โปรดอัพเดตเบราว์เซอร์

เบราว์เซอร์ที่คุณใช้เป็นเวอร์ชันเก่าซึ่งไม่สามารถใช้บริการของเราได้ เราขอแนะนำให้อัพเดตเบราว์เซอร์เพื่อการใช้งานที่ดีที่สุด

ทั่วไป

ล่องนาคาวิถี: ศรัทธาพันปีและการเปลี่ยนรูปของความเชื่อพญานาค

The101.world

อัพเดต 14 ต.ค. 2567 เวลา 22.13 น. • เผยแพร่ 14 ต.ค. 2567 เวลา 15.13 น. • The 101 World

1

“เห็นใต้เมฆสีดำตรงนั้นไหม ตรงนั้นแหละที่คล้ายหัวของภูลังกา” พี่น้อย – ไกด์นำทางที่กำลังพาเรามุ่งสู่ถ้ำนาคาชี้ไปทางทิศจังหวัดนครพนม

คำว่า ‘หัว’ ไม่ได้แปลว่ายอดสูงสูดของภูเขา แต่กำลังหมายถึง ‘หัว’ ที่อยู่สุดขอบเขา คล้ายหัวของงูหรือนาคที่ทอดตัวระนาบกับพื้นโลก ไม่ใช่ยืนแนวตั้งเหมือนมนุษย์ ถัดเข้ามาจากหัวคือภูเขาเรียงซ้อนกันตามแนวแม่น้ำโขงซึ่งเป็นลักษณะของภูลังกา – เมื่อเปรียบเทียบเช่นนี้ ย่อมหมายความว่าเรากำลังยืนอยู่บนลำตัวของงูมหึมา

บนหัวของเราไม่มีเพดาน มีเพียงเมฆหนาหนักที่กำลังจะกลายร่างเป็นฝนห่าใหญ่ในไม่กี่นาที เรายืนบนลานหินขรุขระของภูสูงชัน ดอกเทียนป่าสีชมพูผุดขึ้นเป็นกอท่ามกลางสีน้ำตาลทึมของแผ่นหินภูเขา มองเห็นบึงโขงหลงกว้างใหญ่ถูกหมอกคลุมอยู่ด้านล่าง สิ่งนี้คือความหมายของฤดูฝน

ภูลังกาที่เรากำลังยืนอยู่ เป็นที่ตั้งของทั้งถ้ำนาคาและถ้ำนาคี บนเขาฝั่งนี้คือถ้ำนาคาในพื้นที่อำเภอบึงโขงหลง จังหวัดบึงกาฬ ส่วนเขาอีกฝั่งคือที่ตั้งของถ้ำนาคี ในพื้นที่อำเภอบ้านแพง จังหวัดนครพนม

“อยู่บนเขาลูกเดียวกัน แต่อยู่คนละฝั่ง” ไกด์อธิบายให้เข้าใจง่ายขึ้น

ก่อนจะเดินมาถึงตรงนี้ เราเริ่มต้นเส้นทางสู่ถ้ำนาคาจากหน่วยพิทักษ์อุทยานฯ ตรงด้านล่าง ค่อยๆ ไต่บันไดผ่านซอกเขาสูงชัน ลอดตรอกหินที่ปกคลุมด้วยเฟิร์นและมอส จนเดินขึ้นมาสู่ลานภูเขาที่เป็นแผ่นหินขรุขระกว้างใหญ่ เดินต่อไปไม่นานเราก็มาถึงถ้ำนาคา พื้นที่ศักดิ์สิทธิ์ที่เป็นเป้าหมายของเหล่านักท่องเที่ยวสายบุญ

ถ้ำนาคาซ่อนตัวอยู่อย่างเงียบเชียบท่ามกลางอากาศเย็นชื้นของฤดูฝน ตรงบริเวณปากถ้ำ หากมองเผินๆ จะเหมือนก้อนหินสองก้อนใหญ่วางคู่กันจนกลายเป็นประตูถ้ำ แต่เมื่อเดินลึกเข้าไปภายในเส้นทางเล็กแคบ ภาพที่ปรากฏตรงหน้าทำให้ดูเหมือนเรากำลังเดินไล่ไปข้างลำตัวพญานาคที่นอนขดอยู่ รอยแตกบนผิวหินดูคล้ายเกล็ดงูจนน่าขนลุก และเมื่อมีน้ำฝนตกลงมาชโลมพื้นผิวของหินที่โค้งตัว ยิ่งทำให้หินมันเลื่อมเหมือนลำตัวของสิ่งมีชีวิต

ไม่ว่าจะด้วยจินตนาการของมนุษย์หรือสิ่งใด แต่สิ่งนี้ทำให้ตำนานเรื่องพญานาคถูกสาปให้เป็นหินดูสมจริงขึ้นมาทันตาเห็น

ในทางทางธรณีวิทยาเรียกปรากฏการณ์นี้ว่า sun crack คือผิวหน้าของหินแตกเพราะการเปลี่ยนแปลงของอุณหภูมิที่แตกต่างกันในเวลากลางวันและกลางคืน เมื่อหินขยายตัวและหดตัวสลับไปมาก็ทำให้เกิดรอยแตกจนดูคล้ายเกล็ดงูหรือปลา รอยแตกเช่นนี้ปรากฏอยู่บนพื้นผิวหินทั่วภูลังกา – ไม่ว่าจะเป็นเรื่องบังเอิญหรือไม่ บนภูเขากว้างใหญ่นี้มีหินที่มีลักษณะคล้ายหัวงูอยู่ถึงสามจุด นี่จึงเป็นเหตุผลที่ทำให้ถ้ำนาคากลายเป็นแหล่งท่องเที่ยวสำคัญทั้งในเชิงธรรมชาติและการท่องเที่ยวเชิงจิตวิญญาณ

ภูลังกามีตำนานเรื่องเล่าในพื้นที่อยู่อย่างน้อยๆ เจ็ดตำนานด้วยกัน แต่ตำนานที่โด่งดังที่สุดคือเรื่องการล่มเมืองของพญานาค ซึ่งเกิดจากความรักที่ไม่สมหวังระหว่างพญานาคกับมนุษย์ ทำให้เมืองที่เจริญรุ่งเรืองล่มสลาย พระเจ้าอือลือที่รักกับพญานาคถูกพระยานาคราชสาปให้เป็นนาคเพื่อเฝ้าภูลังกาและบึงโขงหลงชั่วนิรันดร์ จนกว่าจะมีเมืองเกิดใหม่ในดินแดนแห่งนี้จึงจะล้างคำสาปได้

ตำนานนี้สอดคล้องกับการเกิดขึ้นของจังหวัดใหม่ของไทยในปี 2554 คือจังหวัดบึงกาฬ ซึ่งแยกตัวออกมาจากหนองคาย ต่อมาเมื่อมีภาพถ่ายของหินรูปงูปรากฏสู่สังคมออนไลน์ ถ้ำนาคาก็เปิดให้นักท่องเที่ยวเข้าชมครั้งแรกเมื่อปี 2563

จากก้อนหินที่ตั้งอยู่บนเขาอย่างเงียบสงบ มีเพียงชาวบ้านและพระธุดงค์ที่เคยเดินผ่าน กลายเป็นสถานที่ลึกลับแห่งใหม่ที่ดึงดูดคนทั่วประเทศไทยให้มาเห็นด้วยตาตัวเองสักครั้ง ผู้คนแห่แหนเข้ามาที่ถ้ำนาคาจนถ้ำแตก การจราจรบนบันไดแดงที่ใช้ไต่ผาติดขัดยิ่งกว่าแยกอโศกในกรุงเทพมหานคร ทุกคนดั้นด้นขึ้นมาถึงที่นี่ แม้ต้องใช้เวลาเดินขึ้นลงเขานานถึง 4-5 ชั่วโมงก็ตาม

“คนที่มาไหว้ที่ถ้ำนาคา ส่วนมากจะขอพรเรื่องการเงิน การงาน และสุขภาพ” พี่น้อยอธิบายระหว่างพาเราเดินลึกเข้าไปในตัวถ้ำ มีหมาสองตัวเดินนำพวกเราอย่างใกล้ชิด

ถ้ำนาคาไม่ได้มีลักษณะปิดทึบ แต่เป็นก้อนหินขนาดใหญ่ตั้งอยู่เคียงกัน มีเวิ้งด้านบนให้แสงส่องถึง เมื่อมีฝนตกลงมา ยิ่งส่งเสริมให้บรรยากาศดูขรึมขลังขึ้นเป็นเท่าตัว เมื่อเดินลึกมาด้านใน เราก็พบหินที่ตั้งเบียดกันจนกลายเป็นทางแคบลึกเข้าไป กลายเป็นช่องแสงเล็กๆ ที่คนเดินผ่านไม่ได้

“ตรงนี้เขาเชื่อว่าเป็นประตูเมืองบังบด” พี่น้อยเล่า “คนในเมืองนี้ไม่พูดปดและเวลาของเขาไม่เท่าโลกมนุษย์ เมื่อโลกมนุษย์ผ่านไปเจ็ดวัน ในเมืองบังบดจะผ่านไปแค่หนึ่งวัน”

เมืองบังบดหรือเมืองลับแล เป็นตำนานเล่าขานที่ถูกพูดถึงมากที่สุดเรื่องหนึ่งในสังคมไทย ซึ่งเมื่อนำความเชื่อนี้มาอยู่ร่วมกับความเชื่อพญานาคในขุนเขาแห่งนี้ ยิ่งทำให้ภูลังกากลายเป็นภูเขาศักดิ์สิทธิ์

ในพื้นที่อุษาคเนย์มีการนับถืองูมานานนับสามพันปีแล้ว ยิ่งเมื่อได้รับอิทธิพลความเชื่อทางศาสนาพราหมณ์-ฮินดูและพุทธศาสนาจากอินเดีย ยิ่งทำให้มีการผสมความคิดความเชื่อเรื่องนาคที่มีมาแต่เดิมเข้าด้วยกัน เมื่อเวลาผันผ่าน ความเชื่อเรื่องนาคก็ยิ่งปรากฏในเรื่องเล่าที่หลากหลาย ทั้งตำนาน มุขปาฐะ นิทาน วรรณคดี ไปจนถึงวรรณกรรม

คนในแถบลุ่มน้ำโขงมีความเชื่อเรื่องพญานาคอย่างเข้มข้น เพราะเชื่อว่าแม่น้ำโขงเป็นที่พำนักของพญานาค ไปจนถึงเชื่อว่าพญานาคจะปกปักรักษาแม่น้ำ ผืนดิน และพระธาตุ เช่น ที่นครพนมและหนองคาย

ไม่ใช่แค่คนในฝั่งขวาแม่น้ำโขงเท่านั้น แต่คนในฝั่งซ้ายแม่น้ำโขง หรือ สปป.ลาวในปัจจุบัน ก็มีความเชื่อเรื่องพญานาคอย่างเข้มข้นเช่นเดียวกัน ทั้งสองฝั่งโขงได้รับอิทธิพลความเชื่อนี้จากอาณาจักรล้านช้าง

ในปัจจุบัน เราจะพบเห็นพญานาคปรากฏตัวทั้งในฐานะนาคที่ปรกพระพุทธรูปในวัด รูปปั้นที่ตั้งตระหง่านอยู่ริมแม่น้ำโขง ซุ้มประตูเมือง เสาไฟบนเกาะกลางถนน ของประดับน้ำพุหน้าบ้าน ล็อกเก็ตบูชา ลายสกรีนบนเสื้อยืด ไปจนถึงภาพหน้าจอในสมาร์ตโฟน – จากเรื่องเล่าที่อยู่ในจินตนาการ พญานาคกลายเป็น ‘วัตถุ’ ที่มีรูปร่างหน้าตาหลากหลาย และถูกให้ความหมายตามแต่ผู้คนจะเลือกหยิบใช้

หากขับรถตระเวนในภาคอีสาน ยิ่งโดยเฉพาะจังหวัดที่อยู่เลียบแม่น้ำโขง เราสามารถนับพญานาคที่ปรากฏในรูปแบบต่างๆ ได้มากกว่าร้อยครั้ง นั่นแสดงให้เห็นถึงความเชื่อที่แนบแน่นเป็นเนื้อเดียวกับผู้คน

ด้วยความเชื่อที่ฝังรากมั่นคงในดินแดนแห่งนี้ และการกระจายความเชื่อเรื่องพญานาคที่ไม่ได้เกิดขึ้นเฉพาะกับคนลุ่มน้ำโขง บวกกับการได้รับการยอมรับว่าเป็นสิ่งศักดิ์สิทธิ์ที่สามารถดลบันดาลเงินทองและความสำเร็จได้ ทำให้การตระเวนเพื่อไหว้พญานาคได้รับความนิยมมากในสังคมไทย จนเกิดเป็นการท่องเที่ยวแบบเฉพาะที่เรียกว่า ‘นาคาวิถี’ เปิดเส้นทางให้คนตามรอยพญานาคเพื่อขอพร – ถ้ำนาคาที่บึงกาฬก็เป็นหนึ่งในเส้นทางนาคาวิถีที่ว่านี้

พี่น้อยเล่าว่ามีคุณตาอายุกว่า 80 ปี ขึ้นมาถึงถ้ำได้สำเร็จเพื่อมาขอพรเรื่องสุขภาพและขอพรให้ลูกหลานเจริญรุ่งเรือง ฉันพูดติดตลกว่าถ้าคนสามารถเดินมาถึงตรงนี้ได้ คงไม่ต้องขอพรเรื่องสุขภาพแล้วกระมัง เพราะถ้าสุขภาพไม่ดี คงขึ้นมาไม่ถึงตรงนี้

พี่น้อยยิ้มรับแล้วบอกว่า “อย่างน้อยๆ ก็ถือเป็นการออกกำลังกายนะ”

อันที่จริง การขึ้นมาบนถ้ำนาคาเกินคำว่าออกกำลังกายไปมาก จริงๆ มันคือการ hiking หรือเดินเท้าในเส้นทางธรรมชาติที่ต้องใช้แรงกายและแรงใจอยู่มากพอสมควร – โดยไม่ต้องให้สิ่งศักดิ์สิทธิ์ช่วยเหลือ หากใครมีความมุมานะมากพอที่จะเดินมาถึงถ้ำนาคา ในระยะทางกว่า 1,500 เมตรที่ต้องไต่ทางเดินสูงชัน นั่นย่อมหมายถึงบุคคลผู้นั้นมีศักยภาพมากพอที่จะทำสิ่งใดให้บรรลุเป้าหมายได้ นั่นมิใช่หมายถึงความสามารถในการทำชีวิตให้ประสบความสำเร็จหรอกหรือ?

กุศโลบายที่แฝงฝังอยู่ในเส้นทางเหล่านี้ กลายเป็นเสน่ห์ของการท่องเที่ยวแบบนาคาวิถีที่มีพญานาคหลากรูปแบบให้ผู้คนเลือกกราบไหว้ตาม ‘กำลังศรัทธา’ ซึ่งกลายเป็นลักษณะเฉพาะที่ส่งเสริมการท่องเที่ยวแบบมูเตลูให้ขยายตัวอย่างรวดเร็วในสังคมไทย

เราใช้เวลาขึ้นลงถ้ำนาคารวมประมาณสี่ชั่วโมง ระหว่างทางลงเจอผู้คนที่เพิ่งขึ้นมาและเหนื่อยหอบอยู่กลางทาง ประโยคให้กำลังใจที่ว่า “อีกนิดเดียวจะถึงแล้ว” ถูกส่งต่อผ่านรอยยิ้ม

พี่น้อยเล่าให้ฟังระหว่างเดินว่าความโด่งดังของถ้ำนาคาทำให้เกิดงานในชุมชนมากขึ้น ไกด์ทั้งหมดเป็นคนในหมู่บ้านรอบๆ ภูลังกา แม้แต่ตัวพี่น้อยเองก็เพิ่งกลับมาจากการทำงานที่กรุงเทพฯ ได้ไม่กี่ปี แล้วเลือกที่จะทำเกษตรและเป็นไกด์ที่บ้านเกิดของตัวเอง

รอบข้างภูลังกาที่สูงตระหง่าน มีโฮมสเตย์และร้านอาหารผุดขึ้นจำนวนมากใกล้ทุ่งนาเขียวขจี ยังไม่นับว่าเกิดอาชีพเล็กๆ น้อยๆ ในพื้นที่ทางขึ้นถ้ำ เช่น คนโบกรถ คนขายอาหารเช้า ไกด์นำเที่ยว ฯลฯ

ถ้ำนาคากลายเป็นแหล่งท่องเที่ยวที่ดึงดูดผู้คนเข้ามาจำนวนมหาศาล – คงไม่ผิดนักถ้าจะบอกว่า พญานาคดลบันดาลให้เกิดขึ้น

2

เราร่ำลากับพี่น้อยหน้าศาลพ่อปู่ตรงทางขึ้นเขา ฝนที่ตกลงมาในตอนเช้ากลายเป็นฟ้าสีหม่นในตอนสาย ความเจ็บปวดกำลังบุกกล้ามเนื้อต้นขาอย่างรุนแรงจากการเดินขึ้นเขา แต่เส้นทาง ‘นาคาวิถี’ ของเราเพิ่งเริ่มต้น

จากบึงกาฬ เราขับรถเลียบโขงต่อไปที่นครพนม จังหวัดริมโขงที่อยู่ห่างออกไป 120 กิโลเมตร เป้าหมายของพวกเราคือพญาศรีสัตตนาคราช พญานาคทองเหลืองที่ใหญ่ที่สุดในภาคอีสาน แลนด์มาร์กริมโขงของนครพนมที่นักท่องเที่ยวจากทั่วสารทิศตั้งใจมากราบไหว้

เราไปถึงลานพญาศรีสัตตนาคราชในตอนบ่าย อากาศยังมืดครึ้ม พญานาคสีทองอร่ามตั้งหันหน้าออกสู่แม่น้ำโขงไปทางทิศตะวันออกเฉียงเหนือ มีผู้คนไหว้อยู่ประปราย อีกฝั่งของแม่น้ำคือเมืองท่าแขกของลาว แม่น้ำโขงไหลแรงจากคลื่นลมของฤดูฝน แผ่นน้ำกว้างใหญ่มองได้ไกลสุดสายตา – คงไม่ใช่เรื่องแปลกหากมนุษย์จะจินตนาการว่าใต้ผืนน้ำแห่งนี้มีพญานาคอาศัยอยู่ในวังบาดาล

จากฟ้าที่อึมครึมกลายเป็นฝนที่พรำในตอนบ่าย คนที่มาไหว้พญาศรีสัตตนาคราชเริ่มบางตา ที่นี่มีความเชื่อว่าพญาศรีสัตตนาคราชเป็นกษัตริย์แห่งพญานาคแม่น้ำโขงด้านฝั่งลาว มีเศียรเจ็ดเศียร เป็นตระกูลพญานาคที่มีมาแต่ครั้งพุทธกาล มีความใกล้ชิดพระพุทธองค์และพระพุทธศาสนา รวมถึงเป็นต้นสายพันธุ์ของพญานาคมุจลินท์นาคราชที่แผ่พังพานเจ็ดเศียรปกป้องพระพุทธเจ้า จนกลายเป็นพระพุทธรูปปางนาคปรกที่เราเห็นจนคุ้นตา

นอกจากเป็นผู้ปกปักแม่น้ำแล้ว พญานาคยังถูกกล่าวขานว่าเป็นผู้พิทักษ์พุทธศาสนา การนับถือพญานาคในอีกนัยหนึ่งจึงไม่ใช่แค่การนับถือสัตว์วิเศษในตำนาน แต่เป็นการนับถือสิ่งศักดิ์สิทธิ์ที่เชื่อมโยงกับศาสนาพุทธด้วย

เมื่อพระอาทิตย์ตกดิน แสงสว่างจากหลอดไฟก็ทำให้พญานาคส่องประกายเคียงข้างแม่น้ำโขงที่มืดทะมึน

เช้าวันรุ่งขึ้น เรามีนัดกับอาจารย์ผู้ศึกษาเรื่อง ‘การนิยามความหมายใหม่ของความเชื่อเรื่องนาค’ ที่ร้านกาแฟตรงลานพญาศรีสัตตนาคราช พื้นที่แห่งนี้กลายเป็นศูนย์กลางของนครพนม โรงแรมตรงหัวมุมถูกจับจองเต็มทุกวันเสาร์-อาทิตย์ รวมถึงโรงแรมอื่นๆ ทั่วนครพนมที่สายโทรศัพท์ร้อนทุกช่วงวันหยุด เมื่อ ‘ทริปสายมู’ ได้รับความนิยมอย่างสูงในจังหวัด และยิ่งพุ่งสูงขึ้นทุกวันที่ 7 เดือน 7 ที่นครพนมจะมีพิธีบวงสรวงสรวงพญานาค กลายเป็นอีเวนต์ใหญ่ประจำปีที่ดึงดูดผู้คนจำนวนมากมาที่นี่

ร้านกาแฟมีผนังเป็นกระจกใส ทำให้มองออกไปเห็นพญาศรีสัตตนาคราชและแม่น้ำโขงชัดถนัดตา ฝนพรำลงมาตั้งแต่เช้า แต่ก็ไม่ใช่อุปสรรคสำหรับคนที่จะมารำบูชาพญานาค เมื่อผ้าสีขาวกำลังถูกวางตรึงบนโต๊ะบูชา พานบายศรีถูกจัดวางหน้ารูปปั้นพญานาค กลุ่มนางรำกำลังเตรียมตัวเพื่อเข้าร่วมพิธี

ดร.ปุณณฑรีย์ เจียวิริยบุญญา เปิดประตูเข้ามาในร้านตอนที่กาแฟถ้วยแรกมาเสิร์ฟพอดี ดร.ปุณณฑรีย์เป็นอาจารย์ประจำสาขาวิชาสังคมวิทยาและมานุษยวิทยา คณะศิลปศาสตร์และวิทยาศาสตร์ มหาวิทยาลัยนครพนม มีความเชี่ยวชาญเรื่องมานุษยวิทยาศาสนาและสังคมวัฒนธรรมในประเทศอาเซียนและกลุ่มประเทศอนุภูมิภาคลุ่มน้ำโขง ทั้งยังเป็นลูกหลานนครพนมโดยแท้ เธอเติบโตมากับแม่น้ำโขงและความเชื่อเรื่องพญานาค

“ตามความเชื่อของชาวอีสาน แม่น้ำโขงคือที่พำนักของพญานาค เขาบอกว่าเวลาได้กลิ่นแม่น้ำโขง เหมือนได้กลิ่นของบุพการี” ดร.ปุณณฑรีย์เริ่มต้นบทสนทนาเรื่องความเชื่อพญานาค ก่อนจะขยายความต่อว่า

“เวลาที่สมาชิกในครอบครัวเสียชีวิต ส่วนใหญ่ชาวอีสานและรวมถึงคนนครพนมนิยมนำอัฐิไปลอยอังคารที่กลางแม่น้ำโขง โดยขอให้พระแม่คงคาและองค์พญานาคช่วยปกปักรักษาคุ้มครองญาติพี่น้องเราที่เสียชีวิต ดังนั้นเราจึงมีความรู้สึกว่าแม่น้ำโขงคือสายน้ำที่มีบุญคุณกับเรา แล้วการที่โขงเป็นที่พำนักของพญานาค ทำให้เราไม่กล้าทำอะไรไม่ดีกับแม่น้ำโขง”

ดร.ปุณณฑรีย์ เจียวิริยบุญญา คณะศิลปศาสตร์และวิทยาศาสตร์ มหาวิทยาลัยนครพนม

จากความเชื่อเมื่อหลายพันปีก่อนว่าพญานาคคอยปกปักดูแลแม่น้ำและอุปถัมภ์ศาสนาพุทธ ขยายสู่การเป็นส่วนหนึ่งของวิถีชีวิตคนริมโขง จนกระทั่งกลายเป็นภาพแทนของความมั่งคั่งที่ผู้คนแห่แหนกันมากราบไหว้ การเกิดขึ้นของลานพญาศรีสัตตนาคราชทำให้เกิดงานและความคึกคักให้ธุรกิจในนครพนม จากจังหวัดเล็กๆ เงียบสงบริมโขง กลายเป็นปลายทางการท่องเที่ยวแห่งใหม่ที่มีการท่องเที่ยวเชิงมูเตลูเป็นส่วนสำคัญ

‘เศรษฐกิจมูเตลู’ เกิดขึ้นจากความเชื่อสิ่งศักดิ์สิทธิ์ของคนไทย ซึ่งมีส่วนผสมทั้งความเชื่อจากพุทธ พราหมณ์ และผี กลายเป็นกระแสคลั่งไคล้เครื่องรางของขลัง ไปจนถึงการตระเวนกราบไหว้บูชาสิ่งศักดิ์สิทธิ์หลากหลายรูปแบบ พญานาคเองก็เป็นหนึ่งในสิ่งที่คนไทยไหว้ขอพรมากที่สุดอย่างหนึ่ง โดยเฉพาะเรื่องของเงินทองและหน้าที่การงาน

หากกล่าวเฉพาะความนิยมกราบไหว้พญานาค ดร.ปุณณฑรีย์อธิบายว่าน่าจะเกิดปรากฏการณ์นี้อย่างเข้มข้นในยุคหลังวิกฤตต้มยำกุ้งปี 2540

“หลังจากวิกฤต 2540 หลายคนประสบปัญหาในเรื่องของสถานภาพทางการเงิน หลายคนติดหนี้ หลายคนวิกฤต ซึ่งส่งผลต่อความกังวลใจในการใช้ชีวิตประจำวันมาก นั่นก็เป็นส่วนหนึ่งที่ทำให้คนไทยรวมถึงคนอีสานหันกลับมามองสิ่งที่ตัวเองมีอยู่แล้ว คือการนับถือบูชาพญานาค”

ในปัจจุบัน ผู้คนในสังคมไทยก็ยังต้องดิ้นรนในระบบทุนนิยม หลายคนฟื้นตัวได้จากวิกฤตปี 2540 หลายคนเติบโตจากเด็กเป็นผู้ใหญ่ในยุคสมัยที่การเมืองและเศรษฐกิจผันผวนตลอดสิบปีที่ผ่านมา และหลายคนก็ไม่เคยหลุดพ้นจากความยากจนได้เลย เมื่อหนทางสู่ความมั่นคงในชีวิตไม่แน่นอนพอ การหันหน้าเข้าหาสิ่งศักดิ์สิทธิ์จึงเป็นหนึ่งในทางเลือกของชีวิตคน

“กระแสทุนนิยมทำให้พวกเราต้องปรับตัวเข้าสู่การสร้างรายได้และการหาอาชีพที่มั่นคง แต่การดูแลจากสถาบันหลักทางสังคมอาจมาไม่ถึงเรา อาจเข้าไม่ถึงคนเล็กคนน้อยที่อยู่ในภาคอีสานและภาคอื่นๆ ในประเทศไทย ทำให้เราจำเป็นต้องแสวงหาความเชื่อ อยากให้คิดว่านี่คือทางเลือกและช่องทางในการเติมเต็มความรู้สึกที่เราต้องการสิ่งยึดเหนี่ยว เวลาเราเจอวิกฤต บางทีไม่มีอะไรเป็นหลักยึดให้ชีวิตเราได้เลย การนับถือบูชาพญานาคสำหรับบางคนอาจจะเป็นทางเลือกเดียวของเขาก็ได้” ดร.ปุณณฑรีย์อธิบายถึงปรากฏการณ์การบูชาพญานาคในสังคมไทย

ระหว่างพูดคุย เสียงสวดตรงพิธีบวงสรวงพญานาคก็ดังขึ้นเรื่อยๆ เราตัดสินใจเดินข้ามถนนมาดูพิธีที่ลานพญาศรีสัตตนาคราชด้วยกัน

“การนับถือบูชาพญานาคทุกวันนี้ ทุกคนเข้าถึงได้ ไม่ได้ถูกจำกัดเพียงแค่ในขอบเขตของวัดในศาสนาพุทธเพียงอย่างเดียว อย่างในนครพนม เรามีลานพญาศรีสัตตนาคราชที่อยู่ริมฝั่งแม่น้ำโขง เป็นพื้นที่เปิด ทุกคนที่ขับรถผ่านก็ไหว้ได้ ซึ่งก็แตกต่างจากถ้ำนาคาถ้ำนาคีที่เป็นแนวผจญภัย มีมิติของการปีนเขา ต้องใช้ความพยายามเพื่อไปถึงองค์ปู่พญานาค” ดร.ปุณณฑรีย์เล่าระหว่างเดินข้ามทางม้าลาย พร้อมชี้ชวนให้ดูลานพญาศรีสัตตนาคราชที่ไม่มีรั้วและเปิด 24 ชั่วโมง

ภาพเหล่านี้สะท้อนพลวัตของวัฒนธรรมพญานาคที่ขยายตัวจาก ‘วัฒนธรรมหลวง’ ของชนชั้นนำจนกลายเป็นมาเป็น ‘วัฒนธรรมราษฎร์’ ที่ทุกคนสามารถเข้าถึงได้ ทำให้เกิดการกระจายตัวของการเคารพบูชาอย่างรวดเร็ว

“การปรากฏตัวของนาคในอดีต ประการแรกจะถูกเล่าในฐานะที่เป็นเรื่องเล่าของชนชั้นนำ เป็นเทพเจ้าของความศักดิ์สิทธิ์ที่มีความสัมพันธ์อย่างใกล้ชิดกับชนชั้นนำ ประการต่อมา พิธีกรรมต่างๆ ที่เกี่ยวข้องกับนาคก็มักจะถูกเชื่อมโยงไปกับพระพุทธศาสนา แล้วเราก็อาจจะมองว่าศาสนาพุทธเป็นศาสนากระแสหลัก ได้รับการยอมรับในระดับสากล แต่ในทุกวันนี้ เราจะเห็นว่าทุกคนเข้าถึงการนับถือบูชาพญานาคได้ แล้วไม่ถูกจำกัดเพียงแค่ในขอบเขตของวัดในศาสนาพุทธเพียงอย่างเดียว” ดร.ปุณณฑรีย์ ขยายความ

ฝนที่โปรยเม็ดลงมาไม่สามารถทัดทานพิธีรำบูชาพญานาคที่กำลังจะเกิดขึ้น ผู้คนสวมชุดขาวยกมือไหว้พร้อมกล่าวคำขอพรจากเจ้าปู่ ผู้หญิงที่อยู่แถวหน้าคนหนึ่งถึงกับเสียงสั่นคล้ายไม่เป็นตัวเอง ระหว่างกำลังสวดขอพร

ภาวะคล้ายไม่เป็นตัวเองเมื่ออยู่ต่อหน้าพญานาคเคยเกิดขึ้นอยู่บ่อยครั้งกับหลายคน บ้างก็ว่าเป็นพลังจากพ่อปู่พญานาค บ้างก็ว่าเป็นพลังธรรมชาติจากแม่น้ำโขง บ้างก็ว่าเมื่อคนอยู่ในช่วงจิตใจอ่อนแอ การได้สวดมนต์จึงคล้ายการปลดล็อกความรู้สึกในหัวใจ แต่ไม่ว่าจะด้วยเหตุผลใด ลานพญาศรีสัตตนาคราชที่นครพนมก็กลายเป็นแหล่งรวมผู้คนทั้งในทางจิตใจและทางกายภาพ

เมื่อมีพิธีกรรมเกิดขึ้น ส่งผลให้บรรยากาศโดยรอบคึกคักขึ้นมา มีคนมาซื้อของที่ร้านขายเครื่องรางและของที่ระลึกจากพญานาคอยู่เรื่อยๆ ซึ่งหากมองในเชิงรูปธรรม พิธีกรรมและความเชื่อเหล่านี้สามารถ ‘ดลบันดาล’ ให้ผู้คนมีอาชีพที่หลากหลายมากขึ้น ดร.ปุณณฑรีย์ขยายประเด็นว่าความเชื่อเหล่านี้สามารถพัฒนาไปได้ไกลกว่าที่เห็น

“ความเชื่อด้านมูเตลูนำมาซึ่งมิติเชิงบวกและเชิงลบ ถ้ามองในเชิงบวก ไม่รู้กี่คนแล้วที่เข้ามามีโอกาสในการเป็นผู้ประกอบการที่เกี่ยวข้องกับการท่องเที่ยวเชิงนาคาวิถี การขายเครื่องราง การขายเสื้อยืดสกรีนรูปพญานาค การรับจัดพิธีบวงสรวง การเป็นนางรำ รับจ้างรำแก้บน อีกหลายอาชีพเกิดขึ้นจากความเชื่อเรื่องพญานาคความเชื่อเดียว มวลรวมทางเศรษฐกิจของเศรษฐกิจสายมูมีมูลค่ามหาศาล และอาจสร้างผลกระทบให้จีดีพีของประเทศด้วยซ้ำ”

เมื่อมองที่ตัวเลข ในปี 2562 กระทรวงพาณิชย์เปิดเผยว่า การท่องเที่ยวเชิงแสวงบุญสร้างมูลค่าสูงถึง 1.08 หมื่นล้านบาท และในปี 2566-2567 ไทยพยายามผลักดันการท่องเที่ยวสายมูเตลูให้โตถึง 1.5 หมื่นล้านบาท ซึ่งนับว่าเป็นการใช้ ‘การบูชาความมั่งคั่ง’ ไปสู่ ‘ความมั่งคั่ง’ ได้อย่างแท้จริง

แน่นอนว่าต้องมีเรื่องที่ต้องจัดการให้เป็นระบบอีกมาก ไม่ว่าจะเรื่องรายได้ที่ควรจะถึงมือคนในชุมชนอย่างทั่วถึง ไปจนถึงความยั่งยืนในการใช้ทรัพยากรธรรมชาติและการจัดการขยะที่มาจากการไหว้ขอพร หรือที่เรียกว่า ‘ขยะศักดิ์สิทธิ์’

“เรื่องความยั่งยืนเป็นโจทย์ที่นักวิชาการและผู้มีส่วนเกี่ยวข้องต้องเอาไปคิดกันต่อ” ดร.ปุณณฑรีย์กล่าว

พิธีกรรมยังดำเนินต่อไปท่ามกลางฝนโปรย ในตอนที่เสียงสวดมนต์ยังดังอยู่ริมแม่น้ำโขง ดร.ปุณณฑรีย์พูดถึงการขยายตัวของความเชื่อพญานาคว่า “นาคอาจจะอยู่กับภูเขา นาคอาจจะอยู่กับแม่น้ำ หรืออาจจะปรากฏในสมาร์ตโฟนของคุณก็ได้”

ในแว้บหนึ่ง ฉันเห็นภูเขาฝั่งท่าแขกทอดตัวคล้ายงู

3

เป็นไปไม่ได้ที่เส้นทางนาคาวิถีจะไม่มีคำชะโนดอยู่ในนั้น

นอกจากเรื่องพญานาคแล้ว ตำนานเรื่องผีจ้างหนังที่คำชะโนดน่าจะเคยผ่านหูเด็กอีสานทุกคน (รวมถึงคนในพื้นที่อื่นของไทย) เรื่องเล่าไหลเวียนอยู่ในวงมุดผ้าห่มก่อนนอนของบ้านทุกหลัง โด่งดังพอๆ กับเรื่องพระอุ้มหมาแม่ชีอุ้มแมว

เรื่องเล่าของนักเร่ฉายหนังกลางแปลงที่ถูกจ้างให้ไปฉายที่คำชะโนด ค่ำคืนนั้นมีคนมาดูหนังที่ลานกว้างอย่างมืดฟ้ามัวดิน เสียงหัวเราะเคล้าฉากในจอภาพยนตร์ดังตลอดคืน ผู้จ้างหนังจ่ายเงินให้เป็นปึก ไม่มีบิดพลิ้ว คนฉายหนังหลับไปตอนใกล้รุ่งสาง และเมื่อตื่นมาก็ต้องตื่นตะลึงแทบตกเปล เมื่อพบว่าลานฉายหนังอันครึกครื้นกลายเป็นป่าช้าเงียบสงัดร้างไร้ผู้คน ส่วนเงินที่ได้รับมาเมื่อคืนกลายเป็นเพียงใบ้ไม้ปึกใหญ่เท่านั้น

เรื่องนี้ถูกตอกย้ำให้เกิดเป็นภาพจำแจ่มชัด เมื่อมีการนำไปสร้างเป็นภาพยนตร์เรื่อง ผีจ้างหนัง ในปี 2550 และเมื่อมีตำนานสอดรับเข้ากับความศักดิ์สิทธิ์ของเจ้าปู่ศรีสุทโธและเจ้าย่าศรีปทุมมา ที่เชื่อกันว่าเป็นพญานาคปกปักรักษาเกาะกลางน้ำคำชะโนดที่วัดศิริสุทโธ ยิ่งทำให้ถนนทุกสายมุ่งสู่คำชะโนด

ด้วยลักษณะทางระบบนิเวศเฉพาะตัวของป่าคำชะโนดที่เป็นเกาะอยู่กลางน้ำ ภายในพื้นที่วงกลมของเกาะนั้นมีต้นชะโนดสูงชะลูดปกคลุมอยู่ทั่วบริเวณ ในทางวิทยาศาสตร์ ป่าคำชะโนดเป็นผืนกอวัชพืชขนาดใหญ่ เกิดจากการทับถมและผสานตัวของซากวัชพืชน้ำจำนวนมากเป็นระยะเวลายาวนาน จนก่อกำเนิดคล้ายเป็นผืนแผ่นดินลอยตัวในรูปแบบเกาะกลางอ่างเก็บน้ำกุดขาม แต่ในแง่ความเชื่อ ผู้คนเชื่อกันว่าใต้เกาะกลางน้ำนี้เป็นที่อยู่ของพญานาค ถึงขั้นมีความพยายามในการดำน้ำลงไปดูว่ามีวังบาดาลอยู่จริงหรือไม่ ผู้คนเรียกกันอีกชื่อหนึ่งว่า ‘วังนาคินทร์คำชะโนด’

ป่าคำชะโนดอยู่คู่กับวัดศิริสุทโธมาอย่างยาวนาน เป็นแหล่งรวมจิตใจของคนอำเภอบ้านดุง จังหวัดอุดรธานี รวมถึงคนในพื้นที่ใกล้เคียง จากหมู่บ้านเงียบเชียบที่อยู่ไกลตัวเมือง เมื่อตำนานเรื่องความศักดิ์สิทธิ์และเรื่องลี้ลับของป่าคำชะโนดกระจายไปสู่คนนอก สถานที่แห่งนี้ก็กลายเป็นแหล่งรองรับนักท่องเที่ยวที่ต้องการมากราบไหว้บูชาพญานาค

เส้นทางเข้ามาที่คำชะโนดต้องผ่านหมู่บ้านและป่าข้างทางอยู่กว่าสิบกิโลเมตร หากเป็นตอนกลางวัน ป่าข้างทางอาจนับเป็นความร่มรื่น แต่เมื่อตกค่ำ ป่าอาจกลายเป็นความมืดมิดที่ชวนให้เราจินตนาการถึงเรื่องลี้ลับ

ยังนับเป็นความโชคดีที่พวกเราขับเข้ามาที่คำชะโนดในตอนกลางวัน แผนที่ในโทรศัพท์บอกว่าอีกห้ากิโลเมตรจะถึงวัดศิริสุทโธ แต่โดยไม่ต้องให้ใครมาบอก เราก็สามารถเดาได้ว่าใกล้ถึงคำชะโนดแล้ว จากเพิงขายพานบายศรีที่เรียงรายอยู่ริมถนน บรรยากาศดูเป็นเมืองเศรษฐกิจมากกว่าเป็นเมืองลึกลับอย่างที่ปรากฏในภาพจำ

ยิ่งใกล้วัด ร้านขายพานบายศรียิ่งหนาแน่น เราเลี้ยวเข้าลานจอดหน้าวัด มองเห็นร้านกาแฟแฟรนไชส์ชื่อดังตั้งอยู่ตรงข้ามประตูวัดแทบจะพอดิบพอดี หากเป็นในชนบททั่วไป คงไม่มีใครมาลงทุนทำร้านกาแฟขายแก้วละ 60-70 บาทในหมู่บ้านห่างไกล แต่เมื่อพื้นที่มีแสงสปอตไลต์ส่องถึง ผู้คนจากทั่วประเทศแห่แหนเข้ามาที่นี่ ทุนย่อมตามมาเหมือนเสียงที่เดินทางตามแสง

ผู้คนไม่หนาแน่นจนเกินไป คนขายพานบายศรีหน้าวัดบอกว่าเพราะเป็นฤดูฝนและเป็นช่วงเข้าพรรษา คนจึงบางตากว่าปกติ

“ถ้าออกพรรษา คนจะเยอะกว่านี้มาก” เธอเล่าก่อนยื่นบายศรีพญานาคขนาดเล็กให้ คิวอาร์โค้ดรับเงินติดเรียงกันอยู่สามจุดหน้าร้าน – ไม่มีเงินสดไม่ใช่ปัญหา

ช่วงออกพรรษาเป็นช่วงที่คนเชื่อกันว่าองค์พญานาคจะมีพลังแรงกล้า หากผู้ที่บูชามากราบไหว้และมีจิตบริสุทธิ์ต่อพญานาค ชีวิตจะประสบความสำเร็จและพ้นภัยอันตราย

แต่ถึงแม้จะเป็นช่วงเข้าพรรษา ก็ยังมีผู้คนเดินเท้าเปล่าผ่านสะพานพญานาคเจ็ดเศียรที่เชื่อกันว่าเป็นสะพานเชื่อมระหว่างโลกมนุษย์กับโลกบาดาลอยู่ เกล็ดพญานาคสีเขียวเลื่อมถูกคนเอามือระไปตลอดทาง แต่ถึงอย่างนั้นสีบนเกล็ดก็ยังไม่หลุดลอก เข้าใจว่าพื้นที่วังนาคินทร์ได้รับการดูแลอย่างดี

ทุกคนถือพานบายศรีและหมากพลูเข้าไปที่บริเวณหน้าศาลเจ้าปู่ศรีสุทโธและเจ้าย่าศรีปทุมมา พื้นที่นี้ห้ามจุดธูปเทียน บรรยากาศภายในร่มรื่นด้วยกิ่งก้านของต้นชะโนดที่สูงกว่า 30 เมตร มีคนกล่าวนำสวดผ่านไมโครโฟนเป็นรอบๆ เสร็จจากการไหว้ศาล ทางเดินไม้ก็พาเราวนรอบป่าคำชะโนด ผ่านรากต้นมะเดื่อยักษ์อายุกว่าร้อยปีที่คนเชื่อว่าจะให้โชคลาภทางการเงิน

ระบบนิเวศของป่าคำชะโนดอุดมสมบูรณ์ เป็นเรื่องตลกร้ายที่มีป้ายติดไว้บนต้นไม้ว่า “ห้ามขูด” แต่ต้นไม้หลายต้นมีรอยแป้งและถูกขีดขูดเพื่อหาเลข

เมื่อวนจนใกล้ครบรอบ เราก็พบกับบ่อน้ำศักดิ์สิทธิ์และน้ำที่ไหลออกจากปากพญานาค หลายคนตักมาล้างมือรวมถึงเอามาพรมหัว เพื่อหวังให้สิริมงคลเกิดขึ้นแก่ตนเอง เสียงสวดขอพรยังวนไปครั้งแล้วครั้งเล่า ตามรอบของผู้คนที่เวียนเข้ามากราบไหว้ไม่ขาดสาย

เมื่อเดินข้ามสะพานกลับจากโลกบาดาลมาสู่โลกมนุษย์ ตรงลานด้านหน้าเต็มไปด้วยร้านขายลอตเตอรีและวัตถุที่เกี่ยวข้องกับพญานาค – ยังไม่ทันจะได้เดินไปสวมรองเท้า ก็มีเสียงเรียกของคุณป้าดังจากซุ้มขายลอตเตอรี

“น้องเสื้อดำ มานี่ๆ น้องนั่นแหละ” ฉันและช่างภาพหันมองหน้ากัน เพราะเราทั้งหมดล้วนสวมเสื้อดำ ฉันเอามือชี้หน้าตัวเองแทนคำถาม คุณป้าพยักหน้าแล้วบอก “น้องนั่นแหละ มาๆ ป้าดูโชคให้”

ด้วยความเป็นคนว่าง่าย ฉันเดินเข้าไปยืนตรงข้ามแผงขายลอตเตอรีของป้า

“ป้าขออนุญาตดูโชคให้นะ” คุณป้าเอ่ยเสียงอ่อนโยนพร้อมยื่นมือมาประคองมือฉันไว้ ฉันยืนมองตาปริบ คอยลุ้นว่าป้าจะทำอะไรต่อ

“หนูเป็นคนโชคดีมาก ดวงกำลังมา ป้าขออนุญาตส่งต่อโชคให้นะ” ว่าแล้วก็แกะชุดลอตเตอรีออกจากแผง ฉันเห็นเลขราคาติดไว้ที่ 600 บาท เมื่อคูณกันสามชุดตามที่คุณป้าแกะมาให้ก็สิริรวมเป็น 1,800 บาทพอดี

“คิดว่าเป็นการลงทุน ถ้าถูกหวยขึ้นมา ได้เยอะกว่าเล่นหุ้นนะ” ช่างภาพกระซิบแบบที่ได้ยินกันหมด ส่วนคุณป้ายังไม่ยอมปล่อยมือ

ฉันกะพริบตาถี่ ในสมองครุ่นคิดอย่างหนัก ก่อนกัดฟันปฏิเสธและเลือกซื้อชุดสองใบในราคาหลักร้อยแทน ก่อนจากกัน คุณป้ายังบ่นอุบว่าเสียดายที่ฉัน ‘ปล่อยโชค’ หลุดมือไปเช่นนี้ ฉันได้แต่ยิ้มให้และหวังว่าพญานาคจะบันดาลโชคให้จริงๆ จากสองใบที่เลือกซื้อมา

ไม่ใช่แค่การขายลอตเตอรีเท่านั้นที่สร้างอาชีพให้ผู้คน แต่รอบๆ คำชะโนดมีทั้งร้านขายรูปปั้นพญานาค เครื่องราง ไปจนถึงเสื้อยืดสกรีนลายพญานาค เราเดินไปดูของที่ร้านขายรูปปั้นพญานาคตรงใกล้ทางออกประตู เด็กหนุ่มที่เฝ้าร้านบอกว่าที่นี่ปั้นและขายเอง เราจึงขับรถออกจากวัดเพื่อดูกระบวนการปั้นพญานาค

บริเวณที่ปั้นพญานาคอยู่ห่างจากวัดไปไม่กี่กิโลเมตร เป็นลานปูนมีหลังคา มีรูปปั้นพญานาคจากสี่ตระกูลทั้งสีทอง ดำ ขาว และเขียว ตั้งวางอยู่หน้าร้านไว้หลายขนาด เสียงเล่าตำนานลึกลับจากรายการยูทูบดังประกอบบรรยากาศการปั้นและลงสีพญานาค

กัณหา แสนสุข เจ้าของร้านบ้านนาคคำชะโนดปูนปั้น กำลังปั้นหงอนเพื่อประดับรูปปั้นพญานาคที่เพิ่งออกจากแม่พิมพ์ เขามีพื้นเพเป็นคนคำชะโนด เปิดร้านปั้นและขายพญานาคมากว่า 7 ปีแล้ว

“ความยากของการปั้นองค์พญานาคคือการเสริมหงอนครับ จะสวยหรือไม่สวย ขึ้นอยู่กับการปั้นหงอนเลย” เขาเล่าให้ฟัง มือสองข้างกำลังปั้นปูนให้เป็นทรงหงอนแล้วแปะติดกับลำตัวพญานาคอย่างตั้งใจ

กัณหา แสนสุข เจ้าของร้านบ้านนาคคำชะโนดปูนปั้น

แต่เดิมเขาเป็นเพียงคนรับรูปปั้นพญานาคมาขาย แต่เมื่อเข้าใจตลาดและศึกษาการปั้นดีแล้ว จึงตัดสินใจเปิดร้านปั้นของตัวเอง มีลูกมือช่วยทาสีลำตัวพญานาคอยู่ 2-3 คน ทำขายตั้งแต่ตัวเล็กสุดราคา 299 บาท ไปจนถึงพญานาคองค์สูง 1.60 เมตรในราคา 19,000 บาท

พอตั้งร้านถัดออกมาหน้าวัดจึงทำให้ลูกค้าสะดวกขับรถมารับเอาที่ลานปั้นได้เลย เขาจัดเป็นชุดน้ำพุมีสายยางข้างในตัวรูปปั้นพญานาคพร้อมขาย ลูกค้าทั้งจากกรุงเทพฯ และจังหวัดอื่นในอีสานขับรถมาเอาถึงที่ หรือถ้าใครไม่สะดวก เขาก็มีบริการไปส่งสำหรับพญานาคตัวใหญ่

ธุรกิจที่เชื่อมโยงกับความเชื่อพญานาค ทำให้คนที่คำชะโนดมีรายได้อื่นนอกเหนือจากการทำไร่ทำนา กัณหาบอกว่านอกจากเขาที่ปั้นพญานาคแล้ว การทำพานบายศรีก็เป็นอีกหนึ่งงานที่สร้างรายได้ให้คนในชุมชน จนมีการรวมตัวเป็นวิสาหกิจชุมชนบ้านโนนเมืองทำบายศรีส่งวัด

ไม่ไกลจากร้านปั้นพญานาค ลึกเข้าไปในตัวหมู่บ้าน เราขับรถไปเจอกับนันทนา แสนสุข คณะกรรมการวิสาหากิจชุมชนคำชะโนด บ้านโนนเมือง บ้านของเธอตั้งอยู่ตรงลานดินกว้าง ด้านหลังเป็นสวนปาล์มดูร่มรื่น ตรงโต๊ะไม้ขนาดใหญ่ถูกใช้วางอุปกรณ์ทำบายศรีรูปพญานาค

ท่ามกลางเสียงไก่ขัน เธอเล่าให้ฟังว่าทำพานบายศรีมานานกว่า 20 ปีแล้ว เริ่มตั้งแต่ทำพานบายศรีรับทรัพย์แบบดั้งเดิม แล้วค่อยปรับเปลี่ยนเป็นรูปทรงพญานาคตามความนิยมที่เปลี่ยนไป

เธอบอกว่าที่คำชะโนดมีความเชื่อเรื่องพญานาคที่ฝังลึกมายาวนานตั้งแต่บรรพบุรุษ “ถ้าบอกว่าศักดิ์สิทธิ์ก็ศักดิ์สิทธิ์มาก พ่อแม่ บรรพบุรุษของเราสอนมาแบบนี้ เขาอยู่ที่นี่ เขาเกิดก่อนเรา เขาก็เล่าให้ฟัง เราศรัทธา เราเชื่อมาก เพราะเราอยู่ที่นี่ เกิดที่นี่”

นันทนา แสนสุข คณะกรรมการวิสาหากิจชุมชนคำชะโนด บ้านโนนเมือง

ความเชื่อของคนคำชะโนดเชื่อว่าเจ้าปู่เจ้าย่าจะดูแลปกป้องสถานที่แห่งนี้ แต่ขณะเดียวกันทุกคนก็ต้องประพฤติตัวในศีลในธรรม ไม่พูดปดและว่าร้ายให้คนอื่น ความเชื่อที่มีมาแต่โบราณทำให้คนในละแวกใกล้เคียงเดินทางมาที่คำชะโนดตั้งแต่รถรายังไม่กระจายเหมือนทุกวันนี้

“คนในหมู่บ้านรู้กันแล้วว่าศักดิ์สิทธิ์มาก ยกมือท่วมหัวตั้งแต่ทางเข้าหมู่บ้านเลย สิ่งที่ไม่เป็นมงคล เขาจะไม่ให้พูดเลย ถ้ามาคำชะโนดเวลามีงานบุญบั้งไฟหรือบุญอะไรก็ตาม สมัยก่อนคนไม่ได้ขี่รถมานะ เดินมา ไม่ใช่ว่ารถเต็มถนนนะ คนเต็ม คนเดินลัดมาตามบ้านละแวกนี้” เธอเล่าเรื่องราวในอดีตอย่างออกรส

ด้วยความเชื่อพญานาคที่ฝังลึกซึ่งมาพร้อมพิธีกรรม ทำให้ทักษะการพับใบตองกระจายไปในชุมชนด้วย เด็กทุกคนเติบโตมากับการพับใบตอง รวมถึงการทำบายศรีก็ทำให้เกิดรายได้กระจายสู่คนในชุมชน

“สิ่งนี้เป็นสิ่งยึดเหนี่ยวจิตใจเรา หัวใจของคนอยู่ที่เดียวกันหมด ไม่ว่าอะไรจะเกิดขึ้นก็ตาม คนในชุมชนเราจะรักกัน ถึงจะมีว่าให้กันบ้าง แต่ไม่ทะเลาะกัน คือเป็นเนื้อเดียวกัน เรามีประเพณีและวัฒนธรรมของเรา เราจะเข้าไปไหว้ปู่ หรือทำอะไรก็ตามที่เป็นบุญบ้าน เราจะร่วมมือกันหมดทุกคน” นันทนาทิ้งท้าย

4

ห่างจากคำชะโนดประมาณ 50 กิโลเมตร เป็นที่ตั้งของจุดชมบั้งไฟพญานาคที่วัดไทย อำเภอโพนพิสัย จังหวัดหนองคาย มีพญานาคเก้าเศียรปรกพระพุทธรูปใต้ต้นโพธิ์หันหน้าออกสู่แม่น้ำโขง เราขับรถลัดเลาะตามทางหลวงชนบทไปไม่นาน ก็ถึงบริเวณที่คนเชื่อกันว่าเป็นที่ตั้งของวังบาดาลพญานาค ตรงลำตัวพญานาคเป็นอุโมงค์ที่สร้างจำลองวังบาดาลที่เต็มไปด้วยสมบัติพัสถาน ให้คนเข้าไปกราบไหว้บูชา

ด้านหน้ารูปปั้นมีบันไดทอดลงไปสู่แม่น้ำโขง ราวบันไดเป็นพญานาคที่ส่วนบนเป็นมนุษย์ส่วนหางเป็นนาค ตรงทางเดินริมโขงมีรถเข็นขายเครื่องดื่มและสมุนไพรป่าตั้งอยู่ประปราย คุณป้าสามคนใช้เวลาช่วงพระอาทิตย์ใกล้ตกดินนั่งคุยกันที่ร้านอาหารริมโขง

ไม่มีลูกค้า ไม่มีนักท่องเที่ยว มีเพียงแม่น้ำโขงสีขุ่นกับพระอาทิตย์ที่คล้อยตัวลงต่ำ

“ลานตรงนี้คนจะเยอะที่สุดตอนมาดูบั้งไฟพญานาค” คุณป้าคนหนึ่งในวงบอก อีกคนเสริมว่า “ต้องรอ 15 ค่ำ เดือน 11”

เมฆก้อนใหญ่กดตัวลงต่ำ คลอเคลียไปกับเสาสีเขียวรูปพญานาคที่เรียงรายตลอดทางเดินริมโขง หากวัดจากความยาวของแม่น้ำโขงกว่าสี่พันกิโลเมตรที่ไหลลงมาจากหิมาลัย พื้นที่อันเงียบสงบนี้เป็นเพียงหนึ่งระยะสั้นๆ ที่โอบอุ้มชีวิตและความเชื่อของคนลุ่มน้ำโขง

ลึกลงไปใต้แม่น้ำโขงมีวังบาดาลจริงไหม ไม่มีใครรู้ แต่ที่แน่ๆ มีแสงไฟจากพญานาคส่องสว่างจากที่ไหนสักแห่งอยู่ตลอดเวลา แม้แต่ในหน้าจอโทรศัพท์

เวลาพันปีเปลี่ยนแปลงความเชื่อได้ แต่มิอาจทำลายความเชื่อลงได้

ดูข่าวต้นฉบับ
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...