โปรดอัพเดตเบราว์เซอร์

เบราว์เซอร์ที่คุณใช้เป็นเวอร์ชันเก่าซึ่งไม่สามารถใช้บริการของเราได้ เราขอแนะนำให้อัพเดตเบราว์เซอร์เพื่อการใช้งานที่ดีที่สุด

โฆษก กต. แถลงผลการประชุม JBC ไทย-กัมพูชา ชี้ผิดหวังอย่างยิ่ง-ยันไม่รับอำนาจศาลโลก

THE STANDARD

อัพเดต 16 มิ.ย. 2568 เวลา 08.42 น. • เผยแพร่ 16 มิ.ย. 2568 เวลา 08.42 น. • thestandard.co
โฆษก กต. แถลงผลการประชุม JBC ไทย-กัมพูชา ชี้ผิดหวังอย่างยิ่ง-ยันไม่รับอำนาจศาลโลก

นิกรเดช พลางกูร อธิบดีกรมสารนิเทศและโฆษกกระทรวงการต่างประเทศ แถลงข่าวเกี่ยวกับสถานการณ์ชายแดนไทย-กัมพูชา รวมถึงผลการประชุมคณะกรรมาธิการเขตแดนไทย-กัมพูชา (JBC) (16 มิถุนายน) หลังจากเมื่อคืนวานนี้ (15 มิถุนายน) กระทรวงการต่างประเทศได้ออกแถลงข่าวเรื่องผลการประชุม JBC ไทย-กัมพูชา ครั้งที่ 6 ซึ่งสะท้อนท่าทีไทยที่ชัดเจน เรื่องการปกป้องผลประโยชน์ของชาติ โดยโฆษกกระทรวงการต่างประเทศรายงานเพิ่มเติมว่า

1.เรื่องกลไกทวิภาคี: ตามที่รัฐบาลไทยได้แถลงยืนยันมาโดยตลอดว่า ไทยยึดมั่นในการใช้ ‘กลไกทวิภาคี’ เพื่อแก้ไขปัญหาเขตแดนไทย-กัมพูชา ‘ด้วยความจริงใจและด้วยความสุจริตใจ’ ซึ่งรวมถึงการเข้าร่วมการประชุม JBC ที่ผ่านมาที่ไทยเข้าร่วมด้วยความตั้งใจจริงและความสุจริตใจ ซึ่งจะเห็นผลลัพธ์ที่เป็นประโยชน์ต่อทั้งสองฝ่าย วันนี้ไทยเห็นแล้วว่าฝ่ายกัมพูชา ‘ไม่ได้ตอบสนอง’ แต่ยังคงเลือกที่จะเสนอกรณีพื้นที่พิพาท 4 จุดต่อศาลยุติธรรมระหว่างประเทศ (ICJ) ซึ่งได้แก่ ช่องหก ปราสาทตาเมือนธม ประสาทตาเมืองโต๊ด และประสาทตาควาย

นิกรเดชระบุว่า การเจรจาร่างระเบียบวาระการประชุม ฝ่ายกัมพูชาเลือกที่จะไม่หารือกรณีพื้นที่ 4 จุดดังกล่าวในการประชุม JBC ฝ่ายไทยจึงแสดง ‘ความผิดหวังอย่างยิ่ง’ เพราะประเด็นด้านเขตแดนทั้งหมดอยู่ในขอบเขตการทำงานของ JBC ซึ่งเป็นประเด็นเชิงเทคนิค พร้อมย้ำถึงความสำเร็จของการประชุม JBC ที่ยังคงปฏิบัติหน้าที่ได้อย่างมีประสิทธิภาพประสิทธิผลและทำมาต่อเนื่องกว่า 25 ปีที่ผ่านมา

ทั้งยังระบุว่า กลไกทวิภาคีผ่าน JBC นั้นยังดำเนินการได้อยู่ และมีส่วนช่วยลดความตึงเครียดของสถานการณ์และนำไปสู่การแก้ไขปัญหาอย่างยั่งยืนในอนาคต โดยไทยเป็นเจ้าภาพการประชุม JBC สมัยที่พิเศษในเดือนกันยายนนี้ ซึ่งฝ่ายกัมพูชาได้ตอบตกลงที่จะเข้าร่วมแล้ว

  • เรื่อง ICJ: ไทยไม่ยอมรับอำนาจศาลโลก ตั้งแต่ปี พ.ศ.2503 (1960) จนถึงปัจจุบัน ซึ่งประธาน JBC ฝ่ายไทยเนี่ยได้ย้ำจุดยืนนี้ในถ้อยแถลงในการประชุม JBC และประธานฝ่ายกัมพูชารับทราบท่าทีไทยในเรื่องนี้และกระทรวงการต่างประเทศเตรียมแนวทางรับมือในเรื่องนี้แล้ว

  • เรื่องมาตรการตอบโต้ระหว่างไทย-กัมพูชา: ตามที่ท่านอาจจะได้เห็นปรากฏในโซเชียลมีเดียเมื่อไม่ถึง 1 ชั่วโมงที่ผ่านมานี้เกี่ยวกับมาตรการต่างๆ ที่ฝ่ายกัมพูชาดำเนินการอยู่ รวมถึง ‘คำขู่’ ล่าสุดว่าจะปิดด่านและห้ามนำเข้าสิ่งของจากไทย หากไม่เปิดด่านและอื่นๆ นิกรเดชระบุว่า เป็นการไม่ปฏิบัติตามหลักสากล การเป็น ‘ประเทศเพื่อนบ้านที่ดี’ จะไม่ใช้การยื่นคำขาดต่อกัน โดยจะต้องมีการหารือเพื่อหาทางออกอย่างสร้างสรรค์ร่วมกัน โดยผลกระทบของมาตรการดังกล่าวจะมีผลเสียต่อประชาชนของสองฝ่ายมากที่สุด ซึ่งไทยยึดถือผลประโยชน์สูงสุดของประชาชนมาโดยตลอด

จะเห็นได้ว่ามาตรการของไทยที่ผ่านมาเป็นการตอบโต้ระดับรัฐบาล ไม่มีเป้าหมายในการโจมตีประชาชน ขณะที่การสื่อสารทางโซเชียลมีเดียถือว่าไม่ใช่ช่องทางที่เป็นทางการ การยื่นคำขาดต่อกันและข้อความที่ก่อให้เกิดความเข้าใจผิดระดับประชาชนนั้นสะท้อนถึงว่ากัมพูชา ‘ขาดความตั้งใจจริง’ ในการใช้กลไกทวิภาคีที่มีอยู่ร่วมกัน บนพื้นฐานของความเป็นเพื่อนบ้านที่ดี

นิกรเดชยังกล่าวอีกว่า รัฐบาลใช้วิจารณญาณ ความมีสติในการออกมาตรการตอบโต้อย่างรอบคอบและมีวุฒิภาวะ ไม่ใช้อารมณ์และจะไม่เอาเรื่องความสัมพันธ์ระหว่างประเทศมาเป็นประเด็นทางการเมือง เช่น ประเด็นเรื่องแรงงานต่างชาติ โดยนายกรัฐมนตรีได้แถลงเรื่องนี้ไปแล้วเมื่อวานนี้ว่า รัฐบาลไม่เคยมีแนวคิดที่จะผลักดันแรงงานต่างประเทศประเทศใดออกนอกราชอาณาจักรไทย แต่ทั้งหมดขึ้นอยู่กับความสมัครใจของแรงงานเอง หากเขาตัดสินใจจะเดินทางกลับ ย่อมเป็นสิทธิเสรีภาพของแรงงาน

  • เรื่องการสื่อสารกับประชาคมระหว่างประเทศ: รัฐบาลไทยดำเนินการอยู่และดำเนินการมาพักหนึ่งแล้ว ไม่เคยนิ่งนอนใจ วันนี้กระทรวงการต่างประเทศจะจัดบรรยายสรุปให้กับคณะทูตเรื่องสถานการณ์ชายแดนไทย-กัมพูชา เพื่อให้ข้อมูล ข้อเท็จจริงว่าอะไรเกิดขึ้น รวมถึงนโยบายสันติที่ไทยดำเนินการมาโดยตลอดและแนวทางที่ไทยจะใช้ต่อไป พร้อมทั้งเน้นย้ำว่า ฝ่ายไทยจะนำเสนอข้อมูลที่ถูกต้อง ไม่บิดเบือน เพื่อให้พี่น้องประชาชนรับทราบอย่างถูกต้องและหลีกเลี่ยงการนำข้อมูลที่ไม่ถูกต้องไปเผยแพร่ในวงกว้าง

ทางด้าน อดีตเอกอัครราชทูต (ออท.) ประศาสน์ ประศาสน์วินิจฉัย ประธาน กมธ. JBC ฝ่ายไทย กล่าวถึงภาพรวมการประชุม JBC ครั้งที่ 6 นี้ว่า “ราบรื่นที่สุด” ตั้งแต่เข้าร่วมมา พร้อมอธิบายขั้นตอนการทำงานของ JBC และผลการประชุมในเชิงเทคนิคว่า มีการรับรองผลการประชุมคณะอนุกรรมาธิการร่วมไทย-กัมพูชา ครั้งที่ 4 เมื่อปี 2024 โดยทั้งสองฝ่ายเห็นตรงกันต่อตำแหน่งที่ตั้งของหลักเขตถึง 45 หลัก เห็นต่างกันอีก 29 หลัก (ทั้งหมด 74 หลัก ซึ่งนับรวม หลักเล็กๆ 22B ด้วย) พร้อมทั้งเห็นชอบให้นำเทคโนโลยี LiDAR มาใช้ในการจัดทำภาพถ่ายทางอากาศเพื่อความรวดเร็วในการสำรวจและจัดทำหลักเขตแดน

ส่วนประเด็นที่เกี่ยวข้องกับ 4 พื้นที่พิพาทนั้น ฝ่ายกัมพูชาจะไม่พูดถึงประเด็นนี้ในที่ประชุม โดยนายกรัฐมนตรีกัมพูชาได้โพสต์เน้นย้ำเรื่องนี้ก่อนหน้าการประชุม โดยผู้แทนฝ่ายไทยก็ได้รับทราบและแสดงความเสียดายที่ฝ่ายกัมพูชาจะไม่ใช้กลไกทวิภาคีในการแก้ไขข้อพิพาทนี้

ขณะที่ เบญจมินทร์ สุกาญจนัจที อธิบดีกรมสนธิสัญญาและกฎหมาย ระบุว่า การที่กัมพูชาจะไม่นำประเด็นนี้กลับมาพิจารณาในที่ประชุม JBC อีก “เป็นเรื่องที่น่าเสียดาย” กระบวนการตามกลไกทวิภาคี ซึ่งขณะนี้ดำเนินมากว่าครึ่งทางแล้ว หากดูจำนวนหลักเขตแดนที่ทั้งสองประเทศเห็นพ้อง พร้อมระบุว่า ตอนนี้รัฐบาลไทยยังไม่ได้รับการแจ้งอย่างเป็นทางการเกี่ยวกับการนำเรื่องขึ้นศาลโลก ซึ่งผู้แทนไทยได้ติดตามเรื่องนี้อย่างใกล้ชิด

เบญจมินทร์ยังเปิดเผยว่า รัฐบาลไทยไม่ได้นิ่งนอนใจ เราเตรียมทีมเพื่อรับมือในเชิงสาระสำคัญและประเด็นตามกฎหมายที่เกี่ยวข้อง รวมถึงทุกความเป็นไปได้ทางกฎหมายที่อาจจะเกิดขึ้น โดยเรามีทีมด้านกฎหมายระหว่างประเทศระดับโลกเป็นที่ปรึกษา พร้อมทั้งเน้นย้ำว่า การจะนำเรื่องเข้าสู่การพิจารณาของศาลโลก ทั้งสองฝ่ายจะต้องยอมรับอำนาจของศาล ซึ่งในกรณีของไทยได้ประกาศไม่ยอมรับอำนาจศาลโลกตั้งแต่ปี พ.ศ.2503 (1960) จนถึงปัจจุบัน เช่นเดียวกับอีกหลายประเทศทั่วโลก

ส่วนประเด็นเรื่อง MOU43 นั้น อธิบดีกรมสนธิสัญญาฯ ระบุว่า MOU43 เป็นสนธิสัญญาระหว่างไทย-กัมพูชาในเรื่องของเขตแดน ซึ่งข้อ 8 กำหนดไว้ชัดเจนว่า หากมีปัญหาในการตีความหรือการบังคับใช้ MOU ให้ทั้งสองฝ่ายปรึกษาหารือหรือเจรจากันก่อน สิ่งที่เกิดขึ้นก็เลยเป็น ‘การข้ามขั้นตอน’ และถ้าเราไปดูในกฎบัตรสหประชาชาติ เราจะเห็นถึงการเน้นย้ำให้คู่กรณีพูดคุยกันก่อน รวมถึงเสนอกลไกอื่นๆ ในการแก้ไขพิพาทก่อนที่จะนำเรื่องขึ้นศาล นั่นหมายความว่า ทั้งสองฝ่ายไม่สามารถตกลงกันได้แล้วจริงๆ ซึ่งปัญหาหรือข้อเท็จจริงในลักษณะนี้คือยังไม่เคยมีการพูดคุยกัน

อธิบดีกรมสนธิสัญญาฯยังได้ทิ้งท้ายว่า เรามีกลไกทวิภาคีที่มีประสิทธิภาพ ทั้ง JBC, GBC และ RBC พร้อมเรียกร้องให้ทั้งสองฝ่ายกลับมาใช้เครื่องมือเดิมที่มีอยู่ก่อนแล้วในการแก้ไขปัญหาข้อพิพาท

ภาพ: ณาฌารัฐ ภักดีอาสา / THE STANDARD

อ้างอิง: กระทรวงการต่างประเทศ

ดูข่าวต้นฉบับ
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...