“ถ้าฟิล์มคือคนไข้ เราก็คือหมอรักษา” คุยกับสองนักอนุรักษ์ภาพยนตร์ ผู้มอบชีวิตใหม่ให้กับฟิล์มภาพยนตร์สี
“งานที่เราทำทั้งหมด เราทำสำหรับคนรุ่นหลัง” ท่ามกลางบทสนทนาที่เกี่ยวโยงถึงเรื่องในอดีต การอนุรักษ์และเก็บรักษาม้วนฟิล์มภาพยนตร์ ป๋อม-ดนัยภัทร รื่นรมย์ นักอนุรักษ์ภาพยนตร์และสิ่งเกี่ยวเนื่องประจำหอภาพยนตร์ (องค์การมหาชน) กล่าวถึงหน้าที่ของตัวเองในฐานะนักอนุรักษ์ไว้อย่างหนักแน่น
นอกเหนือจากองค์ความรู้ด้านการอนุรักษ์แล้ว การส่งต่อก็เป็นเรื่องที่สำคัญไม่แพ้กัน เพราะหากไม่มีผู้มารับช่วงต่อ ความต่อเนื่องของการอนุรักษ์ก็คงจะสะดุดลง ภาพ ถ้อยคำ รวมถึงน้ำเสียงทางประวัติศาสตร์ก็จะสูญหายไปอย่างไม่มีวันหวนกลับ
ป๋อมรับผิดชอบงานในส่วนของงานพิมพ์ล้างฟิล์มภาพยนตร์สีขนาด 35 มิลลิเมตร (มม.) คู่กับอ๊อฟ-ธีทัต วิริยกิจจา นักอนุรักษ์ภาพยนตร์และสิ่งเกี่ยวเนื่องรุ่นราวคราวเดียวกันในวัยย่างเข้าเลขสาม
“คิด” จึงอยากชวนทุกท่านมาทำความรู้จักงานอนุรักษ์ฟิล์มภาพยนตร์ จากปากคำของนักอนุรักษ์ตัวจริง ถึงการเป็นที่พึ่งสุดท้ายของกองฟิล์มที่ไม่มีเจ้าของ ความสำคัญของการอนุรักษ์ฟิล์มภาพยนตร์ สถานการณ์ปัจจุบันของวงการอนุรักษ์ภาพยนตร์ในไทย และสภาพการณ์ในอนาคตที่ทั้งคู่คะเนถึง
(จากซ้ายไปขวา) ป๋อม-ดนัยภัทร รื่นรมย์, อ๊อฟ-ธีทัต วิริยกิจจา
ทั้งคู่เริ่มมาทำงานอนุรักษ์ฟิล์มภาพยนตร์ได้อย่างไร
อ๊อฟ: ผมจบการพิมพ์จากเทคนิคกรุงเทพครับ เป็นการพิมพ์สิ่งพิมพ์ทั่วไปไม่ได้เกี่ยวกับฟิล์ม เรามาทำงานที่นี่ก็เหมือนมาฝึกนับหนึ่งใหม่หมด เริ่มตั้งแต่ตรวจฟิล์ม ซ่อมฟิล์ม พอเราได้เริ่มเข้ามาจับ มาลอง มาทำงานกับมัน ผมก็รู้สึกว่า เราเจอปัญหาต่าง ๆ ที่ไม่เคยซ้ำกันเลยในแต่ละวัน สิ่งนี้ทำให้มันน่าเรียนรู้ ช่วงแรกก็ยากครับ เราไม่รู้อะไรเลย และมันต้องใช้ความระมัดระวังในการจับฟิล์ม อย่างฟิล์ม 16 มม. มันมีขนาดเล็ก เราก็จะต้องยิ่งทะนุถนอมกับมันมาก ๆ ฟิล์มมีความเปราะบางมากและก็ต้องใช้ระยะเวลาในการเรียนรู้ ต้องมีสมาธิในการทำงาน มันก็เหมือนกับการฝึกสมาธิเราไปในตัวด้วย
ป๋อม: จุดเริ่มต้นคือตอนกำลังหาที่ฝึกงานช่วงชั้นปีที่ 4 ผมเรียนภาพยนตร์มา เพื่อน ๆ เขาก็จะไปตามโปรดักชันเฮ้าส์กัน และเหมือนวันนั้นมันมีวิชาหนึ่ง อาจารย์เขาเปิดคลิปจากหอภาพยนตร์ที่ชื่อว่า “เมื่อฟิล์มมาถึงหอภาพยนตร์” ผมก็รู้สึกว่า เอ๊ะ! มันมีแบบนี้ด้วยเหรอ พอดูไปดูมา ผมก็เริ่มสนใจ ผมก็เลยลองติดต่อทางหอภาพยนตร์ว่า ผมสนใจอยากจะมาฝึกงาน นั่นก็เป็นจุดเริ่มต้นจนมาถึงปัจจุบัน
ตำแหน่งของทั้งคู่รับผิดชอบหน้าที่อะไรกันบ้าง
อ๊อฟ: ตำแหน่งของเราทั้งคู่เป็นตำแหน่งเดียว คือนักอนุรักษ์ภาพยนตร์และสิ่งเกี่ยวเนื่อง รับผิดชอบงานในส่วนของงานพิมพ์ล้างฟิล์มภาพยนตร์สีขนาด 35 มม. แต่จะทำคู่กันสองคน โดยผมจะดูแลในส่วนของเครื่องล้างฟิล์ม ส่วนของป๋อมจะดูแลในส่วนของเครื่องพิมพ์ฟิล์ม ขั้นตอนมันจะเริ่มตั้งแต่ตรวจซ่อมฟิล์ม เช็กรอยต่อทุกรอยต่อ เพื่อป้องกันการเสียหายระหว่างการทำงานกับเครื่องจักร จากนั้นก็จะมาสู่กระบวนการเกรดสีในแต่ละคัทของฟิล์มภาพยนตร์ และเข้าสู่กระบวนการพิมพ์
ป๋อม: สำหรับเครื่องพิมพ์ ในทุก ๆ ครั้งก่อนเริ่มงาน สิ่งที่ต้องทำประจำวันก็คือ เราต้องทดสอบเครื่องก่อน ทดสอบให้ค่าต่าง ๆ ที่จะมีผลต่อการพิมพ์คงที่ ก่อนจะสามารถลงมือใช้งานจริงได้ ส่วนของพวกผม จะจบที่การพิมพ์และล้าง
จากนั้นฟิล์มจะไปไหนต่อ
อ๊อฟ: เมื่อเราพิมพ์ล้างจบของเราแล้ว เราก็จะส่งขึ้นไปที่ชั้น 4 เพื่อให้เขาออกเลขทะเบียน และให้เขานำไปจัดเก็บต่อไป หรือไม่ก็ไปส่งสแกนเป็นไฟล์ดิจิทัล
โลกดิจิทัลส่งผลอย่างไรบ้างกับการอนุรักษ์
ป๋อม: เราต้องผสมผสานทั้งสองในการใช้งาน ถ้าเราเก็บฟิล์มในห้องเย็น (ควบคุมอุณหภูมิและความชื้นตลอดเวลา) อย่างเดียวมันก็จะไม่ได้ประโยชน์อะไร แต่ถ้าเราเก็บไว้ แล้วเราเอาไปแปลงเป็นไฟล์ดิจิทัลด้วย ก็จะไปเผยแพร่ให้คนได้ดูต่อ มันก็จะเกิดการต่อยอดได้ ถ้าเราเก็บไปและไม่ได้ใช้ ผมว่ามันก็เท่านั้น
อ๊อฟ: เราจะไปต่อต้านเทคโนโลยีอย่างเดียวไม่ได้ มันต้องพัฒนาควบคู่กันไป เราก็ไม่ปฏิเสธสิ่งใหม่ที่เข้ามา เพราะมันมีประโยชน์ มันทำให้เราทำงานเร็วขึ้น ยกตัวอย่างง่าย ๆ อย่างเครื่องกรอฟิล์ม เรามากรอมือก็ไม่ไหว มันก็ต้องมีเครื่องกรอฟิล์มอยู่ดี เราเป็นแอนาล็อก เราต้องปรับตัวให้เข้ากับเทคโนโลยีใหม่ ๆ อยู่แล้ว แต่ว่าบางอย่างก็ต้องพูดกันว่า มันก็นำมาปรับใช้กันไม่ได้ เครื่องจักรเรา มันก็มีขีดจำกัดเช่นกัน
อยากให้ช่วยยกตัวอย่างขีดจำกัดเหล่านั้น
ป๋อม: อย่างเครื่องพิมพ์ เวลาเราจะป้อนค่าสี RGB มันยังต้องใช้เป็นฟลอปปีดิสก์ แต่ถ้าเราจะไปลิงก์กับตัวโปรแกรมอย่าง DaVinci Resolve (โปรแกรมตัดต่อวิดีโอที่พัฒนาโดย Blackmagic Design โดยเน้นไปที่การปรับสี การแก้ไขสี เอฟเฟ็กต์ภาพ และการตัดต่อเสียงหลังการผลิต) มันก็ใช้ด้วยกันไม่ได้ มันคนละค่ากัน เราเคยลองพยายามแล้ว แต่เหมือนมันอ่านข้อมูลกันคนละภาษา
คิดเห็นอย่างไรกับคำพูดว่า “ฟิล์มนั้นตายแล้ว”
อ๊อฟ: ผมว่ามันไม่ตาย ที่ตายมันคือตัวธุรกิจที่เขาทำกันมากกว่า ถามว่ามันยังมีขายอยู่ไหม มันก็ยังมีตามคำสั่งซื้อที่เราสั่งไป เพราะว่ามันก็ยังมีกลุ่มมือสมัครเล่นที่เขารวมกลุ่มถ่ายฟิล์มและล้างด้วยกันอยู่ ที่หอภาพยนตร์ก็เคยมีจัดอบรมไป ก็ยังมีกลุ่มคนที่เขายังทำฟิล์มกันอยู่ เป็นฟิล์ม 8 มม. ด้วย ฉะนั้นผมคิดว่า ฟิล์มไม่ตายหรอกครับ อยู่ที่เราเก็บรักษา
ป๋อม: จริง ๆ มันอยู่ได้เป็นพันปีเลยนะ ถ้าเราควบคุมอุณหภูมิกับความชื้นได้ดี แต่ทุกอย่างที่เป็นผลเสียกับการเก็บรักษาฟิล์มอยู่ที่ไทยหมด เพราะทั้งร้อนทั้งชื้นครบเลย เราก็เลยเหมือนว่าเอ๊ะ! โลกมันแกล้งเราหรือเปล่าเนี่ย (หัวเราะ)
อะไรคือความสำคัญของการอนุรักษ์
อ๊อฟ: มันก็เป็นเครื่องมือบันทึกประวัติศาสตร์ สมมติเราไม่มีฟิล์มภาพยนตร์ เราก็จะได้แค่จดบันทึก เราไม่เห็นภาพ ไม่เห็นการเคลื่อนไหว แต่ถ้าสมมติเรามีภาพยนตร์ เราสามารถมาดูเหตุการณ์ย้อนหลังได้ เช่น ขุนพันธ์ เรารู้ได้ว่าเมื่อก่อนเขาหน้าตาเป็นยังไง ใช้ชีวิตยังไง มันก็ยังมีฟิล์มเป็นตัวบอกเล่าเรื่องราวชีวิตของเขา ฟิล์มมันไม่สามารถโกหกได้ครับ แต่ตัวหนังสือ เราสามารถเปลี่ยนแปลงมันได้ตลอด หอภาพยนตร์ตอนนี้ก็มีการทยอยสแกนฟิล์มในอดีตเป็นไฟล์และอัปลงช่องทางโซเชียลต่าง ๆ เช่น Facebook, Youtube, Tiktok อย่างล่าสุดก็จะมีฟิล์มเก่าพาย้อนไปดูชุดนักกีฬาไทยในโอลิมปิกเมื่อ 50 ปีก่อน เราก็มีให้เขาดูได้ว่า เมื่อก่อนเขาแต่งตัวแบบนี้ เราจะเห็นภาพจริง เราไม่ได้จำมาเล่าปากต่อปาก
มุมมองต่อวงการอนุรักษ์ภาพยนตร์ในไทย
อ๊อฟ: หอภาพยนตร์น่าจะเป็นที่เดียวในไทยแล้วที่ยังมีเครื่องจักรที่สามารถใช้งานได้ครบวงจรเกี่ยวกับการอนุรักษ์ฟิล์มอย่างถูกวิธี จริง ๆ อย่างกันตนา เขาก็มีเครื่องพิมพ์ล้าง ใหม่กว่าเราอีก แต่เขาไม่ได้ใช้งานแล้ว เขาก็ไปทำเป็นพิพิธภัณฑ์แทน อีกสักพักน่าจะเปิดให้เข้าชมได้ ซึ่งในต่างประเทศ หลัง ๆ ก็มีแล็บอนุรักษ์ภาพยนตร์ปิดตัวไปเยอะเหมือนกัน
ป๋อม: สำหรับต่างประเทศ อาจจะเป็นเรื่องของการโดนตัดงบ แต่ของเราก็ยังกัดฟันอยู่ เพราะล่าสุดมีหอภาพยนตร์ของนิวซีแลนด์ เขาจะส่งเครื่องมาให้เยอะเลย และก็พวกฟิล์มดิบ เพราะเขาปิดแล้ว ก็คือว่าถ้าเราเอา เราก็ต้องเอาเรือไปใส่ของ แต่ถ้าเราไม่เอา เขาก็ต้องทิ้งทำลาย
รู้สึกยังไง เมื่อได้ยินข่าวคราวการปิดตัวไปแบบนี้
อ๊อฟ: มันก็ลดน้อยลงไปเรื่อย ๆ นะครับ จากที่มีคนทำเยอะ ๆ และมันก็ค่อย ๆ สูญหายไป ถ้าเราไม่อนุรักษ์หรือเราไม่ทำงานเกี่ยวกับตรงนี้ มันก็อาจจะไม่มีคนทำฟิล์มแล้ว อย่างพวกผมก็ได้ความรู้จากรุ่นสู่รุ่น ก็คือได้จากพี่ ๆ ที่เขาเคยทำมาก่อน พวกพี่ ๆ จากกันตนา ถ้าพวกผมมาเรียนรู้เอง มันไม่เพียงพอ มันต้องอาศัยประสบการณ์จริง ในตำรากับหน้างาน มันก็ไม่เหมือนกันอีก เวลาเราเจอปัญหาหน้างานที่เราไม่สามารถแก้ไขได้ เราก็จะมีคอนแท็กต์ของพี่ ๆ ที่เขาเคยมาสอนงานเรา พี่ ๆ เขาก็คอยซัปพอร์ตเรา คอยให้ความรู้เรา และที่สำคัญเขาไม่ได้ปิดกั้น เพราะเขาคิดว่า เขาไม่ได้ใช้แล้ว เขาตายไป ความรู้ของเขาก็ไปพร้อมกับเขา สู้เขาเอามาถ่ายทอดให้กับเด็กรุ่นหลังดีกว่า เพื่อที่จะให้ได้ต่อยอดไปได้เรื่อย ๆ
ป๋อม: เขาอยากให้ถามด้วยซ้ำ เขาดีใจมากที่เวลาเรามีปัญหาแล้วเราโทรไปถามเขา ซึ่งพอพี่ ๆ ได้มาเห็นของเรา เขาก็ดีใจที่อย่างน้อยยังมีที่ที่สามารถล้างฟิล์มได้อยู่ ได้รำลึกความหลัง
หอภาพยนตร์เรารับฟิล์มแบบไหนบ้าง
อ๊อฟ: เรารับทุกประเภทที่เป็นของไทยหรือมีส่วนเกี่ยวข้องกับประเทศไทย มีทั้งสารคดี ข่าว รับหมดเลยครับ
ป๋อม: หนังบ้าน หนังที่ถ่ายกันเล่น ๆ ในครอบครัว จริง ๆ หนังผู้ใหญ่เราก็รับนะ (หัวเราะ) สมัยก่อน เป็นฟิล์ม 8 มม. แต่เราก็ไม่ทำทะเบียน เราก็กากบาทเป็น X ไป
แล้วมีฟิล์มแบบไหนที่เราทิ้งไหม
อ๊อฟ: ฟิล์มที่ทิ้งจะเป็นฟิล์มที่เสื่อมสภาพจริง ๆ คือมันเยิ้มจนเป็นน้ำไปแล้ว และไม่มีภาพให้เราเห็นแล้ว ถ้าฟิล์มส่วนไหนที่ยังมีภาพอยู่ เราก็ยังจะต้องเก็บไว้ เราจะไม่ทิ้งเลย
ป๋อม: ฟิล์มพวกที่เยื่อภาพมันหลุดหมดแล้ว เราเรียกว่าฟิล์มตาย อันนั้นจะต้องทำเรื่องส่งทำลาย แต่ถ้าแม้จะมีภาพติดอยู่ เราต้องเก็บไว้ เก็บไว้เพื่อรอเทคโนโลยีในวันข้างหน้า เผื่อจะมากู้ชีวิตมันได้
มีผลงานไหนที่เราภูมิใจไหม
อ๊อฟ: ถ้าอย่างตอนนี้ที่ภูมิใจก็คือเรื่องแสงศตวรรษ (2549, อภิชาติพงศ์ วีระเศรษฐกุล) ครับ เพราะว่าเราทำกันเองแค่สองคน อย่างเรื่องก่อน ๆ ที่เคยทำมาก็มีพี่จากกันตนาเขามาช่วยสอนเราให้ ก็ถือว่าร่วมมือทำกับเรา แต่อย่างแสงศตวรรษนี่ก็เป็นเรื่องล่าสุดที่ทำกันแค่สองคน จบเรื่องได้ก็ถือว่าโอเคครับ
อะไรคือเป้าหมายในอาชีพของนักอนุรักษ์
อ๊อฟ: อย่างเราทำงานแล็บ เป้าหมายก็คือเราทำฟิล์มให้สำเร็จหนึ่งเรื่องโดยไม่ติดปัญหา และฟิล์มออกมาสภาพสมบูรณ์ นั่นคือเป้าหมายหลักของเรา ความท้าทายคือมันใช้ระยะเวลาในการทำนาน และก็ต้องขึ้นอยู่กับว่าในหนึ่งก็อปปี้ของเรา เราจะเจอปัญหาอะไรมากน้อยแค่ไหน ถ้าเรายิ่งทำมันสำเร็จเร็ว นี่แหละคือเป้าหมายความสำเร็จของเรา
ป๋อม: เป้าหมายเราเรียบง่าย แต่มากไปกว่านั้น ก็อยากให้มีคนมาต่อยอดด้วย เพราะว่าตอนที่เราไปคุยกับพี่ ๆ ที่เขามาสอนเรา เขาก็รู้สึกดีใจว่า ยังมีเราที่ทำฟิล์มภาพยนตร์อยู่ ซึ่งเราก็รู้สึกเหมือนกันว่า ถ้ามีรุ่นน้องหรือรุ่นต่อจากเรามาทำงานพวกนี้ รุ่นที่เขาเกิดไม่ทันการใช้ฟิล์มด้วยซ้ำ แม้แต่เราเองก็แทบจะไม่ทันแล้ว แต่เขายังสามารถเข้าใจงานได้ เราก็ดีใจว่าเราสามารถถ่ายทอดความรู้ให้ได้ นอกจากหอภาพยนตร์ มันก็ไม่น่าจะมีที่ไหนแล้วที่เครื่องจักรยังวิ่งงานได้อยู่ ยังมีชีวิตอยู่
ทั้งสองคนมีความรู้สึกไหมว่า เรากำลังทำงานในที่ที่ดำเนินการอยู่เป็นที่สุดท้ายแล้ว
อ๊อฟ: ก็มีคิดนะครับ ที่อื่นเขาก็ไม่มีแล้ว ก็เหลือแค่เราแค่ที่เดียว เราก็ต้องทำของเราให้ดีที่สุดตามเท่าที่สภาพของเราจะทำได้ ให้งานออกมาสำเร็จตามเป้าหมายที่เราตั้งไว้ อย่างน้อยเวลาพี่รุ่นก่อน ๆ เขามาเยี่ยมเรา เขาก็เหมือนได้ย้อนอดีตเขาด้วย
หอภาพยนตร์จึงอาจจะเป็นที่พึ่งสุดท้ายของฟิล์มทุกม้วนในไทย
อ๊อฟ: มันก็อาจจะเป็นไปได้ เพราะมันไม่มีที่ไหนเก็บ ส่วนมากเขาก็จะทิ้ง ไม่ได้ดูแลเหมือนที่เราดูแล ไม่ได้เก็บรักษาในสภาพแวดล้อมที่ดี ขึ้นอยู่กับการจัดการซะเป็นส่วนใหญ่ ถ้าจะยืดฟิล์มให้มันอยู่ได้นาน ๆ ก็ต้องมีการจัดการที่ดี จัดเก็บในอุณหภูมิที่ดี ความชื้นที่ดี สภาพฟิล์มก็จะอยู่ได้นาน
ป๋อม: ก็เปรียบเสมือนโรงพยาบาล ฟิล์มเป็นคนไข้ เราก็เป็นหมอ เหมือนเราทำงานยังต้องใส่ชุดเสื้อกาวน์ มีห้องแล็บ ประมาณนั้นเลย
หอภาพยนตร์มีวิธีการดึงดูดคนรุ่นใหม่ให้สนใจงานอนุรักษ์อย่างไรบ้าง
อ๊อฟ: เรามีจัดโปรแกรมของเด็กนักเรียนนักศึกษาให้เข้ามาชมงานของหอภาพยนตร์ เข้ามาชมโรงภาพยนตร์อยู่เรื่อย ๆ รวมถึงมีการผลิตวิดีโอเผยแพร่กระบวนการอนุรักษ์ฟิล์มภาพยนตร์ ก่อนที่จะมาเป็นไฟล์อันนี้ ฟิล์มผ่านกระบวนการอะไรมาบ้าง นอกจากนั้นแล้วยังมี Open House ในโอกาสพิเศษต่าง ๆ ที่เปิดให้คนทั่วไปเข้ามาเยี่ยมชมงานอนุรักษ์ว่าในกระบวนการทำงานของเรา เราทำงานในส่วนไหนบ้าง ให้เห็นภาพมากยิ่งขึ้น ในกระบวนการงานอนุรักษ์ฟิล์มภาพยนตร์
เพื่อจุดประกายความสนใจให้คนรุ่นต่อ ๆ ไป แล้ววงการอนุรักษ์ในไทยยังไปต่อได้ไหม
อ๊อฟ: ไปต่อได้ ตราบใดที่มีฟิล์ม ก็ยังไปต่อได้เรื่อย ๆ ไม่มีวันสิ้นสุด ล่าสุดก็เพิ่งมีน้องมาฝึกงานแล็บโดยตรงเลย น้องน่าจะสนใจจากการมาดูภาพยนตร์เรื่องแสงศตวรรษในงาน FIAF Congress 2024 (งานประชุมใหญ่สมาพันธ์หอภาพยนตร์นานาชาติ จัดขึ้นที่หอภาพยนตร์ระหว่างวันที่ 21-26 เมษายนที่ผ่านมา) แล้วน้องสนใจ น้องก็อยากมาศึกษางานแล็บโดยตรง
มีอะไรอยากจะฝากถึงนักอนุรักษ์รุ่นใหม่ไหม
ป๋อม: ผมก็ไม่แน่ใจว่ามันจะมีคนสนใจมากน้อยแค่ไหน สำหรับผม ผมชอบการทำงานที่ไม่ได้เจอกับคนเยอะมาก เหมือนมันจะได้มีสมาธิกับการทำงานด้วย ดังนั้นมันก็ต้องดูด้วยว่า เราชอบงานแบบนี้ไหม ถ้าเราชอบ เราก็จะอยู่กับมันได้และมันก็จะรักไปเอง แต่ถ้าเราฝืนใจชอบ หรืออาจจะแค่ทำตามคนอื่น มันก็อาจจะทำได้ไม่นาน
อ๊อฟ: ถ้าในงานอนุรักษ์ ก็ต้องทำงานให้มีความสุข ถ้าเราทำงานไปแบบไม่มีความสุข งานก็จะออกมาคุณภาพไม่ดี อย่างการตรวจฟิล์ม ถ้าเรามีความสุขกับมัน ฟิล์มของเราจะเจอปัญหามามากน้อยแค่ไหน เราก็จะสามารถซ่อมหรือทำให้มันออกมาดีได้ แต่ถ้าเราไม่มีความสุขกับการตรวจฟิล์ม ฟิล์มสภาพแย่มา เราจะมุ่งเป้าไปเลยว่า เราทำยังไงก็ไม่สำเร็จ ฟิล์มแต่ละชนิดที่ได้รับมาก็มีสภาพแตกต่างกันไป ถ้าคนที่จะมาทำตรงนี้ ก็จะต้องมีความใจเย็นและรักในงานที่จะทำจริง ๆ
สุดท้ายเราเคยบอกตัวเองไหมว่าเรากำลังทำงานตำแหน่งนี้เป็นคนสุดท้าย
อ๊อฟ: ไม่ครับ ยังต้องเรียนรู้อีกเยอะครับ และพัฒนาอีกเยอะ ความรู้ยังไม่เข้าขั้นของพี่ ๆ ที่เขาเคยทำงานมาก่อน รวมถึงเรายังต้องส่งไม้ต่อไปได้อีกเยอะเลย ความรู้ของเรามันไม่มีวันตายหรอกครับ เราไม่ได้หวงวิชา เราสามารถถ่ายทอดให้ไปสู่คนรุ่นต่อไปได้อีกเยอะครับ เพราะว่าในเมื่อเรายังมีเครื่องไม้เครื่องมือที่เรายังสามารถใช้งานได้ ความรู้เราก็ถ่ายทอดไปได้เรื่อย ๆ ถึงเราจะไม่ได้มีประสบการณ์มาก แต่เราก็ยังสามารถบอกเล่าให้คนอื่นทำงานต่อไปได้ ก็ต้องเอาให้ถึงที่สุดครับ
ภาพ : จิรายุ เสรีภัทรกุล
เรื่อง : คณิศร สันติไชยกุล