โปรดอัพเดตเบราว์เซอร์

เบราว์เซอร์ที่คุณใช้เป็นเวอร์ชันเก่าซึ่งไม่สามารถใช้บริการของเราได้ เราขอแนะนำให้อัพเดตเบราว์เซอร์เพื่อการใช้งานที่ดีที่สุด

พายุภาษีตั้งเค้า ไทยเราจะกระทบแค่ไหน? ธปท. เตือนกำแพงภาษีทรัมป์จะกลับมามีผล 8 ก.ค. 68 ระวังยอดส่งออกลดใน 5 อุตสาหกรรมหลัก | The Structure

The Structure

อัพเดต 22 มิ.ย. 2568 เวลา 14.01 น. • เผยแพร่ 22 มิ.ย. 2568 เวลา 07.01 น. • The Structure

ธนาคารแห่งประเทศไทย (ธปท.) เผยแพร่รายงานเรื่อง “พายุภาษีตั้งเค้า ไทยเราจะกระทบแค่ไหน?” ซึ่งมีเนื้อหาสำคัญว่า เศรษฐกิจโลกกำลังเผชิญกับสถานการณ์ที่ไม่แน่นอนจากการที่ประธานาธิบดีโดนัลด์ ทรัมป์ ส่งสัญญาณขึ้นภาษีนำเข้าสินค้าไปยังสหรัฐฯ แม้จะมีการเลื่อนกำหนดออกไปและมีการทักท้วงจากศาลการค้าสหรัฐฯ แต่ความไม่แน่นอนยังคงอยู่ ซึ่งสร้างความวิตกไปทั่วโลก

ทั้งนี้การผ่อนผันมาตรการภาษีตอบโต้ซึ่งมีกำหนด 90 วันนั้น จะครบกำหนดในวันที่ 8 ก.ค. 2568 นี้ ส่วนคำสั่งศาลนั้น เป็นการระงับไว้ชั่วคราว ทำให้มาตรการภาษีของทรัมป์ยังมีผลต่อไป ซึ่งถ้ามีประเทศใหญ่ ๆ ลุกขึ้นมาตอบโต้ ก็ยิ่งจะทำให้บริบทการค้าโลกเต็มไปด้วยความคลุมเครือ และไม่แน่นอน จึงต้องติดตามอย่างใกล้ชิด

ส่วนผลกระทบที่จะเกิดขึ้นกับไทยนั้น ทำให้ไทยได้รับผลกระทบทั้งทางตรงและทางอ้อม โดยในทางตรงนั้น จะส่งผลให้การส่งออกลดลง เนื่องจาก สหรัฐฯ เป็นตลาดส่งออกอันดับ 1 ของไทย การขึ้นภาษีนำเข้าขั้นต่ำและภาษีรายหมวดจะส่งผลให้ราคาสินค้าไทยที่ส่งออกไปสหรัฐฯ สูงขึ้น โดยเฉพาะ 5 อุตสาหกรรมหลัก ได้แก่ อาหารแปรรูป เครื่องใช้ไฟฟ้า เครื่องจักรอุปกรณ์ อิเล็กทรอนิกส์ และชิ้นส่วนยานยนต์และยางล้อ

ส่วนทางอ้อมนั้น คู่ค้าสำคัญของไทย เช่น จีนและอาเซียน จะส่งออกสินค้าไปสหรัฐฯ ได้น้อยลง ทำให้ความต้องการวัตถุดิบและสินค้าขั้นกลางจากไทยลดลงตามไปด้วย เช่น ยางและผลิตภัณฑ์ยาง และชิ้นส่วนเครื่องใช้ไฟฟ้า

และเมื่อประเทศต่างๆ ส่งออกไปสหรัฐฯ ได้น้อยลง สินค้าเหล่านั้นมีแนวโน้มที่จะทะลักเข้ามาแข่งขันในตลาดไทยและตลาดส่งออกอื่นๆ โดยเฉพาะในอาเซียน ทำให้สินค้าไทยบางประเภท เช่น น้ำตาล ไก่แช่แข็ง บุหรี่ รถกระบะและชิ้นส่วน เครื่องยนต์ เครื่องจักรและอุปกรณ์ ต้องเผชิญกับการแข่งขันที่รุนแรงขึ้น

ในขณะที่กลุ่มผู้ผลิตที่เป็น SMEs โดยเฉพาะในอุตสาหกรรมสิ่งทอและเครื่องนุ่งห่ม เฟอร์นิเจอร์ และเครื่องใช้ไฟฟ้า มีความเสี่ยงสูงที่จะได้รับผลกระทบจากการแข่งขันที่รุนแรงขึ้น รวมถึงสินค้าวัตถุดิบและสินค้าขั้นกลางอย่างโลหะและโลหะประดิษฐ์ ปิโตรเคมีและพลาสติก

ธปท. แนะนำให้ไทยออกมาตรการทั้งในระยะสั้นและระยะยาว เพื่อเพิ่มประสิทธิภาพและลดต้นทุนการผลิตเพื่อแก้ปัญหาเชิงโครงสร้างที่มีอยู่แล้ว อาทิ การเร่งขยายตลาดและเจรจา FTA กับคู่ค้าใหม่ การให้สิทธิประโยชน์ด้านการลงทุนเพิ่มเติมแก่ผู้ส่งออกที่เสี่ยงต่อการย้ายฐานการผลิต (โดยเฉพาะกลุ่มที่มีมูลค่าเพิ่มสูงต่อเศรษฐกิจไทย)

การช่วยเหลือด้านการปรับตัวเพื่อสร้างมูลค่าเพิ่มและหาตลาดใหม่ให้กับผู้ผลิตที่เป็น SMEs และการบังคับใช้มาตรการเชิงป้องกันอย่างเข้มงวด เช่น การตรวจสอบมาตรฐานสินค้า การตรวจสินค้าผ่านด่าน และการป้องกันการสวมสิทธิสินค้าเพื่อใช้ไทยเป็นทางผ่านในการส่งออก ซึ่งจะช่วยประคับประคองการปรับตัวของธุรกิจได้บ้าง

สำหรับมาตรการทางการเงินเพื่อช่วยบรรเทาผลกระทบจากนโยบายการค้าและสนับสนุนการปรับตัวของภาคธุรกิจ ภาครัฐมีทั้งมาตรการสินเชื่อดอกเบี้ยต่ำและการค้ำประกันสินเชื่อ อีกทั้งยังคงเดินหน้าปรับโครงสร้างหนี้เพื่อชะลอหนี้เสียต่อเนื่อง

ตลอดจนผลักดันการจัดตั้งสถาบันค้ำประกันเครดิตแห่งชาติ หรือ NaCGA เพื่อให้เป็นกลไกค้ำประกันเครดิตให้ครอบคลุมยิ่งขึ้น และหวังว่าจะดำเนินการได้ทันการณ์เพื่อช่วยให้ธุรกิจเข้าถึงสินเชื่อในการปรับตัวและรองรับผลกระทบจากนโยบายการค้าโลก

#TheStructure

#TheStructureNews

#ธนาคารแห่งประเทศไทย #ส่งออก #สหรัฐ

ดูข่าวต้นฉบับ
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...