ต้าหลิง มหาพิภพแห่งวิญญาณ
ข้อมูลเบื้องต้น
หยดเหงื่อเกาะพราวบนปลายคางของเยว่ซิน ก่อนจะร่วงหล่นลงสู่ใบหญ้าจันทราที่เพิ่งถูกเด็ดลงในตะกร้าสานเก่าๆ ของเธอ เด็กสาวในวัยสิบสี่ปีทอดถอนใจ ร่างกายที่ยังเติบโตไม่เต็มที่ของเธอล้าเกินกว่าวัย ดวงตาคู่สวยหม่นแสงลงเมื่อมองสมุนไพรในตะกร้าที่เกือบจะเต็ม มันคือหยาดเหงื่อและแรงกายของเธอตลอดครึ่งค่อนวัน
บนมหาพิภพต้าหลิงแห่งนี้ ที่ซึ่งพลังวิญญาณคือเครื่องชี้วัดคุณค่าของคน เยว่ซินเปรียบดั่งธุลีดินที่ไร้ค่าที่สุด เธอเกิดมาพร้อมกับธาตุไม้ พรสวรรค์ที่ถูกจัดอยู่ในระดับต่ำที่สุด และที่เลวร้ายกว่านั้นคือระดับพลังบำเพ็ญของเธอยังคงหยุดนิ่งอยู่ที่ระดับต้น ขั้นที่หนึ่ง มานานหลายปีแล้ว ในสายตาของชาวบ้านหมู่บ้านชายขอบแห่งนี้ เด็กสาวเช่นเธอมีชะตากรรมเดียวคือการเป็นคนเก็บสมุนไพรไปจนวันตาย
ทว่าสำหรับเยว่ซินแล้ว ทุกต้นหญ้าที่เธอเด็ด ทุกย่างก้าวที่เธอบุกป่าฝ่าดง มันคือชีวิตของคนในครอบครัว ภาพใบหน้าซีดเซียวของท่านแม่ที่ล้มป่วย และท้องที่หิวโหยของน้องชายตัวน้อย คือแรงผลักดันที่ทำให้สองขาของเธอยังคงก้าวต่อไป พ่อของเธอผู้บำเพ็ญเพียรธาตุโลหะที่เคยเป็นเสาหลักของบ้าน ได้หายสาบสูญไปในป่าอสูรแห่งนี้เมื่อหลายปีก่อน ทิ้งไว้เพียงความทรงจำอันเลือนรางและภาระหนักอึ้งที่เด็กสาวต้องแบกรับ
"อีกนิดเดียว อีกนิดก็น่าจะพอค่าข้าวสารสำหรับสามวัน" เธอบอกกับตัวเองพลางปาดเหงื่อ
แต่แล้ว เสียงพุ่มไม้สั่นไหวอย่างรุนแรงก็ดังขึ้น!
เยว่ซินสะดุ้งสุดตัว มือเล็กๆ คว้ามีดสมุนไพรเก่าๆ ขึ้นมาป้องกันตัวอย่างสัญชาตญาณ สิ่งที่ปรากฏตัวออกมาไม่ใช่สัตว์อสูรที่ดุร้าย แต่เป็นหมูป่าหินตัวหนึ่งที่ขาหลังของมันมีแผลเหวอะหวะ มันวิ่งกระโผลกกระเผลกหนีลึกเข้าไปในป่าอย่างไม่คิดชีวิต
หัวใจของเยว่ซินเต้นระรัว หมูป่าหินเป็นเพียงอสูรระดับต่ำ เนื้อของมันไม่ได้มีพลังวิญญาณสูงส่ง แต่สำหรับครอบครัวที่อดมื้อกินมื้อแล้ว มันคืออาหารเลิศรสที่จะช่วยต่อชีวิตไปได้อีกหลายวัน
ความลังเลปรากฏขึ้นในแววตาของเธอ ป่าชั้นในคือเขตอันตรายที่พ่อเคยเตือนไว้เสมอว่าห้ามเข้าไปเด็ดขาด แต่ภาพรอยยิ้มของน้องชายหากได้กินเนื้ออิ่มๆ สักมื้อก็ฉายชัดขึ้นมาในความคิด
ความหิวโหยและความปรารถนาที่จะเห็นครอบครัวมีความสุขได้เอาชนะความกลัวในที่สุด เยว่ซินกัดริมฝีปากแน่น ตัดสินใจทิ้งตะกร้าสมุนไพรไว้ข้างทางแล้ววิ่งตามรอยเลือดของหมูป่าหินเข้าไปในเขตป่าลึกที่เธอไม่เคยย่างกราย
เธอไม่รู้เลยว่า การตัดสินใจที่ขับเคลื่อนด้วยความรักและความสิ้นหวังในครั้งนี้ กำลังจะนำพาเธอไปสู่โชคชะตาอันยิ่งใหญ่ ที่จะเปลี่ยนแปลงชีวิตของเธอและสั่นสะเทือนไปทั้งมหาพิภพต้าหลิงตลอดกาล
บทที่ 1: ชีวิตที่แห้งแล้ง
แสงสีเทาหม่นของรุ่งอรุณค่อยๆ คืบคลานผ่านรอยแตกของหน้าต่างกระดาษสาที่ผุพัง ส่องให้เห็นฝุ่นละอองที่ลอยวนอยู่ในอากาศอันเย็นเยียบของกระท่อมไม้ซอมซ่อหลังหนึ่ง ซึ่งตั้งอยู่อย่างโดดเดี่ยวในบริเวณท้ายสุดของหมู่บ้านเมฆาขจีราวกับเป็นส่วนเกินที่ถูกลืม แม้แต่ไก่ป่าตัวแรกก็ยังไม่ทันขัน แต่สำหรับเยว่ซินแล้ว ราตรีอันยาวนานได้สิ้นสุดลงแล้ว
เด็กสาวในวัยสิบสี่ปีขยับตัวลงจากเตียงไม้อย่างเชื่องช้าและแผ่วเบาที่สุด ทุกการเคลื่อนไหวของเธอถูกคำนวณมาเป็นอย่างดีเพื่อไม่ให้เกิดเสียงดังเอี๊ยดอ๊าดจากพื้นไม้เก่าๆ ที่พร้อมจะประท้วงทุกเมื่อ ดวงตาสีน้ำตาลเข้มของเธอจับจ้องไปยังร่างสองร่างที่ยังคงหลับใหลอยู่บนเตียงอีกฟากหนึ่งของห้องที่คับแคบและอับชื้น
ร่างหนึ่งคือท่านแม่ของเธอ ‘เยว่หลาน’ สตรีที่ครั้งหนึ่งเคยงดงาม บัดนี้กลับเหลือเพียงเงาของอดีต ผิวของนางซีดขาวจนแทบจะกลืนไปกับผ้าปูที่นอนสีหม่น ริ้วรอยแห่งความกังวลสลักลึกอยู่บนหน้าผากแม้ในยามหลับ เสียงลมหายใจที่แผ่วเบาและติดขัดเป็นระยะบ่งบอกถึงอาการป่วยเรื้อรังที่เกาะกินชีวิตของนางมานานหลายปี อีกร่างหนึ่งคือน้องชายตัวน้อยวัยหกขวบของเธอ ‘อาซาน’ ที่นอนขดตัวซุกอยู่ในอ้อมแขนอันไร้เรี่ยวแรงของมารดา ส่งเสียงครางงึมงำในลำคออย่างมีความสุขในโลกแห่งความฝัน
เยว่ซินถอนหายใจออกมาอย่างเงียบงัน ความรักอันท่วมท้นและความรู้สึกหนักอึ้งของภาระถาโถมเข้ามาในใจพร้อมๆ กัน เธอเดินเท้าเปล่าไปยังเตาไฟเล็กๆ ที่มอดดับแล้วตรงมุมห้อง ในหม้อดินใบใหญ่มีข้าวสารเหลือติดก้นหม้ออยู่เพียงหยิบมือเดียว เธอเทมันออกมาอย่างระมัดระวัง แล้วแบ่งส่วนหนึ่งเก็บกลับเข้าไปในไหอย่างทะนุถนอมราวกับเป็นทองคำ นี่คือเสบียงสำหรับวันพรุ่งนี้
เธอเติมน้ำลงไปในหม้อจนเกือบเต็ม ก่อนจะหยิบเศษผักป่าที่เก็บมาได้เมื่อวานโยนตามลงไปสองสามชิ้น เด็กสาวลงมือจุดไฟอย่างคล่องแคล่ว ทักษะที่ถูกบีบคั้นให้ต้องเรียนรู้ตั้งแต่อายุยังน้อย เปลวไฟสีส้มริบหรี่ลุกเลียก้นหม้อดิน สะท้อนเงาของเธอให้เต้นระริกอยู่บนผนังไม้ผุๆ ราวกับภูตผีตนหนึ่ง
กลิ่นหอมจางๆ ของข้าวต้มเริ่มลอยอบอวลไปทั่วห้อง มันเป็นกลิ่นที่เรียบง่ายและจืดชืด แต่สำหรับสามชีวิตในกระท่อมหลังนี้ มันคือกลิ่นแห่งการมีชีวิตรอด
"แค่ก แค่กๆ ซินเอ๋อร์ "
เสียงไอแหบแห้งดังขึ้น ปลุกให้เยว่หลานตื่นจากนิทรา นางพยายามยันตัวลุกขึ้นนั่ง แต่ก็ทำได้เพียงครึ่งทางก่อนจะหมดแรงไอต่ออีกหลายครั้ง เยว่ซินรีบปรี่เข้าไปประคองร่างของมารดาให้นั่งพิงกับหัวเตียงทันที
"ท่านแม่ ตื่นแล้วหรือเจ้าคะ นอนต่ออีกหน่อยเถอะ อากาศยังเย็นอยู่เลย" เธอกล่าวพลางดึงผ้าห่มผืนบางที่ขาดวิ่นขึ้นมาคลุมร่างของมารดาให้สูงขึ้น
เยว่หลานส่ายหน้าช้าๆ รอยยิ้มอ่อนแรงปรากฏขึ้นบนริมฝีปากที่แห้งผาก "แม่นอนมากพอแล้ว เจ้าอีกแล้วสินะ ตื่นมาทำงานงกๆ ตั้งแต่ฟ้ายังไม่สาง" นางยกมือที่สั่นเทาขึ้นลูบแก้มของบุตรสาวอย่างแผ่วเบา "ดูสิ ผอมลงไปอีกแล้ว เด็กสาววัยเจ้าควรจะได้ฝึกบำเพ็ญเพียรอย่างสบายใจ ไม่ใช่ต้องมาแบกรับภาระของแม่ไร้ประโยชน์คนนี้"
"อย่าพูดอย่างนั้นสิเจ้าคะท่านแม่!" เยว่ซินขมวดคิ้ว "ท่านไม่ใช่ภาระ ท่านคือครอบครัวของข้า คือทุกสิ่งทุกอย่างของข้ากับอาซาน"
น้ำตาเอ่อคลอในดวงตาของเยว่หลาน นางนึกถึงสามีผู้เป็นที่รัก เยว่เทียน ชายหนุ่มผู้บำเพ็ญเพียรธาตุโลหะที่แข็งแกร่งและเป็นเสาหลักของครอบครัว หากเขายังอยู่ ชีวิตของพวกเขาคงไม่ลำบากยากแค้นถึงเพียงนี้ "หากพ่อของเจ้ายังอยู่ "
"ท่านพ่อจะต้องภูมิใจในตัวข้าแน่เจ้าค่ะ" เยว่ซินรีบพูดตัดบท เธอรู้ดีว่าเมื่อไหร่ก็ตามที่แม่เริ่มพูดถึงพ่อ บรรยากาศในบ้านจะยิ่งหม่นหมองลงไปอีก "ท่านแม่รอสักครู่นะ ข้าวต้มใกล้จะสุกแล้ว ข้าจะไปอุ่นยาให้"
เธอเดินไปหยิบห่อยากระดาษสาที่ได้มาเมื่อวานออกมาอย่างระมัดระวัง กลิ่นสมุนไพรรสขมฉุนกึ้ก แต่สำหรับเยว่ซินแล้ว มันคือกลิ่นของความหวัง หวังว่ายาเทียบเท่าเศษหญ้าห่อน้อยๆ นี้จะสามารถยื้อชีวิตของมารดาต่อไปได้อีกหนึ่งวัน
ในขณะที่เธอกำลังยุ่งอยู่กับการต้มยา อาซานก็ตื่นขึ้นมาพอดี เด็กชายขยี้ตางัวเงียแล้วคลานลงจากเตียง วิ่งเตาะแตะเข้ามาเกาะขาพี่สาว "พี่ใหญ่ อาซานหิว"
เยว่ซินหันมายิ้มบางๆ ให้กับน้องชาย เธอตักข้าวต้มที่เจือจางจนแทบจะเป็นน้ำซุปใส่ถ้วยบิ่นๆ จนเกือบเต็ม ก่อนจะส่งให้น้องชาย "มานี่สิอาซาน ค่อยๆ กินนะ มันยังร้อนอยู่"
อาซานรับถ้วยข้าวต้มมาแล้วซดเข้าไปอย่างหิวกระหาย แต่แล้วเขาก็ชะงักเมื่อเห็นว่าในถ้วยของพี่สาวมีข้าวต้มอยู่เพียงก้นถ้วยเท่านั้น "พี่ใหญ่กินแค่นั้นเองหรือ?"
"พี่ไม่ค่อยหิวน่ะ" เยว่ซินโกหกอีกครั้ง มันเป็นคำโกหกที่เธอพูดบ่อยจนเคยชินเสียแล้ว "พี่ต้องรีบเข้าป่า เจ้ากินเยอะๆ จะได้โตไวๆ แข็งแรงเหมือนท่านพ่อนะ"
คำว่า "ท่านพ่อ" ทำให้อาซานตาโตเป็นประกาย "ท่านพ่อแข็งแรงมากเลยใช่ไหมพี่ใหญ่?"
"ใช่แล้ว" เยว่ซินตอบพลางลูบหัวน้องชาย "ท่านพ่อสามารถใช้พลังวิญญาณสร้างดาบโลหะขึ้นมาจากความว่างเปล่าได้เลยนะ"
"สุดยอด! ข้าเองก็อยากทำได้บ้าง!" อาซานพูดอย่างตื่นเต้น เขาพยายามทำมือเลียนแบบท่าร่ายพลังที่เคยเห็นพวกผู้ใหญ่ในหมู่บ้านทำ แต่ด้วยความที่เป็นเด็กเล็ก ท่าทางของเขาจึงดูน่ารักน่าเอ็นดูมากกว่าน่าเกรงขาม
ภาพนั้นทำให้เยว่ซินยิ้มออกมาอย่างอ่อนโยน เธอใช้เวลาเล่นกับน้องชายอยู่ครู่หนึ่ง สอนให้เขารู้จักชื่อของผักป่าที่อยู่ในข้าวต้ม ก่อนจะจัดการป้อนยาให้แม่และเก็บกวาดทุกอย่างจนเรียบร้อย เมื่อแสงแดดเริ่มทอประกายแรงขึ้น เธอก็หยิบตะกร้าสานใบเก่าที่วางพิงไว้ข้างฝาและมีดสมุนไพรขึ้นสนิมที่เหน็บไว้ข้างเอวขึ้นมา
"ข้าไปนะเจ้าคะท่านแม่"
"ระวังตัวด้วยนะลูก อย่าเข้าไปในป่าลึกนัก" เยว่หลานกำชับด้วยความเป็นห่วง
"ข้ารู้แล้วเจ้าค่ะ" เยว่ซินรับคำ ก่อนจะหันไปหาอาซาน "ดูแลท่านแม่ให้ดีนะอาซาน อย่าดื้ออย่าซนล่ะ"
"ข้ารับทราบ พี่ใหญ่!" เด็กชายยืนตรงทำท่าตะเบ๊ะอย่างแข็งขัน
เยว่ซินหัวเราะเบาๆ ก่อนจะเปิดประตูไม้ออกไปเผชิญหน้ากับโลกภายนอก
หมู่บ้านเมฆาขจีในยามเช้านั้นค่อนข้างคึกคัก ชาวบ้านเริ่มออกมาทำงาน บ้างก็เตรียมตัวเข้าป่าล่าสัตว์ บ้างก็นำของป่าไปขายที่ตลาดเล็กๆ ใจกลางหมู่บ้าน ทุกคนล้วนแต่เป็นผู้บำเพ็ญเพียร พลังวิญญาณที่แผ่ออกมาจากแต่ละคนนั้นแตกต่างกันไป แต่ส่วนใหญ่ก็อยู่ในระดับต้นเช่นเดียวกับเธอ อย่างไรก็ตาม ระดับต้นขั้นที่หนึ่งของเยว่ซินนั้นนับว่าต่ำที่สุดในบรรดาคนรุ่นราวคราวเดียวกัน
ขณะที่เธอกำลังเดินผ่านลานกลางหมู่บ้าน เสียงที่เธอไม่อยากได้ยินที่สุดก็ดังขึ้น
"ดูนั่นสิ 'ภูตไม้' ประจำหมู่บ้านออกหากินอีกแล้ว"
เยว่ซินชะงักฝีเท้า หันไปมองต้นเสียงก็พบกับ 'หวังหู่' เด็กหนุ่มวัยเดียวกับเธอซึ่งเป็นหลานชายของหัวหน้าหมู่บ้าน เขายืนกอดอกอยู่กับกลุ่มเพื่อนอีกสองสามคน สายตาที่มองมายังเธอนั้นเต็มไปด้วยความดูถูกเหยียดหยาม หวังหู่มีพรสวรรค์ธาตุไฟที่หายากและถูกยกย่องให้เป็นอัจฉริยะน้อยของหมู่บ้าน พลังของเขาอยู่ในระดับต้นขั้นที่สี่แล้ว ซึ่งนับว่าสูงมากสำหรับคนอายุเท่านี้
"ว่าไงล่ะเยว่ซิน วันนี้จะไปเก็บเศษหญ้าอีกแล้วเหรอ?" หวังหู่เยาะเย้ย "ระวังตัวหน่อยนะ อย่าเข้าใกล้ข้านักล่ะ เดี๋ยวพลังธาตุไม้กากๆ ของเจ้าจะถูกไฟของข้าเผาจนมอดไหม้ไปเสียก่อน"
"ฟู่!" เขาสะบัดนิ้วเบาๆ เปลวไฟลูกเล็กๆ ก็ปรากฏขึ้นบนปลายนิ้วแล้วลอยคว้างอยู่กลางอากาศ เรียกเสียงฮือฮาชื่นชมจากเพื่อนๆ ของเขาได้เป็นอย่างดี
เยว่ซินกำหมัดแน่น ความอัปยศแล่นพล่านขึ้นมาจนใบหน้าของเธอร้อนผ่าว แต่เธอก็รู้ดีว่าตัวเองไม่มีปัญญาไปต่อกรกับเขาได้ เธอทำได้เพียงเม้มปากแน่นแล้วเดินหนีไปเงียบๆ
"ฮ่าๆๆ ดูสิ มันไม่กล้าแม้แต่จะเถียง" หวังหู่หัวเราะลั่น
"ก็แน่ล่ะสิ ระดับต้นขั้นที่หนึ่ง จะเอาอะไรไปสู้กับพี่หู่ได้" เพื่อนคนหนึ่งของเขากล่าวประจบ
"เฮ้ เยว่ซิน!" หวังหู่ตะโกนไล่หลัง "พ่อของเจ้าก็คงไร้น้ำยาแบบนี้สินะ ถึงได้เอาชีวิตไปทิ้งในป่าโง่ๆ!"
คำพูดนั้นราวกับค้อนที่ทุบลงมากลางใจของเยว่ซิน เด็กสาวหยุดเดิน หันขวับกลับไปจ้องหน้าหวังหู่อย่างเอาเรื่อง "อย่ามาพูดถึงพ่อข้าแบบนี้นะ!"
"ทำไมรึ? ข้าพูดความจริงนี่" หวังหู่ยักไหล่อย่างไม่ใส่ใจ "คนไร้ความสามารถก็สมควรตายแบบนั้นแหละ"
"เจ้า!" เยว่ซินกำลังจะพุ่งเข้าไป แต่แล้วเสียงแหลมๆ ของหญิงสูงวัยคนหนึ่งก็ดังขัดขึ้นมาเสียก่อน
"หวังหู่! มาทำอะไรตรงนี้? แล้วนั่น เยว่ซินนี่เอง" 'ป้าหวัง' ย่าของหวังหู่เดินเข้ามา นางกวาดตามองเยว่ซินตั้งแต่หัวจรดเท้าด้วยสายตาดูแคลน "นี่เจ้ายังมีหน้ามาหาเรื่องหลานข้าอีกรึ? แค่ครอบครัวเจ้าเป็นตัวถ่วงของหมู่บ้านยังไม่พออีกหรือไง"
"ข้าเปล่าหาเรื่องนะท่านย่า นางจ้องข้าก่อน" หวังหู่รีบฟ้อง
"พอแล้วๆ" ป้าหวังโบกมือ "อย่าไปสุงสิงกับคนชั้นต่ำเลย เสียเวลาฝึกบำเพ็ญเพียรเปล่าๆ ไปเถอะ ไปเตรียมตัวเข้าเมืองกับย่าดีกว่า" นางพูดพลางดึงแขนหลานชายเดินจากไป แต่ก็ไม่วายหันมาพูดทิ้งท้ายกับเยว่ซินว่า "ส่วนเจ้า ก็รีบๆ ไปเก็บเศษหญ้าของเจ้าซะเถอะ อย่างน้อยก็ทำตัวให้มีประโยชน์บ้าง"
เยว่ซินยืนนิ่งอยู่ตรงนั้นราวกับถูกสาปให้เป็นหิน คำพูดดูถูกและสายตาเหยียดหยามของชาวบ้านรอบๆ ทำให้เธอรู้สึกราวกับตัวเองตัวเล็กนิดเดียว เธอก้มหน้าลงเพื่อซ่อนแววตาที่สั่นระริก ก่อนจะรีบเดินจ้ำอ้าวออกจากลานกลางหมู่บ้านไปให้เร็วที่สุด
แต่ในความมืดมิด ก็ยังมีแสงสว่างรำไรอยู่เสมอ
ขณะที่เธอกำลังเดินผ่านกระท่อมหลังเล็กๆ หลังหนึ่งที่เกือบจะพังมิพังแหล่ ประตูไม้ก็แง้มออกอย่างช้าๆ หญิงชราผมขาวโพลนคนหนึ่งกวักมือเรียกเธอ "แม่หนู มานี่สิ"
เยว่ซินจำได้ว่านี่คือ 'ท่านย่าหลี่' หญิงชราตาฝ้าฟางที่อาศัยอยู่ตัวคนเดียว นางเป็นคนเก่าแก่ที่สุดในหมู่บ้านและไม่ค่อยสุงสิงกับใคร เยว่ซินเดินเข้าไปหาอย่างงุนงง
ท่านย่าหลี่ยื่นผลไม้ป่าสีแดงสดลูกเล็กๆ ที่เหี่ยวเล็กน้อยส่งให้เธอ "ยายได้ยินเรื่องเมื่อกี๊นี้ อย่าไปใส่ใจคำพูดของคนพวกนั้นเลยนะ" เสียงของนางแหบพร่าแต่แฝงไว้ด้วยความเมตตา "จำไว้นะแม่หนู ต้นไม้ที่สูงที่สุดในป่า ก็ล้วนเติบโตมาจากเมล็ดพันธุ์เล็กๆ ทั้งนั้น"
เยว่ซินรับผลไม้มาถือไว้ในมือนิ่งงัน ความอบอุ่นสายหนึ่งแล่นเข้าสู่หัวใจที่ด้านชาของเธอ "ขอบคุณเจ้าค่ะ ท่านย่าหลี่"
"ไปเถอะ ดูแลตัวเองดีๆ" หญิงชราพูดจบก็ปิดประตูหายกลับเข้าไปในกระท่อม
เยว่ซินมองผลไม้ในมืออยู่ครู่หนึ่ง ก่อนจะเก็บมันใส่ลงไปในอกเสื้ออย่างดี นี่อาจจะเป็นผลไม้ธรรมดาๆ แต่สำหรับเธอแล้ว มันคือน้ำใจอันล้ำค่าที่หาได้ยากยิ่งในหมู่บ้านแห่งนี้
เธอเดินทางต่อไปยังร้านยา "หอโอสถเฉิน" ที่ตั้งอยู่ใกล้กับทางออกของหมู่บ้าน กลิ่นสมุนไพรนานาชนิดลอยฟุ้งออกมาแตะจมูก
"ลุงเฉิน ข้าเอาหญ้าจันทรามาส่ง" เธอกล่าวพลางวางตะกร้าที่เก็บมาได้เมื่อวานลงบนเคาน์เตอร์ไม้ที่เต็มไปด้วยรอยขีดข่วน
'ลุงเฉิน' ชายวัยกลางคนเจ้าของร้านเงยหน้าขึ้นมาจากตำราสมุนไพรเล่มหนา เขามีสีหน้าเรียบเฉยและดูเหมือนจะเบื่อหน่ายโลกอยู่ตลอดเวลา เขาหยิบหญ้าจันทราขึ้นมาสองสามต้น พลิกดูไปมาแล้วโยนกลับลงตะกร้าอย่างไม่ใส่ใจ "คุณภาพงั้นๆ เหมือนเดิม ทั้งหมดนี่ 15 อีแปะ"
"แต่ว่าลุงเฉิน " เยว่ซินพยายามจะต่อรอง แต่เมื่อเห็นสายตาเย็นชาของชายชรา เธอก็กลืนคำพูดที่เหลือลงคอไป "ก็ได้เจ้าค่ะ 15 อีแปะ"
ลุงเฉินโยนเหรียญทองแดง 15 เหรียญลงบนเคาน์เตอร์เสียงดังเคร้ง เยว่ซินรีบกวาดเหรียญทั้งหมดเก็บใส่ถุงผ้าเล็กๆ ของเธอ
"ข้าขอซื้อยาแก้ไข้ชุดที่ถูกที่สุดหนึ่งชุดเจ้าค่ะ" เธอยื่นเหรียญ 8 เหรียญกลับไปให้เขา
ลุงเฉินหยิบห่อยาที่เตรียมไว้อยู่แล้วส่งให้เธออย่างรวดเร็ว "แล้วก็ ข้าวสารหยาบครึ่งชั่ง" เยว่ซินยื่นเงินไปอีก 5 อีแปะ
หลังจากซื้อของที่จำเป็นเสร็จสิ้น ในถุงผ้าของเธอก็เหลือเหรียญทองแดงอยู่เพียง 9 เหรียญเท่านั้น เมื่อรวมกับของเก่าที่มีอยู่ 7 เหรียญ ตอนนี้เธอมีเงินเก็บทั้งหมด 16 อีแปะ เป็นจำนวนเงินที่น่าสมเพชเสียจนเธอไม่อยากจะนับมันด้วยซ้ำ
ระหว่างทางเดินไปยังทางเข้าป่า กลิ่นหอมของหมั่นโถวนึ่งร้อนๆ จากร้านข้างทางก็ลอยมายั่วจมูก ท้องของเธอร้องประท้วงขึ้นมาทันที เยว่ซินเผลอมองไปยังหมั่นโถวลูกขาวอวบในลังนึ่งด้วยสายตาละห้อย มันราคาลูกละ 2 อีแปะ เธอมองมันอยู่ครู่หนึ่ง ก่อนจะตัดสินใจกำถุงเงินให้แน่นขึ้นแล้วเดินจากไปอย่างเด็ดเดี่ยว เงินทุกเหรียญมีค่าสำหรับอนาคตของครอบครัว
ในที่สุด เธอก็เดินทางมาถึงเขตชายป่าที่คุ้นเคย แนวป่าทึบตั้งตระหง่านอยู่เบื้องหน้า ราวกับกำแพงสีเขียวขนาดมหึมาที่แบ่งแยกโลกมนุษย์ออกจากดินแดนแห่งอสูร ที่ตรงนี้คือที่ทำงานของเธอ และก็เป็นสุสานของพ่อเธอด้วย
เยว่ซินหลับตาลง ภาพความทรงจำในอดีตก็ผุดขึ้นมาอย่างชัดเจน
ภาพของชายร่างสูงใหญ่ผู้มีรอยยิ้มอบอุ่นกำลังอุ้มเธอขึ้นขี่คอ เขามีฝ่ามือที่หยาบกร้านแต่แข็งแกร่ง "ดูนะซินเอ๋อร์" พ่อของเธอชี้ไปยังต้นหญ้าที่มีหยดน้ำค้างเกาะอยู่บนใบแลดูคล้ายแสงจันทร์ "นั่นคือหญ้าจันทรา มันชอบขึ้นในที่ชื้นๆ จำไว้นะ มันคือสมบัติที่ป่ามอบให้เรา"
ภาพของพ่อที่กำลังสอนเธอถึงอันตรายของป่า "จำไว้นะลูก ห้ามเข้าไปในเขตป่าชั้นในเด็ดขาด ที่นั่นมีอสูรที่น่ากลัวอยู่มากมาย สัญญาณอันตรายคือเมื่อต้นไม้เริ่มใหญ่ขึ้นและเสียงนกเงียบหายไป เมื่อถึงตอนนั้น ต้องรีบหนีออกมาทันที เข้าใจไหม?"
และภาพสุดท้าย คือแผ่นหลังของพ่อที่เดินหายเข้าไปในป่าลึกในเช้าวันหนึ่ง เขาบอกว่าจะเข้าไปหา "หญ้าวิญญาณกระดูกเหล็ก" สมุนไพรล้ำค่าที่จะนำเงินมารักษาแม่ของเธอได้ และเขาก็ไม่ได้กลับออกมาอีกเลย
เยว่ซินลืมตาขึ้นมาอีกครั้ง หยดน้ำใสๆ ที่เอ่อคลออยู่ถูกบังคับให้ไหลกลับเข้าไป เธอกำมีดสมุนไพรในมือแน่น ความทรงจำไม่ได้ทำให้เธออ่อนแอลง ตรงกันข้าม มันกลับตอกย้ำถึงเป้าหมายในชีวิตของเธอ เธอจะต้องแข็งแกร่งขึ้น แข็งแกร่งพอที่จะปกป้องคนที่เธอรักให้ได้ และแข็งแกร่งพอที่จะเอาชีวิตรอดในโลกที่โหดร้ายใบนี้
"วันนี้ ข้าต้องเก็บหญ้าจันทราให้ได้สองตะกร้า" เธอตั้งปณิธานกับตัวเอง
เด็กสาวสูดลมหายใจเข้าลึกๆ กลิ่นดินและใบไม้ที่คุ้นเคยช่วยให้จิตใจของเธอสงบลง ก่อนจะก้าวเท้าข้ามรากไม้ใหญ่ที่เปรียบเสมือนเส้นแบ่งเขตแดน ร่างเล็กๆ ของเธอค่อยๆ ถูกกลืนหายเข้าไปในอาณาจักรแห่งพงไพรที่เต็มไปด้วยความหวังและภยันตราย โดยไม่รู้เลยว่าการเข้าป่าในครั้งนี้ จะนำพาเธอก้าวไปสู่เส้นทางแห่งโชคชะตาที่ต่างออกไปอย่างสิ้นเชิง ตลอดกาล
ระดับการบำเพ็ญพลังวิญญาณ และธาตุ
การบำเพ็ญเพียรในโลกต้าหลิงคือการดูดซับพลังวิญญาณจากฟ้าดินมาขัดเกลาร่างกายและจิตวิญญาณ เพื่อก้าวข้ามขีดจำกัดของมนุษย์ โดยแบ่งออกเป็น 4 ขอบเขตใหญ่ แต่ละขอบเขตแบ่งย่อยออกเป็น 9 ขั้น
1. ขอบเขตระดับต้น (ขั้นที่ 1 - 9)
คำอธิบาย: เป็นช่วงวางรากฐานของผู้บำเพ็ญเพียร ผู้ฝึกตนในระดับนี้จะมุ่งเน้นไปที่การเปิดเส้นลมปราณ, สัมผัสและควบคุมพลังวิญญาณให้ไหลเวียนในร่างกาย, และขจัดมลทินเพื่อเสริมสร้างความแข็งแกร่งพื้นฐาน เป็นระดับที่พบเห็นได้ทั่วไปในหมู่ชาวบ้านและผู้เริ่มต้นฝึกฝน
ความสามารถ: ใช้ทักษะพื้นฐานของธาตุตนเองได้ เช่น ผู้ใช้ธาตุไฟสามารถจุดไฟเล็กๆ ได้ หรือผู้ใช้ธาตุไม้สามารถกระตุ้นการเติบโตของพืชธรรมดาได้เล็กน้อย
2. ขอบเขตระดับกลาง (ขั้นที่ 1 - 9)
คำอธิบาย: เมื่อรากฐานมั่นคงแล้ว ผู้บำเพ็ญเพียรจะเข้าสู่ระดับกลาง ในระดับนี้ "ทะเลวิญญาณ (ตันเถียน)" จะก่อตัวขึ้นอย่างสมบูรณ์ ทำให้สามารถกักเก็บพลังวิญญาณได้มากขึ้นและบริสุทธิ์ขึ้น ถือเป็นผู้บำเพ็ญเพียรอย่างเต็มตัว และเป็นกำลังหลักของสำนักหรือตระกูลต่างๆ
ความสามารถ: สามารถใช้ทักษะต่อสู้ที่ซับซ้อนขึ้น สามารถทำพันธสัญญากับอสูรวิญญาณระดับกลาง และเริ่มเรียนรู้ศาสตร์เฉพาะทาง เช่น การปรุงยา หรือการสร้างอาคม
3. ขอบเขตระดับสูง (ขั้นที่ 1 - 9)
คำอธิบาย: ผู้ที่มาถึงระดับนี้ถือเป็นยอดฝีมือของแผ่นดิน เป็นระดับของเจ้าสำนัก, ผู้อาวุโส, หรือแม่ทัพนายกอง พวกเขามีความเข้าใจในธาตุของตนเองอย่างลึกซึ้ง สามารถควบคุมพลังวิญญาณได้อย่างอิสระดั่งใจนึก
ความสามารถ: สามารถใช้พลังธาตุสร้างปรากฏการณ์ที่ยิ่งใหญ่ได้ เช่น สร้างกำแพงดิน, เรียกพายุฝน, หรือห่อหุ้มร่างกายด้วยเปลวเพลิง สามารถทำพันธสัญญากับอสูรระดับสูงที่น่าเกรงขาม
4. ขอบเขตระดับจอมปราชญ์ (ขั้นที่ 1 - 9)
คำอธิบาย: เป็นขอบเขตในตำนาน ผู้ที่ไปถึงระดับนี้มีจำนวนน้อยนิดนับคนได้ในประวัติศาสตร์ พวกเขาคือผู้ที่ใกล้เคียงกับเซียน เข้าใจแก่นแท้ของพลังวิญญาณและกฎเกณฑ์แห่งฟ้าดิน การมีอยู่ของพวกเขาเพียงคนเดียวสามารถค้ำจุนอาณาจักรหรือทำลายล้างกองทัพให้สิ้นซากได้
ความสามารถ: พลังเกินกว่าจะหยั่งถึง สามารถเปลี่ยนแปลงสภาพอากาศและภูมิประเทศได้ดั่งใจนึก มีอายุขัยยาวนานนับร้อยนับพันปี
ธาตุพลังวิญญาณ
ทุกคนในโลกต้าหลิงจะเกิดมาพร้อมกับธาตุประจำตัวเพียงหนึ่งเดียว (ยกเว้นกรณีพิเศษอย่างเยว่ซิน) ซึ่งไม่สามารถเปลี่ยนแปลงได้ และจะส่งผลต่อเส้นทางการบำเพ็ญเพียรและความถนัดไปตลอดชีวิต
ไม้
คำอธิบาย: สื่อถึงการเติบโต, การรักษา, และพลังแห่งชีวิต เป็นธาตุที่พบได้ทั่วไป มีความสามารถในการสื่อสารและควบคุมพืชพรรณต่างๆ เหมาะอย่างยิ่งกับการเป็นนักปรุงยาและผู้ดูแลสวนสมุนไพร
สีการ์ดไอเทม: เขียวสด
น้ำ
คำอธิบาย: เป็นธาตุที่มีความยืดหยุ่นและปรับตัวสูง สามารถเป็นได้ทั้งสายสนับสนุน (รักษาสมานแผล) และสายโจมตีที่รุนแรง (กระแสน้ำแรงดันสูง) ในการปรุงยา พลังน้ำช่วยในการสกัดและผสมผสานส่วนผสมต่างๆ
สีการ์ดไอเทม: น้ำเงินเข้ม
ดิน
คำอธิบาย: สื่อถึงความมั่นคง, การป้องกัน, และความหนักแน่น เป็นธาตุที่โดดเด่นในด้านการป้องกันเป็นที่สุด ผู้ใช้ธาตุนี้มักมีร่างกายที่แข็งแกร่งทนทานกว่าคนทั่วไป
สีการ์ดไอเทม: น้ำตาลเข้ม
ไฟ
คำอธิบาย: สื่อถึงการทำลายล้าง, ความร้อนแรง, และพลังโจมตีที่รุนแรงที่สุดในบรรดาธาตุพื้นฐาน เป็นธาตุที่ทรงพลังในการต่อสู้ แต่ควบคุมได้ยากและสิ้นเปลืองพลังวิญญาณสูง
สีการ์ดไอเทม: แดงสด
ลม
คำอธิบาย: สื่อถึงความรวดเร็ว, อิสระ, และการเคลื่อนไหว ผู้ใช้ธาตุลมจะมีความเร็วสูงและคล่องตัวเป็นพิเศษ สามารถใช้ลมเป็นได้ทั้งอาวุธที่เชือดเฉือนคมกริบและการเคลื่อนที่หลบหลีก
สีการ์ดไอเทม: เหลือง
ธาตุหายาก (Rare Elements)
ธาตุเหล่านี้พบได้น้อยมาก ผู้ที่ครอบครองมักถูกจับตามองเป็นพิเศษและถือว่าเป็นผู้มีพรสวรรค์สูงส่ง
แสง
คำอธิบาย: เป็นธาตุศักดิ์สิทธิ์ที่บริสุทธิ์ มีพลังในการฟื้นฟูและรักษาบาดแผลได้อย่างน่าอัศจรรย์ เป็นธาตุคู่ตรงข้ามกับความมืดและเป็นที่ปรารถนาของทุกอาณาจักร
สีการ์ดไอเทม: ขาวทอง
ความมืด
คำอธิบาย: เป็นธาตุที่ลึกลับและอันตราย สามารถใช้ในการลอบสังหาร, สร้างคำสาป, และควบคุมเงา ผู้ใช้ธาตุนี้มักถูกสังคมหวาดระแวงและรังเกียจ แต่ก็มีพลังที่น่าเกรงขามในการปรุงยาพิษและศาสตร์ต้องห้าม
สีการ์ดไอเทม: ดำสนิท
โลหะ
คำอธิบาย: เป็นธาตุที่แข็งแกร่งและดุดัน สามารถควบคุมแร่โลหะต่างๆ เพื่อสร้างเป็นอาวุธหรือชุดเกราะได้ มีพลังโจมตีและป้องกันที่สมดุลและร้ายกาจ
สีการ์ดไอเทม: เงินเงา
น้ำแข็ง
คำอธิบาย: เป็นธาตุแขนงหนึ่งของธาตุน้ำ แต่มีความหายากและทรงพลังกว่า สามารถแช่แข็งทุกสิ่งและสร้างสรรค์ทักษะที่เน้นการควบคุมและหยุดการเคลื่อนไหวของศัตรู
สีการ์ดไอเทม: ฟ้าใส
มิติ
คำอธิบาย: เป็นธาตุในตำนานที่หายากที่สุดและลึกลับที่สุด ผู้ที่ครอบครองสามารถควบคุมพื้นที่และมิติได้ สามารถสร้างช่องมิติสำหรับเก็บของ หรือเคลื่อนย้ายตัวเองในระยะสั้น (เทเลพอร์ต) ได้ เป็นพลังที่แทบไม่มีใครเคยพบเห็น
สีการ์ดไอเทม: ม่วงคราม