2 ลูกงานละเอียด “รอบชิง” ที่คู่ควร
วันนี้ผมจะขอไปเร็วๆไม่ยืดเยื้อเนื่องจากมีประชุมช่วงก่อนเที่ยงแต่ก็เป็นการนอนน้อยที่เต็มใจและเปี่ยมสุขหลัง ลิเวอร์พูล ผ่านเข้าชิง คาราบาว คัพ กับ เชลซี ในวันที่ 27 เดือนหน้านี้
พูดได้ว่า “หงส์แดง” สามารถปิดจ็อบที่ตัวเอง “ทิ้งขี้” ไว้ในเลกแรกที่ แอนฟิลด์ หลังเสมอ 0-0 กับสถิติโอกาสยิงเกือบ 20 หนโดยมี “พระเอก” อย่าง ดิเอโก้ โชต้า โชว์ความคมจัดคนเดียว 2 ลูกตีตั๋วไป เวมบลีย์
โฉมหน้าของเกมที่ เอมิเรสต์ สเตเดียม ควรจะออกไปทางฝั่งเจ้าถิ่นหลัง “ตีล้อม” ลิเวอร์พูล อยู่นานกว่า 16 นาที (จนสถิติผ่านบอลในพื้นที่สุดท้ายห่างลิบลับ 25 ต่อ 9)
โดยเฉพาะ 1-0 ที่ต้องมาจากลูกฟรีคิกชนคานของ อเล็กซองด์ ลากาแซตต์ ตั้งแต่นาทีที่ 5
3 ตัวบนทั้ง กาเบรียล มาร์ติเนลลี่, บูคาโย่ ซาก้า และ ลากาแซตต์ ไล่ไปจนถึง 3 มิดฟิลด์ ถูก มิเกล อาร์เตต้า กุนซือสั่งให้เพรสแบบหนักหน่วงจน “หงส์แดง” ขึ้นเกมไม่ได้เลย
บอลจากหลังต้องสาดยาวสเปะสปะ ส่วนแดนบนถูกตามเกาะเป็นเงาต้องคอยหันหลังเล่นถูกตัดกินหมด บอลจึงถูกเล่นอยู่ในแดนทีมเยือนซะเป็นส่วนใหญ่
จุดเปลี่ยนสำคัญแผนทางลัด “แกะเพรส” ที่ถูกนำมาใช้ไม่บ่อย (ผมเห็นทั้งเกมไม่น่าเกิน 3 หน) คือ โจเอล มาติ๊ป จะปาดบอลไปให้ โรแบร์โต้ ฟีร์เมียโน่ ที่กลางสนาม
ที่ผมบอกว่า “ทางลัด” เพราะเมื่อ มาติ๊ป มองหาตัวเลือกที่ออกนอกแอเรียแบ็คโฟว์ เราจะเห็นว่า TAA ทิ้งตำแหน่งแบ็คขวาเพื่อไปช่วยเก็บบอลจังหวะสองจาก ฟีร์เมียโน่
นั่นหมายความว่าทั้งคู่ (หรือทริโอ) ต้องรู้กันและซักซ้อมกันมาบ้าง
จังหวะการเล่นดังกล่าวถึงขนาดที่ผู้บรรยายช่อง PPTV พูดว่า เทรนต์ ไปทำอะไรตรงกลางสนาม?
การเล่นแบบนี้ค่อนข้างเสี่ยงที่จะถูกตัดและแบ็คโหว่ดังนั้นมันต้องใช้คนที่ชัวร์ในการแตะให้เพื่อนเล่นต่อซึ่ง บ๊อบบี้ อาจจะเป็นคนที่เล่นลูกลักษณะนี้ได้ดีที่สุด
ทันทีที่บอลจาก ฟีโน่ ถูกแตะอย่างรวดเร็ว โครงของการเพรสซิ่ง “ปืนใหญ่” ก็แตกรังเป็นโดมิโน่
เทรนต์ ตามมารับช่วงต่อและแทงไปให้ โชต้า ที่ยิงไม่เต็มเท้าแต่กลายเป็นดีเมื่อทำให้ อารอน แรมสเดลล์ หลงทางเพราะอ่านหน้าเท้าผิด
อาร์เซนอล ไม่ได้ช็อตแบบทันทีหลังเสียประตูแต่ค่อยๆสูญเสียจังหวะการเล่นของตัวเองไปหลังเริ่มเตะนาทีที่ 30
งานของ “หงส์แดง” น่าจะจบไวตั้งแต่ต้นครึ่งหลังด้วยซ้ำหากเปลี่ยน 2 โอกาส “นะหน้าทอง” ภายใน 8 นาทีให้เป็นประตูจากทั้งเจ้าหนู เคร็ก กอร์ดอน (ยิง 6 หลาโด่งข้ามคาน) และลูกโขกเตะมุมของ โกนาเต้ (ชนเสา)
วันนี้ “ปืนใหญ่” ปล่อยบอลจากเท้าในระยะหวังผลน้อยเกินไปครับ ถ้าไม่นับลูกฟรีคิกชนคานของ ลากาแซ็ตต์ ใน 5 นาทีแรกผมเห็นมีแค่ลูกหลอกยิงของ มาร์ติเนลลี่ เท่านั้นที่เป็นโอกาสที่ได้ลุ้นที่สุดแล้ว
กล่าวคือเจ้าถิ่นไม่สามารถสร้างโอกาสหรือจบสกอร์ในช่วงที่ทีมกำลังหวือหวาได้เลย แม้กระทั่งหลังพักครึ่งที่ อาร์เตต้า ปล่อยเด็กลงมาเปิดหน้าแลกก็มีแต่ความว่างเปล่า
แต่จุดหลักสำคัญที่ทำให้เกมรับของ ลิเวอร์พูล แน่นขึ้นต้องชมการเอาคืนของ เยอร์เก้น คล็อปป์ ที่สั่งให้เด็กๆ “เพรสกลับ” ทำให้ฝั่ง “ปืนใหญ่” ต้องมาอยู่ในสถานการณ์เหมือนกับที่ทำกับทีมเยือนตอน 16 นาทีแรก
บวกกับความสุดยอดของ ฟาบินโญ่ ที่ยังอ่านเกมและเก็บกินคอยสกรีนบอลตรงกลางสนามได้อย่างไร้ที่ติทำให้เกมของ “ปืนใหญ่” พ่ายแพ้อย่างราบคาบในครึ่งหลัง
ครับ การถูกเพรสและสกอร์ตามหลังในรอบรองฯทำให้ไม่มีใครกล้าเสี่ยงเคาะบอลหน้าประตูตัวเอง เครียดหนักแม้กระทั่ง แรมสเดลล์ ต้องตะโกนบอกเพื่อนให้กล้ามาเอาบอลแต่สุดท้ายต้องเตะสาดขึ้นมาและเป็นขนมหวานของ VvD และ โกนาเต้ (ที่ลงมาแทน มาติ๊ป)
ลิเวอร์พูล สอนบทเรียนให้ อาร์เซนอล เห็นว่าในขณะที่เกมกำลังเป็นต่อด้วยการจบสกอร์อย่างเด็ดขาดจาก โชต้า คนเดิมซึ่งเป็นกองหน้าที่จมูกไวและมีสัญชาตญาณอันตรายหากอยู่ในพื้นในกรอบเขตโทษ
ผมต้องใช้คำว่า “หงส์แดง” ก็เล่นไม่ได้ perfect อะไรนักเพราะสภาพทีมที่จัดลงสนามสุดๆได้แค่นี้แต่มันก็บอกเราได้อย่างนึงว่า เยอร์เก้น คล็อปป์ ฝีมือแค่ไหนที่เข็นทีมในช่วงขาดเดอะแบกจนเข้าชิงได้
อย่างเจ้าหนู กอร์ดอน ผมคิดว่าเกมที่มีความเข้นข้นและกดดัน (แถมยังออกมาเยือน) เป็นอะไรที่เลเวลสูงสำหรับน้องมันเกินไปซึ่ง JK เห็นตรงนี้ก่อนถอดตั้งแต่นาที 63
ฝั่งเจ้าถิ่นนักเตะหลายคนเองสภาพไม่ฟิตและเล่นต่ำกว่ามาตรฐานไม่ว่าจะเป็น ทาเคฮิโระ โทมิยาสุ (ที่เข่าอ่อนหลายต่อหลายหน) หรือ เอมิล สมิธ โรว์ ที่เงียบเหงา
การถูกไล่ออกของ โธมัส ปาร์เตย์ ตัวสำรองซึ่งเพิ่งกลับมาจาก แอฟค่อน ไม่ส่งผลใดๆต่อเกมแค่มาช่วยเพิ่มสถิติ “ใบแดง” ให้ อาร์เตต้า อย่างเหนียวแน่นต่อไปเท่านั้นเอง
การเข้าขิง คาราบาว คัพ หนนี้จะเป็นการกลับมาแก้ไขและลบฝันร้ายของ คล็อปป์ หลังเคยแพ้ดวลจุดโทษให้ แมนฯซิตี้ ในซีซั่นแรกที่เข้ามาคุมทีม (2015-16)
ในเกมกีฬาเมื่อมาถึงรอบชิงแฟนบอลทั้ง 2 ทีมก็ต้องทำใจเผื่อไว้บ้างเพราะมันต้องมีทีมนึงที่ผิดหวัง ตอนนี้อาจกำลังตื่นเต้นที่เข้าชิงแต่เมื่อผลมันออกผิดหวัง ฟีลลิ่ง “รู้งี้” จะแว่บเข้ามาในหัวทันที
แต่อย่างที่เขาพูดกันยิ่งสูงยิ่งหนาว คิดจะประสบความสำเร็จ แรงกระแทกรอบ final ย่อมรุนแรงกว่าเกมปกติทั่วไปอยู่แล้ว
วันอาทิตย์ที่ 27 กุนภาพันธ์นี้รู้เรื่องครับ…