับตัวยังเปิดตัวโครงการใหม่ๆ นับแสนหน่วยต่อปี ก็จะเกิดปัญหาฟองสบู่ขึ้นอย่างแน่นอน แต่ภาวะในขณะนี้ไร้ฟองสบู่

ทำเลเด่นยังมี แต่บางพื้นที่หายไปจากแผนที่นักลงทุน

ในสถานการณ์ที่ทั้งต้นทุนการพัฒนาและกำลังซื้อเปราะบาง ทำเลจึงกลายเป็นตัวแปรสำคัญสำหรับผู้ประกอบการ โดยพบว่าโครงการใหม่มักกระจุกตัวอยู่ในพื้นที่ที่มีความต้องการจำเพาะ หรือมีศักยภาพเชื่อมต่อการเดินทางที่ชัดเจน เช่น

  • บางขัน–คลองหลวง: มีห้องชุดราคา 1–3 ล้านบาท เปิดตัวจำนวนมาก เจาะกลุ่มนักศึกษาและบุคลากรในมหาวิทยาลัยธรรมศาสตร์–กรุงเทพ
  • วัชรพล–ลำลูกกา: พื้นที่ที่เชื่อมต่อกับรถไฟฟ้าสายสีเขียว–ชมพู จึงเหมาะกับคอนโดราคาต่ำ 1–2 ล้านบาท
  • บางนา กม.10–30: ยังคงเป็นย่านนิยมสำหรับบ้านเดี่ยว 5–10 ล้านบาท แม้ยอดขายยังไม่สูง แต่เป็นทำเลที่มีศักยภาพในระยะยาว
  • ประชาอุทิศ (ฝั่งธนฯ): ทาวน์เฮาส์ 2–3 ล้านบาท ตอบโจทย์คนรายได้ปานกลางที่ต้องการบ้านแนวราบในเมือง

แต่ในทางกลับกัน หลายเขตชานเมืองของกรุงเทพฯ ไม่มีการเปิดตัวใหม่เลย โดยเฉพาะพื้นที่ที่ ไม่มีโครงสร้างพื้นฐานรองรับ เช่น รถไฟฟ้า ทางด่วน หรือถนนหลัก แสดงให้เห็นว่า หากไม่มีการลงทุนด้านโครงสร้างพื้นฐาน การพัฒนาที่อยู่อาศัยในพื้นที่เหล่านี้ก็จะไม่เกิด

ที่มา : ตลาดอสังหาฯ ไทย ณ ครึ่งแรกของปี 2568

ดูข่าวต้นฉบับ
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...