เปิดหนังสือ ครป.-ชมรมผู้บริโภค ไล่ “สรณ-ไตรรัตน์” พ้นกสทช.
แม้จะลุ้นไม่ขึ้น กับเสียงต้านของหน่วยงานคัดค้านการประมูลคลื่นความถี่ และการรวมตัวของตัวแทนประชาชนในการคัดค้านการทำงานของนายไตรรัตน์ วิริยะศิริกุล ในตำแหน่งรักษาการเลขาธิการกสทช.ก็ตาม แต่เมื่อวันที่ 23 มิ.ย. 2568 ในการประชุมบอร์ดกสทช.และการจัดกิจกรรมสาธิตการประมูลคลื่นก่อนประมูลจริงวันที่ 29 มิ.ย.2568 นี้ ก็ยังมีตัวแทนจากทั้งสหภาพแรงงานรัฐวิสาหกิจ บริษัท โทรคมนาคมแห่งชาติ จำกัด (มหาชน) หรือ NT และชมรมคุ้มครองผู้บริโภคเพื่อคนยากไร้ ที่มารวมตัวยื่นหนังสือคัดค้านต่อกสทช.รวมถึงการยื่นหนังสือก่อนหน้านั้นของคณะกรรมการรณรงค์เพื่อประชาธิปไตย (ครป.) ด้วย
แต่ในการประชุมบอร์ดกสทช.ก็ยังคงเดินหน้าประมูลต่อไป โดยแหล่งข่าวกสทช.ระบุว่า เพราะยังไม่มีคำสั่งศาลออกมาแต่อย่างใด หลังจากที่สภาผู้บริโภคร่วมกับเครือข่ายองค์กรสมาชิก ได้รวมตัวกันยื่นฟ้องศาล และจะยื่นฟ้องศาลปกครองขอให้ไต่สวนฉุกเฉินอีกรอบในช่วงบ่ายวันที่ 24 มิ.ย. 2568
ขณะที่บอร์ดกสทช.มีข้อห่วงใยและได้สอบถามถึงหนังสือของ ครป.ที่มีการระบุถึงบอร์ดกสทช.ทั้งชุดทั้งเรื่องการเรียกร้องให้ระงับและเลื่อนการประมูล รวมถึงการจัดการปัญหาของประธานกสทช.ผู้จัดประมูลแต่ขาดคุณสมบัติและลักษณะต้องห้ามในการดำรงตำแหน่ง จึงขอให้เร่งรัดนำหนังสือฉบับดังกล่าวบรรจุวาระการประชุมเพื่อให้กสทช.พิจารณา แต่ก็ไม่เป็นผล เพราะสำนักงานแจ้งว่า กำลังอยู่ระหว่างการดำเนินการ
สำหรับเนื้อหาสำคัญในหนังสือของ ครป.ระบุว่า การประมูลคลื่นความถี่มีเพียงเอกชน 2 ราย ทำให้ไม่มีการแข่งขัน อาจนำไปสู่ การฮั้วประมูล และนำไปสู่การผูกขาด ที่สำคัญ ครป.ระบุว่า กสทช. ไม่สามารถจัดการประมูลคลื่นความถี่เพื่อประเคนผลประโยชน์ให้แก่กลุ่มทุนผูกขาดโทรคมนาคมครั้งนี้ได้ เนื่องจากยังมีประเด็นที่ นพ.สรณ บุญใบชัยพฤกษ์ ประธาน กสทช. ชาดคุณสมบัติและมีลักษณะต้องห้ามในการดำรงตำแหน่งเป็นที่ประจักษ์ เนื่องจากคณะกรรมาธิการการเทคโนโลยีสารสนเทศ การสื่อสาร และโทรคมนาคม วุฒิสภา วินิจฉัยเป็นที่สิ้นสุดในวันที่ 28 พฤษภาคม 2568 มีมติที่ประชุมเห็นชอบผลการขาดคุณสมบัติและกระบวนการสมบูรณ์แล้ว ตั้งแต่ที่กรรมาธิการรายงานประธานวุฒิสภารับทราบ มีการประกาศผลทางเว็บไซต์วุฒิสภาดังที่ปรากฏ
แต่ข้อเท็จจริงกลับปรากฏว่า ประธาน กสทช. กลับยังคงปฏิบัติหน้าที่อยู่โดยมิได้เกรงกลัวต่อกฎหมายแต่อย่างใด ทั้งที่ต้องหยุดปฏิบัติหน้าที่โดยทันที และต้องมีการตรวจสอบผลการพิจารณาต่างๆ ที่ผ่านมาว่าอาจเป็นโมฆะด้วยหรือไม่ และอาจต้องคืนเงินเดือนและค่าตอบแทนทั้งหมด ซึ่งสำนักงาน กสทช. ยังไม่ได้ดำเนินการ
นอกจากนี้ การที่ประธาน กสทช.แต่งตั้งให้ นายไตรรัตน์ วิริยะศิริกุล รองเลขาธิการ กสทช. ดำรงตำแหน่งรักษาการเลขาธิการ กสทช. เป็นระยะเวลากว่า 5 ปี โดยไม่ได้ดำเนินการแต่งตั้งให้เป็นไปตามกฎหมายและมติของคณะกรรมการ กสทช.แต่อย่างใด และการประเมินให้นายไตรรัตน์ วิริยะศิริกุล รองเลขาธิการ กสทช.จาก "พนักงานตามสัญญาจ้าง" เป็น "พนักงานประจำของสำนักงาน กสทช." นั้น ไม่ได้เป็นไปตามกฎหมายและการแต่งตั้งโดยชอบ โดยอ้างว่าเป็นอำนาจของประธาน กสทช.แต่เพียงผู้เดียว
คณะกรรมการรณรงค์เพื่อประชาธิปไตย (ครป.) จึงเห็นว่า การดำรงตำแหน่งทั้งสองท่านเป็นโมฆะจะต้องมีการดำเนินการสรรหาใหม่โดยเร็ว และขอเรียกร้องให้คณะกรรมการ กสทช. ดำเนินการให้ประธานกสทช. หยุดปฏิบัติหน้าที่โดยทันที
ขณะที่หนังสือของชมรมคุ้มครองผู้บริโภคเพื่อคนยากไร้ ระบุ ว่า ขอให้ตรวจสอบการทำงานของนายไตรรัตน์ ถึงบอร์ดกสทช.ทุกท่าน จากการตามการทำงานของ กสทช. ในรอบ 10 ปีที่ผ่านมา จากข้อมูลสื่อสารมวลชน และประชาชนผู้ได้รับความเดือดร้อนจากการใช้โทรศัพท์มือถือของบริษัทต่างๆ ที่ไร้ประสิทธิภาพในการสื่อสาร โดยประธานและรักษาการเลขาธิการ กสทช. เป็นผู้ควบคุมดูแล ไม่มีความโปร่งใสตามหลักกฎหมายและหลักธรรมาภิบาล ดังนี้
1. การแก้ไขปรับปรุงระเบียบ กสทช. ว่าด้วยการบริหารงานบุคคล พ.ศ. 25555 : ขอให้ตรวจสอบว่าการแก้ไขระเบียบดังกล่าวเป็นไปตามมติ กสทช. หรือไม่ โดยเฉพาะอย่างยิ่งการกำหนดหลักเกณฑ์การเข้าสู่ตำแหน่งรองเลขาธิการ กสทช.
2. การแต่งตั้งนายไตรรัตน์ วิริยะศิริกุล เป็นรองเลขาธิการ กสทช. ขอให้ตรวจสอบว่าการแต่งตั้งโดยอาศัยอำนาจตามข้อ 9(1) ของเลขาธิการ กสทช. ชอบด้วยกฎหมายหรือไม่
3. การประเมินผลการปฏิบัติงานของนายไตรรัตน์ฯ ขอให้ดรวจสอบว่าการประเมินผลการปฏิบัติงานของนายไตรรัตน์ฯ โดยไม่ผ่านความเห็นชอบของ กสทช. และดำเนินการครบสัญญาจ้าง เป็นไปโดยถูกต้องและโปร่งใสหรือไม่
ชมรมฯยังระบุอีกว่า นายไตรรัตน์ มีการฟ้องกสทช.ทำให้สร้างความแตกแยก เห็นควรจะต้องมีการเปลี่ยนแปลงให้บุคคลอื่นมาทำหน้าที่แทน