โปรดอัพเดตเบราว์เซอร์

เบราว์เซอร์ที่คุณใช้เป็นเวอร์ชันเก่าซึ่งไม่สามารถใช้บริการของเราได้ เราขอแนะนำให้อัพเดตเบราว์เซอร์เพื่อการใช้งานที่ดีที่สุด

ต่างประเทศ

เทรนด์ใหม่ตลาดงาน 'ปักหลักครั้งใหญ่' ไม่เลย์ออฟ ไม่จ้างเพิ่ม

กรุงเทพธุรกิจ

อัพเดต 25 ส.ค. 2568 เวลา 17.06 น. • เผยแพร่ 26 ส.ค. 2568 เวลา 00.02 น.

คนงานหลายล้านคนเคยออกจากงานในช่วง "การลาออกครั้งใหญ่" (Great Resignation) ตอนโควิด-19 ระบาด แต่เมื่อเศรษฐกิจไม่มั่นคง ประกอบกับความไม่แน่นอนจึงพลิกตลาดแรงงานหันมาสู่ “การปักหลักครั้งใหญ่”

นักเศรษฐศาสตร์ใช้คำนี้หมายถึงพนักงานลาออกน้อยลง บริษัทว่าจ้างหรือไล่พนักงานออกน้อยลง

เนลา ริชาร์ดสัน หัวหน้านักเศรษฐศาสตร์จากบริษัทที่ปรึกษาด้านทรัพยากรมนุษย์ ADP เผยกับสำนักข่าวซีเอ็นบีซี

“เมื่อสองปีก่อนเราเพิ่งมี ‘การลาออกครั้งใหญ่’ แต่ตอนนี้พนักงานกลับไม่ไปไหน พวกเขาเจองานในฝัน น่าจะเป็นการทำงานที่บ้านบางส่วน เผลอๆ อาจได้เงินเดือนเพิ่มเยอะ และสิ่งที่เราเห็นจากข้อมูลตอนนี้คือการลาออกต่ำมาก ซึ่งเป็นเรื่องผิดปกติมากๆ ในสหรัฐ” ริชาร์ดสันกล่าวพร้อมเสริม

“ดิฉันเรียกว่า การปักหลักครั้งใหญ่ (Great Stay) ผู้คนทำงานเดิม ไม่ลาออก ทำอยู่นั่นแหละแม้แต่งานอย่างไอทีหรือพัฒนาซอฟท์แวร์ที่ปกติลาออกกันเยอะมาก”

ในทำนองเดียวกัน ริชาร์ดสันกล่าวว่าบริษัทต่างๆ กำลังระงับการตัดสินใจเรื่องการจ้างงานไว้ “เพราะพวกเขาไม่แน่ใจเกี่ยวกับเส้นทางข้างหน้า ไม่ใช่เพราะกำลังพยายามลดจำนวนพนักงาน”

เธอเรียกเทรนด์นี้ว่า “ตลาดแรงงานแบบไม่จ้าง ไม่ไล่ออก” หมายถึงช่วงเวลาที่มีสัญญาณชัดว่า บริษัทไม่ได้จ้างงานมาก แต่ก็ไม่ได้ปลดออกมากเช่นกัน การขอรับผลประโยชน์ว่างงานซึ่งสะท้อนถึงการถูกเลย์ออฟ ต่ำสุดเกือบเป็นประวัติการณ์

“เราคิดว่า บรรยากาศตอนนี้ไม่มีการไล่ออก ไม่เลย์ออฟ เพราะบริษัทลังเลจะเอาคนออกเนื่องจากใช้เวลานานกว่าจะได้คนกลับคืนมา” ริชารด์สันอธิบายต่อ

การพลิกกระแส Great Resignation เป็นเรื่องน่าตกใจ การระบาดของโควิด-19 ทำให้การจ้างงานและการขยายตัวทางเศรษฐกิจที่ยาวนานที่สุดในประวัติศาสตร์ของสหรัฐต้องสิ้นสุดลง ข้อมูลจากสำนักงานสถิติแรงงานสหรัฐชี้ว่า ในปี 2022 ประชาชนราว 50.5 ล้านคนลาออกจากงาน เพิ่มขึ้นจาก 47.8 ล้านคนในปี 2021

แต่มีสัญญาณบ่งชี้ว่าตลาดงานของสหรัฐกำลังชะลอตัวลงข้อมูลล่าสุดเมื่อวันที่ 1 ส.ค.ระบุว่า การจ้างงานนอกภาคเกษตรกรรมในเดือน ก.ค.เติบโตช้ากว่าที่คาดการณ์ไว้ที่ 73,000 ตำแหน่ง ขณะที่อัตราการว่างงานเพิ่มขึ้นเล็กน้อยเป็น 4.2%

นักเศรษฐศาสตร์กล่าวว่า รายงานการจ้างงานน้อยลงอาจเพิ่มแรงจูงใจให้ธนาคารกลางสหรัฐ (เฟด) ลดอัตราดอกเบี้ยในการประชุมรอบหน้าเดือน ก.ย.

  • สหราชอาณาจักรเปลี่ยนแปลงเช่นกัน

เทรนด์แบบเดียวกันนี้มีให้เห็นในสหราชอาณาจักร ที่จำนวนตำแหน่งงานว่างเพิ่มขึ้นสู่ระดับสูงสุดเป็นประวัติการณ์1,172,000 อัตราช่วงเดือน ส.ค.-ต.ค.2021 ต่อมาภายในไตรมาสสองของปี 2022 ตัวเลขรวมสูงถึง1,295,000 อัตรา

ตัดภาพมาที่ปี 2025 ข้อมูลการจ้างงานล่าสุดของสหราชอาณาจักรเผยแพร่โดยสำนักงานสถิติแห่งชาติเมื่อกลางเดือน ส.ค. พบว่า ตลาดแรงงานลดลงอย่างต่อเนื่อง ระหว่างเดือน พ.ค.-ก.ค. ตำแหน่งงานว่างลดลง 5.8% มาอยู่ 718,000 อัตราใน 16 ภาคส่วนจาก 18 ภาคส่วน

“ข้อมูลจากผลการสำรวจตำแหน่งงานว่างชี้ว่า บางบริษัทอาจไม่รับสมัครพนักงานใหม่หรือรับคนแทนพนักงานลาออก”

ด้านอัตราความไม่เคลื่อนไหวทางเศรษฐกิจของสหราชอาณาจักร ซึ่งสะท้อนถึงจำนวนประชาชนอายุระหว่าง 16-64 ปี ที่ไม่ทำงานและไม่คิดจะหางานทำ ประเมินว่าอยู่ที่ 21% ระหว่างเดือน เม.ย.-มิ.ย.ที่ผ่านมา

“การจ้างงานของภาคธุรกิจลดลงต่อเนื่องตลอดสามปีที่ผ่านมา การลดลงเมื่อเร็วๆ นี้ส่วนหนึ่งเป็นผลจากต้นทุนแรงงานสูงขึ้นเพราะการขึ้นภาษีและขึ้นค่าจ้างขั้นต่ำ รวมถึงความไม่แน่นอนของเศรษฐกิจโดยรวม ในเวลาเดียวกันความไม่เคลื่อนไหวลดลงและการว่างงานเพิ่มขึ้นกำลังเพิ่มอุปทานแรงงาน”

นีล คาร์เบอร์รี ประธานคณะเจ้าหน้าที่บริหารสมาพันธ์สรรหาและจ้างงาน กล่าวกับซีเอ็นบีซีว่า อังกฤษก็กำลังเกิดเทรนด์ “ปักหลักครั้งใหญ่” เช่นกัน เมื่อบริษัทต่างๆ ลังเลจะจ่ายเงินจ้างคนจนกว่าจะเข้าใจแนวโน้มเศรษฐกิจสหราชอาณาจักรให้ดีเสียก่อน ซึ่งตอนนี้เศรษฐกิกำลังเติบโตซบเซา

“ความจริงคือ ภาคธุรกิจเป็นผู้สร้างงาน และเครื่องยนต์ของการจ้างงานคือการเติบโต ถ้าธุรกิจยังไปไม่ถึงจุดที่อยากจ้างคนก็ยังไม่มีการว่าจ้าง” คาร์เบอร์รีอธิบายพร้อมเสริม

“ตลาดงานตอนนี้ค่อนข้างแปลก บริษัทต่างๆ ไม่ค่อยจ้างพนักงานประจำมากนักในช่วงสองสามปีที่ผ่านมา และสถานการณ์ก็ยังไม่ฟื้นตัวเต็มที่นับตั้งแต่เกิดโควิด-19 หลายธุรกิจแค่รอ พวกเขารู้ว่าอยากทำอะไร แต่ต้องการความมั่นใจมากกว่านี้ก่อนที่จะเดินหน้าต่อไป” คาร์เบอร์รีย้ำ

ดูข่าวต้นฉบับ
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...