โปรดอัพเดตเบราว์เซอร์

เบราว์เซอร์ที่คุณใช้เป็นเวอร์ชันเก่าซึ่งไม่สามารถใช้บริการของเราได้ เราขอแนะนำให้อัพเดตเบราว์เซอร์เพื่อการใช้งานที่ดีที่สุด

สุขภาพ

Pathological Liar: โกหกจนเป็นนิสัย จริง ๆ แล้วอาจมาจากโรค

BT Beartai

อัพเดต 11 ก.ย 2567 เวลา 09.24 น. • เผยแพร่ 10 ก.ย 2567 เวลา 11.05 น.
Pathological Liar: โกหกจนเป็นนิสัย จริง ๆ แล้วอาจมาจากโรค

เคยรู้สึกสงสัยไหมว่า ทำไมบางคนถึงโกหกบ่อยจนน่าตกใจ ? บางทีอาจไม่ใช่แค่การพูดเกินจริงเล็กน้อย แต่เป็นการสร้างเรื่องราวที่ไม่เคยเกิดขึ้นเลยด้วยซ้ำ จนกลายเป็นนิสัยที่ยากจะหยุดได้ พฤติกรรมแบบนี้เรียกว่า Pathological Liar หรือ“การโกหกจนเป็นโรค” หรือที่เราคุ้นเคยกันในชื่อว่า “โรคหลอกตัวเอง” ซึ่งส่งผลกระทบต่อทั้งตัวผู้โกหกเองและคนรอบข้างเป็นอย่างมาก

โกหกแบบไหนคือ Pathological Liar ?

Pathological Liar หมายถึง บุคคลที่มีความต้องการโกหกอย่างต่อเนื่อง โดยไม่มีเหตุผลที่ชัดเจน พวกเขาอาจโกหกเรื่องเล็กน้อยไปจนถึงเรื่องใหญ่โต เพื่อสร้างภาพลักษณ์ที่ดีให้ตัวเอง หลีกเลี่ยงปัญหา หรือเพียงแค่สนุกกับการสร้างเรื่องราวเท่านั้น พฤติกรรมนี้แตกต่างจากการโกหกทั่วไปตรงที่ผู้ป่วยมักไม่สามารถควบคุมตัวเองได้ และมักจะโกหกซ้ำ ๆ แม้จะรู้ว่าผิด

ทำไมถึงติดนิสัยโกหก ?

สาเหตุที่ทำให้คนกลายเป็น Pathological Liar ยังไม่แน่ชัดนัก แต่มีปัจจัยหลายอย่างที่อาจเกี่ยวข้อง เช่น

  • ปัญหาทางจิต: เช่น โรคบุคลิกภาพบางชนิด โรคซึมเศร้า หรือความวิตกกังวล
  • ประสบการณ์ในวัยเด็ก: การถูกทารุณกรรม การถูกละเลย หรือการเติบโตในครอบครัวที่มีปัญหา อาจทำให้บุคคลพัฒนากลไกการรับมือโดยการโกหก
  • พันธุกรรม: มีการศึกษาบางชิ้นที่ชี้ให้เห็นว่าพันธุกรรมอาจมีส่วนเกี่ยวข้องกับพฤติกรรมการโกหก
  • ความผิดปกติทางสมอง: การศึกษาบางชิ้นพบว่าผู้ป่วย Pathological Liar อาจมีความผิดปกติในสมองส่วนที่เกี่ยวข้องกับการควบคุมพฤติกรรมและการตัดสินใจ
  • กลไกป้องกันตนเอง / ความต้องการยอมรับ: ผู้ป่วยบางรายอาจโกหกเพื่อสร้างภาพลักษณ์ที่ดีให้ตัวเองและได้รับการยอมรับจากผู้อื่น โดยเฉพาะในโลกไซเบอร์และสังคมออนไลน์ ที่บางคนติดการแต่งภาพ แต่งรูป หรือแต่งเรื่อง จนติดเป็นนิสัยและคิดว่านี่คือเรื่องจริง

ลักษณะสำคัญของ Pathological Liar

  • โกหกบ่อยครั้ง: เป็นลักษณะเด่นที่สุดของผู้ป่วย
  • โกหกเรื่องเล็กน้อย: อาจเริ่มจากเรื่องไม่สำคัญ แล้วค่อย ๆ พัฒนาไปสู่เรื่องที่ใหญ่ขึ้น
  • สร้างเรื่องราว: ประดิษฐ์เรื่องราวที่ไม่เคยเกิดขึ้นจริง
  • ยากที่จะหยุด: แม้จะพยายามแต่ก็ไม่สามารถหยุดการโกหกได้
  • ไม่รู้สึกผิด: บางครั้งผู้ป่วยอาจไม่รู้สึกผิดหรือละอายใจกับการกระทำของตัวเอง

ผลกระทบของ Pathological Liar

การโกหกจนเป็นโรคส่งผลกระทบต่อชีวิตประจำวันของผู้ป่วยและคนรอบข้างอย่างมาก เช่น

  • ความสัมพันธ์: การโกหกทำลายความไว้วางใจ ทำให้ความสัมพันธ์กับคนรอบข้างเสียหาย
  • การทำงาน: อาจส่งผลต่อการทำงานและชื่อเสียง
  • ผิดกฎหมาย: การโกหกในบางสถานการณ์อาจนำไปสู่ปัญหาทางกฎหมายได้
  • สุขภาพจิต: การโกหกซ้ำ ๆ และต้องคอยจดจำและรักษาคำโกหกไว้ตลอดเวลา ทำให้เกิดความเครียดและวิตกกังวลสูง

วิธีรับมือกับ Pathological Liar

การรับมือกับคนที่เป็น Pathological Liar ไม่ใช่เรื่องง่าย แต่มีสิ่งที่คุณสามารถทำได้ เช่น

  • ตั้งขอบเขต: กำหนดขอบเขตที่ชัดเจนในการสื่อสารและปฏิสัมพันธ์
  • พูดคุยอย่างเปิดเผย: พูดคุยกับคนที่คุณไว้ใจเกี่ยวกับปัญหาที่เกิดขึ้น
  • ให้กำลังใจ: ให้กำลังใจและสนับสนุนให้พวกเขาเข้ารับการรักษา
  • ดูแลตัวเอง: อย่าลืมดูแลสุขภาพจิตของตัวเองด้วย อย่าลังเลที่จะขอความช่วยเหลือจากผู้เชี่ยวชาญหากรู้สึกว่าไม่สามารถจัดการได้ด้วยตัวเอง

Pathological Liar รักษาได้

การรักษา Pathological Liar มักจะใช้การบำบัดทางจิตวิทยา เช่น การบำบัดพฤติกรรมทางปัญญา (Cognitive Behavioral Therapy: CBT) เพื่อช่วยให้ผู้ป่วยเข้าใจสาเหตุของพฤติกรรม และพัฒนาทักษะในการรับมือกับความรู้สึกและความคิดที่เป็นปัจจัยกระตุ้นให้เกิดการโกหก ในบางกรณี แพทย์อาจพิจารณาใช้ยาเพื่อช่วยควบคุมอาการที่เกี่ยวข้อง เช่น ความวิตกกังวลหรือภาวะซึมเศร้า เป็นต้น

เมื่อ “ความจริง” สำคัญกว่า “คำโกหก”

แม้ Pathological Liar จะเป็นโรคที่ซับซ้อนและส่งผลกระทบร้ายแรงต่อชีวิตของผู้ป่วยและคนรอบข้าง แต่ด้วยความเข้าใจ ความอดทน และการรักษาที่เหมาะสม ก็มีโอกาสที่จะเอาชนะโรคนี้ได้

การตระหนักถึงคุณค่าของความจริงใจและความซื่อสัตย์เป็นก้าวแรกที่สำคัญในการก้าวข้ามพฤติกรรมการโกหก ไม่ว่าคุณจะเป็นผู้ที่กำลังต่อสู้กับ Pathological Liar หรือเป็นคนที่ต้องอยู่ร่วมกับผู้ป่วย จงจำไว้ว่าการเปลี่ยนแปลงเป็นไปได้เสมอ และความจริงใจคือกุญแจสำคัญที่จะนำไปสู่ชีวิตที่มีความสุขและความสัมพันธ์ที่แน่นแฟ้นยิ่งขึ้น

ดูข่าวต้นฉบับ
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...