ญาติ “ครูมัท” ขอ ศธ.พิจารณาทบทวนภาระหน้าที่ครูให้เหมาะสม
สำนักข่าวไทย Online
อัพเดต 18 มิ.ย. 2568 เวลา 10.51 น. • เผยแพร่ 18 มิ.ย. 2568 เวลา 02.19 น. • สำนักข่าวไทย อสมท18 มิ.ย. – กรณีครูสาวในโรงเรียน จ.บุรีรัมย์ เลือกจบชีวิตด้วยตัวเอง พร้อมเขียนจดหมายระบายความในใจถึงภาระงานที่ต้องดูแลงานพัสดุเกิดความเครียด ทำให้พี่สาววอน ศธ. พิจารณาทบทวนภาระหน้าที่ครูให้เหมาะสม
กรณี “ครูมัท” ครูสอนภาษาอังกฤษ วัย 39 ปี เลือกจบชีวิตด้วยตัวเอง พร้อมเขียนจดหมายระบายความในใจถึงภาระงานที่ต้องดูแลงานพัสดุ จนเกิดความเครียดอย่างหนัก ทำให้ปลุกปัญหาระบบงานที่ครูไทยต้องเผชิญ
วานนี้ (17 มิ.ย.) ดร.ภัทรวรรธน์ นิลแก้วบวรวิชญ์ ศึกษาธิการจังหวัดบุรีรัมย์ พร้อมคณะผู้บริหาร เดินทางไปเคารพศพพร้อมแสดงความเสียใจและมอบเงินช่วยเหลือค่าจัดงานศพเบื้องต้นให้กับครอบครัวครูมัท ขณะที่ครอบครัวยังอยู่ในความโศกเศร้าและทำใจไม่ได้กับเหตุการณ์ที่เกิดขึ้น
น.ส.อทิตยา พี่สาวของครูมัท เล่าทั้งน้ำตาว่า ที่ผ่านมาน้องสาวไม่เคยบ่นหรือระบายอะไรให้คนในครอบครัวฟัง เกี่ยวกับความเครียดเรื่องการทำงานเลย แต่เคยเห็นแต่น้องนั่งทำงานดึกหลายครั้งก็ยังชื่นชมว่าน้องขยัน กระทั่งน้องตัดสินใจคิดสั้นและเขียนจดหมายทิ้งเอาไว้ พอได้อ่านจดหมายที่น้องระบายสงสารน้องมาก คิดว่าน้องคงเครียดจริงๆ ถึงได้คิดสั้น
ส่วนตัวคิดว่ามีครูหลายคนที่เจอเหตุการณ์แบบนี้ แต่ไม่มีใครกล้าออกมาพูด ถือว่าที่น้องเลือกจบชีวิตเพื่อเป็นตัวแทนครูอีกหลายคนที่ต้องแบกรับภาระที่เกินหน้าที่การสอนของครู อยากให้ทางกระทรวงหรือผู้ใหญ่ที่เกี่ยวข้อง พิจารณาทบทวนภาระหน้าที่ครูให้เหมาะสม ไม่รับผิดชอบงานที่หนักจนเกินรับไหว ส่วนการเสียชีวิตของน้องถือว่าเลือกจบชีวิตเพราะหน้าที่ อยากให้กระทรวงช่วยเหลือด้วย เพราะน้องสาวยังมีลูกสาววัย 10 ขวบ ที่ต้องสูญเสียแม่ที่เป็นเสาหลักไป
ส่วนศึกษาธิการจังหวัดบุรีรัมย์ ระบุว่าต้องมีการตรวจสอบระบบการทำงานตามขั้นตอน เพื่อให้ทราบข้อเท็จจริงว่าเกิดจากสาเหตุอะไร หากผลสอบพบว่ามีการกดดันให้ทำงานหนักเกินหน้าที่จริง หรือมีปัญหาในโรงเรียนหรือไม่ ทางเขตพื้นที่การศึกษาที่รับผิดชอบต้องตั้งกรรมการสอบข้อเท็จจริง และดำเนินการตามระเบียบขั้นตอนต่อไป
ความเห็นครูทะลัก! สะท้อนปัญหางานที่นอกเหนือการสอน
ขณะที่ในเพจ “เลขาธิการกพฐ” ในโพสต์ที่ ว่าที่ร้อยตรี ธนุ วงษ์จินดา เลขาธิการคณะกรรมการการศึกษาขั้นพื้นฐาน (กพฐ.) แสดงความเสียใจอย่างสุดซึ้งต่อการสูญเสียครูมัท ซึ่งในโพสต์ระบุว่า จะไม่เพิกเฉยต่อสิ่งที่เกิดขึ้นและจะทบทวนแนวทางการสนับสนุนครูให้เหมาะสมและเอื้อต่อการทำงานมากยิ่งขึ้น จะทำหน้าที่ให้ดีขึ้นและยืนหยัดเคียงข้างครู”
หลังจากโพสต์ไปไม่นานมีครูและประชาชนเข้ามาแสดงความคิดเห็นจำนวนมาก เช่น “ทางออกที่ดีที่สุดคือ จ้างเจ้าหน้าที่การเงิน เจ้าหน้าที่พัสดุ รับสายตรงด้านการเงิน ให้มาทำแทนครูใน รร.เลยค่ะ” “เลิกใช้คำว่า ครูต้องเสียสละ จนเกิดการสูญเสียอีกเลยค่ะ คำว่าลดภาระครู ได้ยินมา ตั้งแต่เรียนจนตอนนี้บรรจุมาหลายปีแล้ว ยังไม่ลด มีแต่เพิ่มขึ้นเรื่อยๆ เละเทะไปเรื่อย และการเงิน พัสดุควรมีเจ้าหน้าที่ วิชาการควรลดการประเมินไร้สาระ อยากประเมินมาถามเด็ก ไม่ต้องเอาข้อมูลกระดาษค่ะ ให้ครูได้อยู่ในห้องเรียน แล้วก็ควรเลิกค่ะโครงการต่างๆ ที่สรรหากันมาจัง ถ้ายังไม่คิดจะแก้ปัญหา จะมีครูรายต่อไปเพื่อสร้างบทเรียนให้ ศึกษาธิการอีกมากมายค่ะ”
กพฐ.เร่งทบทวนระบบงานโรงเรียน
ทั้งนี้ เลขาธิการคณะกรรมการการศึกษาขั้นพื้นฐาน เป็นประธานการประชุมผู้บริหาร สพฐ. หารือเรื่องนี้ ที่พบว่าเกิดจากภาระงานเอกสารที่มีความซับซ้อน ส่งผลต่อความกดดัน โดยเฉพาะในโรงเรียนขนาดเล็กที่มีนักเรียนไม่เกิน 60 คน และมีบุคลากรจำกัด
สพฐ. ได้มอบหมายให้สำนักการคลังและสินทรัพย์ ร่วมกับหน่วยตรวจสอบภายใน ทบทวนคู่มือปฏิบัติงานอย่างรอบด้าน เน้นวิเคราะห์จุดเสี่ยง ปรับปรุงขั้นตอนซ้ำซ้อน ออกแบบระบบใหม่ที่เหมาะสมกับโรงเรียนขนาดเล็กและโรงเรียนในพื้นที่พิเศษ ผลักดันให้มีการใช้เทคโนโลยีบริหารจัดการงานธุรการผ่านระบบอิเล็กทรอนิกส์มากขึ้น เพื่อลดภาระงานเอกสาร และให้ครูสามารถทุ่มเทกับภารกิจหลักคือ “การสอน” ได้อย่างเต็มที่
เหตุการณ์ครั้งนี้สะท้อนถึงความจำเป็นในการปรับปรุงระบบบริหารจัดการงานธุรการของโรงเรียนให้เอื้อต่อการทำงานของครูมากที่สุด ครูไม่ใช่เพียงผู้ปฏิบัติงาน แต่คือหัวใจของระบบการศึกษา เราต้องดูแลครูให้มากเท่ากับที่ครูดูแลเด็ก เพราะกว่าที่เราจะได้ครูดีๆ สักคนไม่ใช่เรื่องง่าย สพฐ. จะยกระดับสวัสดิภาพของครูให้เป็นวาระสำคัญ เพื่อให้การศึกษาไทยเดินหน้าไปพร้อมกันทั้งครูและเด็ก ‘เรียนดี มีความสุข’ เกิดขึ้นได้จริงในทุกพื้นที่.-สำนักข่าวไทย