โปรดอัพเดตเบราว์เซอร์

เบราว์เซอร์ที่คุณใช้เป็นเวอร์ชันเก่าซึ่งไม่สามารถใช้บริการของเราได้ เราขอแนะนำให้อัพเดตเบราว์เซอร์เพื่อการใช้งานที่ดีที่สุด

“ดีป้า” แนะไทยปรับแผนรับมือภาษีทรัมป์ 36 % เร่งเปิดตลาดใหม่-ใช้ดิจิทัลส่งเสริมผู้ประกอบการ

เดลินิวส์

อัพเดต 08 ก.ค. 2568 เวลา 20.49 น. • เผยแพร่ 08 ก.ค. 2568 เวลา 13.49 น. • เดลินิวส์
“ณัฐพล” เสนอภาครัฐ ปรับแผน เร่งเจาะตลาดใหม่ หนุนผู้ประกอบการรายย่อย ใช้ดิจิทัลสร้างแต้มต่อการค้า หลังภาษีทรัมป์ ยืนยันเรียกเก็บจากไทย 36% มีผล 1 ส.ค.นี้

นายณัฐพล นิมมานพัชรินทร์ ผู้อำนวยการใหญ่ สำนักงานส่งเสริมเศรษฐกิจดิจิทัล (ดีป้า) เปิดเผยว่า หลังจาก ประธานาธิบดีโดนัลด์ ทรัมป์ ของสหรัฐฯ ได้ประกาศยืนยันมาตรการภาษีนำเข้าสูงสุดรอบใหม่ โดยจะเก็บอัตราภาษี 36% สำหรับสินค้านำเข้าจากไทย เริ่มมีผลบังคับใช้ วันที่ 1 ส.ค. 68 เป็นต้นไป มาตรการภาษีใหม่นี้ เป็นส่วนหนึ่งของยุทธศาสตร์ “เก็บภาษีทุกทิศ” ของสหรัฐฯ โดยตั้งต้นจากการเก็บภาษีนำเข้าขั้นพื้นฐาน 10% สำหรับสินค้าทุกประเภทจากทุกประเทศ และเลือกใช้ อัตราพิเศษ กับประเทศที่มีดุลการค้าเกินดุลกับสหรัฐฯ อย่างไทย จีน และเวียดนาม โดยที่ไทยถูกจัดเก็บในอัตรา 36% สูงเป็นอันดับต้นๆ ของประเทศในเอเชีย

ทั้งนี้หากไทยไม่เร่งปรับตัวภายในไตรมาสนี้ อาจกระทบต่อ ความสามารถในการแข่งขันและภาพรวมการส่งออก ของประเทศอย่างหลีกเลี่ยงไม่ได้ โดยแนวทางรับมือที่ไทยควรเร่งดำเนินการ ได้แก่ เร่งเปิดตลาดใหม่ โดยเฉพาะในตะวันออกกลาง เอเชียกลาง และแอฟริกา พัฒนาช่องทางส่งออกผ่านดิจิทัล เช่น PromptTrade และระบบ Trade Digitization และสนับสนุนผู้ประกอบการรายย่อย โดยเฉพาะในภาคเกษตรและการแปรรูปสินค้า ให้เข้าถึงตลาดโลกได้มากขึ้น

นอกจากนี้ ควรเร่งการกระจายโอกาสสู่กลุ่มฐานราก เป็นกุญแจสำคัญในการลดความเสี่ยงของประเทศจากแรงปะทะภายนอก และสร้างเศรษฐกิจที่ยั่งยืนจากฐานข้างล่างขึ้นบน และควรเร่งหาวิธีในการจัดเก็บภาษีดิจิทัลที่ยังไม่ทั่วถึง โดยปัจจุบันไทยสามารถเก็บภาษีมูลค่าเพิ่ม (VAT) จากบริการดิจิทัลข้ามชาติได้เพียง 3,000 ล้านบาทต่อเดือน ทั้งที่ประเมินว่าควรเก็บได้ถึง 70,000 ล้านบาทต่อปี ควรได้รับการปฏิรูปเร่งด่วน

นาย ณัฐพล กล่าวต่อว่า ขณะเดียวกัน สินค้าส่งออกหลักของไทย คือ สินค้าอิเล็กทรอนิกส์ โทรศัพท์มือถือ และเซมิคอนดักเตอร์ กำลังเผชิญแรงเสียดทานจากมาตรการภาษีดังกล่าว โดยเฉพาะในตลาดสหรัฐฯ ขณะที่สินค้าเกษตรอย่างข้าว แม้ยังมีโอกาส แต่มีสัดส่วนส่งออกไม่มากนัก โดยในไตรมาสล่าสุด ข้าวอยู่อันดับ 9 ของสินค้าส่งออกไทย ซึ่งหากไทย ไม่สามารถเร่งปรับตัวทันกับสถานการณ์ และหากมาตรการภาษีใหม่ของสหรัฐฯ ส่งผลต่อยอดส่งออกอย่างมีนัยสำคัญ GDP ของไทยอาจหดตัวลงถึง 2.5% ซึ่งเป็นระดับที่ไม่เพียงพอจะรักษาเสถียรภาพการเติบโตของเศรษฐกิจไทยในระยะยาว

“การแข่งขันด้านเศรษฐกิจในภูมิภาคกำลังรุนแรงขึ้น โดย เวียดนาม เป็นประเทศที่หลายชาติ รวมถึงสหรัฐฯ มองเป็นฐานผลิตใหม่แทนจีน โดยมีสัดส่วนการส่งออกต่อ GDP สูงถึง 90% ขณะที่ไทยยังไม่มีจุดยืนชัดเจนในเวทีเศรษฐกิจโลกว่าจะเป็นผู้นำในด้านใด เช่น เทคโนโลยีเกษตร อุตสาหกรรมแปรรูป หรืออิเล็กทรอนิกส์ขั้นสูง ทางออกที่เป็นรูปธรรม ต้องสร้าง National Single Window เพื่อให้การส่งออกเป็นระบบอัตโนมัติ ลดต้นทุน เพิ่มความโปร่งใส และขยายโอกาสให้ผู้ประกอบการรายย่อยเข้าถึงตลาดต่างประเทศ และเร่งพัฒนาสินค้าใหม่ๆ และสร้างมูลค่าเพิ่มให้กับสินค้าเกษตรพื้นฐาน และขยายตลาดใหม่ที่ยังไม่มีคู่แข่งมาก” นายณัฐพล กล่าว

ดูข่าวต้นฉบับ
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...