ช่วยด้วย! ข้าถูกตัวร้ายปักธงเข้าให้แล้ว
ข้อมูลเบื้องต้น
ชี้แจง
นิยายเรื่องนี้เกิดจากจินตนาการของผู้เขียน ชื่อสถานที่ รวมถึงตัวบุคคลและเรื่องราวภายในเล่มล้วนเป็นเรื่องสมมุติขึ้นมาทั้งสิ้น ดังนั้นหากมีข้อผิดพลาดประการใดผู้เขียนขออภัยมา ณ โอกาสนี้ด้วยนะคะ
ด้วยรักและขอบคุณ
เฟยเทียน
เมื่อ นักนิติเวชสาวจอมแสบ ต้องทะลุมิติมาเข้าร่าง 'หรงจื่อเหยา' คุณหนูใหญ่จวนหรงโหว ที่มีชื่อเดียวกับเธอ ที่ร่างนี้ไม่ได้เป็นแค่นางร้ายเจ้าอารมณ์ในนิยายเพียงอย่างเดียว
แต่ยังถูกวางยาพิษกดประสาท แถมในโลกใหม่นี้เธอยังได้ ของแถมคือสามารถมองเห็นและสื่อสารกับเหล่าดวงวิญญาณได้อีกด้วย!
ชีวิตใหม่สุดวายป่วงของจื่อเหยาจึงเริ่มต้นขึ้น! เธอต้องงัดวิชาสารพัดชันสูตรออกมา ไขคดีลับ ๆ ทั้งในจวนและนอกจวน โดยมี พยานปากเอกคือร่างไร้วิญญาณ…เพื่อเปิดโปงความจริงที่ซ่อนอยู่
ทว่า…เรื่องราวมันหาได้ง่ายดายเช่นนั้น! เพราะการพิสูจน์ความจริงในสิ่งเร้นลับ…เธอจะต้องหาหลักฐานมาพิสูจน์ในรูปธรรมให้จงได้!
แต่ดูเหมือนว่าเธอจะยังมีโชคดีอยู่บ้าง…ที่การทะลุมิติมาของเธอมี 'ระบบไขความจริง' ติดตามมาด้วย เพียงแต่…จื่อเหยาจำเป็นต้องทำตามภารกิจของระบบสุดเที่ยงธรรม เพื่อใช้แต้มเก็บคะแนนแลกอุปกรณ์จำเป็น ไม่ว่าจะเป็นมีดผ่าตัด…ชุดป้องกัน…ยารักษาโรคบางอย่าง หรือแม้แต่ห้องแล็บสุดทันสมัย!
นอกจากนี้ เธอยังต้องหาวิธี ล้างพิษออกจากร่างกาย และช่วยให้พี่ชายของร่างนี้กลับมาเป็นผู้เป็นคน เลิกทำตัวเสเพล เพื่อที่อนาคตของเธอจะได้ไม่ต้องมีจุดจบแบบเดิมตามต้นฉบับ…อีกด้วย
จื่อเหยาจะทำได้หรือไม่? โปรดติดตามเรื่องราวสุดป่วนอลเวงทั้งคนและผีไปพร้อม ๆ กันได้เลยค่ะ!
การตื่น! ในร่างของคนตาย
ความเจ็บปวดแสนสาหัสที่ท้ายทอยคือความรู้สึกสุดท้ายที่จื่อเหยาจำได้…เนื่องจากก่อนหน้านั้น สติสัมปชัญญะทั้งหมดของเธอกำลังจดจ่ออยู่กับวัตถุพยานในมือ
สิ่งนั่นก็คือไดรฟ์ข้อมูลขนาดจิ๋วที่เก็บความลับอันโสมมของนักการเมืองระดับประเทศ คดีฆาตกรรมต่อเนื่องที่เธอผู้ซึ่งอยู่ในฐานะแพทย์นิติเวชมือหนึ่งของกรมตำรวจได้ทุ่มเทเวลามากกว่าครึ่งปีเพื่อไขปริศนา
ทว่า…มาบัดนี้ ความจริงทั้งหมดได้อยู่ในกำมือของตัวเองแล้ว…แต่ว่าภาพสุดท้ายที่เธอจำได้ก็คือ…ในตอนนั้นเธอเห็นแสงไฟจากท่าเรือร้างที่กำลังสาดส่องเป็นเงาวูบวาบ คละคลุ้งมากับกลิ่นสนิมเหล็กผสมกับกลิ่นอับชื้นของน้ำทะเลลอยมาแตะจมูก
และเธอกำลังจะก้าวออกจากที่ซ่อนตัวเพื่อส่งสัญญาณให้ทีม แต่แล้ว…ทุกอย่างก็ดับวูบลง พร้อมกับแรงกระแทกที่รุนแรงจนสมองสั่นสะเทือน
(พลาด…จนได้สินะ…) นี่คือความคิดสุดท้ายของนักนิติเวชสาว…
ก่อนที่ความรู้สึกตัวจะกลับมาอีกครั้งอย่างเชื่องช้า แต่มันไม่ใช่ความเจ็บปวดจากบาดแผลเดิม เพราะในตอนนี้กลับเป็นความทรมานจากภายในที่แตกต่างออกไปโดยสิ้นเชิง
จื่อเหยารู้สึกว่าท้องของเธอบิดเกร็งอย่างรุนแรงราวกับถูกคว้าน และลำคอแห้งผากจนแทบกลืนน้ำลายไม่ได้ ลมหายใจแผ่วเบาราวกับจะขาดห้วง ร่างกายอ่อนเปลี้ยไร้เรี่ยวแรงจนแม้แต่จะขยับปลายนิ้วยังทำไม่ได้
(ภาวะขาดน้ำและขาดสารอาหารขั้นรุนแรง…ระดับน้ำตาลในเลือดต่ำจนน่าตกใจ…) สมองของจื่อเหยาประมวลผลตามสัญชาตญาณของแพทย์นิติเวช
และเธอก็กำลังจะพยายามลืมตาขึ้น แต่ว่า….เปลือกตาของเธอมันหนักอึ้งราวกับมีหินมาถ่วง ทว่าด้วยความไม่ยอมแพ้…ในที่สุดเธอก็สามารถเปิดเปลือกตาขึ้นมาได้สำเร็จ ก่อนที่ภาพที่เห็นพร่าเลือนในคราแรก…จะค่อย ๆ ปรับโฟกัสจนชัดเจน
(ที่นี่ไม่ใช่โรงพยาบาล…แล้วมันคือที่ไหน) จื่อเหยาคิดอย่างสับสน ในเวลาเดียวกันเธอก็มองเพดานไม้เก่าคร่ำคร่ามีหยากไย่เกาะอยู่ประปราย…
รวมถึงผนังดินที่เริ่มผุกร่อน หน้าต่างไม้บานเล็กที่ปิดสนิท แสงแดดเพียงริ้วบาง ๆ ลอดผ่านเข้ามาได้เผยให้เห็นฝุ่นละอองที่ลอยคว้างอยู่ในอากาศ เตียงที่เธอนอนอยู่ก็เป็นเพียงแคร่ไม้แข็งกระด้างปูด้วยฟูกบาง ๆ ที่ส่งกลิ่นอับชื้น
"นี่ฉันอยู่ที่ไหน?" เธอพึมพำด้วยน้ำเสียงแหบพร่าอย่างจับต้นชนปลายไม่ถูก
และทันใดนั้นเอง จื่อเหยาก็ได้ยินเสียงบางอย่าง ซึ่งเป็นเสียงใสแจ๋วแบบไร้อารมณ์ก็ดังขึ้นในหัวของเธออย่างไม่มีที่มา
[ติ๊ง! ตรวจพบการย้ายโฮสต์เสร็จสมบูรณ์ กำลังเชื่อมต่อกับร่างหรงจื่อเหยา…นางร้ายในนิยายข้าเป็นคุณหนูตัวร้ายแล้วอย่างไร] เสียงนี้ยังคงดังอย่างต่อเนื่องออกมาอีก…ซึ่งจื่อเหยายังคงไม่เข้าใจ
[เชื่อมต่อสำเร็จ! เริ่มต้นการทำงานของ "ระบบไขความจริง" ระดับ 1]
"สะ…เสียงอะไร!…ใครเป็นคนพูด…แล้วที่ว่าร่างนางร้ายในนิยายคืออะไร" จื่อเหยาที่ยังคงสับสนเอ่ยเสียงตื่น….ด้วยความตกใจพร้อมกับคิดว่าใครคือโฮสต์…และนี่มันคือเรื่องบ้าอะไรกัน
ในระหว่างที่เธอกำลังหาคำตอบอยู่นั้นเอง ในหัวของเธอก็ได้มีความทรงจำที่ไม่ได้เป็นของตัวเองหลั่งไหลเข้ามาในสมองราวกับสายน้ำหลาก
ไม่ว่าจะเป็นภาพของเด็กสาววัยสิบสามปีในชุดหรูหรา ทว่า…ใบหน้ามักจะบูดบึ้งและเกรี้ยวกราด…ภาพของสตรีผู้มีรอยยิ้มอ่อนหวานแต่แววตาซ่อนมีดที่ถูกเรียกว่าท่านแม่…ภาพของบุรุษผู้เป็นบิดาที่มองมาด้วยสายตาผิดหวังระคนหน่ายใจ…
และภาพสุดท้าย…คือการถูกกล่าวหาว่ามีนิสัยร้ายกาจก้าวร้าว จนถูกส่งตัวมาดัดนิสัยที่เรือนนอกในชนบทที่หมู่บ้านเมฆาคล้อยแห่งนี้พร้อมกับคำสั่งลงโทษให้สำนึกผิดโดยการอดอาหารสามวัน จากชายาเอกคนใหม่ผู้เป็นแม่เลี้ยง!
ร่างนี้…หรงจือเหยา…เด็กสาวผู้ถูกตราหน้าว่าเป็นตัวร้าย…ได้สิ้นใจไปแล้วเพราะความหิวโหยและการขาดการดูแล
(ให้ตายสิ…จากแพทย์นิติเวชที่กำลังจะปิดคดีใหญ่ กลายมาเป็นคุณหนูตัวร้ายที่ถูกคนวางแผนฆ่าให้ตายทั้งเป็นเนี่ยนะ?) ร่างวิญญาณแท้จริงของจื่อเหยาคิดอย่างไม่ชอบใจนัก ในขณะที่เธอไม่ยินยอมอยู่นั้นเสียงบานประตูไม้เก่าก็ได้เปิดออกเพียงเล็กน้อย
"เฮอะ! ยังไม่ตายอีกรึ?" เสียงแหลมเล็กดังขึ้นจากหน้าประตู "ข้านึกว่าจะสิ้นลมไปแล้วเสียอีก แต่ก็ดีจะได้ประหยัดแรงขุดหลุมฝังของข้า"
"ชู่ว์! เบาหน่อยน่า เดี๋ยวคนอื่นก็ได้ยิน" เสียงที่สองปรามขึ้น "ฮูหยินสั่งให้พวกเราแค่ดูแลคุณหนูใหญ่ตามคำสั่ง ไม่ได้ให้ฆ่านางนะ"
"ก็แล้วมันต่างกันตรงไหนเล่า?" เสียงแรกสวนกลับอย่างไม่ใส่ใจ "ปล่อยให้อดข้าวอดน้ำในห้องอับ ๆ แบบนี้ อีกไม่นานก็คงขาดใจตายไปเอง ถึงตอนนั้นเราก็แค่ไปรายงานว่าคุณหนูใหญ่ร่างกายอ่อนแอ ทนการดัดนิสัยไม่ไหว สิ้นใจไปอย่างน่าเวทนา…ฮูหยินต้องพอใจมากเป็นแน่"
เสียงหัวเราะคิกคักของบ่าวรับใช้สองคนนั้นดังเสียดแทงเข้ามาในโสตประสาของวิญญาณนิติเวชสาว
(คนของแม่เลี้ยงสินะ…) จื่อเหยาคิดในใจ ดวงตาที่เคยอ่อนล้าพลันฉายแววคมปลาบขึ้นมาอย่างที่ไม่เคยปรากฏในร่างของหรงจื่อเหยาคนเดิม
(น่าเวทนาเหรอ? เหอะ! ช่างน่าสมเพชเสียจริง พวกเจ้าคงเข้าใจผิดแล้วล่ะ…)
หรงจื่อเหยาคิดก่อนจะรวบรวมเรี่ยวแรงทั้งหมดที่มี เธอกัดฟันแน่นจนกรามสั่น พลิกตัวลงจากแคร่ไม้เสียงดังโครม!
เสียงนั้นทำให้บ่าวไพร่ที่กำลังนินทาอยู่หน้าห้องถึงกับสะดุ้งสุดตัวและรีบเปิดประตูเข้ามา
"คะ…คุณหนูใหญ่!" เมื่อพวกนางเปิดประตูเข้ามาก็ได้เห็นภาพของผู้ที่เรียกว่าคุณหนูกำลังใช้แขนยันพื้นพยุงร่างที่สั่นเทาของตัวเองลุกขึ้นมาอย่างทุลักทุเล…ซึ่งภาพนี้ทำให้คนทั้งคู่ราวกับเห็นภูตผีโผล่มาจากขุมนรกก็ไม่ปาน
ร่างของหรงจื่อเหยาที่ผมยาวรกรุงรังปิดหน้าลงมาครึ่งหนึ่ง ประกอบกับร่างกายผอมบางของเธอยิ่งทำให้บ่าวรับใช้ถึงกับผงะและในวินาทีต่อมา…เมื่อพวกนางได้เห็นดวงตาของหรงจื่อเหยามองสบมา…นางสองคนก็รู้สึกตื่นตระหนกอย่างไม่เคยเป็นมาก่อนเพราะมันช่างดูเย็นเยียบจับขั้วหัวใจเป็นอย่างมาก
"น้ำ…" หรงจื่อเหยาเปล่งเสียงแหบพร่าออกมาคำหนึ่ง "ไปเอาน้ำมาให้ข้า…เดี๋ยวนี้!" น้ำเสียงนั้นไม่ใช่การอ้อนวอน แต่เป็นคำสั่งที่เด็ดขาดและถืออำนาจของผู้เป็นนายอย่างชัดเจน
บ่าวรับใช้ทั้งสองคนถึงกับสะดุ้ง พลางก้าวถอยหลังไปด้านหลังหนึ่งก้าวโดยไม่รู้ตัว พวกนางมองหน้ากันเลิ่กลั่ก ราวกับไม่เชื่อว่าคุณหนูใหญ่ที่เคยเอาแต่กรีดร้องอาละวาด จะมีสายตาและน้ำเสียงที่น่าเกรงขามได้มากถึงเพียงนี้
#### เรื่องนี้นางฟาดมาฟาดกลับนะเจ้าคะ
เสี่ยวชุนผู้ภักดี
ในขณะเดียวกันนั่นเอง…หูของจื่อเหยาก็ได้ยินเสียงฝีเท้าตึงตังของบ่าวรับใช้สองคนนั้นวิ่งหนีหายไปอย่างรวดเร็ว ทิ้งไว้เพียงความเงียบและเสียงลมหายใจที่ยังคงสั่นระริกของตนเพียงเท่านั้น
ซึ่งนางในตอนนี้ก็ยังคงใช้แขนยันพื้นเอาไว้ พยายามควบคุมร่างกายที่อ่อนแรงจนแทบจะล้มพับลงไปอีกครั้ง โดยในหัวก็กำลังประเมินสถานการณ์ที่เกิดขึ้นกับตัวเองอย่างรวดเร็ว
(ศัตรูหนีไปแล้ว แต่ความปลอดภัยยังไม่แน่นอน พลังงานในร่างกายใกล้จะหมด สิ่งที่ร่างกายของร่างนี้ต้องการมากที่สุดคือน้ำและอาหาร)
ในระหว่างที่จื่อเหยากำลังคิดหาหนทางให้ตัวเองอยู่ หูของนางก็ได้ยิน เสียงฝีเท้าที่รีบร้อนอีกคู่กำลังดังใกล้เข้ามา แต่เสียงนี้ต่างออกไป…มันมีความกังวลและลนลานเจือปนอยู่
ปัง! ประตูที่แง้มอยู่ถูกผลักเข้ามาเต็มแรง ร่างของเด็กสาวผู้หนึ่งในชุดบ่าวชั้นผู้น้อยที่ซอมซ่อถลาเข้ามาในห้องด้วยใบหน้าที่ซีดเผือดและเปียกชื้นไปด้วยเหงื่อ
"คุณหนู! คุณหนูเจ้าคะ!"
เสียงเรียกนั้นสั่นเครือและเต็มไปด้วยความห่วงใยอย่างแท้จริง เด็กสาวคนนั้นรีบวิ่งเข้ามาคุกเข่าลงใกล้เธอและพยายามจะช่วยพยุงร่างของจื่อเหยาเอาไว้ น้ำตาของนางคลอหน่วย
"คุณหนู…เป็นอย่างไรบ้างเจ้าคะ บ่าวได้ยินเสียงดังโครม…บ่าวเป็นห่วงแทบแย่!"
ในเสี้ยววินาทีที่เด็กสาวคนนี้สัมผัสตัวเธอ ความทรงจำของหรงจื่อเหยาคนเดิมก็ฉายชัดขึ้นมาอีกครั้ง (หญิงผู้นี้คือเสี่ยวชุน…สาวใช้คนสนิทที่เติบโตมาด้วยกัน เป็นคนของมารดาแท้ ๆ ของร่างนี้…และเป็นหนึ่งในคนที่ภักดี…แม้จะถูกส่งมาลำบากด้วยกันที่นี่แต่นางก็ยังไม่ทอดทิ้งเจ้าของร่างเดิม)
ความเย็นชาและความแข็งกร้าวที่จื่อเหยาสร้างขึ้นเมื่อครู่พลันอ่อนลงเล็กน้อย เมื่อได้เห็นแววตาที่ห่วงใยอย่างจริงใจคู่นั้น ความรู้สึกอุ่นวาบที่ไม่คุ้นเคยแล่นผ่านเข้ามาในอกของเธอ
"ข้า…ยังไม่ตาย" จื่อเหยาตอบด้วยเสียงที่ยังคงแหบพร่า แต่น้ำเสียงนั้นอ่อนลงมากกว่าตอนที่สั่งบ่าวสองคนนั้นมากนัก
เสี่ยวชุนได้ยินดังนั้นก็ปล่อยโฮออกมาทันที "ขอบคุณสวรรค์! ขอบคุณสวรรค์! บ่าวกลัว…บ่าวกลัวจริง ๆ ว่าคุณหนูจะเป็นอะไรไป คนใจร้ายพวกนั้นไม่ยอมให้บ่าวเอาข้าวเอาน้ำมาให้คุณหนูเลย!"
จื่อเหยามองเด็กสาวที่ร้องไห้สะอึกสะอื้นตรงหน้า ในหัวของนางทั้งกำลังวิเคราะห์และเกิดความรู้สึกซาบซึ้งอย่างประหลาด นี่คือพันธมิตรคนแรกและอาจจะเป็นคนเดียวของเธอในยามนี้…ก่อนจะรวบรวมแรง ยกมือที่สั่นเทาของตัวเองขึ้นไปแตะบนหลังมือของเสี่ยวชุนเบา ๆ
"เสี่ยวชุน…"
"เจ้าคะ คุณหนู?" เสี่ยวชุนรีบเงยหน้าขึ้นมองทั้งน้ำตา
"ลุกขึ้นก่อน…แล้วไปหาน้ำอุ่นผสมน้ำผึ้งหรือน้ำตาลมาให้ข้า…เร็วที่สุดเท่าที่จะทำได้" ดวงตาของจื่อเหยากลับมามีความมุ่งมั่นอีกครั้ง "จากนั้น…เล่าเรื่องทั้งหมดที่เกิดขึ้นในจวนให้ข้าฟังอย่างละเอียด"
(การเอาคืน…ต้องเริ่มจากการรวบรวมข้อมูลก่อนเป็นอันดับแรก!) นี่คือความคิดของเธอ
"เจ้าค่ะ คุณหนู!"
เสี่ยวชุนรับคำ…ก่อนจะรีบเช็ดน้ำตาที่เหลืออยู่บนใบหน้าอย่างลวก ๆ แล้วผุดลุกขึ้นวิ่งออกไปจากห้องด้วยความเร็วที่สุดเท่าที่เด็กสาวร่างผอมบางจะทำได้ ทิ้งให้หรงจื่อเหยาอยู่ในความเงียบตามลำพังอีกคราหนึ่ง
เมื่อไร้คนอื่นอยู่ด้วย ความเป็นแพทย์นิติเวชก็เข้าครอบงำความคิดของเธอทันที…เธอหลับตาลง พยายามสัมผัสและวิเคราะห์ทุกส่วนของร่างกายที่อ่อนแอนี้ ชีพจรเต้นเร็วแต่แผ่วเบา
การหายใจตื้น สภาพร่างกายขาดน้ำและสารอาหารรุนแรงกว่าที่ประเมินไว้ตอนแรก กล้ามเนื้อลีบฝ่อเล็กน้อยจากการไม่ได้ใช้งานและขาดโปรตีน หากเป็นในโลกเดิม เธอคงสั่งให้ฉีดสารน้ำทางหลอดเลือดดำพร้อมวิตามินรวมทันที แต่ในยุคนี้…
(ระบบ..ใช่แล้วเมื่อครู่มีเสียงพูดว่า ระบบไขความจริง….หรือว่าจะเป็นเหมือนตามนิยายหรือซีรีส์กัน ไม่ลองไม่รู้สินะ) จื่อเหยาคิดก่อนจะตั้งสมาธิในใจ ลองนึกเรียกเสียงที่ได้ยินก่อนหน้า
{ระบบ…แสดงสถานะ}
คำขอนี้ดูเหมือนจะได้ผล เมื่อมีหน้าต่างโปร่งแสงสีฟ้าปรากฏขึ้นตรงหน้าของเธอ และมีเพียงเธอเท่านั้นที่มองเห็น
[กำลังแสดงสถานะโฮสต์ ชื่อ :หรง จื่อเหยา อายุ:13 ปี สภาพร่างกาย : อ่อนแอขั้นวิกฤต (Vital Signs Unstable) สถานะผิดปกติ : มีภาวะขาดสารอาหารรุนแรง ระดับ 3 ภาวะขาดน้ำ ระดับ 2 และมีพิษเรื้อรัง: ออกฤทธิ์กดการทำงานของระบบประสาทส่วนกลาง]
ดวงตาของจื่อเหยาเบิกกว้างเมื่อเห็นบรรทัดสุดท้าย (พิษเรื้อรัง! มิน่าเล่าความทรงจำของหรงจื่อเหยาคนเดิมถึงมีแต่ภาพความเกรี้ยวกราดและควบคุมอารมณ์ไม่ได้ มันไม่ใช่แค่นิสัย แต่เป็นผลมาจากยาพิษ!…แม่เลี้ยงเหมยลี่คนนั้น…ไม่ได้แค่ต้องการให้เจ้าของร่างถูกตราหน้าว่าเป็นตัวร้าย แต่ต้องการฆ่าเธออย่างช้า ๆ มาโดยตลอดอีกด้วย)
ในระหว่างที่จื่อเหยากำลังจมอยู่กับความคิดของตน…ทันใดนั้น หน้าต่างระบบก็มีข้อความใหม่ปรากฏขึ้น
[ติ๊ง! ตรวจพบเจตจำนงในการเอาชีวิตรอดของโฮสต์พร้อมกับภารกิจสำหรับมือใหม่: หยดน้ำแห่งชีวิต รายละเอียด : ร่างกายของโฮสต์กำลังต้องการพลังงานอย่างเร่งด่วน จงบริโภคของเหลวที่มีน้ำตาลเป็นส่วนประกอบเพื่อรักษาเสถียรภาพของร่างกายขั้นพื้นฐาน รางวัล: 5 แต้มไขความจริง กล่องสุ่มสำหรับผู้เริ่มต้น 1 กล่อง บทลงโทษหากล้มเหลว: สภาพร่างกายเสื่อมถอยถาวร]
(แต้มไขความจริง? กล่องสุ่ม? นี่มันเหมือนกับในเกมไม่มีผิด แต่รางวัลและบทลงโทษกลับเป็นของจริงที่ส่งผลต่อชีวิตเธอโดยตรง) วิญญาณของนักติเวชสาวจากยุคอนาคตเบิกกว้าง ก่อนจะค่อย ๆ ทำใจให้สงบลง
อีกทางด้านหนึ่ง เสี่ยวชุนที่กำลังวิ่งตรงไปยังโรงครัวของเรือนพัก แต่ยังไม่ทันที่นางจะถึงตัวอาคาร เจ้าตัวก็ถูกสกัดไว้ด้วยร่างอ้วนท้วมของป้าจาง หัวหน้าแม่ครัวและคนสนิทอีกคนของเหมยลี่ฮูหยิน
"จะรีบไปไหนนังหนูเสี่ยวชุน" นางวางมือเท้าสะเอวเอ่ยถามเสียงเย็น "ข้าได้ยินว่าคุณหนูของเจ้ายังไม่สิ้นลมอีกอย่างนั้นรึ ช่างหนังเหนียวเหมือนแม่ของมันไม่มีผิด"
เสี่ยวชุนกำหมัดแน่น พยายามข่มความโกรธเอาไว้ "ข้า…ข้าจะมาขอน้ำร้อนไปให้คุณหนูเจ้าค่ะ"
"น้ำร้อน?" นางจางหัวเราะเสียงแหลม "คุณหนูใหญ่ของเจ้ากำลังถูกลงโทษให้สำนึกผิด จะกินข้าวกินน้ำได้อย่างไร? ฮูหยินสั่งไว้ชัดเจน! ไสหัวกลับไปซะ!"
"แต่คุณหนูไม่สบายมากนะเจ้าคะ! ขอแค่…แค่น้ำร้อนสักถ้วยก็ยังดี!" เสี่ยวชุนอ้อนวอน
"ไม่ได้ก็คือไม่ได้!" นางจางยังตวาดลั่น "อยากได้ก็ไปตักเอาจากบ่อน้ำเย็น ๆ โน่นไป!"
เสี่ยวชุนยืนตัวสั่นด้วยความจนปัญญา แต่เมื่อนึกถึงใบหน้าซีดขาวของคุณหนู ความกล้าก็พลันบังเกิด นางเหลือบไปเห็นกาต้มน้ำที่เพิ่งยกออกจากเตาใหม่ ๆ วางอยู่ไม่ไกล ในขณะที่ร่างท้วมของนางจางกำลังหันไปสั่งงานบ่าวคนอื่น เสี่ยวชุนก็ตัดสินใจ…นางวิ่งพรวดเข้าไปหยิบชามใบหนึ่ง เทน้ำร้อนจากกาแล้วรีบวิ่งหนีออกมาในทันที!
"นังเด็กสารเลว! กล้าขโมยของรึ! กลับมานะ!" เสียงของนางจางดังไล่หลังมา แต่เสี่ยวชุนไม่สนใจอีกต่อไป เพราะในมือของนางตอนนี้มีน้ำร้อนหนึ่งถ้วยตามที่คุณหนูต้องการแล้ว…
และระหว่างทางนางยังแอบหยิบน้ำตาลกรวดสองก้อนที่ซ่อนไว้ในผ้าเช็ดหน้าของตัวเองออกมาใส่ลงไปด้วย…ซึ่งนี่คือของล้ำค่าที่นางเก็บไว้กินเวลาหิวจนทนไม่ไหวอีกทั้งยังแอบหยิบมาเผื่อคุณหนูของตนด้วย
ไม่นานนัก เสี่ยวชุนก็กลับมาถึงห้องพักพร้อมกับถ้วยน้ำตาลอุ่น ๆ ในมือที่สั่นเทา
"คุณหนูเจ้าคะ…บ่าว…บ่าวได้มาแล้ว"
จื่อเหยารับถ้วยน้ำอุ่นมาอย่างเชื่องช้า กลิ่นหวานจาง ๆ และไออุ่นจากถ้วยดินเผาทำให้ร่างกายที่หนาวเหน็บของเธอรู้สึกดีขึ้นอย่างประหลาด นางค่อย ๆ จิบน้ำตาลอุ่น ๆ เข้าไปอย่างอ้อยอิ่งปล่อยให้ความหวานซึมซาบเข้าไปในร่างกายที่หิวโหย
[ติ๊ง! ภารกิจหยดน้ำแห่งชีวิตสำเร็จ! ท่านได้รับ: 5 แต้มไขความจริง ท่านได้รับ: กล่องสุ่มสำหรับผู้เริ่มต้นระดับ 1 ไม่ทราบว่าต้องการเปิดกล่องสุ่มหรือไม่?]
จื่อเหยามองเสี่ยวชุนที่มองมาด้วยสายตาเปี่ยมความหวัง ก่อนจะหันกลับมาจ้องหน้าต่างระบบในอากาศ
{เปิด} เธอตัดสินใจในใจทันที
[กำลังเปิดกล่องสุ่ม…ท่านได้รับ: สารละลายอิเล็กโทรไลต์ ชนิดผง 1 ซอง คำอธิบาย : ผลิตภัณฑ์ทางการแพทย์จากศตวรรษที่ 21 ใช้สำหรับชดเชยการสูญเสียน้ำและเกลือแร่ในผู้ที่มีภาวะขาดน้ำหรือท้องร่วง]
ดวงตาของจื่อเหยาเป็นประกาย…นี่แหละ! นี่คือสิ่งที่เธอต้องการที่สุดในตอนนี้! หลังจากนางดื่มน้ำตาลจนหมดถ้วย ร่างกายพลันรู้สึกมีเรี่ยวมีแรงกลับคืนมาเล็กน้อย ก่อนจะส่งถ้วยคืนให้เสี่ยวชุน พร้อมกับแววตาของนางที่เปลี่ยนไป
"เสี่ยวชุนเจ้าทำดีมาก" นางเอ่ยชม "ตอนนี้ร่างกายข้าพอจะมีแรงพูดคุยแล้ว"
จื่อเหยาพิงตัวเองกับผนังห้องด้วยท่าทางที่มั่นคงขึ้น พลางจ้องลึกเข้าไปในดวงตาของสาวใช้ผู้ภักดี
"เอาล่ะ…เล่ามาได้เลย…เรื่องราวทั้งหมดในจวนหรงโหว…ตั้งแต่ที่แม่ของข้าเสียไปจนถึงวันที่ข้าถูกส่งมาที่นี่…เล่ามาให้หมด…ห้ามมีอะไรตกหล่นแม้แต่เรื่องเดียว"
#### เรื่องนี้ไรต์ลองใช้ทำ [] และทำตัวหนาตามคำแนะนำแล้วนะคะ หวังว่าน่าจะอ่านง่ายขึ้น
หมากทุกตัวบนกระดาน
เสี่ยวชุนสูดน้ำมูก นั่งตัวตรงขึ้นเล็กน้อย พยายามเรียบเรียงความทรงจำที่เจ็บปวดอย่างสุดความสามารถ ดวงตาของนางมองพื้น ไม่กล้าสบสายตาที่เฉียบคมเกินวัยของคุณหนูที่ดูคล้ายไม่เหมือนคนเดิม
"เรื่องมันเริ่มขึ้น…หลังจากที่เหมยลี่ฮูหยินได้รับแต่งตั้งเป็นฮูหยินเอกเจ้าค่ะ" นางเริ่มเล่าเสียงสั่น "ทุกอย่างในจวนก็ค่อย ๆ เปลี่ยนไป คนเก่าแก่ของฮูหยินใหญ่ทุกคนได้ถูกย้ายไปทำงานส่วนนอก ไม่ก็ถูกหาเรื่องจับผิดจนต้องลาออกไปเอง…"
"แล้วเรื่องที่ข้าถูกส่งมาที่นี่ล่ะ? เหตุผลที่แท้จริงคืออะไร?"จื่อเหยาถามแทรกขึ้น แม้น้ำเสียงของนางจะเรียบเฉยแต่ก็แฝงความกดดันอยู่ในที
เสี่ยวชุนสะดุ้งเล็กน้อย ก่อนจะตอบตะกุกตะกักด้วยความสับสนว่าเหตุใดคุณหนูของตนจึงจำไม่ได้…กระนั้นด้วยความที่เคยถูกอบรมมาว่านายถามอะไรก็ต้องตอบ…นางจึงได้แต่เก็บความสงสัยเอาไว้
"คะ…คือว่า…เมื่อครึ่งเดือนก่อน เป็นวันเกิดของคุณหนูรองเจี้ยนซู่ ในงานเลี้ยง…คุณหนู…เอ่อ…คุณหนูมีปากเสียงกับคุณหนูรองเรื่องปิ่นหยกที่ฮูหยินใหญ่เคยให้ท่านไว้ ละ…แล้วคุณหนูรองก็พลัดตกสระบัวเจ้าค่ะ!"
(พลัดตกสระบัว? คลาสสิกเกินไปหน่อยมั้ง)จื่อเหยาคิดในใจ
"บ่าวรับใช้ทุกคนของฮูหยินเหมยลี่ต่างชี้ตัวว่าเห็นคุณหนูผลักคุณหนูรองตกน้ำ" เสี่ยวชุนรีบแก้ตัวแทน "แต่บ่าวเห็นกับตา! คุณหนูไม่ได้ผลัก! คุณหนูแค่ปัดมือที่คุณหนูรองจะมาแย่งปิ่นไปเท่านั้น แต่นางกลับเซถลาล้มลงไปเองเจ้าค่ะ! เหมือนจงใจ!"
"แล้วน้องรองเป็นอะไรมากหรือไม่?" จื่อเหยาถามต่อ จุดนี้สำคัญที่สุดในการวิเคราะห์
"นางแค่สำลักน้ำเล็กน้อยกับมีรอยถลอกที่แขนเจ้าค่ะ แต่ฮูหยินเหมยลี่กลับร้องห่มร้องไห้ราวกับลูกสาวจะสิ้นใจ กล่าวหาว่าคุณหนูมีจิตใจโหดเหี้ยม คิดจะฆ่าน้องสาวต่างมารดา"
(บาดแผลไม่สมเหตุสมผลกับข้อกล่าวหา…เป็นการจัดฉากอย่างชัดเจน)จื่อเหยาคิดอย่างสรุป
"แล้วหลังจากนั้นล่ะ?" วิญญาณของนิติเวชสาวในร่างของเด็กหญิงยังคงถามต่อไป
"หลังจากนั้น…คุณหนูก็เอาแต่กรีดร้องโวยวายอยู่ในห้องเจ้าค่ะ" น้ำเสียงของเสี่ยวชุนอ่อยลง "ท่านเอาแต่ปฏิเสธอย่างเดียว…แต่ไม่มีใครฟังท่านเลย ยิ่งท่านโกรธเกรี้ยวมากเท่าไร…ท่านโหว ก็ยิ่งมีสีหน้าผิดหวังและรำคาญใจมากขึ้นเท่านั้น…สุดท้าย ท่านโหวจึงมีคำสั่งให้ส่งตัวคุณหนูมาดัดนิสัยที่เรือนเมฆาคล้อยแห่งนี้ โดยอ้างว่าทนพฤติกรรมก้าวร้าวของท่านไม่ไหวอีกต่อไป…"
คำพูดของเสี่ยวชุนยืนยันข้อสันนิษฐานของจื่อเหยาทั้งหมด พิษเรื้อรังที่เธอได้รับไม่ได้ฆ่าเธอทันที แต่มันทำลายสติสัมปชัญญะ ทำให้ควบคุมอารมณ์ไม่ได้ และเปลี่ยนเธอให้กลายเป็นตัวร้าย ในสายตาของทุกคนได้อย่างสมบูรณ์…ช่างเป็นแผนการที่เลือดเย็นและแยบยลนัก
"แล้วพี่ใหญ่เล่า? เขาไม่คิดช่วยข้าเลยหรือ?"
เสี่ยวชุนส่ายหน้าอย่างน่าสงสาร "คุณชายใหญ่พยายามแล้วเจ้าค่ะ! ท่านคุกเข่าขอร้องท่านโหวอยู่ครึ่งวัน บอกว่าเรื่องนี้ต้องมีอะไรเข้าใจผิด แต่ท่านโหวกลับโกรธจัด ตวาดว่าคุณชายใหญ่เข้าข้างน้องสาวจนไม่ลืมหูลืมตา พอรุ่งขึ้นอีกวัน…ก็มีคำสั่งให้คุณชายใหญ่ไปถือศีลอยู่ที่วัดทันที อีกทั้งยังจะต้องกินนอนอยู่ที่นั่นเป็นเวลาหนึ่งปีเต็มเจ้าค่ะ…เหมือน…เหมือนจงใจแยกคุณชายใหญ่ออกไปจากคุณหนู"
(ตัดกำลังสนับสนุน… หมากตัวต่อไปคือคนใกล้ชิด) จื่อเหยายังคงวิเคราะห์ต่อ
"แล้วแม่นมลู่ล่ะ?" นางถามถึงคนสุดท้ายที่พอจะนึกออก
"แม่นมลู่…หลังจากที่คุณชายใหญ่ไปแล้ว แม่นมก็พยายามเข้าไปขอความเมตตาจากท่านโหว แต่กลับถูกฮูหยินเหมยลี่กล่าวหาว่าอบรมสั่งสอนคุณหนูได้ไม่ดี เป็นต้นเหตุของเรื่องทั้งหมด ท่านโหวจึงสั่งลงโทษให้ย้ายแม่นมไปทำงานอยู่ที่โรงซักล้างเจ้าค่ะ"
สิ้นคำพูดของเสี่ยวชุน จื่อเหยาก็นิ่งเงียบไป นางหลับตาลง ภาพของกระดานหมากล้อมปรากฏขึ้นในหัว หมากสีขาวที่เคยเป็นของนางและแม่แท้ ๆ ถูกหมากสีดำของเหมยลี่ไล่ต้อนและจับกินไปทีละตัว…จนหมดสิ้น ทั้งพี่ชาย แม่นม และตัวนางเอง…ไม่มีใครรอดพ้น
นี่ไม่ใช่แค่เรื่องชิงดีชิงเด่นในเรือนหลังธรรมดา แต่มันคือการวางแผนโค่นล้มอย่างเป็นระบบ ก่อนที่นางจะลืมตาขึ้นอีกครั้ง ความเวทนาต่อชะตากรรมของหรงจื่อเหยาคนเดิมแปรเปลี่ยนเป็นความมุ่งมั่นอันเย็นเยียบ
"เสี่ยวชุน"
"เจ้าคะ?"
จื่อเหยาหยิบซองผงสีขาวที่ได้จากระบบออกมาจากแขนเสื้ออย่างระมัดระวัง "นี่คือ ยาบำรุงที่ท่านแม่เคยให้ข้าเก็บไว้ก่อนสิ้นใจ…" นางโกหกหน้าตายแม้จะรู้ดีว่ามันดูไม่สมเหตุสมผลนักก็ตาม
"ต่อไปนี้ ไม่ว่าเจ้าจะเอาน้ำหรืออาหารอะไรมาให้ข้า…ให้แอบผสมผงนี่ลงไปครั้งละหนึ่งช้อน อย่าให้ใครเห็นเด็ดขาด เข้าใจหรือไม่?"
เสี่ยวชุนมองซองยาในมือคุณหนูด้วยความประหลาดใจ แต่เมื่อได้ยินว่าเป็นของฮูหยินใหญ่ผู้ล่วงลับ นางก็พยักหน้ารับคำด้วยสีหน้าจริงจัง
"เจ้าค่ะคุณหนู บ่าวจะทำตามที่ท่านสั่งทุกอย่าง!"
"ดี" จื่อเหยาพยักหน้าอย่างพอใจ "ตอนนี้…เป้าหมายแรกของเราคือต้องรอดชีวิตและแข็งแรงขึ้นในที่แห่งนี้ให้ได้ก่อน ส่วนเรื่องการเอาคืน…" นางเว้นจังหวะ ดวงตาฉายแววฉลาดล้ำลึก
"เราจะไม่รอโอกาส แต่จะสร้างโอกาสขึ้นมาเอง"
เสี่ยวชุนมองใบหน้าของคุณหนูที่ดูเปลี่ยนไปเป็นคนละคน นางกลืนน้ำลายอึกใหญ่ ความหวาดกลัวก่อนหน้านี้ถูกแทนที่ด้วยความสงสัยใคร่รู้
"สร้างโอกาส…หรือเจ้าคะ?" นางเอ่ยถามเสียงเบา "แต่…แต่เราจะทำเช่นไรได้ ในเมื่อเราถูกขังอยู่ในเรือนแห่งนี้ คนของฮูหยินเหมยลี่ก็จับตาดูเราทุกฝีก้าว…"
จื่อเหยามองความกังวลในแววตาของสาวใช้แล้วคลี่ยิ้มบางออกมาเป็นครั้งแรก รอยยิ้มนั้นไม่ได้สดใสเหมือนเด็กสาววัยเดียวกัน แต่กลับแฝงความนิ่งอย่างลึกซึ้งและความมั่นใจอย่างประหลาด
"เจ้าพูดถูก เราทำอะไรผลีผลามไม่ได้" จื่อเหยาตอบรับ "การกรีดร้องโวยวายหรือพยายามหนี มีแต่จะทำให้ข้อกล่าวหาของเหมยลี่ฮูหยินดูเป็นจริง และทำให้ท่านพ่อรังเกียจข้ามากขึ้นไปอีก…ซึ่งนั่นคือสิ่งที่นางต้องการ"
จื่อเหยา เว้นจังหวะเล็กน้อยเพื่อสังเกตเสี่ยวชุน และเมื่อเห็นว่าบ่าวตัวน้อยกำลังตั้งใจฟังอย่างจดจ่อนางจึงได้พูดต่อ
"เจ้าลองคิดดูนะเสี่ยวชุน สิ่งที่ทำให้ท่านพ่อตัดสินใจส่งข้ามาที่นี่คืออะไร?"
"ก็…ก็เพราะคุณหนู…เอ่อ…อาละวาด แล้วก็ถูกกล่าวหาว่าทำร้ายคุณหนูรองเจ้าค่ะ"
"ถูกต้อง" จื่อเหยาพยักหน้า "ท่านพ่อมองว่าข้าคือ ปัญหาคือภาระที่สร้างความวุ่นวาย ดังนั้น…หนทางเดียวที่จะทำให้ท่านพ่อเปลี่ยนใจ ไม่ใช่การอ้อนวอน แต่คือการพิสูจน์ให้ท่านเห็นว่าข้าไม่ใช่ปัญหาอีกต่อไป…แต่เป็นทางแก้ปัญหาต่างหาก"
เสี่ยวชุนขมวดคิ้วด้วยความไม่เข้าใจ "ทางแก้ปัญหา…หรือเจ้าคะ?"
"ใช่" จื่อเหยากล่าวเสียงหนัก "เราต้องทำให้ท่านพ่อเห็นว่าข้ามีประโยชน์ เกินกว่าจะถูกทิ้งให้เน่าตายอยู่ที่นี่"
(ในเมื่อข้ากลับไปในฐานะลูกสาวที่น่ารักไม่ได้…ข้าก็จะกลับไปในฐานะอาวุธที่ทรงคุณค่าก็แล้วกัน)นั่นคือสิ่งที่นางคิดในใจ
"แล้ว…แล้วเราจะทำอย่างไรเจ้าคะ?" ความสับสนในใจเสี่ยวชุนยิ่งเพิ่มทวีคูณ
"ง่ายมาก" จื่อเหยาตอบ ดวงตาเป็นประกาย "ต่อจากนี้ไป เจ้าต้องเป็นหูเป็นตาให้ข้า"
จื่อเหยาขยับตัวพิงผนังให้ถนัดขึ้น ก่อนจะอธิบายแผนการขั้นแรก "หน้าที่ของเจ้าคือ ไปฟัง…ฟังทุกเรื่องที่เกิดขึ้นในเรือนเมฆาคล้อยแห่งนี้ และถ้าเป็นไปได้ ให้หาทางคุยกับบ่าวไพร่คนอื่น ๆ หรือแม้กระทั่งชาวบ้านในหมู่บ้านเมฆาคล้อยด้วย"
"ให้บ่าวไปฟังเรื่องอะไรหรือเจ้าคะ?"
"ทุกเรื่อง" จื่อเหยาเน้น "เรื่องเล็ก ๆ น้อย ๆ ใครทะเลาะกับใคร ของใครหาย วัวใครป่วย สัตว์เลี้ยงใครตาย…ไปจนถึงเรื่องใหญ่ ๆ อย่างการทะเลาะวิวาททุกอย่าง รวมถึงการตายที่น่าสงสัย หรือเรื่องทุกข์ร้อนใด ๆ ก็ตามที่ทางการหรือผู้ใหญ่บ้านยังจัดการไม่ได้"
เสี่ยวชุนเบิกตากว้าง "คุณหนูจะสนใจเรื่องพวกนั้นไปทำไมกันเจ้าคะ?"
"เพราะในทุก ๆ ปัญหา…มักมีความจริงที่ถูกซ่อนอยู่เสมอ" จื่อเหยาตอบด้วยน้ำเสียงมีความหมาย "และไม่มีอะไรจะมีค่าไปกว่าการเปิดโปงความจริงนั้น…จงจำไว้เสี่ยวชุน คนที่กุมความลับและไขปริศนาได้ คือคนที่มีอำนาจต่อรอง"
แม้เสี่ยวชุนจะไม่เข้าใจแผนการทั้งหมดอย่างถ่องแท้ แต่นางสัมผัสได้ถึงความเฉียบแหลมและความมุ่งมั่นที่ไม่เคยเห็นมาก่อนจากคุณหนูของตน
ซึ่งนี่ไม่ใช่คุณหนูหรงจื่อเหยาคนเดิมที่เอาแต่อารมณ์ร้อนคนนั้นอีกต่อไปแล้ว แต่นี่คือผู้นำที่เยือกเย็นและมีแผนการอยู่ในใจ ความหวังริบหรี่เริ่มฉายชัดขึ้นมาในใจของนาง
"บ่าว…บ่าวเข้าใจแล้วเจ้าค่ะ! บ่าวจะทำตามที่คุณหนูสั่งทุกอย่าง!"
"ดีมาก" จื่อเหยาพยักหน้าอย่างอ่อนแรง ทั้งนี้เนื่องจากการพูดคุยที่ยาวนานเริ่มส่งผลต่อร่างกายที่อ่อนแอของนางแล้ว "ตอนนี้ข้าต้องพักผ่อนเพื่อฟื้นฟูร่างกาย เจ้าเองก็ไปหาอะไรกินเสียเถอะ แล้วหาทางเอายาบำรุงนี่ผสมน้ำอุ่นมาให้ข้าอีกครั้งตอนมื้อเย็น…จำไว้ว่าต้องแนบเนียนอย่างที่สุด"
"เจ้าค่ะคุณหนู!"
เสี่ยวชุนรับคำสั่งอย่างกระตือรือร้น นางค่อย ๆ ถอยออกจากห้องไป ปล่อยให้จื่อเหยาได้พักผ่อนตามลำพัง
จื่อเหยาหลับตาลง เสียงของระบบยังคงเงียบอยู่ แต่ในหัวของเธอนั้น แผนการขั้นต่อไปได้เริ่มก่อตัวขึ้นแล้ว…
(หาคดี…ไขคดี…สร้างชื่อเสียง…และรอ…รอวันที่ชื่อเสียงของคุณหนูนักสืบแห่งเรือนเมฆาคล้อย จะดังไปถึงหูของเสนาบดีกรมคลัง…หรง จิ้นเหวิน…ผู้เป็นบิดาของเจ้าของร่างเดิม)