ด้านดีและร้ายของการ ‘ฟังเพลงเศร้า’ ในวันเศร้าๆ ที่เป็นได้ทั้งการเยียวยา และกับดักไม่ให้มูฟออนไปไหน
เคยเป็นกันไหมเวลารู้สึกเศร้าๆ ไม่ว่าจะฟังเพลงอะไร ทำไมถึง ‘รู้สึก’ มากกว่าปกติ โดยเฉพาะกับเพลงเศร้า ที่ยิ่งฟังยิ่งอิน ยิ่งฟิน ยิ่งเศร้า วนไปอยู่อย่างนั้น!
“นี่ฉันฟังเพลงเศร้าเพราะฉันกำลังเศร้า หรือฉันเศร้าเพราะฟังเพลงเศร้ากันแน่ (วะ)” คำพูดชวนคิดจากหนังเรื่อง High Fidelity (Stephen Frears, 2000) นี้เองที่ทำให้เรายิ่งสนใจว่าระหว่างเพลงเศร้ากับความเศร้า สิ่งไหนเกิดก่อนกัน และจริงๆ แล้วเพลงเศร้าช่วยบรรเทาความเศร้าได้จริงไหม หรือว่ามันจะยิ่งเป็นการไปขยี้แผลใจให้เจ็บปวดมากกว่าเดิมกันแน่นะ
ถ้าพูดถึงในแง่วิทยาศาสตร์ เว็บไซต์ Psychologytoday เคยหยิบยกงานวิจัยที่มาสนับสนุนความคิดนี้เหมือนกันว่า ทำไมคนเราถึงอินเพลงเศร้ามากเป็นพิเศษ โดยเฉพาะเวลาเศร้าเป็นทุนเดิมอยู่แล้ว นั่นเป็นเพราะเพลงเศร้าทำงานกับระบบประสาทต่างๆ ของเราโดยอัตโนมัติ ตั้งแต่ความดันเลือด ระดับฮอร์โมน อัตราการเต้นของหัวใจ การนำไฟฟ้าของผิวหนัง ไปจนถึงระบบประสาทในสมอง หรือแม้แต่การทำงานของน้ำตาที่ไหลออกมา ซึ่งทั้งหมดนี้บ่งชี้ว่าร่างกายของเรากำลังถูกกระตุ้นด้วยอะไรสักอย่าง
อย่างไรก็ตาม แม้ว่าเพลงเศร้าจะได้รับการยืนยันแล้วว่าทำงานกับร่างกายของเราได้ดีแค่ไหน อีกทั้งทุกวันนี้มีแนวคิดของการตระหนักรู้สิ่งที่เกิดขึ้นภายในตัวเองและการปล่อยให้ความรู้สึกต่างๆ ได้ทำงานมากกว่าจะมองข้ามมันไป แต่ก็ต้องยอมรับว่านอร์มของสังคมที่สอนให้เราจงฮึบไว้ แบบ ‘Big girl don’t cry’ โตแล้วห้ามร้อง! ห้ามเศร้า! ที่ทำให้หลายคนหลีกเลี่ยงที่จะเพลงเศร้าเพราะ ‘กลัวจะเศร้า’ ก็ยังมีอยู่ และสิ่งนี้เองที่อาจเป็นตัวขัดขวาง ‘กระบวนการ’ การทำงานของความเศร้า
แอนนี่ ลอร์ด (Annie Lord) ผู้เขียนหนังสือเกี่ยวกับอาการอกหักของมนุษย์เรื่อง Notes on Heartbreak มองว่าการจัดการความเศร้าของแต่ละคนไม่เหมือนกัน และการฟังเพลงเศร้าก็เป็นแค่อีกหนึ่ง ‘ทางเลือก’ ของการทำงานกับความเศร้าเสียใจ ซึ่งสำหรับเธอ การฟังเพลงเศร้าเหมือนกับการอนุญาตให้เด็กวัยรุ่นคนเดิมในตัวได้ออกมาวิ่งเล่น ปลดปล่อย จะฟูมฟายแค่ไหนก็เต็มที่ จนกว่าจะพร้อมไปสู่โหมดอื่นๆ ของการเยียวยา ซึ่งนั่นก็ไม่ใช่เรื่องผิดอะไรเลยหากเราจะขอเวลาปล่อยใจให้อินกับเพลงเศร้าสักพักหนึ่ง
นักเขียนอย่างเธอยังให้ความเห็นด้วยว่า จริงๆ แล้วไม่มีอะไรที่มาจำกัดความขนาดนั้นหรอกว่าแบบไหนถึงเรียกว่า ‘เพลงเศร้า’ เพราะความรู้สึกของแต่ละคนที่ Engage กับเพลงหรือดนตรีแต่ละแบบก็ย่อมไม่เหมือนกันอยู่แล้ว เช่น บางคนต้องการฟังเพลงที่มีเนื้อหาตรงๆ แรงๆ กระแทกใจสำหรับอารมณ์เศร้าแบบโกรธๆ ขณะที่บางคนต้องการเพลงซอฟต์ๆ คลอไปกับอารมณ์เศร้าแบบเหงาๆ หรือบางคนก็อาจต้องการเพลงที่ช่วยให้รู้สึกดี เข้าอกเข้าใจตัวเอง หรือรู้สึกมีความหวังขึ้นมาก็ย่อมได้
ในทางจิตวิทยา มีงานวิจัยที่สนับสนุนเช่นกันว่า การฟังเพลงเศร้าทำให้รู้สึกโดดเดี่ยวน้อยลงได้ เพราะทำให้เห็นภาพมากขึ้นว่าความเศร้าที่เรากำลังเจออยู่ตอนนี้ ไม่ได้มีแค่เราคนเดียวในโลกหรอกนะที่ต้องเจอ ใครๆ เขาก็เจอไม่ต่างกัน เช่นเดียวกับที่ ดร. มิมี่ โอนีล (Dr. Mimi O’Neil) ผู้อำนวยการกลุ่มจิตวิทยาดนตรี Yolk Music Psychology Group บอกว่าข้อดีของการฟังเพลงเศร้าคือมันเป็นเหมือนกระจกสะท้อนความรู้สึกต่างๆ ที่เกิดขึ้นในตัวเรา ไม่ว่าจะความเศร้า ความเหงา และการฟังเพลงเศร้าก็สามารถช่วยให้เรารับมือกับเลเวลต่างๆ ของความเศร้าเมื่อเผชิญกับการสูญเสียที่เรียกว่า ‘Stages of Grief’ ได้จริงๆ ตั้งแต่ความรู้สึกปฏิเสธ โกรธ ต่อรอง โทษตัวเอง ซึมเศร้า รวมถึงกระบวนการการยอมรับสิ่งที่เกิดขึ้นในท้ายที่สุด
ข้อดีของการทำงานกับความเศร้าด้วยวิธีฟังเพลงเศร้านี้ ไม่เพียงเป็น ‘Self-narrativization’ หรือวิธีที่เรา ‘บอก’ ตัวเองคล้ายกับเป็นเรื่องเล่าอะไรสักอย่างได้ อีกหน้าที่หนึ่งของการฟังเพลง ยังเป็นการทำให้ความรู้สึกเศร้า ‘จับต้องได้’ และช่วยเป็นเหมือนกำแพงกั้นระหว่างตัวเรากับความรู้สึกที่ยุ่งเหยิงทั้งหมดตรงนั้น เว้นระยะให้เราถอยออกมามอง และจัดการความรู้สึกต่างๆ ได้ง่ายมากขึ้น
แต่ต้องบอกก่อนว่าหากจะทำงานกับกระบวนการเหล่านี้ เราอาจต้องยอมที่จะรู้สึก ‘สงสาร’ ตัวเองอยู่สักหน่อย พูดง่ายๆ ก็คืออนุญาตให้ตัวเองสวมวิญญาณ ‘Main Character’ ในหนังของตัวเองเรื่องนี้ดูบ้างนั่นแหละ เพราะการเยียวยาด้วยวิธีนี้จะทำไม่ได้เลยหากเรากำลังเผชิญกับความเศร้าเสียใจ แต่หันหน้าหนี ปฏิเสธมัน ไม่ยอมรับว่าตัวเองกำลังเศร้า หรือแสร้งทำเป็นว่า ‘ฉันไม่ได้เป็นอะไร… ฉันโอเค’ ทั้งที่ในความเป็นจริงแล้วไม่โอเค ตรงนี้เองที่อาจเป็นหนึ่งในเหตุผลว่าทำไมบางคนถึงพยายามหลีกเลี่ยงการฟังเพลงเศร้าในเวลาที่เศร้า ก็เพราะจะได้ไม่ต้องรู้สึกถึงการมีอยู่ของความเศร้าที่เกิดขึ้นนั่นเอง
ซึ่งจะว่าไปแล้ว มองได้เหมือนกันว่าหัวใจของกระบวนการการฟังเพลงเศร้านี้อาจเป็นการฝึกให้เรายอมรับ ทำความเข้าใจ และเรียนรู้ที่จะค่อยๆ ‘Embrace’ ความรู้สึกอะไรก็ตามที่เกิดขึ้นข้างในตัวเรา แม้ว่ามันจะเป็นความรู้สึกเศร้าหรือความเจ็บปวดแค่ไหนก็ตาม
แค่ต้องระวังอยู่สักหน่อยว่าในทางกลับกัน เพลงเศร้าก็เหมือนทุกอย่างที่มีด้านลบ นักจิตวิทยาดนตรีบอกว่า มีเส้นบางๆ ระหว่างการฟังเพลงเพื่อช่วยเยียวยาบรรเทา กับการฟังเพลงแล้วติด ‘กับดัก’ ของความรู้สึกเหล่านั้นไปตลอดกาลด้วยเหมือนกัน จากการที่เราใช้เวลามากมายหมกมุ่นอยู่กับเพลงมากไป จน ‘เสพติดความเศร้า’ โดยไม่รู้ตัว ซึ่งมันอาจทำให้ความเศร้าอยู่กับเรานานขึ้น และทำให้กระบวนการของการเยียวยาทำได้ยากยิ่งขึ้น
“การฟังเพลงที่สะท้อนอารมณ์เดิมซ้ำๆ อาจพาเราไปติดอยู่ในลูปของความรู้สึกเดิมๆ มูฟออนไปไหนไม่ได้ อย่างที่เรียกว่า ‘Rumination’ หรือการครุ่นคิดถึงอารมณ์ด้านลบมากเกิน จนทำให้การเยียวยาในเสต็ปต่อไปนั้นเป็นไปได้ยาก” ดร. มิมี่ โอนีล นักจิตวิทยาดนตรีกล่าว
การฟังเพลงเศร้าจึงอาจทั้งช่วยบรรเทา หรือไปเกาแผลใจให้ถลอกปอกเปิกหนักขึ้นกว่าเดิมก็ย่อมได้ วิธีที่ดีที่สุดจึงน่าจะเป็นการอย่าลืม ‘เว้นระยะ’ ระหว่างตัวเรากับเพลงเศร้าด้วย ตราบใดที่เราทรีตเพลงและดนตรีเศร้าๆ เหล่านั้นเป็นพื้นที่ส่วนตัวที่อนุญาตให้ปลดปล่อยและระบายออกได้อย่างไม่เดือดร้อนใคร
เพราะบางครั้งคนเราก็ต้องการ ‘Good Cry’ เพื่อนำไปสู่สเต็ปต่อไปของการเยียวยาเหมือนกัน
อ้างอิง
อ่านบทความที่เกี่ยวข้อง
- ด้านดีและร้ายของการ ‘ฟังเพลงเศร้า’ ในวันเศร้าๆ ที่เป็นได้ทั้งการเยียวยา และกับดักไม่ให้มูฟออนไปไหน
- กำเนิดอาชีพ ‘รับจ้างส่อง แอคเคาน์ไพรเวท’ลูปของคนที่ ไม่ยอมแพ้ (แต่ก็ไม่มีวันชนะ)
- บทบาทใหม่ที่ไม่ใช่แค่ในซีรีส์ของ ‘Gillian Anderson’ กับการเป็นนักเขียนผู้อยากทำลายอุปสรรคที่ขัดขวางความสุขทางเพศของผู้หญิง
ตามบทความก่อนใครได้ที่
- Website : Mirror Thailand.com