โปรดอัพเดตเบราว์เซอร์

เบราว์เซอร์ที่คุณใช้เป็นเวอร์ชันเก่าซึ่งไม่สามารถใช้บริการของเราได้ เราขอแนะนำให้อัพเดตเบราว์เซอร์เพื่อการใช้งานที่ดีที่สุด

ธุรกิจ-เศรษฐกิจ

การค้าโลกเริ่มผ่อนคลาย การเมืองไทยเริ่มแผดเผา

Thairath Money

อัพเดต 23 มิ.ย. 2568 เวลา 12.34 น. • เผยแพร่ 23 มิ.ย. 2568 เวลา 12.18 น.
ภาพไฮไลต์

สถานการณ์การค้าโลกเริ่มมีแววผ่อนคลายจากจุดสูงสุดของสงครามการค้า โดยมีข้อตกลงการค้าสหรัฐฯ-จีนที่ลดภาษีอย่างมีนัยสำคัญ และการชะลอมาตรการภาษีของสหรัฐฯ เป็นเวลา 90 วัน ส่งผลให้การส่งออกไทยเดือนพฤษภาคม 2025 เร่งตัวขึ้นถึง 18.4% โดยได้รับแรงหนุนจากการเร่งสั่งซื้อสินค้าอิเล็กทรอนิกส์และเครื่องจักรกลก่อนมาตรการภาษีใหม่

อย่างไรก็ตาม ความไม่แน่นอนทางการเมืองภายในประเทศกลับทวีความรุนแรง จากวิกฤติคลิปเสียงที่เกิดขึ้นเมื่อวันที่ 18 มิถุนายน 2025 ที่นำไปสู่การตัดสินใจของพรรคภูมิใจไทยลาออกจากรัฐบาล ซึ่งสร้างความไม่มั่นคงทางการเมืองที่อาจส่งผลกระทบต่อการดำเนินนโยบายเศรษฐกิจและการเจรจาการค้ากับสหรัฐฯ

สงครามการค้าระหว่างสหรัฐอเมริกากับประเทศต่างๆ ได้ผ่านจุดสูงสุดของความรุนแรงแล้ว โดยมีสัญญาณผ่อนคลายที่สำคัญหลายประการ ข้อตกลงการค้าสหรัฐฯ-จีนในเดือนพฤษภาคมที่ลดภาษีจาก 125% เหลือ 10% สำหรับจีน และจาก 145% เหลือ 30% สำหรับสหรัฐฯ รวมถึงข้อตกลงการค้ากับอังกฤษที่ยกเลิกภาษีเหล็กและอะลูมิเนียม นอกจากนี้ คำตัดสินของศาลการค้าสหรัฐฯ ที่ยุติภาษีครอบคลุม (Universal and Reciprocal Tariff) แม้จะมีคำสั่ง "Stay" ชั่วคราว แต่บ่งชี้ว่าปัจจัยเชิงสถาบันสามารถกดดันมาตรการที่รุนแรงได้

ด้านการประชุมคณะกรรมการนโยบายการเงินสหรัฐ (FOMC) วันที่ 17-18 มิถุนายน คณะกรรมการมีมติเอกฉันท์คงอัตราดอกเบี้ยในกรอบ 4.25-4.50% ตามที่ตลาดคาด โดย Dot Plot เผยแนวโน้มเข้มงวดขึ้น กรรมการ 7 คน (เพิ่มจาก 4 คนในมีนาคม) คาดว่าจะไม่มีการลดดอกเบี้ยเลยในปีนี้ อีก 2 คนคาดว่าจะลดเพียง 1 ครั้ง ขณะที่ 10 คนคาดว่าจะลดดอกเบี้ยอย่างน้อย 2 ครั้งภายในปี 2025

ธนาคารกลางสหรัฐ (Fed) ปรับประมาณการเศรษฐกิจในทิศทางแย่ลง โดย GDP ปี 2025 ลดเหลือ 1.4% (จาก 1.7%) เงินเฟ้อพื้นฐาน (Core PCE) เพิ่มเป็น 3.0% (จาก 2.7%) และอัตราว่างงานเพิ่มเป็น 4.5% (จาก 4.4%) อย่างไรก็ตาม Powell ย้ำว่า "เศรษฐกิจสหรัฐท้าทายคาดการณ์ที่ว่าจะอ่อนแอมาตลอด 3 ปี" และไม่เห็นสัญญาณของภาวะถดถอย

ในส่วนของนโยบายการเงิน เรามองว่าจะเป็น Policy Divergence มากขึ้น โดยธนาคารกลางสหรัฐ (Fed) และธนาคารกลางญี่ปุ่น (BoJ) อาจต้องทำนโยบายการเงินตึงตัวต่อเนื่อง ขณะที่ธนาคารกลางอื่นๆ จะผ่อนคลาย ส่วนจีนเผชิญภาวะเงินฝืดและวิกฤตอสังหาริมทรัพย์ต่อเนื่อง แม้จะมีมาตรการกระตุ้นจากธนาคารกลางจีน แต่ยังไม่เพียงพอต่อการฟื้นตัว

การส่งออกของไทยในเดือนพฤษภาคม 2025 ขยายตัวที่ 18.4%YoY มูลค่า 31,044.6 ล้านดอลลาร์สหรัฐ เร่งตัวขึ้นจากเดือนก่อนที่ 10.2% และเป็นอัตราการขยายตัวรายเดือนสูงสุดในรอบ 38 เดือน นับตั้งแต่มีนาคม 2022 โดยได้รับแรงหนุนหลักจากการชะลอมาตรการภาษีนำเข้าของสหรัฐฯ เป็นเวลา 90 วัน ทำให้เกิดการเร่งสั่งซื้อสินค้าอิเล็กทรอนิกส์ โดยเฉพาะเครื่องคอมพิวเตอร์และอุปกรณ์ (+104.0%YoY) แผงวงจรไฟฟ้า (+41.4%YoY) และเครื่องจักรกล (+34.8%YoY)

การนำเข้าขยายตัว 18.0%YoY ต่อเนื่องเป็นเดือนที่ 12 โดยเฉพาะสินค้าทุน (+41.1%) และวัตถุดิบกึ่งสำเร็จรูป (+19.3%) ซึ่งอาจสะท้อนการที่จีนเปลี่ยนเส้นทางการค้าผ่านไทยเพื่อหลีกเลี่ยงกำแพงภาษีของสหรัฐฯ ส่งผลให้ดุลการค้าไทยเกินดุล 1,116.4 ล้านดอลลาร์สหรัฐ

แม้ภาพรวมยังเติบโตแข็งแกร่งสามารถโตในระดับเลขสองหลัก แต่เห็นสัญญาณว่าแรงหนุนชั่วคราวจากการเร่งส่งออกก่อนมาตรการภาษีใหม่ของสหรัฐฯ (เลื่อนถึง 9 กรกฎาคม) อาจเริ่มผ่อนแรงลง ขณะเดียวกันสินค้าไทยบางประเภทกำลังเผชิญแรงกดดันจากปัญหาโครงสร้างอุปสงค์โลกและจากอัตราภาษีของไทยที่สูงกว่าประเทศคู่ค้าอื่นๆ ของสหรัฐฯ

ด้านวิกฤติคลิปเสียงเกิดขึ้นเมื่อวันที่ 18 มิถุนายน 2025 เมื่อสมเด็จฮุนเซนเผยแพร่การบันทึกเสียงการสนทนาส่วนตัวกับนายกฯแพทองธาร ในประเด็นด้านการทหาร รวมถึงมีการเจรจาเรื่องการเปิดด่านชายแดนไทย-กัมพูชา ซึ่งสร้างแรงสะเทือนรุนแรงต่อการเมืองไทยและนำไปสู่การเรียกร้องให้ยุบสภา

การตัดสินใจของพรรคภูมิใจไทยที่จะลาออกจากรัฐบาลกลางวิกฤตคลิปเสียงนี้ ส่งสัญญาณความไม่มั่นคงทางการเมืองที่อาจกระทบเศรษฐกิจไทยในหลายมิติ การสูญเสียพันธมิตรสำคัญทำให้รัฐบาลต้องเผชิญความท้าทายในการผลักดันนโยบายเศรษฐกิจที่สำคัญ โดยเฉพาะการผ่านงบประมาณ 2569 ซึ่งหากล่าช้าอาจทำให้ GDP โต 0.5% น้อยลงจากแผน

แม้วิกฤติคลิปเสียงดังกล่าวจะสร้างแรงกดดันทางการเมืองอย่างมาก แต่การวิเคราะห์เชิงคณิตศาสตร์การเมืองชี้ให้เห็นว่าการล้มรัฐบาลผ่านกลไกรัฐสภาไม่น่าจะเกิดขึ้น รัฐบาลปัจจุบันยังคงฐานเสียงที่แข็งแกร่งหากไม่รวมพรรคภูมิใจไทย โดยมีเสียงประมาณ 261 เสียงจาก 500 เสียง ซึ่งมากกว่าครึ่งประมาณ 10 เสียง

จึงมองว่า รัฐบาลมีทางเลือกสุดท้ายในมือคืออำนาจการยุบสภา โดยประเมินความน่าจะเป็นแบ่งออกเป็น 3 สถานการณ์หลัก ได้แก่ การยุบสภาทันที (ความเป็นไปได้ต่ำ) การปรับคณะรัฐมนตรีและรอให้ พรบ.งบประมาณ 2569 ผ่านก่อน (30 กันยายน) จึงค่อยยุบ (ทางเลือกที่เป็นไปได้มากที่สุด) และสถานการณ์อื่นๆ เช่น ไม่ยุบสภาและบริหารราชการแบบปกติ (ความเป็นไปได้ปานกลาง)

หากมีการยุบสภาก่อนที่พระราชบัญญัติงบประมาณ 2569 จะผ่านสภาในเดือนกันยายน 2568 จะส่งผลกระทบต่อเศรษฐกิจอย่างมีนัยสำคัญ โดยอาจทำให้เศรษฐกิจชะลอตัวลงประมาณ 0.5 percentage point ต่อปีเหลือประมาณ 1% ทั้งในปี 2568 และ 2569 จากกระบวนการงบประมาณที่ล่าช้า ในทางตรงกันข้าม หากยุบสภาหลังจากงบประมาณผ่านแล้ว (ตุลาคมเป็นต้นไป) ผลกระทบจะลดลงเหลือประมาณ 0.3 percentage point

INVX ปรับประมาณการเศรษฐกิจไทยเป็น 2 สถานการณ์ ในกรณีฐาน (โอกาส 60%) GDP ไทยจะขยายตัว 1.4% โดยการส่งออกหดตัว -3.0% และมีความเสี่ยงเข้าสู่ภาวะถดถอยเชิงเทคนิคในครึ่งหลังปี ส่วนกรณีดี (โอกาส 40%) หากการเจรจากับสหรัฐฯ ประสบความสำเร็จและสถานการณ์โลกดีขึ้น GDP ไทยอาจขยายตัวได้ 1.7% โดยการส่งออกจะหดตัวเพียง -0.5% แทนที่จะเป็น -3.0%

เรามองว่า สถานการณ์การค้าโลกที่ผ่อนคลายให้โอกาสแก่ไทย แต่ความไม่แน่นอนทางการเมืองภายในกลับสร้างความท้าทายใหม่ต่อการบริหารเศรษฐกิจ การตัดสินใจของพรรคภูมิใจไทยที่ลาออกจากรัฐบาลทำให้เสถียรภาพการเมืองมีความไม่แน่นอนเพิ่มขึ้น ซึ่งอาจส่งผลกระทบต่อความเชื่อมั่นของนักลงทุนและการดำเนินนโยบายเศรษฐกิจที่สำคัญ

ในระยะสั้น ตลาดหุ้นไทยอาจมีความผันผวนจากปัจจัยการเมือง โดยประเมิน downside ของ SET มีโอกาสลงไปทดสอบบริเวณ 1080/1056 จุด อย่างไรก็ดี SET ที่บริเวณต่ำกว่า 1100 จุด คิดเป็น PER ปี 2568 ต่ำกว่า 12 เท่า เป็นจุดที่เหมาะสมในการทยอยซื้อสะสมสำหรับนักลงทุนระยะกลาง-ยาว

สำหรับนักลงทุน ควรติดตามพัฒนาการทางการเมืองใกล้ชิด รวมถึงความคืบหน้าของการเจรจากับสหรัฐฯ และการผ่านงบประมาณ 2569 ที่จะเป็นปัจจัยสำคัญต่อทิศทางเศรษฐกิจไทยในช่วงที่เหลือของปี

ขอให้นักลงทุนโชคดี

อ่านข่าวหุ้น และการลงทุน กับ Thairath Money ได้ที่
https://www.thairath.co.th/money/investment

ติดตามเพจ Facebook : Thairath Money ได้ที่ลิงก์นี้
https://www.facebook.com/ThairathMoney

อ่านข่าวต้นฉบับได้ที่ : การค้าโลกเริ่มผ่อนคลาย การเมืองไทยเริ่มแผดเผา

ข่าวอื่นที่เกี่ยวข้อง

ตามข่าวก่อนใครได้ที่
- Website : Thairath Money
- LINE Official : Thairath

ดูข่าวต้นฉบับ
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...