โปรดอัพเดตเบราว์เซอร์

เบราว์เซอร์ที่คุณใช้เป็นเวอร์ชันเก่าซึ่งไม่สามารถใช้บริการของเราได้ เราขอแนะนำให้อัพเดตเบราว์เซอร์เพื่อการใช้งานที่ดีที่สุด

ด้านดีและร้ายของการ ‘ฟังเพลงเศร้า’ ในวันเศร้าๆ ที่เป็นได้ทั้งการเยียวยา และกับดักไม่ให้มูฟออนไปไหน

Mirror Thailand

อัพเดต 25 ก.ย 2567 เวลา 10.42 น. • เผยแพร่ 25 ก.ย 2567 เวลา 10.42 น.
ภาพไฮไลต์

เคยเป็นกันไหมเวลารู้สึกเศร้าๆ ไม่ว่าจะฟังเพลงอะไร ทำไมถึง ‘รู้สึก’ มากกว่าปกติ โดยเฉพาะกับเพลงเศร้า ที่ยิ่งฟังยิ่งอิน ยิ่งฟิน ยิ่งเศร้า วนไปอยู่อย่างนั้น!

“นี่ฉันฟังเพลงเศร้าเพราะฉันกำลังเศร้า หรือฉันเศร้าเพราะฟังเพลงเศร้ากันแน่ (วะ)” คำพูดชวนคิดจากหนังเรื่อง High Fidelity (Stephen Frears, 2000) นี้เองที่ทำให้เรายิ่งสนใจว่าระหว่างเพลงเศร้ากับความเศร้า สิ่งไหนเกิดก่อนกัน และจริงๆ แล้วเพลงเศร้าช่วยบรรเทาความเศร้าได้จริงไหม หรือว่ามันจะยิ่งเป็นการไปขยี้แผลใจให้เจ็บปวดมากกว่าเดิมกันแน่นะ

ถ้าพูดถึงในแง่วิทยาศาสตร์ เว็บไซต์ Psychologytoday เคยหยิบยกงานวิจัยที่มาสนับสนุนความคิดนี้เหมือนกันว่า ทำไมคนเราถึงอินเพลงเศร้ามากเป็นพิเศษ โดยเฉพาะเวลาเศร้าเป็นทุนเดิมอยู่แล้ว นั่นเป็นเพราะเพลงเศร้าทำงานกับระบบประสาทต่างๆ ของเราโดยอัตโนมัติ ตั้งแต่ความดันเลือด ระดับฮอร์โมน อัตราการเต้นของหัวใจ การนำไฟฟ้าของผิวหนัง ไปจนถึงระบบประสาทในสมอง หรือแม้แต่การทำงานของน้ำตาที่ไหลออกมา ซึ่งทั้งหมดนี้บ่งชี้ว่าร่างกายของเรากำลังถูกกระตุ้นด้วยอะไรสักอย่าง

อย่างไรก็ตาม แม้ว่าเพลงเศร้าจะได้รับการยืนยันแล้วว่าทำงานกับร่างกายของเราได้ดีแค่ไหน อีกทั้งทุกวันนี้มีแนวคิดของการตระหนักรู้สิ่งที่เกิดขึ้นภายในตัวเองและการปล่อยให้ความรู้สึกต่างๆ ได้ทำงานมากกว่าจะมองข้ามมันไป แต่ก็ต้องยอมรับว่านอร์มของสังคมที่สอนให้เราจงฮึบไว้ แบบ ‘Big girl don’t cry’ โตแล้วห้ามร้อง! ห้ามเศร้า! ที่ทำให้หลายคนหลีกเลี่ยงที่จะเพลงเศร้าเพราะ ‘กลัวจะเศร้า’ ก็ยังมีอยู่ และสิ่งนี้เองที่อาจเป็นตัวขัดขวาง ‘กระบวนการ’ การทำงานของความเศร้า

แอนนี่ ลอร์ด (Annie Lord) ผู้เขียนหนังสือเกี่ยวกับอาการอกหักของมนุษย์เรื่อง Notes on Heartbreak มองว่าการจัดการความเศร้าของแต่ละคนไม่เหมือนกัน และการฟังเพลงเศร้าก็เป็นแค่อีกหนึ่ง ‘ทางเลือก’ ของการทำงานกับความเศร้าเสียใจ ซึ่งสำหรับเธอ การฟังเพลงเศร้าเหมือนกับการอนุญาตให้เด็กวัยรุ่นคนเดิมในตัวได้ออกมาวิ่งเล่น ปลดปล่อย จะฟูมฟายแค่ไหนก็เต็มที่ จนกว่าจะพร้อมไปสู่โหมดอื่นๆ ของการเยียวยา ซึ่งนั่นก็ไม่ใช่เรื่องผิดอะไรเลยหากเราจะขอเวลาปล่อยใจให้อินกับเพลงเศร้าสักพักหนึ่ง

นักเขียนอย่างเธอยังให้ความเห็นด้วยว่า จริงๆ แล้วไม่มีอะไรที่มาจำกัดความขนาดนั้นหรอกว่าแบบไหนถึงเรียกว่า ‘เพลงเศร้า’ เพราะความรู้สึกของแต่ละคนที่ Engage กับเพลงหรือดนตรีแต่ละแบบก็ย่อมไม่เหมือนกันอยู่แล้ว เช่น บางคนต้องการฟังเพลงที่มีเนื้อหาตรงๆ แรงๆ กระแทกใจสำหรับอารมณ์เศร้าแบบโกรธๆ ขณะที่บางคนต้องการเพลงซอฟต์ๆ คลอไปกับอารมณ์เศร้าแบบเหงาๆ หรือบางคนก็อาจต้องการเพลงที่ช่วยให้รู้สึกดี เข้าอกเข้าใจตัวเอง หรือรู้สึกมีความหวังขึ้นมาก็ย่อมได้

ในทางจิตวิทยา มีงานวิจัยที่สนับสนุนเช่นกันว่า การฟังเพลงเศร้าทำให้รู้สึกโดดเดี่ยวน้อยลงได้ เพราะทำให้เห็นภาพมากขึ้นว่าความเศร้าที่เรากำลังเจออยู่ตอนนี้ ไม่ได้มีแค่เราคนเดียวในโลกหรอกนะที่ต้องเจอ ใครๆ เขาก็เจอไม่ต่างกัน เช่นเดียวกับที่ ดร. มิมี่ โอนีล (Dr. Mimi O’Neil) ผู้อำนวยการกลุ่มจิตวิทยาดนตรี Yolk Music Psychology Group บอกว่าข้อดีของการฟังเพลงเศร้าคือมันเป็นเหมือนกระจกสะท้อนความรู้สึกต่างๆ ที่เกิดขึ้นในตัวเรา ไม่ว่าจะความเศร้า ความเหงา และการฟังเพลงเศร้าก็สามารถช่วยให้เรารับมือกับเลเวลต่างๆ ของความเศร้าเมื่อเผชิญกับการสูญเสียที่เรียกว่า ‘Stages of Grief’ ได้จริงๆ ตั้งแต่ความรู้สึกปฏิเสธ โกรธ ต่อรอง โทษตัวเอง ซึมเศร้า รวมถึงกระบวนการการยอมรับสิ่งที่เกิดขึ้นในท้ายที่สุด

ข้อดีของการทำงานกับความเศร้าด้วยวิธีฟังเพลงเศร้านี้ ไม่เพียงเป็น ‘Self-narrativization’ หรือวิธีที่เรา ‘บอก’ ตัวเองคล้ายกับเป็นเรื่องเล่าอะไรสักอย่างได้ อีกหน้าที่หนึ่งของการฟังเพลง ยังเป็นการทำให้ความรู้สึกเศร้า ‘จับต้องได้’ และช่วยเป็นเหมือนกำแพงกั้นระหว่างตัวเรากับความรู้สึกที่ยุ่งเหยิงทั้งหมดตรงนั้น เว้นระยะให้เราถอยออกมามอง และจัดการความรู้สึกต่างๆ ได้ง่ายมากขึ้น

แต่ต้องบอกก่อนว่าหากจะทำงานกับกระบวนการเหล่านี้ เราอาจต้องยอมที่จะรู้สึก ‘สงสาร’ ตัวเองอยู่สักหน่อย พูดง่ายๆ ก็คืออนุญาตให้ตัวเองสวมวิญญาณ ‘Main Character’ ในหนังของตัวเองเรื่องนี้ดูบ้างนั่นแหละ เพราะการเยียวยาด้วยวิธีนี้จะทำไม่ได้เลยหากเรากำลังเผชิญกับความเศร้าเสียใจ แต่หันหน้าหนี ปฏิเสธมัน ไม่ยอมรับว่าตัวเองกำลังเศร้า หรือแสร้งทำเป็นว่า ‘ฉันไม่ได้เป็นอะไร… ฉันโอเค’ ทั้งที่ในความเป็นจริงแล้วไม่โอเค ตรงนี้เองที่อาจเป็นหนึ่งในเหตุผลว่าทำไมบางคนถึงพยายามหลีกเลี่ยงการฟังเพลงเศร้าในเวลาที่เศร้า ก็เพราะจะได้ไม่ต้องรู้สึกถึงการมีอยู่ของความเศร้าที่เกิดขึ้นนั่นเอง

ซึ่งจะว่าไปแล้ว มองได้เหมือนกันว่าหัวใจของกระบวนการการฟังเพลงเศร้านี้อาจเป็นการฝึกให้เรายอมรับ ทำความเข้าใจ และเรียนรู้ที่จะค่อยๆ ‘Embrace’ ความรู้สึกอะไรก็ตามที่เกิดขึ้นข้างในตัวเรา แม้ว่ามันจะเป็นความรู้สึกเศร้าหรือความเจ็บปวดแค่ไหนก็ตาม

แค่ต้องระวังอยู่สักหน่อยว่าในทางกลับกัน เพลงเศร้าก็เหมือนทุกอย่างที่มีด้านลบ นักจิตวิทยาดนตรีบอกว่า มีเส้นบางๆ ระหว่างการฟังเพลงเพื่อช่วยเยียวยาบรรเทา กับการฟังเพลงแล้วติด ‘กับดัก’ ของความรู้สึกเหล่านั้นไปตลอดกาลด้วยเหมือนกัน จากการที่เราใช้เวลามากมายหมกมุ่นอยู่กับเพลงมากไป จน ‘เสพติดความเศร้า’ โดยไม่รู้ตัว ซึ่งมันอาจทำให้ความเศร้าอยู่กับเรานานขึ้น และทำให้กระบวนการของการเยียวยาทำได้ยากยิ่งขึ้น

“การฟังเพลงที่สะท้อนอารมณ์เดิมซ้ำๆ อาจพาเราไปติดอยู่ในลูปของความรู้สึกเดิมๆ มูฟออนไปไหนไม่ได้ อย่างที่เรียกว่า ‘Rumination’ หรือการครุ่นคิดถึงอารมณ์ด้านลบมากเกิน จนทำให้การเยียวยาในเสต็ปต่อไปนั้นเป็นไปได้ยาก” ดร. มิมี่ โอนีล นักจิตวิทยาดนตรีกล่าว

การฟังเพลงเศร้าจึงอาจทั้งช่วยบรรเทา หรือไปเกาแผลใจให้ถลอกปอกเปิกหนักขึ้นกว่าเดิมก็ย่อมได้ วิธีที่ดีที่สุดจึงน่าจะเป็นการอย่าลืม ‘เว้นระยะ’ ระหว่างตัวเรากับเพลงเศร้าด้วย ตราบใดที่เราทรีตเพลงและดนตรีเศร้าๆ เหล่านั้นเป็นพื้นที่ส่วนตัวที่อนุญาตให้ปลดปล่อยและระบายออกได้อย่างไม่เดือดร้อนใคร

เพราะบางครั้งคนเราก็ต้องการ ‘Good Cry’ เพื่อนำไปสู่สเต็ปต่อไปของการเยียวยาเหมือนกัน

อ้างอิง

https://www.dazeddigital.com/life-culture/article/64381/1/rawdogging-a-breakup-can-you-heal-from-heartbreak-without-sad-music

https://www.psychologytoday.com/gb/blog/what-are-the-chances/202211/the-tragedy-paradox-why-we-sad-music

https://www.forbes.com/sites/traversmark/2024/05/21/3-reasons-why-sad-music-can-heal-a-sad-heart-by-a-psychologist/

อ่านบทความที่เกี่ยวข้อง

ตามบทความก่อนใครได้ที่
- Website : Mirror Thailand.com

Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...