ผลกระทบทางเศรษฐกิจจากสงคราม ในศตรวรรษที่ 21
Reporter Journey
อัพเดต 23 มิ.ย. 2568 เวลา 17.14 น. • เผยแพร่ 23 มิ.ย. 2568 เวลา 10.00 น. • Reporter Journeyตอนนี้ทั่วโลกเต็มไปด้วยความขัดแย้ง สงครามรัซเซีย-ยูเครน ที่ยืดเยื้อมานานหลายปี, สงครามอิหร่าน-อิสราเอล ที่ต่างฝ่ายต่างสะสมกองกำลังและพัฒนาอาวุธอันตราย จนล่าสุดสหรัฐฯ ก็ได้เข้าร่วมในความขัดแย้งครั้งนี้อย่างชัดเจน หลังจากทำการโจมตีโรงงานนิวเคลียร์ในอิหร่าน หรือแม้แต่ อินเดีย-ปากีสถานในเหตุการณ์สังหารหมู่ที่แคชเมีย หรือแม้แต่สถานการณ์หว่างไทย-กัมพูชา ที่ตึงเครียดขึ้นทุกวัน
เรากำลังอยู่บนโลกที่เต็มไปด้วยจุดเดือด
และจุดเดือดเหล่านี้ไม่เป็นผลดีต่อเศรษฐกิจโลก
หรือเศรษฐกิจประเทศไหนอย่างแน่นอน
สงครามไม่ได้ส่งผลกระทบแค่ประเทศคู่สงคราม
สถาบันวิจัยด้านเศรษฐกิจโลกคีล (Kiel Institute for the World Economy) เปิดเผยผลการศึกษาที่เก็บรวบรวมจากสงครามที่เกิดขึ้นทั่วโลกมากกว่า 150 ครั้ง ตั้งแต่ปี ค.ศ.1870 ว่าประเทศที่ได้รับความเสียหายจากสงครามจะต้องแบกต้นทุนมหาศาลในการก่อสร้างโครงสร้างพื้นฐานใหม่ทั้งหมด การเติบโตทางเศรษฐกิจของประเทศแทบไม่ต้องพูดถึงเพราจะชะลอตัวเป็นเวลาหลายปี
ไม่เพียงเท่านั้น ประเทศคู่สงครามก็จะเผชิญภาวะเงินเฟ้อและการเติบโตทางเศรษฐกิจที่ชะลอตัวลง สถาบันคีลยกตัวอย่างของสงครามยูเครนให้เห็นว่าตอนนี้ยูเครนอาจสูญเสียผลิตผลทางเศรษฐกิจ (GDP) ไปแล้วมากกว่า 120,000 ล้านดอลลาร์สหรัฐ (ราว 3.9 ล้านล้านบาท)
ในด้านของพื้นที่สงคราม หรือ แม้แต่พื้นที่บริเวณรอบ ๆ ก็จะได้รับผลกระทบไปด้วย โดยอาจคิดเป็นตัวเลขผลกระทบต่อผลิตภัณฑ์มวลรวมเฉลี่ยราว ๆ 30% เงินเฟ้อก็จะไต่ระดับขึ้นราว ๆ 15% ในช่วงเวลา 5 ปี ไม่เพียงเท่านั้นผลกระทบนี้ยังเกิดขึ้นกับประเทศเพื่อนบ้านที่มีพื้นที่ติดกับประเทศสงครามด้วยอีกหนึ่งต่อ แม้จะไม่ได้มีส่วนร่วมกับสงครามเลยก็เถอะ สิ่งที่เกิดขึ้นคือผลิตภัณฑ์มวลรวมของประเทศมีแนวโน้มลดลง 10% กอปรกับเงินเฟ้อที่ไต่ระดับสูงขึ้น 5% ในช่วง 5 ปี
ห่วงโซ่การผลิต ห่วงโซ่อุปทานพังทลาย
มีการคาดการณ์จากนักวิจัยจากสถาบันคีลว่า หากสงครามปะทุที่ไต้หวัน เหตุการณ์นี้จะส่งผลกระทบต่อตัวเลขเศรษฐกิจโลกถึง 2.2 ล้านล้านดอลลาร์สหรัฐ (ซึ่งเป็นตัวเลขที่เยอะมากจนไม่อาจแปลงเป็นค่าเงินไทย) เนื่องจากไต้หวันคือหนึ่งในประเทศสำคัญที่ผลิตชิปและอุปกรณ์สำคัญของเทคโนโลยีสมัยใหม่ เป็นหนึ่งในซัพพลายเชนสำคัญของโลก
ซึ่งการหยุดชะงัก การเกิดปัญหากับซัพพลายเชน เป็นหนึ่งปัจจัยสำคัญที่กองทุนการเงินระหว่างประเทศ ประเมินว่ามีส่วนสำคัญที่ส่งผลกระทบต่อเศรษฐกิจโลก ประชาชนจนลงจากการควักเงินในกระเป๋าออกมาซื้อของที่แพงขึ้น บริษัททั่วโลกที่ต้องใช้สินค้าจากไต้หวันก็จะได้รับความเสียหายไปด้วย
เรื่องนี้สะท้อนให้เห็นว่าปัจจุบันโลกเราเชื่อมต่อกันเกินกว่าที่จะไม่มีประเทศใดไม่ได้รับผลกระทบ
หรืออย่างกรณีที่เกิดขึ้นเมื่อคืนที่อิหร่านจะปิดช่องแคบฮอร์มุซ (ตอนนี้รอคณะมนตรีความมั่นคงแห่งชาติสูงสุด และผู้นำสูงสุดของอิหร่านอนุมัติ)
การกระทำนี้ ดร.อารีพร อัศวินพงศ์พันธ์ นักวิชาการนโยบายพลังงาน สถาบันวิจัยเพื่อการพัฒนาประเทศไทย (TDRI) มองว่าจะส่งผลกระทบต่อราคาน้ำมันดิบของโลกอย่างหลีกเลี่ยงไม่ได้ ซึ่งในปัจจุบันราคาน้ำมันดิบดีดไปที่ 77-80 เหรียญต่อบาเรล และอาจทะลุ 100 เหรียญต่อบาเรลหากมีการปิดช่องแคบจริง ราคาน้ำมันนี้จะกระทบทุกภาคอุตสาหกรรมของโลก กระทบชีวิของทุกคน
คุณลักษณะสำคัญของสงครามในศตวรรษที่ 21
ไม่เพียงเท่านั้น IMF ยังระบุว่าสงครามมีแนวโน้มที่จะทำให้เกิดการขาดแคลนด้านเชื้อเพลิงและอาหาร และถึงแม้จะพยายามกระตุ้นเศรษฐกิจ อัดฉีดเงินเข้าระบบหลังสงครามสงบก็จะกระตุ้นได้แค่เพียงช่วงแรก ช่วงสั้น ๆ เท่านั้น แต่กลับต้องใช้เงินมหาศาลและบางครั้งอาจกินเวลานานในการอัดฉีด (เผางบไปเรื่อย ๆ)
จริง ๆ แล้วถ้าเป็นสงครามในสมัยก่อน ผลกระทบทางเศรษฐกิจก็คงเกิดขึ้นแค่กับประเทศคู่สงครามเท่านั้น แต่ปัจจุบันจากบทความวิชาการ ‘ผลกระทบทางเศรษฐกิจของสงครามในศตวรรษที่ 21 ในระดับภูมิภาคและระดับโลก’ ออกมายืนยันว่าคุณลักษณะและผลกระทบของสงครามในศตวรรษที่ 21 คือ
เกิดผลกระทบอย่างรวดเร็ว
เกิดผลกระทบยาวนาน
ไม่เกิดขึ้นแค่กับประเทศคู่สงครามเท่านั้น แต่เกิดในระดับโลก
จุดเดือดแต่ละจุดที่เกิดขึ้นบนโลกกำลังทำให้โลกร้อนแรงขึ้น เศรษฐกิจโลกย่ำแย่ลง ผู้คนอดอยาก สินค้าขาดแคลน ซัพพลายเชนหยุดชะงัก ในด้านของประเทศต่าง ๆ ก็จะเผชิญอัตราเงินเฟ้อที่สูง ต้นทุนในการบริหารประเทศถดถอย บ้านเมืองพังทลาย
เรื่องนี้เน้นย้ำว่าท่ามกลางความตึงเครียดที่ปะทุ สิ่งแรกที่คนบนโลกอยากเห็นคือการเจรจานำมาก่อนการใช้กำลัง หลีกเลี่ยงสงคราม และหันกลับมาเส้นทางของการพัฒนาเศรษฐกิจมากกว่าการทำลายผ่านไฟสงคราม
อ้างอิง
KIEL, IMF, SHS Conference, TDRI