ไทยเบฟ ลงทุน “AgriValley มาเลเซีย”วางฐานผลิต-ส่งออกโพรดักซ์ฮาลาล
ไทยเบฟ เคาะงบก้อนใหญ่ 9.5 พันล้านบาทลงทุน AgriValley มาเลเซีย พร้อมปั้น “ฮาลาล โพรดักซ์” เปิดตลาดอินโด-มาเลเซีย ตั้งโรงงานกัมพูชา เดินเครื่องผลิตชา-นมข้น พร้อมแตกไลน์พอร์ตเครื่องดื่มสุขภาพนำร่องแบรนด์แรก “นิวติเวลล์” ลงตลาดเครื่องดื่มสุขภาพไทยสิ้นปีนี้
ในช่วง 9 เดือนแรกของปี 2567 ไทยเบฟ ผู้เล่นรายใหญ่ธุรกิจอาหารและเครื่องดื่มของไทยสามารถทำรายได้จากการขายกว่า 217,055 ล้านบาทเพิ่มขึ้น 0.5 % จากช่วงเดียวกันของปีก่อน โดยมีกำไร 38,595 ล้านบาทเพิ่มขึ้น 2.2% จากแรงหนุนธุรกิจเบียร์และเครื่องดื่มไม่มีแอลกอฮอล์ที่เติบโตต่อเนื่อง
ทั้งนี้ ไทยเบฟ ได้วางงบการลงทุนรอบใหม่ในกรอบปี 2568 ไว้ที่ 18,000 ล้านบาท สิ่งที่น่าสนใจคือ ไทยเบฟได้จัดสรรงบประมาณการลงทุนในส่วนของธุรกิจนอน-แอลกอฮอลล์ ไว้กว่า 10,800 ล้านบาท แบ่งเป็นการลงทุนในสายธุรกิจเครื่องดื่มไม่มีแอลกอฮอล์ ( NAB ) 9,500 ล้านบาท และธุรกิจอาหาร 1,300 ล้านบาท
โดยในส่วนของธุรกิจเครื่องดื่มไม่มีแอลกอฮอล์ ( NAB ) เงินลงทุนก้อนใหญ่จะถูกใช้ไปในโปรเจกต์“AgriValley” มาเลเซีย ราวๆ 8,000 ล้านบาท และเม็ดเงินอีกส่วนหนึ่งจะเป็นการลงทุนในกัมพูชา 1,500 ล้านบาท
นายโฆษิต สุขสิงห์ กรรมการผู้อำนวยการใหญ่และผู้บริหารสูงสุดปฏิบัติการประเทศไทย, ผู้บริหารสูงสุด กลุ่มธุรกิจเครื่องดื่มไม่มีแอลกอฮอล์ และผู้บริหารสูงสุดกลุ่มงานดิจิทัลและเทคโนโลยี ขยายภาพการลงทุนดังกล่าวว่า ในส่วนของการลงทุน NAB ในประเทศจะเน้นในเรื่องของ Product และ Market เพื่อสร้างความแข็งแรงให้กับตลาดในเมืองไทย
ไฮไลท์สำคัญคือการดึงแบรนด์ “100พลัส” กลับมาทำตลาดในเมืองไทยอีกครั้งโดยออกผลิตภัณฑ์ใหม่ในกลุ่มโปรตีน เจาะกลุ่มคนเล่นกีฬาทั้งในรูปแบบอัดลมและไม่อัดลมโดยใช้ไลน์การผลิตในประเทศ รวมทั้งโพรดักซ์ใหม่ตระกูล Health and Wellness ภายใต้ flagship Brand “นิวติเวลล์” โดยมีโพรดักซ์ซีรีส์แรก Flaxseed และ Oats- Quinoa ออกสู่ตลาดภายในสิ้นปีนี้
“เรามี Core Product หลายๆ แบรนด์ที่เป็นเบอร์ 1 ของตลาด สิ่งที่จะทำคือทำให้แข็งแรงมากขึ้น ขณะที่ Product ที่รั้งเบอร์ 2 ของตลาดเราจะสร้างการเติบโตและดันขึ้นมาเป็นเบอร์ 1 ของตลาด นอกจากนี้ยังมี product อื่นๆที่มีโอกาสเติบโตสูงซึ่งอยู่ระหว่างสร้างแบรนด์ และในอนาคตจะมีสินค้าที่เกี่ยวข้องกับสุขภาพมากขึ้นภายใต้แบรนด์ใหม่ๆ ซึ่งสิ้นปีนี้จะเริ่มเห็น 2 product Line คือ Flaxseed และ Oats- Quinoa”
ขณะที่ตลาดต่างประเทศ ThaiBev ได้วาง Strategic core market ไว้ที่ มาเลเซีย เวียดนามและเมียนมาร์ โดยให้ความสำคัญกับการสร้างโครงข่ายการกระจายสินค้าและโครงข่ายการผลิต โดยในมาเลเซียมีการลงทุนใน “AgriValley” หรือ ฟาร์มโคนม 20,000 ตัวบนพื้นที่ราวๆ 17,000 ไร่ กำลังการผลิตนม 200 ล้านลิตรต่อปี ภายใต้งบลงทุน 8,000 ล้านบาท
ขณะที่การลงทุน 1,500 ล้านบาท ในกัมพูชาจะเน้นไปที่การก่อสร้างโรงงานผลิต นมข้นหวานแบรนด์ทีพอท, ชาเขียว โออิชิ และเบียร์ ช้าง
“ส่วน Strategic market อย่างสิงคโปร์และลาว แม้มาร์เก็ตไซส์อาจจะเล็กแต่ก็เป็นตลาดที่จำเป็นจะต้องลงไปพัฒนา ส่วนตลาดค่อนข้างใหญ่อย่าง “มาเลเซีย” เรามีแผนจะใช้ “Halal Product” เข้าไปเปิดตลาดและใช้ AgriValley เป็นฐานการผลิตและส่งออกสินค้า Halal ในอนาคต”
เตรียมดันแบรนด์อาหารไทย-ฮาลาลตีตลาดอาเซียน
ขณะเดียวกัน นายโสภณ ราชรักษา ผู้ช่วยกรรมการผู้อำนวยการใหญ่, ผู้บริหารสูงสุด กลุ่มงานทรัพยากรบุคคลและสมรรถนะองค์กร, ผู้บริหารสูงสุด สายธุรกิจอาหารประเทศไทย และผู้บริหารสูงสุด สายธุรกิจโลจิสติกส์ เปิดแผนการลงทุนกลุ่มธุรกิจอาหารว่า
ในงบลงทุนปี 2568 กลุ่มธุรกิจอาหารได้วางงบ 1,300 ล้านบาท สำหรับเปิดร้านอาหารใหม่เพิ่ม 600 ล้านบาท โดยโฟกัสไปที่การขยายร้าน KFC ภายใต้การบริหารของ QSA และขยายสาขาร้านอาหารภายใต้แบรนด์โออิชิรวมทั้งรีโนเวทร้านเดิมราว ๆ 200 ล้านบาท
“ปีหน้าเราวางเป้าเปิดร้านอาหารใหม่ 69 ร้าน แบ่งเป็น KFC 45 ร้าน และแบรนด์อื่นๆในพอร์ตรวม 24 ร้าน โดยการลงทุนหลักๆจะอยู่ในโครงการ One Bangkok กว่า 16 ร้านจากทุกแบรนด์ในพอร์ต 1 ร้านต่อ 1 แบรนด์ ยกเว้นสตาร์บัค เบื้องต้นคาดว่าจะใช้งบลงทุนอย่างน้อย 400 ล้านบาท ซึ่งจะทำให้ ณ สิ้นปี 2568 ไทยเบฟจะมีร้านอาหารทั้งหมดในมือ 888 ร้าน แต่ขณะเดียวกันก็มีแผนที่จะปิดร้านในบางโลเคชั่นรวมทั้งลดขนาดสาขาลงในบางโลเคชั่นด้วย”
ผู้บริหารกล่าวต่อไปว่าสำหรับเป้าปี 2030 จะมุ่งไปที่“Ready to eat Package food” ซึ่งยังเป็นที่ต้องการของผู้บริโภคต่อเนื่องมาจากช่วงโควิดและปัจจุบันสามารถพลิกกลับขึ้นมาทำกำไรได้สำเร็จในอัตราค่อนข้างสูง โดยเบื้องต้นจะใช้โรงงานบ้างบึงเป็นฐานการผลิต
นอกจากนี้ไทยเบฟยังมองไกลไปถึงตลาดส่งออกโดยเฉพาะอาหาร Ready to eat Halal โดยจะทำงานร่วมกับ F&N มาเลเซีย เพื่อใช้ “AgriValley” เป็นฐานการผลิต Ready to eat Package food Halal Base เพื่อเจาะตลาดมาเลเซียและส่งออกเปิดตลาดอินโดนีเซีย
ขณะเดียวกันยังมีแผนนำแบรนด์อาหารไทยในพอร์ตไปเปิดตลาดในกลุ่มประเทศอาเซียน ซึ่งอยู่ระหว่าง ศึกษา Format ทั้งในส่วนของการหา Partner ในแต่ละประเทศ และการขยายผ่านแฟรนไชส์ในต่างประเทศ
“ปัจจุบันในเชิงของรายได้เราเป็นเบอร์ 3 ในตลาดเป็นรองไมเนอร์และ MK รายได้ 9 เดือนแรกปี 2567 ธุรกิจอาหารอยู่ที่ราวๆ 1.7 หมื่นล้านบาท คาดว่าจบปี2567 นี้มีลุ้นรายได้ 1.9 หมื่นล้านแตะๆแสนล้าน”