ถ้อยคำดูหมิ่นเหยียดหยาม (อีกครั้ง) : ภาษากับอำนาจที่กดขี่และทำให้เงียบงัน
ปรัชญา-คำ-‘นึง | พิพัฒน์ สุยะ
ถ้อยคำดูหมิ่นเหยียดหยาม (อีกครั้ง)
: ภาษากับอำนาจที่กดขี่และทำให้เงียบงัน
ภาษาไม่ใช่เพียงแค่เป็นเครื่องมือสื่อสารเท่านั้น แต่ยังเป็นเครื่องมือของอำนาจที่สามารถสร้าง ทำลาย หรือกดทับศักดิ์ศรีความเป็นมนุษย์ได้
กรณีนักข่าวชื่อดังที่ใช้คำว่า “อีซึมเศร้า” กับ ส.ส.ผู้หญิง และ “อีกะเทย” กับ ส.ส. LGBTQ+ แสดงให้เห็นการทำงานของคำดูหมิ่นเหยียดหยามในภาษาของเราอย่างได้ชัดเจน เหตุการณ์นี้ทำให้คนในสังคมไทยจำนวนมากมองว่าเป็นการ “ล้ำเส้นเกินกว่าจะยอมรับได้” ผู้เขียนเห็นว่าปรากฏการณ์นี้มีความน่าสนใจ เพราะคำอธิบายที่ว่า “อารมณ์พาไป” หรือ “ก็แค่คำพูดจะอะไรนักหนา” นั้นดูเหมือนสังคมไทยจะไม่ยอมรับข้อแก้ตัวเช่นนี้อีกแล้ว ตรงนี้ยิ่งน่าสนใจเพิ่มขึ้นไปอีกว่าเพราะเหตุใดจึงเป็นเช่นนี้
ในทางปรัชญา โดยเฉพาะปรัชญาภาษา (philosophy of language) มีนักปรัชญาครุ่นคิดเกี่ยวกับประเด็นนี้อยู่พอสมควร ผู้เขียนจะโยงความคิดของนักปรัชญาภาษาทั้งสามคนเพื่อแสดงให้เห็นถึงความสัมพันธ์กันระหว่างภาษากับอำนาจที่ปฏิบัติการของมันเกิดขึ้นอย่างแยบยล บางครั้งผู้ที่ใช้คำดูหมิ่นเหยียดหยามอาจจะไม่รู้ถึงผลลัพธ์อันร้ายแรงที่จะเกิดตามมาเสียด้วยซ้ำ
คนแรก จอห์น แลงชอว์ ออสติน (John Langshaw Austin : 1911-1960) นักปรัชญาภาษาชาวอังกฤษเสนอว่า เมื่อเราพูด เราไม่ได้เพียงแต่ “กล่าวข้อความ” แต่เรายังกำลัง “ทำบางสิ่ง” ด้วยถ้อยคำหรือภาษา (doing things with words) เช่น การสัญญา การแต่งตั้ง การขอโทษ ฯลฯ เมื่อเราใช้คำเหล่านี้มันจะปฏิบัติการหรือส่งผลบางอย่างทันที เรามักจะรู้จักความคิดเรื่องนี้ของออสตินเป็นอย่างดีในทฤษฎีที่ชื่อว่า “วัจนกรรม” (speech act)
วัจนกรรมเป็นแนวคิดทางปรัชญาภาษาที่เห็นว่า ภาษามิได้เป็นไปเพื่อบรรยายความเป็นไปภายนอก แต่เป็นไปเพื่อแสดงความจงใจ ความเชื่อ ความปรารถนา ความรู้สึกนึกความคิดของผู้พูด เมื่อเราพูดภาษา เรามีความประสงค์ที่จะสื่อสารอะไรบางอย่างให้ผู้ฟังเข้าใจด้วยคำพูดนั้น จึงอาจเรียกได้ว่าเป็นการกระทำบางสิ่งบางอย่างด้วยคำพูด ฉะนั้น สำหรับวัจนกรรม ความหมายของผู้พูดจึงเป็นสิ่งที่เราต้องให้ความสนใจมากกว่าความหมายของคำตามตัวอักษรหรือค่าความจริงเท็จของประโยค การใช้ประโยคเป็นสิ่งที่ผู้พูดกระทำ แต่การกระทำเช่นนี้ต่างจากการกระทำอื่นตรงที่ต้องใช้ภาษาเป็นเครื่องมือ ภาษาจึงเป็นเครื่องมือที่มนุษย์ใช้แสดงกิจกรรมอย่างหนึ่งอย่างใด ซึ่งแน่นอนว่าต้องเกี่ยวข้องกับความคิด ความเชื่อและการยอมรับในสังคม
ในหนังสือเล่มสำคัญของออสตินที่ชื่อว่า How To Do Things With Words (1962) เขาได้เสนอให้แบ่งประเภทของการกระทำด้วยคำพูดออกเป็นสามระดับแทน 1) วัจนนัย (locutionary act) การกระทำในระดับนี้เป็นสิ่งพื้นฐานที่สุด คือการออกเสียงคำหรือเปล่งประโยคที่มีความหมายทั่วไป 2) วัจนกรรม (illocutionary act) เป็นการกระทำที่เมื่อเราพูดหรือเปล่งเสียงแล้ว ไม่ได้แค่บอกหรือเล่าเท่านั้น แต่ถ้อยคำเหล่านั้นสามารถทำการอะไรบางอย่างได้ เช่น สัญญา ขอโทษ ตั้งชื่อ ฯลฯ และ 3) วัจนผล (perlocutionary act) เป็นผลหรือสิ่งที่เกิดขึ้นต่อผู้ฟังหลังจากที่เราได้พูดแล้ว เช่น การโน้มน้าวให้เชื่อ การขู่ให้กลัว การบอกให้ระวัง ฯลฯ ออสตินถือว่าคำเหล่านี้มี “พลังทางวัจนกรรม” (illocutionary force) นั่นเอง
ในกรณีของถ้อยคำดูหมิ่นเหยียดหยาม เช่น การพูดคำว่า “อีซึมเศร้า” หรือ “อีกะเทย” ไม่ใช่แค่ “บรรยาย” ว่าคนคนนั้นมีภาวะซึมเศร้าหรือเป็นเกย์ แต่เป็นการกระทำที่กดทับ (illocutionary act of degradation) หรือส่งผลโดยตรงต่อศักดิ์ศรีของผู้ที่ถูกกล่าวถึง เพราะคำเหล่านี้มันมีพลังส่งผลให้เกิดบางสิ่งบางอย่างขึ้นทันที เช่น การกดทับหรือสร้างความละอายให้เกิดกับผู้ที่เขาพูดถึง
เมื่อใครสักคนเรียก ส.ส.ว่า “อีกะเทย” คำพูดนี้ได้ปฏิบัติการถึงการลดศักดิ์ศรีอย่างทันที เพราะมันไม่ใช่เพียงการรายงานความจริง แต่เป็นการลงมือ “กดให้เขาต่ำลง” ผ่านภาษา เพื่อให้เกิดความรู้สึกอับอายขายหน้า นี่จึงทำให้คำดูหมิ่นเหยียดหยามมีเนื้อหาแรงกว่าคำด่าทั่วไป เพราะมันแปลงคำพูดเป็นการกระทำที่ทำร้ายคนที่พูดถึงโดยตรง
ต่อมานักปรัชญาคนที่สองคือ เจนนิเฟอร์ ฮอร์นสบี้ (Jennifer Hornsby : 1951-present) นักปรัชญาชาวอังกฤษ ได้ขยายความทฤษฎีของออสตินเพิ่มเติม โดยเสนอว่า ภาษานอกจากกระทำการบางอย่างได้แล้ว มันยังอาจทำให้บางคน “ถูกทำให้เงียบเสียง” (silenced) หรือ “ถูกกดขี่ผ่านภาษา” (linguistic oppression) ได้อีกด้วย
ตัวอย่างเช่น การเรียกคนอื่นว่า “อีซึมเศร้า” นั้นเป็นการกดทับทั้งผู้หญิง และผู้ป่วยทางจิตเวช ทำให้เสียงของผู้หญิงที่เป็น ส.ส.ถูกมองว่า “ไร้ศักยภาพ” จนถึงระดับ “ไม่ควรค่าต่อการรับฟัง” ส่วนคำด่า “อีกะเทย” นั้นเป็นการกดทับ LGBTQ+ โดยทำให้ภาพลักษณ์การเป็นเกย์ของ ส.ส. ถูกกลบด้วยการตีตราว่าเป็นสิ่งที่ “ไม่ปกติ” หรือ “ไม่เหมาะสม”
ฮอร์นสบี้ชี้ว่า เมื่อคำดูหมิ่นเหยียดหยามทำงาน มันไม่ใช่เพียงแค่การดูถูก แต่มันคือการทำให้ผู้ถูกเรียกไม่สามารถพูดหรือชี้แจงได้ในฐานะผู้มีอำนาจที่มีเสียงอย่างเท่าเทียมกัน ตัวอย่างเช่น หาก ส.ส.ที่ถูกเรียก “อีกะเทย” กำลังอภิปรายอยู่ในสภา คำเหยียดนั้นอาจทำให้คำพูดของ ส.ส.คนดังกล่าวฟังดู “ตลก” หรือ “ไม่จริงจัง” โดยอัตโนมัติ
ดังนั้น คำดูหมิ่นเหยียดหยามจึงเป็นเครื่องมือของการกดขี่ทางภาษา ที่สร้างความไม่เสมอภาคในสนามการเมืองและสังคม
สุดท้ายนักปรัชญาคนที่สามคือ เจสัน สแตนลีย์ (Jason Stanley : 1969-present) นักปรัชญาชาวอเมริกันได้วิเคราะห์ว่า ภาษาอาจถูกใช้เป็นการโฆษณาชวนเชื่อ (propaganda) หรือเป็นการบิดเบือนโดยใช้กลไกที่เกิดจากอคติที่แฝงอยู่ก่อนแล้ว สแตนลีย์อธิบายว่าการโฆษณาชวนเชื่อไม่จำเป็นต้องเป็นการโกหก แต่เป็นการใช้ภาษาผ่านอคติ (prejudice) ที่มีอยู่แล้วในสังคม เพื่อบ่อนทำลายความเสมอภาค กรณีของคำดูหมิ่นเหยียดหยามนั้นสามารถทำงานได้ก็โดยการเรียกใช้อคติที่แฝงฝังอยู่ในสังคมมาช้านาน เช่น คำว่า “ผู้หญิง” สังคมมักจะรู้สึกถึงความอ่อนไหวหรืออ่อนแอแฝงอยู่ และ “คนซึมเศร้า” สังคมมักจะรู้สึกว่าคำนี้เท่ากับคนที่อ่อนแอ ขี้แพ้ ไม่สมควรทำงานการเมือง ส่วน “กะเทย” ก็มักจะแฝงความรู้สึกตลก น่าขบขัน ไม่เหมาะสมกับความเป็นผู้นำ
เมื่อคำดูหมิ่นเหยียดหยามเหล่านี้ถูกใช้ในพื้นที่สาธารณะ มันไม่ได้หยุดอยู่แค่การดูถูกบุคคลแล้วก็จบ แต่มันยังกระจายและเสริมพลังอคติเดิมที่มีอยู่ก่อนแล้วในสังคม กลายเป็นการโฆษณาชวนเชื่อที่บอกเป็นนัยว่า “กลุ่มคนเหล่านี้ไม่คู่ควรกับอำนาจทางการเมือง”
นี่คือสิ่งที่สแตนลีย์เรียกว่า “การโฆษณาชวนเชื่อเพื่อการบ่อนทำลาย” (undermining propaganda) ซึ่งก็คือการบ่อนทำลายความเสมอภาคและสิทธิของกลุ่มชายขอบโดยใช้ภาษาเป็นอาวุธนั่นเอง
จากทัศนะของนักปรัชญาภาษาทั้งสามคนได้ตอกย้ำให้เห็นว่าภาษากับอำนาจนั้นสัมพันธ์กันอย่างใกล้ชิด ภาษามิใช่เป็นเพียงถ้อยคำ หากแต่สามารถปฏิบัติการบางอย่างได้อย่างมหัศจรรย์ โดยทั่วไปภาษาทำให้เราอ้าปากพูดขึ้นมา แต่บางคราก็ปิดปากเราให้เงียบงันได้อย่างน่าประหลาด มิหนำซ้ำยังกระจายอคติให้กลายเป็นสิ่งที่ปกติ และเราก็รับเอาความปกตินั้นมาใช้โดยไม่รู้ตัว จนถ้อยคำดูหมิ่นเหยียดหยามเหล่านั้นได้ทำลายคุณค่าความดีงามของมนุษย์ลงไปเสียสิ้น
ท้ายสุดนี้ ผู้เขียนก็ได้แต่หวังว่าบทความนี้จะมี “พลังทางวัจนกรรม” บางอย่างที่ทำให้ผู้อ่านครุ่นคิด สงสัยตั้งคำถามเกี่ยวกับบทบาทของถ้อยคำดูหมิ่นเหยียดหยามมากขึ้น และหวังไปมากกว่านั้นว่ามันจะส่งผลให้ท่านผู้อ่านระวังการใช้ถ้อยคำลักษณะนี้มากขึ้น และช่วยกันห้ามปรามผู้คนในสังคมให้หลีกเลี่ยงการใช้ถ้อยคำลักษณะดูหมิ่นเหล่านี้ หากเราไม่อยากเดินไปสู่สังคมแห่งความเกลียดชังในเร็ววันนี้
อ่านข่าวต้นฉบับได้ที่ : ถ้อยคำดูหมิ่นเหยียดหยาม (อีกครั้ง) : ภาษากับอำนาจที่กดขี่และทำให้เงียบงัน
ติดตามข่าวล่าสุดได้ทุกวัน ที่นี่
– Website : https://www.matichon.co.th/weekly