โปรดอัพเดตเบราว์เซอร์

เบราว์เซอร์ที่คุณใช้เป็นเวอร์ชันเก่าซึ่งไม่สามารถใช้บริการของเราได้ เราขอแนะนำให้อัพเดตเบราว์เซอร์เพื่อการใช้งานที่ดีที่สุด

ต่างประเทศ

ในขณะที่ "พระพุทธเจ้าทรงอยู่ในนรก" แต่คนทุกวันนี้ "เป็นพระเพื่ออะไร?"

The Better

อัพเดต 18 พ.ค. 2568 เวลา 12.57 น. • เผยแพร่ 18 พ.ค. 2568 เวลา 10.00 น. • THE BETTER
คำถาม “เป็นพระเพื่ออะไร?” ในยุคสมัยที่ผู้คนเคารพ'คนในผ้าเหลือง'น้อยลง

ยุคสมัยนี้ในฝ่ายมหายานเรียกว่า "ยุคปลายพระศาสนา" (末法) หรือภาษาสันสกฤตเรียกว่า "สัทธรรมวิประโลป" คำว่าสัทธรรมหมายถึงพระธรรมคำสอนของพระพุทธเจ้า คำว่า วิประโลป หมายถึงความเสื่มถอยและการถูกทำลาย

"ยุคปลายพระศาสนา" จึงหมายถึงยุคที่พระธรรมคำสอนเสื่อมถอยและถูกทำลาย โดยที่พระธรรมนั้นไม่ได้เสื่อถอยในตัวมันเอง แต่ "คน" ทำให้เสื่อ

และสำนักของฝ่ายมหายานต่างก็มองห้วงเวลาและลักษณะของยุค "สัทธรรมวิประโลป"ต่างกัน แต่หากจะพิจารณาจากความหมายของคำ มันย่อมหมายถึงความเสื่อมของพุทธบริษัทสี่ คือ บรรพชิตชายหญิงไม่ทำตัวเป็นบรรพชิต และฆราวาสชายหญิงไม่ทำตัวเป็นฆราวาส

โดยเฉพาะบรรพชิตนั้นมีเรื่องอื้อฉาวที่ทำลายความเชื่อถือผู้คนต่อพุทธศาสนา ทำให้คนห่างเหินจาก "การปฏิบัติ" ยิ่งคนไม่ปฏิบัติธรรม ศาสนาพุทธก็จะยิ่งเสื่อมถอย

ดังนั้น หากตัวอย่างที่ไม่ดีเกิดขึ้นมากครั้ง ความเสื่อมของศาสนาก็จะยิ่งเร็วขึ้น

ในบ้านเมืองเรามีผู้บวชเป็นพระมากมาย หากจะใช้จำนวนเป็นที่ตั้งคงอ้างได้ว่า "พระศาสนาเจริญรุ่งเรือง" แต่จำนวนไม่ได้บอกถุึงคุณภาพ ในจำนวนที่มากมายหากมี "พระผู้ใหญ่" ที่ขาดการตระหนักว่าตนเป็นพระเพื่ออะไร คณะสงฆ์ทั้งหมดก็จะด่างพร้อยได้

คำถามสำคัญก็คือ "คุณเป็นพระไปทำไม?" หากยังข้องแวะกับทางโลก

คำถามนี้จะขอเชิญคำตอบจากพระเถระซองชอล (성철/性徹 ชาตะ ค.ศ. 1912 มรณะ ค.ศ. 1993) ผู้เป็นพระกรรมฐานผู้ใหญ่ของเกาหลีใต้ เป็นผู้เคร่งครัดของพระวินัย เข้มข้นเรื่องการปฏิบัติธรรม และช่ำชองในฝ่ายปริยัติ

ท่านเคยสั่งสอนอบรมพระสงฆ์ไว้ว่า

"เป้าหมายของชีวิตสงฆ์คือการมีความกรุณาโดยไร้ขอบเขต เราควรรับใช้ผู้อื่นอย่างต่อเนื่องทั้งในด้านจิตใจและในทางวัตถุ ในการทำเช่นนั้น เราจะต้องไม่ทำลงไปเพื่อหวังสิ่งตอบแทน จงให้ความช่วยเหลือเมื่อใดก็ตามที่เราสามารถทำได้ โดยเฉพาะกับคนแก่ คนหนุ่มสาว คนป่วย และคนยากจน"

ท่านยังกล่าวต่อไปว่า "พระราหุล โอรสของพระพุทธเจ้ากลายเป็นหนึ่งในสิบอัครสาวกที่ยิ่งใหญ่ของพระพุทธเจ้า และต่อมาท่านยังมีชื่อเสียงในเรื่องความเมตตากรุณาด้วยการทำดีแบบปิดทองหลังพระ การกระทำ (ความดี) ทุกอย่างของเรา ไม่ว่าจะเป็นเรื่องที่โดดเด่นเพียงใดก็ตามจะต้องทำลงไปโดยไม่ให้ใครล่วงรู้ แม้แต่ผีสางเทวดาก็ไม่อาจรู้ได้ สิ่งนี้ก็เป็นสิ่งจำเป็นอย่างยิ่งสำหรับการบรรลุธรรมของพวกเรา ความดีมีค่าเท่าเงินตำลึงทอง อาจถูกทำลายป่นปี้ด้วยความชั่วเท่าเงินอีแปะเดียว เมื่อเป็นเช่นนั้นเราก็เป็นผู้พ่ายแพ้แล้ว"

จากคำสอนของท่านนี้สะท้อนว่าพระสงฆ์ควร "รับใช้ญาติโยม" ไม่ใช่ลำพองในยศถาบรรดาศักดิ์เพื่อให้ญาติโยมยอมสยบ พระสงฆ์ยังควร "รับใช้ญาติโยม"โดยไม่หวังชื่อเสียงเงินทองเป็นสิ่งตอบแทน เพราะมันจะทำให้ "เป็นผู้พ่ายแพ้"

แบบอย่างใดที่พระสงฆ์ควรใช้เป็นแบบอย่าง? ไม่มีแบบอย่างไหนหรอกที่จะประเสริฐไปกว่าพระพุทธเจ้า ผู้ทรงเกป็น "พระชินราช" คือเจ้าแห่งชัยชนะทั้งปวง

เช่นเดียวกับการเป็นพระสงฆ์ที่ทำดีแบบปิดทองหลังพระ พระสงฆ์ควรอุทิศตนบุกน้ำลุยไฟเพื่อปลดปล่อยสรรพชีวิตจากความทุกข์

พระเถระซองชอลกล่าวว่า

"พระพุทธเจ้าประทับอยู่ถาวรในที่อันน่าสะพรึงกลัวอย่างนรก และที่นั่นพระองค์ทรงรับฟังเสียงคร่ำครวญและความทุกข์ทรมานของสรรพสัตว์เพื่อนำพวกเขาไปสู่สถานที่แห่งความสงบและไร้กังวล เพราะความสุขสูงสุดของพระองค์คือการได้ร่วมทุกข์ร่วมสุขกับผู้อื่น

สรรพสัตว์ที่ทนทุกข์คือพุทธะของพระพุทธเจ้า ถ้าทุกข์ไม่มี ก็ไม่ต้องมีพระพุทธเจ้า พระพุทธเจ้าทรงเสวยทุกขเวทนาเหมือนลูกกตัญญูแบกรับทุกข์ของบิดามารดา และถ้าบรรดาผู้ทุกข์ร้อนพยายามทำร้ายพระพุทธเจ้าในทางใดทางหนึ่ง พระองค์ก็จะแสดงความเคารพคนผู้นั้นยิ่งๆ ขึ้นไป

นี่ไม่ใช่เพราะความกรุณาอันยิ่งใหญ่ของพระพุทธเจ้าหรอก แต่เป็นวิถีชีวิตของพระองค์ พระองค์จะไปเฉพาะสถานที่อันตรายและยากลำบาก สถานที่มืดมนและโสโครก ที่ซึ่งผู้คนถูกทอดทิ้งและถูกหมางเมินอาศัยอยู่"

ที่พระพุทธเจ้าทรงอยู่ในดินแดนอันโหดร้ายก็เพราะทรงมี "มหากรุณาที่ไร้ขอบเขต" พระสาวกและโพธิสัตว์ที่ดำเนินตามรอยทางของพระองค์มีมากมาย เพราะล้วนแต่มีมหากรุณาเป็นที่ตั้ง

เช่น พระกษิติครรภโพธิสัตว์มีปณิธานรับใช้สรรพสัตว์ว่า "หากนรกยังไม่หมดสิ้นสรรพสัตว์ ไฟนรกไม่มอดลงไป เราจะไม่ขอตรัสรู้ จะช่วยเหลือพวกเขาในนรกเช่นนี้เรื่อยไป"

และคำกล่าวอันลือลั่นว่า "เราไม่ลงนรก แล้วใครเล่าจะลงนรก" (我不入地狱谁入地狱!) ซึ่งหมายความว่า หากท่านไม่ทุ่มเทกายใจช่วยเหลือสรรพสัตว์ในที่อันทุกข์ร้อนแล้ว ใครหน้าไหนที่จะกล้าไปช่วยอีก?

มหากรุณานั้นคือความเห็นอกเห็นใจสรรพชีวิตโดยไม่มีเงื่อนไข ไม่ใช่หวังแต่ได้ให้ตัวเอง กับอริยบุคคลและโพธิสัตว์ที่เปี่ยมมหากรุณาแล้ว ไม่มีเลยที่จะเอาเข้าตัวเอง มีแต่จะเอาของตัวเองมอบให้ผู้อื่น กระทั่งเนื้อหนังมังสาก็เฉือนมอบให้ได้

พระสงฆ์ไม่อาจทำเช่นนี้ได้ทุกรูป แต่ในยุคปลายพระศาสนาที่อะไรๆ ก็เสื่อมนั้น ขอเพียงเจ้ากูอย่าได้เห็นแก่ลาภสักการะแล้วเอาแต่สะสมทรัพย์กับสมณศักดิ์ ก็ถือเป็นความกรุณาอันล้นพ้นแล้วกระมัง?

กับญาติโยมนั้น หากเป็นผู้ที่ "ใฝ่หาการหลุดพ้นจากความทุกข์จริงๆ" จะไม่สนใจข่าวความมัวหมองของพระสงฆ์มากนัก เพราะพระสงฆ์ทำความผิดเป็นรายบุคคลไป แม้จะมีหลายคนแต่ "คณะสงฆ์" ทั้งหลายก็ยังตั้งมั่น การไปตำหนิติเตียนพระสงฆ์มากเกินไปจะยิ่งทำให้ผู้ติเตียนห่างไกลจาการพ้นทุกข์

พูดง่ายๆ คืออยากจะพ้นทุกข์ก็จงสนใจทุกข์ของตัวเองแล้วแก้ไขมัน

ส่วนปัญหาของพระศาสนานั้นเป็นภารกิจของผู้ที่มีปณิธานที่จะปกป้องมัน แม้จะต้องบุกน้ำลุยไฟก็ตาม เช่น คนอย่างพระกษิติครรภโพธิสัตว์ยอมอยู่ในนรกชั่วกัปชั่วกัลป์เพื่อช่วยเหลือไม่ไว้หน้า

มีหลักคำสอนหนึ่งจาก "กษิติครรภทศจักรสูตร" 《大乘大集地藏十輪經》 ที่สั่งสอนฆราวาสไว้ว่า ฆราวาสควรเคารพบรรพชิต คือ ภิกษุและภิกษุณี ไม่ดุด่าตำหนิภิกษุเหล่านั้น สาเหตุก็เพราะ "แม้ภิกษุใดละเมิดศีลและทำความชั่ว จนถูกเรียกว่า เป็นคนตายแล้ว ในธรรมวินัยของเราก็ตาม แต่เขายังมีพลังแห่งคุณของศีลของผู้เออกเรือนเหลืออยู่"

ในเรื่องนี้พระเถระอิ้นซุ่น (印順法師) ปราชญ์แห่งพุทธศาสนาฝ่ายมหายาน ชาวจีน/ไต้หวัน (ชาตะ ค.ศ. 1906 มรณะ ค.ศ. 2005) ได้อธิบายไว้อย่างแยบคายว่า"ภิกษุผู้ละเมิดศีลละเมิดวินัย เปรียบเสมือนศพ (ไม่สามารถฝึกปฏิบัติให้บรรลุธรรมได้ด้วยตนเอง) ห้วงธรรมอันไพศาลดุจมหาสมุทรไม่อาจรองรับได้ จึงควรขับไล่ออกจากสงฆ์ แต่ภิกษุผู้ชั่วร้ายที่ละเมิดศีลนั้นเคยรับศีลจากสงฆ์มาก่อน แม้ละเมิดศีลก็ยังมีคุณธรรมเหลืออยู่ กล่าวอีกนัยหนึ่ง ภิกษุที่ละเมิดศีลไม่ได้ทำลายศีลและคุณธรรมทั้งหมด แต่ยังมีคุณธรรมอยู่บ้าง เหมือนกับกล่องที่ครั้งหนึ่งเคยบรรจุเครื่องเทศ เมื่อเครื่องเทศถูกเอาออกไปแล้ว กลิ่นหอมยังคงอยู่ เพราะผู้ที่ละเมิดศีลเมื่อได้รับศีลแล้ว ก็ยังคงคุณธรรมอยู่บ้าง และสามารถทำให้ผู้พบเห็นเกิดความคิดพิเศษอันเป็นบุญกุศลสิบประการและเสริมมงคลแก่ตนได้"

ดังที่ระบุในกษิติครรภทศจักรสูตรว่า "แม้ภิกษุทั้งหลายจะละเมิดศีลแล้ว สัตว์ทั้งหลายเมื่อเห็นรูปของเขา ก็จักมีจิตอันพิเศษ 10 ประการ และจะบรรลุขุมสมบัติแห่งกุศลอันประมาณค่ามิได้ คือ ระลึกถึงพระพุทธเจ้า ระลึกถึงพระธรรม ระลึกถึงพระสงฆ์ ระลึกถึงศีล ระลึกถึงการกุศล จดจำขันติธรรม ระลึกถึงการทำจาคะ ระลึกถึงความไม่ยึดติด ระลึกถึงปัญญา และระลึกถึงรากเหง้าแห่งการสละที่ดีที่ปลูกไว้ในกาลก่อน"

พูดง่ายๆ ก็คือ พระภิกษุละเมิดพระวินัยจนขาดสะบั้นเหมือนเป็นพระก็ไม่ใช่พระแล้วนั้น ก็ยังมีคุณงามความดีอยู่บ้าง คือ่วยทำให้เราทำอนุสติ (念) ระลึกถึงคุณของพระสงฆ์ได้ ที่สำคัญเมื่อเราระลึกถึงผู้นั้นในฐานะภิกษุย่อมเป็นการระลึกในทางกรรมฐานทรี่เรียกว่า สังฆานุสสติ เหมือนการระลึกพระธรรม เรียกว่าธัมมานุสสติ และระลึกถึงพระพุทธเจ้า เรียกว่า พุทธานุสสติ และระลึกถึงบุญกุศลทีร่ทำไว้กับพระองค์ไหนก็ตาม ทั้งหมดนี้มีพลังแห่งกุศลมหาศาล เป็นปัจจัยให้บรรลุธรรมได้

คำอธิบายพระสูตรของพระเถระอิ้นซุ่น จึงกล่าวว่า "บางคนเกิดศรัทธาและเปลี่ยนมานับถือพระพุทธศาสนาเมื่อได้พบกับพระอาจารย์ผู้ยิ่งใหญ่ บางคนค่อยๆ ผูกพันกับพระพุทธศาสนาและเรียนรู้พระพุทธศาสนาเมื่อเห็นพระสงฆ์ธรรมดาในบ้านเกิดเมื่อยังเด็ก หรือเห็นพระสงฆ์ที่ไม่เก่งในสิ่งที่ตนทำ เช่น ผู้ที่ละเมิดศีลหรือไม่มีศีลเลย แม้ว่าความประทับใจแรกอาจจะไม่ดีนัก แต่คุณก็ยังมีความนึกคิดที่ดี รู้ว่ามีพระพุทธเจ้า พระธรรม และพระสงฆ์ และกำลังหว่านเมล็ดพันธุ์แห่งการเรียนรู้พระพุทธศาสนาอยู่ ดังนั้น พระพุทธรูปในวัดที่ทรุดโทรม คัมภีร์พระพุทธศาสนาในกองหนังสือเก่า และพระสงฆ์ที่ละเมิดศีล ล้วนสามารถปลุกเร้าศรัทธาของสรรพสัตว์ในพระรัตนตรัยได้ โดยวิธีนี้ พระภิกษุใดละเมิดศีลและไม่มีศีล ก็สามารถสร้างบุญให้ผู้คนมีจิตคิดดีเพิ่มพูนได้"

ดังน้ันแม้ภิกษุขะขาดจากศีลและพระวินัยก็เป็นไปตามกรรมของเขา ส่วนผู้ไม่ข้องแวะเรื่องคนอื่นมุ่งแต่การปฏิบัติ มองโลกในแง่กุศล แม้เพียงเห็น "คนห่มเหลือง" ก็ยังได้บุญเพราะรู้จัก "กำหนดใจให้เป็น" แม้คนห่มเหลืองนั้นจะลงนรก เราก็ยังได้ไปนิพพานได้ปานนั้น

ทั้งหมดนี้ขึ้นอยู่กับใจของเราเอง

บทความโดย กรกิจ ดิษฐาน ผู้ช่วยบรรณาธิการบริหาร และบรรณาธิการข่าวต่างประเทศ The Better

Photo - พระกษิติครรภโพธิสัตว์ ศิลปะเกาหลี ยุคราชวงศ์โครยอ ระหว่าง ค.ศ. 918–1392 ปัจจุบันอยู่ที่ The Metropolitan Museum of Art

ดูข่าวต้นฉบับ
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...