โปรดอัพเดตเบราว์เซอร์

เบราว์เซอร์ที่คุณใช้เป็นเวอร์ชันเก่าซึ่งไม่สามารถใช้บริการของเราได้ เราขอแนะนำให้อัพเดตเบราว์เซอร์เพื่อการใช้งานที่ดีที่สุด

พิชญ์ พงษ์สวัสดิ์ : ที่ทางของจริยธรรมทางการเมือง ในสังคมประชาธิปไตย

MATICHON ONLINE

อัพเดต 08 ก.ค. 2568 เวลา 06.35 น. • เผยแพร่ 08 ก.ค. 2568 เวลา 06.29 น.

ในความเข้าใจกว้างๆ ของรัฐศาสตร์ จริยธรรมทางการเมือง (political ethics) และคุณธรรมทางการเมือง (political morality) มีความหมายใกล้เคียงกัน หรือแทนที่กันได้ในระดับกว้างๆ โดยมีความหมายถึงการศึกษาและการกระทำในการนำเอาหลักการการประเมินคุณค่าทางศีลธรรมมาใช้กับประเด็นทางการเมือง ทั้งในแง่การกระทำทางการเมืองและตัวกระทำทางการเมืองทั้งหลาย

ในแง่นี้จริยธรรมทางการเมืองจึงระบุถึงมาตรฐานทางจริยธรรรมและหลักการที่ชี้นำพฤติกรรมของตัวกระทำการทางการเมือง สถาบันทางการเมือง และระบบการเมือง เพื่อให้หลักประกันว่าการตัดสินใจทางการเมืองและการกระทำทางการเมืองต่างๆ นั้นเป็นไปในทางเดียวกับคุณค่ากว้างๆ ทางศีลธรรม และความคาดหวังทางสังคม

โดยทั่วไปจริยธรรมทางการเมืองถูกแบ่งออกเป็น 2 สาขาย่อย หนึ่งคือ จริยธรรมทางการเมืองว่าด้วยกระบวนการ และจริยธรรมทางการเมืองว่าด้วยเรื่องของนโยบายสาธารณะ

เกี่ยวข้องกับตัวผู้ดำรงตำแหน่งทางการเมือง ซึ่งมีสถานะเป็นบุคคลสาธารณะและวิธีการของเขาในการตัดสินใจ

จริยธรรมทางการเมืองว่าด้วยเรื่องของนโยบายสาธารณะหมายถึงการให้คุณค่าในการตัดสินใจที่เกี่ยวข้องกับตัวนโยบายและกฎหมายแต่ละเรื่อง

ทั้งนี้ ในการพิจารณาเรื่องของจริยธรรมทางการเมืองมันย่อมเกี่ยวพันกับเรื่องของคุณธรรมและจริยธรรม ซึ่งแต่ละคนมีรากฐานทางจริยธรรมที่ต่างกัน โดยเรื่องของรากฐานของจริยธรรมที่ต่างกันไม่ใช่เรื่องเดียวกัน “ประเด็น” เรื่องจริยธรรมทางการเมือง อาทิ ประเด็นเรื่องจริยธรรมทางการเมืองที่นักปรัชญาการเมืองสายหนึ่งเอาจริงเอาจังมากในข้อถกเถียงคือเรื่อง “ความยุติธรรม” (justice) เรื่องนี้คนที่มีรากฐานในเรื่องจริยธรรมอาจจะตีความและประเมินคุณค่าต่างกัน แต่อย่างไรก็ตาม ทุกฝ่ายก็รู้สึกว่าเรื่องของความยุติธรรมนั้นเป็นหนึ่งในประเด็นสำคัญในเรื่องจริยธรรมทางการเมือง

ในรายละเอียดอีกนิดหนึ่ง จริยธรรมทางการเมืองว่าด้วยกระบวนการนำไปสู่ข้อถกเถียงสำคัญ เช่น ผู้นำสามารถทำสิ่งที่ผิดกระบวนการเพื่อให้ได้ผลลัพธ์ที่ถูกต้องได้ไหม? รวมไปถึงประเด็นที่ว่าผู้นำของเขาจะต้องมีมาตรฐานทางจริยธรรมสูงกว่าประชาชนในประเทศไหม อาทิ เรื่องของความประพฤติส่วนตัว และจะต้องไม่เอาตำแหน่งหน้าที่สาธารณะไปใช้เพื่อประโยชน์ส่วนตน ซึ่งเรื่องนี้ก็รวมไปถึงผู้นำทางการเมืองในระดับขบวนการขับเคลื่อนด้วย เมื่อเขาเข้าสู่ปริมณฑลทางการเมืองเขาก็เป็นบุคคลสาธารณะ

ขณะที่จริยธรรมทางการเมืองว่าด้วยเรื่องของนโยบายสาธารณะมีความหมายใน 2 มิติ หนึ่งคือ ในฐานะผู้นำทางการเมืองเขาจะต้องเข้าใจถึงความหลากหลายของรากฐานในเรื่องจริยธรรม แต่จะต้องเป็นผู้ตัดสินใจท่ามกลางความหลากหลายของรากฐานเหล่านั้น ทั้งนี้ ก็ต้องอยู่ภายใต้ของกรอบทางกฎหมาย และมิติที่สองคือ เรื่องของการถกเถียงกันเรื่องเป้าหมายของนโยบาย อาทิ เป้าหมายของนโยบาย หรือการกระทำเป็นเรื่องของการรักษาอธิปไตยของชาติ หรือเป็นเรื่องของการร่วมมือกันพัฒนาพื้นที่ของทั้งสองชาติที่ยังตกลงไม่ได้เรื่องเส้นเขตแดน

ตัวอย่างอื่นๆ ก็เช่นเรื่องของการเก็บภาษีแบบก้าวหน้าดีไหม หรือแบบที่รวยเสียน้อย หรือควรมีระบบโควต้าในการเข้ามหาวิทยาลัยของคนด้อยโอกาส หรือให้เป็นการแข่งขันกันทั้งหมด หรือสิทธิในการทำแท้ง หรือเรื่องของการประกันสุขภาพแห่งชาติ เรื่องแบบนี้แบบไหนยุติธรรมกว่ากัน เป็นธรรมกว่ากัน

จากที่กล่าวมาแล้วนั้นจะพบว่าอีกมิติที่สำคัญในเรื่องของจริยธรรมทางการเมืองก็คือ เรื่องของความสัมพันธ์ของจริยธรรมทางการเมืองกับมิติของประชาธิปไตย ซึ่งเรื่องนี้เป็นเรื่องที่ไม่ง่ายนัก ว่าตกลงจริยธรรมทางการเมืองเป็นเรื่องที่เป็นศีลที่กำกับประชาธิปไตยจากภายนอก หรือเป็นคุณธรรมที่ต้องมีจากภายในเพื่อให้ประชาธิปไตยนั้นไปรอด

หมายถึงว่าประชาธิปไตยนั้นหมายถึงอะไรก็ได้ ขอให้เป็นที่ชื่นชอบ และมาจากการเลือกตั้งตามเวลา

หรือว่ามันต้องมี “ศีลขั้นต่ำ” หรือ “กติกา” บางอย่างที่ต้องมีเพื่อให้ประชาธิปไตยมันไปรอด เหมือนเป็นเงื่อนไขแบบ “ห้ามดื่มเกินวันละสองขวด” อะไรทำนองนี้เพื่อให้ประชาธิปไตยทำงานอย่างมีประสิทธิผลและเป็นธรรม ไม่ลากไปแบบสามารถโหวตฆ่าคนได้ หรือทำให้ประชาธิปไตยตกต่ำจนกลายสภาพไปเป็นรูปแบบการปกครองอื่นโดยทำลายตัวเอง หรือลดทอนคุณค่าของตัวเอง เช่น การต้องจำกัดเสรีภาพในบางเงื่อนไขเอาไว้บ้าง หรือต้องมีกฎเกณฑ์บางประการที่ประชาธิปไตยจะต้องถูกกำกับเพื่อให้มันอยู่รอด

อธิบายง่ายๆ ว่ามีเส้นแบ่งที่บางระหว่างประชาธิปไตยที่มีคุณภาพ และเผด็จการเสียงข้างมากที่อาจถูกครอบงำและสุดท้ายทำลายประชาธิปไตยไปเอง

อาจจะมีตัวอย่างสัก 5 ประการ ที่เชื่อมโยงให้เห็นระหว่างประชาธิปไตยกับจริยธรรมทางการเมือง

1.ความชอบธรรมเป็นเงื่อนไขสำคัญของประชาธิปไตย สิ่งนี้จะแข็งแรงทนทานยั่งยืนได้ก็ด้วยการมีจริยธรรมทางการเมืองที่เน้นเรื่องการสร้างความไว้เนื้อเชื่อใจต่อระบบการเมืองและผู้ใช้อำนาจ (ซึ่งต่างกับการสร้างความชอบธรรมด้วยระบอบการเมืองอื่นที่อาจใช้ความกลัว หรือกำลังกดปราบ)

2.การปกป้องสิทธิของประชาชนในระบอบประชาธิปไตยเป็นเรื่องที่สำคัญ จริยธรรมทางการเมืองที่จะต้องมีก็คือ การปกป้องเสียงข้างน้อยและเสรีภาพทางการเมืองของประชาชน

3.ความพร้อมรับผิดเป็นเงื่อนไขสำคัญของประชาธิปไตย โดยจริยธรรมทางการเมืองที่ต้องมีก็คือเรื่องของการเรียกร้องถึงความโปร่งใส และความรับผิดชอบของผู้นำ

4.การมีส่วนร่วมของประชาชนเป็นเงื่อนไขสำคัญของประชาธิปไตย จริยธรรมทางการเมืองที่ต้องมีคือ การส่งเสริมให้เกิดการมีส่วนร่วมที่เปิดกว้างและเคารพซึ่งกันและกัน เรื่องนี้ถ้าขยายความว่าการเลือกตั้งนั้นเป็นหัวใจของประชาธิปไตย ก็คงจะต้องเป็นเรื่องของการเลือกตั้งที่จะต้องเสรี เป็นธรรม สม่ำเสมอ และมีความหมายต่อประชาชน

5.ประชาธิปไตยก็ต้องการคุณภาพของการตัดสินใจ แต่การตัดสินใจก็ต้องถูกกำหนดอยู่ในกรอบจริยธรรมของการส่งเสริมความเสมอภาค หลักเหตุผล และการเข้าใจผลประโยชน์ส่วนรวม

เขียนมาอย่างยืดยาวก็เพื่อตั้งหักตั้งเกณฑ์กันไว้ก่อน ซึ่งผมคิดว่าคนทั่วไปที่มีเหตุมีผลก็คงจะรับได้แหละครับว่าจริยธรรมทางการเมืองมันควรมีที่ทางในสังคมประชาธิปไตย โดยเฉพาะในประเทศไทย คำถามในสังคมไทยเอาเข้าจริงอาจจะมี 2 เรื่องที่เป็นเรื่องที่ท้าทาย

หนึ่งคือ เรายอมรับได้ไหมว่าแต่ละเรื่องในสังคมนี้มีรากฐานทางจริยธรรมทางการเมืองที่แตกต่างกันได้ คือฟังกันและอดทนกันพอไหมในฐานะคนร่วมสังคมเดียวกัน และเรามีผู้นำที่กล้าหาญพอที่จะยอมรับไหมว่าในการตัดสินใจแต่ละเรื่องมันมีคนที่คิดแตกต่างกัน

เรื่องนี้เป็นเรื่องแรกที่น่าหนักใจ เพราะคิดต่างอาจเท่ากับผิดจริยธรรมได้

สองคือ ใช่ว่าสังคมนั้นไม่ควรมีการพิจารณาเรื่องจริยธรรมทางการเมือง แต่ใคร หรือสถาบันทางการเมืองใด กลไก และกระบวนการอะไรในการตัดสินการละเมิดจริยธรรม และแค่ไหนที่เรียกว่าร้ายแรง รวมไปถึงโทษที่ต้องได้รับนั้น “ได้สัดส่วน” กับความผิดหรือไม่ อีกทั้งผู้ที่ตัดสินว่าใครละเมิดจริยธรรมมีที่มาและความชอบธรรมทางอำนาจอย่างไร

เรื่องที่เขียนนี้ไม่ง่ายเลย เพราะในโลกแห่งความจริง ตัวกระทำทางการเมืองจำนวนมากไม่ได้พยายามเล่นตามกติกา ขณะที่แนวโน้มของการกำกับดูแลก็มักจะคาดหวังกับอภิมหามนุษย์ และการลงโทษที่รุนแรงเกินสัดส่วนเพื่อให้หลาบจำและกลัว ซึ่งผลที่คาดหวังอาจไม่ได้ทำให้ระบบดีขึ้น และจริยธรรมทางการเมืองทำงานได้จริง

จริยธรรมทางการเมืองบางทีมีเส้นที่เบลอ ต้องตีความถกเถียง หาข้อยุติ แต่มันก็เปลี่ยนแปลงไปเรื่อยๆ เช่น ต้องรอให้ครบ 4 ปีไหมกับรัฐบาลที่เรารู้สึกว่าไม่ชอบธรรม เราควรขับไล่รัฐบาลไหม ขับไล่แบบไหน เช่น ลาออก ยุบสภามาตัดสินกันใหม่ หรือสร้างสถานการณ์ให้การแทรกแซงด้วยกลไกอื่นทำงาน

ผมไม่ได้คิดไปถึงขั้นว่าศาลรัฐธรรมนูญต้องมาจากการเลือกตั้ง หรือควรยกเลิกศาลรัฐธรรมนูญไปเลย เพียงแต่ในหลายครั้งการถกเถียงเรื่องเหล่านี้โดยเฉพาะในเรื่องของ “คำตัดสิน” มันยังไม่ได้ถูกนำมาถกเถียงวิเคราะห์ในสังคมให้เหตุผลสาธารณะในระยะยาวมันลึกซึ้งขึ้น มากกว่าลุ้นแต่ “ผลการตัดสิน” และการได้มาขององค์กรอิสระของประเทศเรามันค่อนข้างคับแคบ เพราะมันบีบให้คนที่จะมีคุณสมบัติมีฐานคติที่คล้ายกันมากจนเกินไป คือต้องเป็นคนที่อยู่ในระบบ หรือ “เทียบเท่า” ข้าราชการผู้ใหญ่ นั่นแหละครับ

ในอีกส่วนหนึ่งหากสังคมมีการถกเถียงที่เข้มข้นเสียงต่างๆ มันก็จะสะท้อนขึ้นไปยังองค์กรอิสระเหล่านี้ด้วย ไม่ใช่รอฟังจากบนลงล่างอย่างเดียว

พิชญ์ พงษ์สวัสดิ์

อ่านข่าวต้นฉบับได้ที่ : พิชญ์ พงษ์สวัสดิ์ : ที่ทางของจริยธรรมทางการเมือง ในสังคมประชาธิปไตย

ติดตามข่าวล่าสุดได้ทุกวัน ที่นี่
– Website : https://www.matichon.co.th

ดูข่าวต้นฉบับ
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...