โปรดอัพเดตเบราว์เซอร์

เบราว์เซอร์ที่คุณใช้เป็นเวอร์ชันเก่าซึ่งไม่สามารถใช้บริการของเราได้ เราขอแนะนำให้อัพเดตเบราว์เซอร์เพื่อการใช้งานที่ดีที่สุด

วู้ดดี้ เปิดใจ ภายใต้ความเพอร์เฟ็กต์ ต่อสู้กับโรคจิตเวช5ชนิด เล่าประสบการณ์ถามแรง ดาราโกรธ

Khaosod

อัพเดต 28 ม.ค. 2565 เวลา 12.47 น. • เผยแพร่ 28 ม.ค. 2565 เวลา 12.27 น.

 วู้ดดี้ วุฒิธร มิลินทจินดา พิธีกรชื่อดัง เปิดใจ ภายใต้ความเพอร์เฟ็กต์ หน้ากล้องดูมั่นใจไร้ที่ติ ชีวิตต้องต่อสู้กับโรคจิตเวช 5ชนิด ทั้งโรคซึมเศร้า แพนิก วิตกกังวล ไบโพลาร์ สมาธิสั้น เผยวิธีพาตัวเองผ่านมา พร้อมทั้งเล่าประสบการณ์เคยถามแรง จนดาราโกรธ

เปิดใจที่แรกว่าภายใต้ความเพอร์เฟ็กต์ที่เห็นในหน้าจอ แต่ใครจะรู้ว่าพิธีกรดังที่ดูมั่นใจไร้ที่ติ อย่างวู้ดดี้ วุฒิธร มิลินทจินดา ต้องต่อสู้กับหลายโรคทางจิตเวช ทั้งโรคซึมเศร้า แพนิก วิตกกังวล ไบโพลาร์ สมาธิสั้น ซึ่งส่วนหนึ่งก็มาจากความเป็นเพอร์เฟ็กชั่นนิสของตัวเอง
และในอดีต ด้วยความที่เป็นคนถามตรงถามแรง ยอมรับว่ามีดาราขุ่นเคืองใจอยู่บ้าง แต่ทุกวันนี้ได้มีการเคลียร์ใจกันไปหมดแล้ว โดยเจ้าตัวบอกว่า
"ก็หลังๆ พี่เป็นโรคทางจิตเวช หนึ่งในนั้นก็คือโรควิตกกังวล มันเพิ่งเป็นมาเมื่อไม่นานนี้แหละ คือปัญหาจิตเวชทั้งหมดพี่เป็นหมดเลยอ่ะ ซึมเศร้า แพนิก วิตกกังวล เป็นไบโพลาร์ สมาธิสั้น เพราะพี่มารู้อีกที อ้าวกูเป็นหมดเลย ทำไมกูเป็นหมดเลยอ่ะ พอเราเป็นหมดมันก็เชื่อมโยงไปปัญหาเล็กๆ น้อยๆ เช่นความวิตกกังวลซึ่งก่อนหน้านี้พี่ไม่เคยมีอาการวิตกกังวลมัน
อย่างเช่น ถ้าใครโทรมาเราก็จะวิตกกังวลแล้ว ปัญหามาหรือเปล่าวะหรือต้องแก้ปัญหาหรือเปล่าวะ มันเป็นในวัย 40 กว่านี่แหละ พี่ก็ต้องอยู่กับมันให้ได้ ก่อนขึ้นเวทีก็วิตกกังวลก่อนสัมภาษณ์ก็วิตกกังวล แต่พอ 5 4 3 2 มันก็เคลียร์ เวลาคนบอกว่าพี่มั่นใจมันก็เป็นหน้าที่"

รักษายังไง?
"ทุกวันนี้หลากหลายรูปแบบเลยครับ มีทั้งยามีทั้งปรึกษาหมอ ต้องถามต้องคุย แล้วต้องคุยต่อเนื่อง พี่มีหมอหลายท่านด้วยกัน แต่ละอาการแต่ละโรคหลายคนก็จะถนัดไม่เหมือนกัน แต่สิ่งที่สำคัญที่สุดพี่ก็จะบำบัดด้วยการฟังตัวเองแล้วก็ดูตัวเองให้ได้ว่าอาการแบบนี้มันเกิดขึ้นจากอะไร อีกอย่างพี่เป็นกังวลกับทุกอย่างพี่แก้ไขไม่ได้เพราะความที่พี่เป็นเพอร์เฟ็กชั่นนิส ทุกอย่างต้องเป๊ะตั้งแต่ไหนแต่ไรแล้ว
พี่เป็นอย่างนี้มาตั้งแต่เด็กแล้วทำอะไรก็ต้องเป๊ะต้องเป๊ะ มันกดดันตัวเองเพราะไม่เป๊ะก็จะด่าตัวเอง เฮ้ยใช้การไม่ได้ แต่พี่ไม่รู้ว่าการที่เราพูดกับตัวเองทุกวันเป็นสิบๆ ปี มันส่งผลจริงๆ มันรู้ว่าตัวเองฉันไม่ดีพออันนี้ไม่ดีเลย มันเหมือนมีคอมเมนต์เตเตอร์ประมาณ 10 คนคอยพูดใส่ตัวเอง พี่จะต้องมีสติมากขึ้นในทุกทุกนาทีเลยนะ
สมมติว่ามีเหตุการณ์บางอย่างเกิดขึ้น สมมติว่าพี่มาสัมภาษณ์เลต พี่ก็จะมองว่าเฮ้ยทำไมเลตจังเลย พี่ก็จะว่าตัวเองว่ามาเลต แย่จังแย่มาก อย่างนี้พี่ก็จะจับได้ว่าถ้าพี่คิดอย่างนี้ พี่ก็จะไม่คิดว่าพี่มาสาย พี่ก็จะไม่ว่าตัวเอง แล้วมันก็จะดีขึ้นเรื่อยๆ ปัญหาทางจิตเวชถ้าเราจับตัวเองได้แล้วเรามีค่อยๆ มีสติพิจารณา คือทั้งหมดทั้งปวงมันคือความคิดหรือฟุ้ง เว้นแต่บางคนเป็นกรรมพันธ์หรือมีปัญหาทางเคมี อันนั้นก็ต้องพึ่งยาร้อยเปอร์เซ็นต์
แต่ของพี่สมาธิช่วยได้มากเพราะถ้าพี่ไม่ทำสมาธิมันจะยุ่งเหยิงไปหมดสมองพี่หัวพี่มันจะเหมือนสี่แยกอโศกโหอะไรวิ่งเต็มไปหมดเลย จริงๆ มนุษย์คนมันก็เป็นอย่างนั้นแหละ เวลาที่เราคุยกันอยู่มันก็คงจะวิ่งแล่นเป็นเหมือนกัน แต่ของพี่มันเยอะมาก พี่ต้องจัดเรียง กังวลรอก่อน ตั้งใจพูดก่อน ไม่ต้องรีบ คำถามต่อไปเดี๋ยวค่อยว่ากัน พี่ก็จะแยกแยะ พี่ว่าท้าทายดีแฮปปี้
ปัญหาพวกนี้พี่ว่าทำไมต้องเป็นพี่ด้วย ทำไมต้องเกิดขึ้นตรงนี้ ทำไมต้องเกิดปัญหากับเรา พี่ก็คิดนะที่เกิดขึ้นแล้วพี่ศึกษามันแล้วค่อยๆ หาทางออก แล้วเมื่อออกมาได้ก็ต้องแบ่งปัน พอพี่เข้ามาเจอเหตุการณ์นี้ พี่รู้เลยว่าประเทศนี้ค่อนประเทศเป็นหมดและบางคนอาจจะไม่รู้ตัวและไม่พบแพทย์ บางคนไม่รักษาจนมันลามไป คือนี่แหละคือสิ่งที่พี่สนใจมากตอนนี้ก็คือปัญหาจิตเวชต่างๆ ให้กับพี่น้องชาวไทยและพี่กำลังทำรีเสิร์ชวิจัยชิ้นใหญ่ด้วยการเอาตัวพี่เข้าไปทำวิจัยตัวนี้
ปีสองปีที่ผ่านมาพี่ทำทุกอย่างวิจัยตัวเองว่ามันเกิดขึ้นจากอะไร พี่ต้องรู้ตัวเองข้อมูลบางช่วงพี่ก็สามารถแบ่งปันได้ อย่างล่าสุดแพนิกที่เป็นมาสองปีมันก็ดีขึ้นแล้วมันก็เกือบหาย พอเวลามันมาพี่ก็จะหาวิธีจดเลยว่าทำยังไงให้มันหยุด A B C D พี่มาเจอวิธีใหม่ในการหายใจมันเป็นสูตรสำหรับพี่ เรียกว่าดูห้าอย่างฟังห้าอย่าง ระหว่างที่เราแพนิกอยู่จิตมันฟุ้งมาก พี่ก็จะดูห้าอย่างเช่น กระเป๋า แก้ว โน๊ตบุ๊ก ถ้วย กระดาษ แล้วก็ตามด้วยห้าเสียง เช่น เสียงแอร์ เสียงมอเตอร์ไซค์เสียงจากที่เราสัมภาษณ์ เสียงหายใจ ไปจับจิตมันไม่ฟุ้ง อันนี้มันปรากฏว่าเวิร์กนะ
พี่ตื่นเต้นมากที่จะแบ่งปันให้คนเป็นแพนิกแล้วเขาไม่หายสักที อันนี้มันคือวิธีที่ทำให้หลุดออกจากแพนิกภายใน 3 นาที แต่พี่ก็ยังวิจัยอยู่นะ คือพี่จะต้องวิจัยสักปีนึง แล้วถ้ามันเวิร์กพี่ก็จะแบ่งปันต่อ คือพี่คุยกับทีมงานไว้ว่าพี่สนใจมากที่จะทำคอนเทนต์เกี่ยวกับจิตเวช เพราะมันไม่มีคนพูดเรื่องนี้แล้วก็เข้าถึงได้ง่าย
พอเราทำตรงนี้มันกลายเป็นว่าสินค้าที่เราทำอย่างวันโด้มันเกี่ยวข้องกับลำไส้ที่ไม่ดีเกี่ยวข้องกับระบบประสาท แล้วหลายคนที่มีปัญหาทางจิตเวช มันไม่ได้มาจากแค่การใช้ชีวิตมันมาจากลำไส้ที่ไม่ดี พี่เลยมองว่าทุกอย่างที่พี่ทำมันโยงกันหมด พี่ก็เหนื่อยนะในวงการบันเทิงบางคนเขาก็เป็นอย่างเดียว แต่พี่เป็นหมด แต่พี่ก็ไม่เคยพูดกับใคร รู้สึกว่าพี่จะพูดที่นี่ที่แรก"

พออยู่หน้าจอเพอร์เฟ็กต์คนเลยไม่รู้?
"คนรอบข้างแนะนำให้พักงานไปหนึ่งปีเพื่อที่จะทบทวน แต่อย่างล่าสุดพี่ก็ไปอยู่เชียงใหม่มาหนึ่งเดือนออกไปจากกรุงเทพฯกลับไปสู่ธรรมชาติมันก็ดีขึ้น เพราะตื่นมาพี่ไม่ได้มีตารางที่ยุ่งเหยิง พี่ไม่ต้องเข้าประชุมพี่ก็แค่เข้าประชุมออนไลน์พี่ก็ยังถ่ายคอนเทนต์อยู่แต่ว่ามันไม่เครียด พี่ก็เจอแล้วว่ามันคือไลฟ์สไตล์ในการทำงานที่มันทำให้เครียด ก็ค่อยๆ แก้ ทำยังไงที่จะเข้าออฟฟิศน้อยลง ทำยังไงที่จะให้คนอื่นมาเครียดแทนพี่ ส่วนใหญ่ถ้าพี่จะแก้ปัญหาพี่ถึงจะเครียด พี่ก็เลยจะต้องจ้างคนที่แก้ปัญหาแทนพี่แล้วก็ให้ดูผลประกอบการไหมประมาณนี้
ที่ตอนแรกจะให้พี่พัก พี่ไม่เอาพี่จะต้องเผชิญกับมันให้ได้พี่จะไม่วิ่งหนี จะไม่หลบเพราะยิ่งหลบยิ่งปิดมันก็จะไม่สามารถที่จะฝึกได้ ก็ต้องรับกับปัญหาบ้างเห็นปัญหาเห็นอารมณ์ คือถ้าจะเอาชนะโรคพวกนี้มันต้องเผชิญกับมัน อันนี้ไม่นับว่าขึ้นเครื่องบินแล้วกลัวเครื่องบินตก เพราะว่าถ้าเรามีปัญหาทางจิตเวชมันจะกลัวอะไรไปหมดเลยอย่างเช่นนั่งอยู่บนรถจะกลัวรถคว่ำนั่งก้นไม่ติดเบาะเพราะกลัวรถจะคว่ำ ทุกวันนี้บินเครื่องบินก็กลัวว่าเครื่องบินจะตก
แล้วสมัยก่อนคือจะเป็นกังวล แล้วก็ฟุ้งเครียด เดี๋ยวนี้พี่ก็จะแค่ดูความกลัว อ๋อมันยังไงต่อ คิดว่ามันจะกลัว คิดว่ามันจะตกแล้วยังไงต่อ มือมันจะเหงื่อไหลแล้วยังไงต่อ พี่จะต้องพูดว่าแล้วมันยังไงต่อ พี่ต้องถามตัวเอง เหมือนต้องคุยกับตัวเอง คือไอ้ปัญหาทั้งหมดพี่ค้นหาด้วยตัวเองเพราะบางทีหมอก็บอกให้กินยาคิดบวก มันไม่ได้ไง คือพี่แจ๊กพ็อตเจอทุกอย่างพี่ก็ต้องรีบจัดการต้องรีบเคลียร์ ถ้าพี่ปล่อยให้มันเรื้อรังพี่คงไม่ได้มานั่งคุยตรงนี้ ป่านนี้พี่คงไปอยู่ที่ไหนห่างไกลผู้คนและไม่คุยกับผู้คนอีกเลย
แย่ที่สุดที่เจอปัญหานี้คือความจำที่จะพูดมันหายพี่จะทรมานที่สุดเลยคือเวลาที่พี่จะสัมภาษณ์คน พี่นึกคำไม่ออกพี่เรียบเรียงไม่ได้ ก่อนที่สัมภาษณ์พี่ต้องทำสมาธิแป๊บนึงแล้วค่อยๆ อย่างเช่น สมัยก่อนคือพี่กินข้าวกับเพื่อน พี่เม้าธ์มอยได้เลย แต่เดี๋ยวนี้เวลาจะอ้าปากต้องพูดอะไรวะมันเป็นแบบนี้แหละ ไม่มีคนไหนสามารถบอกได้ว่ามันคืออะไร แต่พี่ไม่ท้อใจไม่เห็นจะต้องเปรียบเทียบกับตัวเองเมื่อสามสี่ปีที่แล้วเลยที่มันคล่อง ก็บางทีเขาอาจจะอยากให้พูดช้าลงก็ได้ ก็คิดบวก"

สัมภาษณ์ดารามาเกือบทั้งวงการ ที่ผ่านมาเคยมีประสบการณ์ที่เราถามคำถามแล้วดารารู้สึกขุ่นเคืองใจไหม?
"ถ้ามีอาจจะนานแล้วนะ ในอดีตมั้ง ในอดีตถามคำถามแล้วดาราขุ่นเคือง อาจจะเยอะอยู่เหมือนกันนะแต่ตอนนี้จำไม่ได้ ถึงจำได้ก็เคลียร์ไปกับเขาหมดแล้ว ช่วงหลายปีที่ผ่านมา เจอดาราพี่ก็เคลียร์นะ ผมขอโทษมากเลยที่วันนั้นคุยกันแล้วบรรยากาศมันแปลกๆ พี่รู้สึกไหม เขารู้สึกเราก็จะขอโทษ จริงๆ นะพี่ก็ไล่เคลียร์ไปเรื่อยๆ วันนี้พี่มั่นใจว่ามันไม่มี ครั้งใดที่เราคุยกันแล้วมันรู้สึกขุ่นเคืองใจ
เว้นแต่ถ้ามันเกิดขึ้นตรงนั้นเลยเราก็จะหยุดแล้วเราก็จะคุยกันเลยว่าคำถามนี้มันทำให้น้องตกใจหรืออะไรยังไงหรือเปล่า เราก็จะเคลียร์กันตรงนั้นเลย คือไม่มีค้าง เพราะพี่เป็นคนไม่ชอบค้างคามันจะเป็นปมชีวิต แน่นอนเราไม่อยากใช้ชีวิตในการค้างคากับใครใดๆ
เดี๋ยวนี้ไม่มี เพราะอะไรรู้ไหม เพราะคำถามที่พี่ถามเขามันไม่ใช่คำถามที่จะทำให้เขาไม่อยากตอบ ก่อนที่พี่จะถามในหัวพี่พี่คิดแล้วว่าถ้าเป็นพี่พี่จะตอบไหม หรือคำถามพี่จะทำให้เขารู้สึกแย่กับคำถาม มันเป็นหน้าที่พี่ ที่จะต้องกรอง เลิกกันเพราะอะไร? อยากถามนะ แต่ในหัวพี่พี่รู้สึกว่าเขาเพิ่งเลิกมาแล้วเขารู้สึกแย่ พี่ก็จะถามว่าความรู้สึกในวันนี้ คงไม่สบายใจอย่างแน่นอน มันรู้สึกหนักขนาดไหนลองเล่าให้ฟังซิ? ซึ่งมันก็แค่คล้ายกับว่าเพิ่งเลิกเป็นยังไงมันใกล้เคียงกัน แต่พี่คิดว่าวิธีการถามมันอาจจะไม่ได้ตรงเป้า แต่พี่ไม่ได้มีเจตนาไงที่อยากจะรู้ว่าเขาเลิกยังไงด้วยซ้ำ
พี่เป็นคนที่รู้ว่ามันมีประเด็นว่าตอนนี้มันทำให้เขาอึดอัดใจอยู่ พี่ก็จะสอนให้เขาพูดเองแล้วเขาก็จะพูดในระดับที่เขาจะพูด คือเดี๋ยวนี้เหมือนพี่ถามตรงเนาะ แต่ถ้าสังเกตงานพี่ตอนนี้พี่ไม่สามารถอยากที่จะเจาะอะไรก็ตามให้เขาตกใจ แต่เวลาพี่นั่งกินข้าวกับเพื่อนพี่ก็ยังทำอยู่นะ พี่ก็ถามตรงอยู่ แต่การที่เปลี่ยนคำถามของพี่มันก็ปรับไปตามอายุ ไม่ใช่คนอายุ 20 กว่าที่ยังคะนองสะใจ แฮปปี้มีความสุข พี่อยากให้คนที่นั่งอยู่กับพี่เป็นเพื่อนกัน เราอยู่ในวงการนี้เราไม่ควรมีศรัตรู"

ดูข่าวต้นฉบับ
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...