โปรดอัพเดตเบราว์เซอร์

เบราว์เซอร์ที่คุณใช้เป็นเวอร์ชันเก่าซึ่งไม่สามารถใช้บริการของเราได้ เราขอแนะนำให้อัพเดตเบราว์เซอร์เพื่อการใช้งานที่ดีที่สุด

ธุรกิจ-เศรษฐกิจ

“คนอังกฤษ” ต้องออมเงิน 52 ปี ถึงจะแตะกลุ่มมั่งคั่ง ช่องว่างคนรวย-คนจนขยายหนักสุดรอบ 15 ปี

การเงินธนาคาร

อัพเดต 08 ต.ค. 2568 เวลา 11.58 น. • เผยแพร่ 08 ต.ค. 2568 เวลา 04.58 น.

Resolution Foundation เผย "คนอังกฤษ" ต้องออมเงิน 52 ปี ถึงจะแตะกลุ่มมั่งคั่ง ช่องว่างชนชั้นกลางกับกลุ่มมั่งคั่งสุดพุ่งแตะ 1.3 ล้านปอนด์ ความมั่งคั่งกระจุกตัวในมือคนมีบ้านและผู้สูงวัย

วันที่ 8 ตุลาคม 2568 เวลา 06.01 น. สำนักข่าวบลูมเบิร์กรายงานว่า รายงานฉบับใหม่ของสถาบันวิจัย Resolution Foundation เผยว่าแม้คนอังกฤษจะทำงานและออมเงินตลอดทั้งชีวิต ก็ยังไม่เพียงพอที่จะเข้าสู่กลุ่มคนร่ำรวยได้ สะท้อนปัญหาความเหลื่อมล้ำทางเศรษฐกิจที่รุนแรงขึ้นอย่างมากตลอดช่วง 15 ปีที่ผ่านมา

ต้องทำงานกว่า 52 ปี ถึงแตะกลุ่มมั่งคั่ง

จากการวิเคราะห์ข้อมูลอย่างเป็นทางการในช่วงปี 2563–2565 พบว่าพนักงานประจำทั่วไปในสหราชอาณาจักรจำเป็นต้องออมรายได้ตลอด 52 ปี เพื่อจะก้าวขึ้นไปอยู่ในกลุ่มบนของโครงสร้างความมั่งคั่ง เพิ่มขึ้น 14 ปี เมื่อเทียบกับช่วงปี 2549–2551

ในเชิงตัวเงิน ช่องว่างระหว่างคนระดับกลางกับกลุ่ม 10% ที่ร่ำรวยที่สุดขยายขึ้นเกือบ 25% หรือประมาณ 1.3 ล้านปอนด์ หรือราว 1.8 ล้านดอลลาร์สหรัฐ ภายในระยะเวลา 15 ปีเท่านั้น

Molly Broome นักเศรษฐศาสตร์อาวุโสของ Resolution Foundation ระบุว่า ช่องว่างเหล่านี้น่ากังวลเป็นสองเท่า เพราะการเคลื่อนย้ายทางความมั่งคั่ง (wealth mobility) ของสหราชอาณาจักรต่ำมาก คนที่เกิดมามีฐานะมักจะรวยต่อไป ส่วนคนจนก็มักยังจนเหมือนเดิม

รายงานชี้ว่าการเพิ่มขึ้นของความมั่งคั่งในครัวเรือนส่วนใหญ่ตั้งแต่ปี 2553 เป็นต้นมา มาจากราคาบ้านและมูลค่ากองทุนบำเหน็จบำนาญที่สูงขึ้น ซึ่งผลประโยชน์ตกอยู่ในมือของกลุ่มผู้สูงวัยที่ร่ำรวยอยู่แล้ว ยิ่งซ้ำเติมความเหลื่อมล้ำระหว่างคนรุ่นเก่า-คนรุ่นใหม่ และเมืองหลวง-ต่างจังหวัด โดยแนวโน้มนี้ยิ่งเร่งตัวในช่วงโควิด-19 เมื่อเจ้าของสินทรัพย์กลับร่ำรวยขึ้น ในขณะที่คนไม่มีทรัพย์สินกลับไม่เห็นความมั่งคั่งเพิ่มเลย

กระแสเก็บภาษีความมั่งคั่งแรงขึ้น ก่อนงบประมาณพรรคแรงงาน

ก่อนการแถลงงบประมาณของรัฐบาลพรรคแรงงานในวันที่ 26 พฤศจิกายน ประเด็น “ภาษีความมั่งคั่ง” (wealth tax) กลับมาอยู่ในความสนใจของสาธารณชนอีกครั้ง แม้รัฐมนตรีคลัง ราเชล รีฟส์ กล่าวกับ Bloomberg ว่า ยังไม่มีแผนเก็บภาษีดังกล่าว แต่แรงกดดันเพิ่มขึ้นเรื่อย ๆ เพราะรัฐบาลต้องหาเงินอุดช่องโหว่งบประมาณ ขณะที่ผลสำรวจของ YouGov เมื่อเดือนกรกฎาคม พบว่า ประชาชนส่วนใหญ่สนับสนุนการเก็บภาษีความมั่งคั่ง

อย่างไรก็ตาม บรูมเตือนว่าภาษีลักษณะนี้อาจกระทบต่อผู้สูงอายุและเจ้าของบ้านในภาคใต้มากกว่ากลุ่มมหาเศรษฐี เนื่องจากทรัพย์สินหลักกว่า 80% ของความมั่งคั่งในครัวเรือนรวม 17 ล้านล้านปอนด์ อยู่ในรูปของที่อยู่อาศัยและเงินบำนาญ

คนรวยยิ่งรวยขึ้น หลังโควิด-19

แม้เศรษฐกิจจะเผชิญความปั่นป่วนในช่วงโควิด แต่ความมั่งคั่งรวมของครัวเรือนอังกฤษกลับพุ่งขึ้นสูงสุดเป็นประวัติการณ์ 7.5 เท่าของ GDP ในปี 2563–2565 จากระดับเพียง 3 เท่าของ GDP ในช่วงปี 1980 เนื่องจากรัฐบาลออกมาตรการพยุงรายได้ และประชาชนมีโอกาสใช้จ่ายน้อยลงจากการล็อกดาวน์

ทว่าประโยชน์ส่วนใหญ่ตกอยู่กับครอบครัวที่ร่ำรวยที่สุด ครัวเรือนในกลุ่มรายได้สูงสุด 20% มีเงินออมเพิ่มเฉลี่ย 4,200 ปอนด์ ในช่วงโควิด ขณะที่กลุ่มรายได้น้อยที่สุดออมได้เพียง 80 ปอนด์ เท่านั้น และราว 10% ของครอบครัวกลุ่มล่างสุดระบุว่าเงินออมของพวกเขาลดลงถึง 4,000 ปอนด์ ซึ่งเป็นอัตราการลดลงมากกว่าสองเท่าก่อนเกิดโควิด

ช่องว่างความมั่งคั่งฉุดการใช้จ่ายและการเติบโต

ความเหลื่อมล้ำที่ขยายกว้างนี้ อธิบายได้ว่าทำไมการใช้จ่ายภาคครัวเรือน ซึ่งคิดเป็นราว 60% ของ GDP จึงยังซบเซา แม้ภาพรวมเงินออมในประเทศจะสูง ธนาคารกลางอังกฤษ (BoE) เฝ้าติดตามพฤติกรรมการใช้จ่ายของประชาชนอย่างใกล้ชิด ขณะชั่งน้ำหนักระหว่างความเสี่ยงของภาวะเศรษฐกิจถดถอยกับความเสี่ยงที่เงินเฟ้อจะฝังราก

รายงานยังชี้ให้เห็นว่าชนชั้นทางสังคมยังคงมีผลอย่างมากต่อคุณภาพชีวิต โดยเกือบ 80% ของชนชั้นแรงงานอังกฤษ ไม่สามารถขยับขึ้นหรือลงมากกว่าหนึ่งขั้นของลำดับความมั่งคั่งภายในระยะเวลา 4 ปี สะท้อนการขาดโอกาสเลื่อนสถานะทางเศรษฐกิจ (social mobility)

ขณะที่คนรุ่นใหม่กลับเผชิญความเหลื่อมล้ำมากที่สุด ช่องว่างความมั่งคั่งระหว่างคนวัย 30 ต้น ๆ กับคนวัย 60 ต้น ๆ เพิ่มขึ้นเป็นสองเท่าหลังวิกฤติการเงินโลก อยู่ที่ประมาณ 310,000 ปอนด์ ในช่วงปี 2563–2565

ในเชิงภูมิศาสตร์ ลอนดอน คือพื้นที่ที่มีช่องว่างความมั่งคั่งรุนแรงที่สุด โดยครอบครัวที่ร่ำรวยที่สุดมีทรัพย์สินต่อหัวมากกว่าครอบครัวระดับกลางถึง 12 เท่า มากกว่าสองเท่าของค่าเฉลี่ยทั้งประเทศ

นอกจากนี้รายงานอีกฉบับจาก Women in Work ร่วมกับ LinkedIn พบว่าผู้หญิงยังคงเผชิญอุปสรรคเชิงระบบ (systemic barriers) ในการเติบโตในอาชีพ แม้จะอยู่ในระดับบริหารก็ตาม โดยกว่า 3 ใน 4 ของบริษัทใหญ่ 400 แห่งในสหราชอาณาจักร มีสัดส่วนผู้หญิงในตำแหน่งผู้นำน้อยกว่าจำนวนผู้หญิงในองค์กร และเมื่อซีอีโอชายลาออก มักถูกแทนที่ด้วยผู้ชายอีกคนเกือบทั้งหมด

Sue Duke รองประธานฝ่ายนโยบายสาธารณะของ LinkedIn กล่าวว่า "ปัญหาไม่ได้อยู่แค่การสร้างบุคลากรในสายอาชีพ แต่คืออุปสรรคเชิงระบบที่ยังขัดขวางไม่ให้ผู้หญิงก้าวหน้า และสิ่งนี้ทำให้สังคมทั้งหมดต้องสูญเสียโอกาสไปอย่างมหาศาล"

อ้างอิง : www.bloomberg.com

อ่านข่าวที่เกี่ยวข้องกับ สถานการณ์เศรษฐกิจยุโรป ทั้งหมด ได้ที่นี่

ดูข่าวต้นฉบับ
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...