โปรดอัพเดตเบราว์เซอร์

เบราว์เซอร์ที่คุณใช้เป็นเวอร์ชันเก่าซึ่งไม่สามารถใช้บริการของเราได้ เราขอแนะนำให้อัพเดตเบราว์เซอร์เพื่อการใช้งานที่ดีที่สุด

เรื่องสั้น

ช่วยด้วย! ข้าถูกตัวร้ายปักธงเข้าให้แล้ว

นิยาย Dek-D

อัพเดต 24 ต.ค. 2568 เวลา 10.29 น. • เผยแพร่ 01 ส.ค. 2568 เวลา 03.41 น. • เฟยเทียน
“เมื่อนักนิติเวชสาวจอมแสบทะลุมาเป็น 'คุณหนูตัวร้าย' ในนิยาย พร้อมของแถมเป็นการสื่อสารกับวิญญาณ… จื่อเหยาจะทำอย่างไร? เมื่อคดีก็ต้องไข อีกทั้งยังต้องมารับมือกับ 'ตัวร้าย' ที่ปักธงเธออย่างไม่รู้ตัว!

ข้อมูลเบื้องต้น

ชี้แจง

นิยายเรื่องนี้เกิดจากจินตนาการของผู้เขียน ชื่อสถานที่ รวมถึงตัวบุคคลและเรื่องราวภายในเล่มล้วนเป็นเรื่องสมมุติขึ้นมาทั้งสิ้น ดังนั้นหากมีข้อผิดพลาดประการใดผู้เขียนขออภัยมา ณ โอกาสนี้ด้วยนะคะ

ด้วยรักและขอบคุณ

เฟยเทียน

เมื่อ นักนิติเวชสาวจอมแสบ ต้องทะลุมิติมาเข้าร่าง 'หรงจื่อเหยา' คุณหนูใหญ่จวนหรงโหว ที่มีชื่อเดียวกับเธอ ที่ร่างนี้ไม่ได้เป็นแค่นางร้ายเจ้าอารมณ์ในนิยายเพียงอย่างเดียว

แต่ยังถูกวางยาพิษกดประสาท แถมในโลกใหม่นี้เธอยังได้ ของแถมคือสามารถมองเห็นและสื่อสารกับเหล่าดวงวิญญาณได้อีกด้วย!

ชีวิตใหม่สุดวายป่วงของจื่อเหยาจึงเริ่มต้นขึ้น! เธอต้องงัดวิชาสารพัดชันสูตรออกมา ไขคดีลับ ๆ ทั้งในจวนและนอกจวน โดยมี พยานปากเอกคือร่างไร้วิญญาณ…เพื่อเปิดโปงความจริงที่ซ่อนอยู่

ทว่า…เรื่องราวมันหาได้ง่ายดายเช่นนั้น! เพราะการพิสูจน์ความจริงในสิ่งเร้นลับ…เธอจะต้องหาหลักฐานมาพิสูจน์ในรูปธรรมให้จงได้!

แต่ดูเหมือนว่าเธอจะยังมีโชคดีอยู่บ้าง…ที่การทะลุมิติมาของเธอมี 'ระบบไขความจริง' ติดตามมาด้วย เพียงแต่…จื่อเหยาจำเป็นต้องทำตามภารกิจของระบบสุดเที่ยงธรรม เพื่อใช้แต้มเก็บคะแนนแลกอุปกรณ์จำเป็น ไม่ว่าจะเป็นมีดผ่าตัด…ชุดป้องกัน…ยารักษาโรคบางอย่าง หรือแม้แต่ห้องแล็บสุดทันสมัย!

นอกจากนี้ เธอยังต้องหาวิธี ล้างพิษออกจากร่างกาย และช่วยให้พี่ชายของร่างนี้กลับมาเป็นผู้เป็นคน เลิกทำตัวเสเพล เพื่อที่อนาคตของเธอจะได้ไม่ต้องมีจุดจบแบบเดิมตามต้นฉบับ…อีกด้วย

จื่อเหยาจะทำได้หรือไม่? โปรดติดตามเรื่องราวสุดป่วนอลเวงทั้งคนและผีไปพร้อม ๆ กันได้เลยค่ะ!

การตื่น! ในร่างของคนตาย

ความเจ็บปวดแสนสาหัสที่ท้ายทอยคือความรู้สึกสุดท้ายที่จื่อเหยาจำได้…เนื่องจากก่อนหน้านั้น สติสัมปชัญญะทั้งหมดของเธอกำลังจดจ่ออยู่กับวัตถุพยานในมือ

สิ่งนั่นก็คือไดรฟ์ข้อมูลขนาดจิ๋วที่เก็บความลับอันโสมมของนักการเมืองระดับประเทศ คดีฆาตกรรมต่อเนื่องที่เธอผู้ซึ่งอยู่ในฐานะแพทย์นิติเวชมือหนึ่งของกรมตำรวจได้ทุ่มเทเวลามากกว่าครึ่งปีเพื่อไขปริศนา

ทว่า…มาบัดนี้ ความจริงทั้งหมดได้อยู่ในกำมือของตัวเองแล้ว…แต่ว่าภาพสุดท้ายที่เธอจำได้ก็คือ…ในตอนนั้นเธอเห็นแสงไฟจากท่าเรือร้างที่กำลังสาดส่องเป็นเงาวูบวาบ คละคลุ้งมากับกลิ่นสนิมเหล็กผสมกับกลิ่นอับชื้นของน้ำทะเลลอยมาแตะจมูก

และเธอกำลังจะก้าวออกจากที่ซ่อนตัวเพื่อส่งสัญญาณให้ทีม แต่แล้ว…ทุกอย่างก็ดับวูบลง พร้อมกับแรงกระแทกที่รุนแรงจนสมองสั่นสะเทือน

(พลาด…จนได้สินะ…) นี่คือความคิดสุดท้ายของนักนิติเวชสาว…

ก่อนที่ความรู้สึกตัวจะกลับมาอีกครั้งอย่างเชื่องช้า แต่มันไม่ใช่ความเจ็บปวดจากบาดแผลเดิม เพราะในตอนนี้กลับเป็นความทรมานจากภายในที่แตกต่างออกไปโดยสิ้นเชิง

จื่อเหยารู้สึกว่าท้องของเธอบิดเกร็งอย่างรุนแรงราวกับถูกคว้าน และลำคอแห้งผากจนแทบกลืนน้ำลายไม่ได้ ลมหายใจแผ่วเบาราวกับจะขาดห้วง ร่างกายอ่อนเปลี้ยไร้เรี่ยวแรงจนแม้แต่จะขยับปลายนิ้วยังทำไม่ได้

(ภาวะขาดน้ำและขาดสารอาหารขั้นรุนแรง…ระดับน้ำตาลในเลือดต่ำจนน่าตกใจ…) สมองของจื่อเหยาประมวลผลตามสัญชาตญาณของแพทย์นิติเวช

และเธอก็กำลังจะพยายามลืมตาขึ้น แต่ว่า….เปลือกตาของเธอมันหนักอึ้งราวกับมีหินมาถ่วง ทว่าด้วยความไม่ยอมแพ้…ในที่สุดเธอก็สามารถเปิดเปลือกตาขึ้นมาได้สำเร็จ ก่อนที่ภาพที่เห็นพร่าเลือนในคราแรก…จะค่อย ๆ ปรับโฟกัสจนชัดเจน

(ที่นี่ไม่ใช่โรงพยาบาล…แล้วมันคือที่ไหน) จื่อเหยาคิดอย่างสับสน ในเวลาเดียวกันเธอก็มองเพดานไม้เก่าคร่ำคร่ามีหยากไย่เกาะอยู่ประปราย…

รวมถึงผนังดินที่เริ่มผุกร่อน หน้าต่างไม้บานเล็กที่ปิดสนิท แสงแดดเพียงริ้วบาง ๆ ลอดผ่านเข้ามาได้เผยให้เห็นฝุ่นละอองที่ลอยคว้างอยู่ในอากาศ เตียงที่เธอนอนอยู่ก็เป็นเพียงแคร่ไม้แข็งกระด้างปูด้วยฟูกบาง ๆ ที่ส่งกลิ่นอับชื้น

"นี่ฉันอยู่ที่ไหน?" เธอพึมพำด้วยน้ำเสียงแหบพร่าอย่างจับต้นชนปลายไม่ถูก

และทันใดนั้นเอง จื่อเหยาก็ได้ยินเสียงบางอย่าง ซึ่งเป็นเสียงใสแจ๋วแบบไร้อารมณ์ก็ดังขึ้นในหัวของเธออย่างไม่มีที่มา

[ติ๊ง! ตรวจพบการย้ายโฮสต์เสร็จสมบูรณ์ กำลังเชื่อมต่อกับร่างหรงจื่อเหยา…นางร้ายในนิยายข้าเป็นคุณหนูตัวร้ายแล้วอย่างไร] เสียงนี้ยังคงดังอย่างต่อเนื่องออกมาอีก…ซึ่งจื่อเหยายังคงไม่เข้าใจ

[เชื่อมต่อสำเร็จ! เริ่มต้นการทำงานของ "ระบบไขความจริง" ระดับ 1]

"สะ…เสียงอะไร!…ใครเป็นคนพูด…แล้วที่ว่าร่างนางร้ายในนิยายคืออะไร" จื่อเหยาที่ยังคงสับสนเอ่ยเสียงตื่น….ด้วยความตกใจพร้อมกับคิดว่าใครคือโฮสต์…และนี่มันคือเรื่องบ้าอะไรกัน

ในระหว่างที่เธอกำลังหาคำตอบอยู่นั้นเอง ในหัวของเธอก็ได้มีความทรงจำที่ไม่ได้เป็นของตัวเองหลั่งไหลเข้ามาในสมองราวกับสายน้ำหลาก

ไม่ว่าจะเป็นภาพของเด็กสาววัยสิบสามปีในชุดหรูหรา ทว่า…ใบหน้ามักจะบูดบึ้งและเกรี้ยวกราด…ภาพของสตรีผู้มีรอยยิ้มอ่อนหวานแต่แววตาซ่อนมีดที่ถูกเรียกว่าท่านแม่…ภาพของบุรุษผู้เป็นบิดาที่มองมาด้วยสายตาผิดหวังระคนหน่ายใจ…

และภาพสุดท้าย…คือการถูกกล่าวหาว่ามีนิสัยร้ายกาจก้าวร้าว จนถูกส่งตัวมาดัดนิสัยที่เรือนนอกในชนบทที่หมู่บ้านเมฆาคล้อยแห่งนี้พร้อมกับคำสั่งลงโทษให้สำนึกผิดโดยการอดอาหารสามวัน จากชายาเอกคนใหม่ผู้เป็นแม่เลี้ยง!

ร่างนี้…หรงจือเหยา…เด็กสาวผู้ถูกตราหน้าว่าเป็นตัวร้าย…ได้สิ้นใจไปแล้วเพราะความหิวโหยและการขาดการดูแล

(ให้ตายสิ…จากแพทย์นิติเวชที่กำลังจะปิดคดีใหญ่ กลายมาเป็นคุณหนูตัวร้ายที่ถูกคนวางแผนฆ่าให้ตายทั้งเป็นเนี่ยนะ?) ร่างวิญญาณแท้จริงของจื่อเหยาคิดอย่างไม่ชอบใจนัก ในขณะที่เธอไม่ยินยอมอยู่นั้นเสียงบานประตูไม้เก่าก็ได้เปิดออกเพียงเล็กน้อย

"เฮอะ! ยังไม่ตายอีกรึ?" เสียงแหลมเล็กดังขึ้นจากหน้าประตู "ข้านึกว่าจะสิ้นลมไปแล้วเสียอีก แต่ก็ดีจะได้ประหยัดแรงขุดหลุมฝังของข้า"

"ชู่ว์! เบาหน่อยน่า เดี๋ยวคนอื่นก็ได้ยิน" เสียงที่สองปรามขึ้น "ฮูหยินสั่งให้พวกเราแค่ดูแลคุณหนูใหญ่ตามคำสั่ง ไม่ได้ให้ฆ่านางนะ"

"ก็แล้วมันต่างกันตรงไหนเล่า?" เสียงแรกสวนกลับอย่างไม่ใส่ใจ "ปล่อยให้อดข้าวอดน้ำในห้องอับ ๆ แบบนี้ อีกไม่นานก็คงขาดใจตายไปเอง ถึงตอนนั้นเราก็แค่ไปรายงานว่าคุณหนูใหญ่ร่างกายอ่อนแอ ทนการดัดนิสัยไม่ไหว สิ้นใจไปอย่างน่าเวทนา…ฮูหยินต้องพอใจมากเป็นแน่"

เสียงหัวเราะคิกคักของบ่าวรับใช้สองคนนั้นดังเสียดแทงเข้ามาในโสตประสาของวิญญาณนิติเวชสาว

(คนของแม่เลี้ยงสินะ…) จื่อเหยาคิดในใจ ดวงตาที่เคยอ่อนล้าพลันฉายแววคมปลาบขึ้นมาอย่างที่ไม่เคยปรากฏในร่างของหรงจื่อเหยาคนเดิม

(น่าเวทนาเหรอ? เหอะ! ช่างน่าสมเพชเสียจริง พวกเจ้าคงเข้าใจผิดแล้วล่ะ…)

หรงจื่อเหยาคิดก่อนจะรวบรวมเรี่ยวแรงทั้งหมดที่มี เธอกัดฟันแน่นจนกรามสั่น พลิกตัวลงจากแคร่ไม้เสียงดังโครม!

เสียงนั้นทำให้บ่าวไพร่ที่กำลังนินทาอยู่หน้าห้องถึงกับสะดุ้งสุดตัวและรีบเปิดประตูเข้ามา

"คะ…คุณหนูใหญ่!" เมื่อพวกนางเปิดประตูเข้ามาก็ได้เห็นภาพของผู้ที่เรียกว่าคุณหนูกำลังใช้แขนยันพื้นพยุงร่างที่สั่นเทาของตัวเองลุกขึ้นมาอย่างทุลักทุเล…ซึ่งภาพนี้ทำให้คนทั้งคู่ราวกับเห็นภูตผีโผล่มาจากขุมนรกก็ไม่ปาน

ร่างของหรงจื่อเหยาที่ผมยาวรกรุงรังปิดหน้าลงมาครึ่งหนึ่ง ประกอบกับร่างกายผอมบางของเธอยิ่งทำให้บ่าวรับใช้ถึงกับผงะและในวินาทีต่อมา…เมื่อพวกนางได้เห็นดวงตาของหรงจื่อเหยามองสบมา…นางสองคนก็รู้สึกตื่นตระหนกอย่างไม่เคยเป็นมาก่อนเพราะมันช่างดูเย็นเยียบจับขั้วหัวใจเป็นอย่างมาก

"น้ำ…" หรงจื่อเหยาเปล่งเสียงแหบพร่าออกมาคำหนึ่ง "ไปเอาน้ำมาให้ข้า…เดี๋ยวนี้!" น้ำเสียงนั้นไม่ใช่การอ้อนวอน แต่เป็นคำสั่งที่เด็ดขาดและถืออำนาจของผู้เป็นนายอย่างชัดเจน

บ่าวรับใช้ทั้งสองคนถึงกับสะดุ้ง พลางก้าวถอยหลังไปด้านหลังหนึ่งก้าวโดยไม่รู้ตัว พวกนางมองหน้ากันเลิ่กลั่ก ราวกับไม่เชื่อว่าคุณหนูใหญ่ที่เคยเอาแต่กรีดร้องอาละวาด จะมีสายตาและน้ำเสียงที่น่าเกรงขามได้มากถึงเพียงนี้

#### เรื่องนี้นางฟาดมาฟาดกลับนะเจ้าคะ

เสี่ยวชุนผู้ภักดี

ในขณะเดียวกันนั่นเอง…หูของจื่อเหยาก็ได้ยินเสียงฝีเท้าตึงตังของบ่าวรับใช้สองคนนั้นวิ่งหนีหายไปอย่างรวดเร็ว ทิ้งไว้เพียงความเงียบและเสียงลมหายใจที่ยังคงสั่นระริกของตนเพียงเท่านั้น

ซึ่งนางในตอนนี้ก็ยังคงใช้แขนยันพื้นเอาไว้ พยายามควบคุมร่างกายที่อ่อนแรงจนแทบจะล้มพับลงไปอีกครั้ง โดยในหัวก็กำลังประเมินสถานการณ์ที่เกิดขึ้นกับตัวเองอย่างรวดเร็ว

(ศัตรูหนีไปแล้ว แต่ความปลอดภัยยังไม่แน่นอน พลังงานในร่างกายใกล้จะหมด สิ่งที่ร่างกายของร่างนี้ต้องการมากที่สุดคือน้ำและอาหาร)

ในระหว่างที่จื่อเหยากำลังคิดหาหนทางให้ตัวเองอยู่ หูของนางก็ได้ยิน เสียงฝีเท้าที่รีบร้อนอีกคู่กำลังดังใกล้เข้ามา แต่เสียงนี้ต่างออกไป…มันมีความกังวลและลนลานเจือปนอยู่

ปัง! ประตูที่แง้มอยู่ถูกผลักเข้ามาเต็มแรง ร่างของเด็กสาวผู้หนึ่งในชุดบ่าวชั้นผู้น้อยที่ซอมซ่อถลาเข้ามาในห้องด้วยใบหน้าที่ซีดเผือดและเปียกชื้นไปด้วยเหงื่อ

"คุณหนู! คุณหนูเจ้าคะ!"

เสียงเรียกนั้นสั่นเครือและเต็มไปด้วยความห่วงใยอย่างแท้จริง เด็กสาวคนนั้นรีบวิ่งเข้ามาคุกเข่าลงใกล้เธอและพยายามจะช่วยพยุงร่างของจื่อเหยาเอาไว้ น้ำตาของนางคลอหน่วย

"คุณหนู…เป็นอย่างไรบ้างเจ้าคะ บ่าวได้ยินเสียงดังโครม…บ่าวเป็นห่วงแทบแย่!"

ในเสี้ยววินาทีที่เด็กสาวคนนี้สัมผัสตัวเธอ ความทรงจำของหรงจื่อเหยาคนเดิมก็ฉายชัดขึ้นมาอีกครั้ง (หญิงผู้นี้คือเสี่ยวชุน…สาวใช้คนสนิทที่เติบโตมาด้วยกัน เป็นคนของมารดาแท้ ๆ ของร่างนี้…และเป็นหนึ่งในคนที่ภักดี…แม้จะถูกส่งมาลำบากด้วยกันที่นี่แต่นางก็ยังไม่ทอดทิ้งเจ้าของร่างเดิม)

ความเย็นชาและความแข็งกร้าวที่จื่อเหยาสร้างขึ้นเมื่อครู่พลันอ่อนลงเล็กน้อย เมื่อได้เห็นแววตาที่ห่วงใยอย่างจริงใจคู่นั้น ความรู้สึกอุ่นวาบที่ไม่คุ้นเคยแล่นผ่านเข้ามาในอกของเธอ

"ข้า…ยังไม่ตาย" จื่อเหยาตอบด้วยเสียงที่ยังคงแหบพร่า แต่น้ำเสียงนั้นอ่อนลงมากกว่าตอนที่สั่งบ่าวสองคนนั้นมากนัก

เสี่ยวชุนได้ยินดังนั้นก็ปล่อยโฮออกมาทันที "ขอบคุณสวรรค์! ขอบคุณสวรรค์! บ่าวกลัว…บ่าวกลัวจริง ๆ ว่าคุณหนูจะเป็นอะไรไป คนใจร้ายพวกนั้นไม่ยอมให้บ่าวเอาข้าวเอาน้ำมาให้คุณหนูเลย!"

จื่อเหยามองเด็กสาวที่ร้องไห้สะอึกสะอื้นตรงหน้า ในหัวของนางทั้งกำลังวิเคราะห์และเกิดความรู้สึกซาบซึ้งอย่างประหลาด นี่คือพันธมิตรคนแรกและอาจจะเป็นคนเดียวของเธอในยามนี้…ก่อนจะรวบรวมแรง ยกมือที่สั่นเทาของตัวเองขึ้นไปแตะบนหลังมือของเสี่ยวชุนเบา ๆ

"เสี่ยวชุน…"

"เจ้าคะ คุณหนู?" เสี่ยวชุนรีบเงยหน้าขึ้นมองทั้งน้ำตา

"ลุกขึ้นก่อน…แล้วไปหาน้ำอุ่นผสมน้ำผึ้งหรือน้ำตาลมาให้ข้า…เร็วที่สุดเท่าที่จะทำได้" ดวงตาของจื่อเหยากลับมามีความมุ่งมั่นอีกครั้ง "จากนั้น…เล่าเรื่องทั้งหมดที่เกิดขึ้นในจวนให้ข้าฟังอย่างละเอียด"

(การเอาคืน…ต้องเริ่มจากการรวบรวมข้อมูลก่อนเป็นอันดับแรก!) นี่คือความคิดของเธอ

"เจ้าค่ะ คุณหนู!"

เสี่ยวชุนรับคำ…ก่อนจะรีบเช็ดน้ำตาที่เหลืออยู่บนใบหน้าอย่างลวก ๆ แล้วผุดลุกขึ้นวิ่งออกไปจากห้องด้วยความเร็วที่สุดเท่าที่เด็กสาวร่างผอมบางจะทำได้ ทิ้งให้หรงจื่อเหยาอยู่ในความเงียบตามลำพังอีกคราหนึ่ง

เมื่อไร้คนอื่นอยู่ด้วย ความเป็นแพทย์นิติเวชก็เข้าครอบงำความคิดของเธอทันที…เธอหลับตาลง พยายามสัมผัสและวิเคราะห์ทุกส่วนของร่างกายที่อ่อนแอนี้ ชีพจรเต้นเร็วแต่แผ่วเบา

การหายใจตื้น สภาพร่างกายขาดน้ำและสารอาหารรุนแรงกว่าที่ประเมินไว้ตอนแรก กล้ามเนื้อลีบฝ่อเล็กน้อยจากการไม่ได้ใช้งานและขาดโปรตีน หากเป็นในโลกเดิม เธอคงสั่งให้ฉีดสารน้ำทางหลอดเลือดดำพร้อมวิตามินรวมทันที แต่ในยุคนี้…

(ระบบ..ใช่แล้วเมื่อครู่มีเสียงพูดว่า ระบบไขความจริง….หรือว่าจะเป็นเหมือนตามนิยายหรือซีรีส์กัน ไม่ลองไม่รู้สินะ) จื่อเหยาคิดก่อนจะตั้งสมาธิในใจ ลองนึกเรียกเสียงที่ได้ยินก่อนหน้า

{ระบบ…แสดงสถานะ}

คำขอนี้ดูเหมือนจะได้ผล เมื่อมีหน้าต่างโปร่งแสงสีฟ้าปรากฏขึ้นตรงหน้าของเธอ และมีเพียงเธอเท่านั้นที่มองเห็น

[กำลังแสดงสถานะโฮสต์ ชื่อ :หรง จื่อเหยา อายุ:13 ปี สภาพร่างกาย : อ่อนแอขั้นวิกฤต (Vital Signs Unstable) สถานะผิดปกติ : มีภาวะขาดสารอาหารรุนแรง ระดับ 3 ภาวะขาดน้ำ ระดับ 2 และมีพิษเรื้อรัง: ออกฤทธิ์กดการทำงานของระบบประสาทส่วนกลาง]

ดวงตาของจื่อเหยาเบิกกว้างเมื่อเห็นบรรทัดสุดท้าย (พิษเรื้อรัง! มิน่าเล่าความทรงจำของหรงจื่อเหยาคนเดิมถึงมีแต่ภาพความเกรี้ยวกราดและควบคุมอารมณ์ไม่ได้ มันไม่ใช่แค่นิสัย แต่เป็นผลมาจากยาพิษ!…แม่เลี้ยงเหมยลี่คนนั้น…ไม่ได้แค่ต้องการให้เจ้าของร่างถูกตราหน้าว่าเป็นตัวร้าย แต่ต้องการฆ่าเธออย่างช้า ๆ มาโดยตลอดอีกด้วย)

ในระหว่างที่จื่อเหยากำลังจมอยู่กับความคิดของตน…ทันใดนั้น หน้าต่างระบบก็มีข้อความใหม่ปรากฏขึ้น

[ติ๊ง! ตรวจพบเจตจำนงในการเอาชีวิตรอดของโฮสต์พร้อมกับภารกิจสำหรับมือใหม่: หยดน้ำแห่งชีวิต รายละเอียด : ร่างกายของโฮสต์กำลังต้องการพลังงานอย่างเร่งด่วน จงบริโภคของเหลวที่มีน้ำตาลเป็นส่วนประกอบเพื่อรักษาเสถียรภาพของร่างกายขั้นพื้นฐาน รางวัล: 5 แต้มไขความจริง กล่องสุ่มสำหรับผู้เริ่มต้น 1 กล่อง บทลงโทษหากล้มเหลว: สภาพร่างกายเสื่อมถอยถาวร]

(แต้มไขความจริง? กล่องสุ่ม? นี่มันเหมือนกับในเกมไม่มีผิด แต่รางวัลและบทลงโทษกลับเป็นของจริงที่ส่งผลต่อชีวิตเธอโดยตรง) วิญญาณของนักติเวชสาวจากยุคอนาคตเบิกกว้าง ก่อนจะค่อย ๆ ทำใจให้สงบลง

อีกทางด้านหนึ่ง เสี่ยวชุนที่กำลังวิ่งตรงไปยังโรงครัวของเรือนพัก แต่ยังไม่ทันที่นางจะถึงตัวอาคาร เจ้าตัวก็ถูกสกัดไว้ด้วยร่างอ้วนท้วมของป้าจาง หัวหน้าแม่ครัวและคนสนิทอีกคนของเหมยลี่ฮูหยิน

"จะรีบไปไหนนังหนูเสี่ยวชุน" นางวางมือเท้าสะเอวเอ่ยถามเสียงเย็น "ข้าได้ยินว่าคุณหนูของเจ้ายังไม่สิ้นลมอีกอย่างนั้นรึ ช่างหนังเหนียวเหมือนแม่ของมันไม่มีผิด"

เสี่ยวชุนกำหมัดแน่น พยายามข่มความโกรธเอาไว้ "ข้า…ข้าจะมาขอน้ำร้อนไปให้คุณหนูเจ้าค่ะ"

"น้ำร้อน?" นางจางหัวเราะเสียงแหลม "คุณหนูใหญ่ของเจ้ากำลังถูกลงโทษให้สำนึกผิด จะกินข้าวกินน้ำได้อย่างไร? ฮูหยินสั่งไว้ชัดเจน! ไสหัวกลับไปซะ!"

"แต่คุณหนูไม่สบายมากนะเจ้าคะ! ขอแค่…แค่น้ำร้อนสักถ้วยก็ยังดี!" เสี่ยวชุนอ้อนวอน

"ไม่ได้ก็คือไม่ได้!" นางจางยังตวาดลั่น "อยากได้ก็ไปตักเอาจากบ่อน้ำเย็น ๆ โน่นไป!"

เสี่ยวชุนยืนตัวสั่นด้วยความจนปัญญา แต่เมื่อนึกถึงใบหน้าซีดขาวของคุณหนู ความกล้าก็พลันบังเกิด นางเหลือบไปเห็นกาต้มน้ำที่เพิ่งยกออกจากเตาใหม่ ๆ วางอยู่ไม่ไกล ในขณะที่ร่างท้วมของนางจางกำลังหันไปสั่งงานบ่าวคนอื่น เสี่ยวชุนก็ตัดสินใจ…นางวิ่งพรวดเข้าไปหยิบชามใบหนึ่ง เทน้ำร้อนจากกาแล้วรีบวิ่งหนีออกมาในทันที!

"นังเด็กสารเลว! กล้าขโมยของรึ! กลับมานะ!" เสียงของนางจางดังไล่หลังมา แต่เสี่ยวชุนไม่สนใจอีกต่อไป เพราะในมือของนางตอนนี้มีน้ำร้อนหนึ่งถ้วยตามที่คุณหนูต้องการแล้ว…

และระหว่างทางนางยังแอบหยิบน้ำตาลกรวดสองก้อนที่ซ่อนไว้ในผ้าเช็ดหน้าของตัวเองออกมาใส่ลงไปด้วย…ซึ่งนี่คือของล้ำค่าที่นางเก็บไว้กินเวลาหิวจนทนไม่ไหวอีกทั้งยังแอบหยิบมาเผื่อคุณหนูของตนด้วย

ไม่นานนัก เสี่ยวชุนก็กลับมาถึงห้องพักพร้อมกับถ้วยน้ำตาลอุ่น ๆ ในมือที่สั่นเทา

"คุณหนูเจ้าคะ…บ่าว…บ่าวได้มาแล้ว"

จื่อเหยารับถ้วยน้ำอุ่นมาอย่างเชื่องช้า กลิ่นหวานจาง ๆ และไออุ่นจากถ้วยดินเผาทำให้ร่างกายที่หนาวเหน็บของเธอรู้สึกดีขึ้นอย่างประหลาด นางค่อย ๆ จิบน้ำตาลอุ่น ๆ เข้าไปอย่างอ้อยอิ่งปล่อยให้ความหวานซึมซาบเข้าไปในร่างกายที่หิวโหย

[ติ๊ง! ภารกิจหยดน้ำแห่งชีวิตสำเร็จ! ท่านได้รับ: 5 แต้มไขความจริง ท่านได้รับ: กล่องสุ่มสำหรับผู้เริ่มต้นระดับ 1 ไม่ทราบว่าต้องการเปิดกล่องสุ่มหรือไม่?]

จื่อเหยามองเสี่ยวชุนที่มองมาด้วยสายตาเปี่ยมความหวัง ก่อนจะหันกลับมาจ้องหน้าต่างระบบในอากาศ

{เปิด} เธอตัดสินใจในใจทันที

[กำลังเปิดกล่องสุ่ม…ท่านได้รับ: สารละลายอิเล็กโทรไลต์ ชนิดผง 1 ซอง คำอธิบาย : ผลิตภัณฑ์ทางการแพทย์จากศตวรรษที่ 21 ใช้สำหรับชดเชยการสูญเสียน้ำและเกลือแร่ในผู้ที่มีภาวะขาดน้ำหรือท้องร่วง]

ดวงตาของจื่อเหยาเป็นประกาย…นี่แหละ! นี่คือสิ่งที่เธอต้องการที่สุดในตอนนี้! หลังจากนางดื่มน้ำตาลจนหมดถ้วย ร่างกายพลันรู้สึกมีเรี่ยวมีแรงกลับคืนมาเล็กน้อย ก่อนจะส่งถ้วยคืนให้เสี่ยวชุน พร้อมกับแววตาของนางที่เปลี่ยนไป

"เสี่ยวชุนเจ้าทำดีมาก" นางเอ่ยชม "ตอนนี้ร่างกายข้าพอจะมีแรงพูดคุยแล้ว"

จื่อเหยาพิงตัวเองกับผนังห้องด้วยท่าทางที่มั่นคงขึ้น พลางจ้องลึกเข้าไปในดวงตาของสาวใช้ผู้ภักดี

"เอาล่ะ…เล่ามาได้เลย…เรื่องราวทั้งหมดในจวนหรงโหว…ตั้งแต่ที่แม่ของข้าเสียไปจนถึงวันที่ข้าถูกส่งมาที่นี่…เล่ามาให้หมด…ห้ามมีอะไรตกหล่นแม้แต่เรื่องเดียว"

#### เรื่องนี้ไรต์ลองใช้ทำ [] และทำตัวหนาตามคำแนะนำแล้วนะคะ หวังว่าน่าจะอ่านง่ายขึ้น

หมากทุกตัวบนกระดาน

เสี่ยวชุนสูดน้ำมูก นั่งตัวตรงขึ้นเล็กน้อย พยายามเรียบเรียงความทรงจำที่เจ็บปวดอย่างสุดความสามารถ ดวงตาของนางมองพื้น ไม่กล้าสบสายตาที่เฉียบคมเกินวัยของคุณหนูที่ดูคล้ายไม่เหมือนคนเดิม

"เรื่องมันเริ่มขึ้น…หลังจากที่เหมยลี่ฮูหยินได้รับแต่งตั้งเป็นฮูหยินเอกเจ้าค่ะ" นางเริ่มเล่าเสียงสั่น "ทุกอย่างในจวนก็ค่อย ๆ เปลี่ยนไป คนเก่าแก่ของฮูหยินใหญ่ทุกคนได้ถูกย้ายไปทำงานส่วนนอก ไม่ก็ถูกหาเรื่องจับผิดจนต้องลาออกไปเอง…"

"แล้วเรื่องที่ข้าถูกส่งมาที่นี่ล่ะ? เหตุผลที่แท้จริงคืออะไร?"จื่อเหยาถามแทรกขึ้น แม้น้ำเสียงของนางจะเรียบเฉยแต่ก็แฝงความกดดันอยู่ในที

เสี่ยวชุนสะดุ้งเล็กน้อย ก่อนจะตอบตะกุกตะกักด้วยความสับสนว่าเหตุใดคุณหนูของตนจึงจำไม่ได้…กระนั้นด้วยความที่เคยถูกอบรมมาว่านายถามอะไรก็ต้องตอบ…นางจึงได้แต่เก็บความสงสัยเอาไว้

"คะ…คือว่า…เมื่อครึ่งเดือนก่อน เป็นวันเกิดของคุณหนูรองเจี้ยนซู่ ในงานเลี้ยง…คุณหนู…เอ่อ…คุณหนูมีปากเสียงกับคุณหนูรองเรื่องปิ่นหยกที่ฮูหยินใหญ่เคยให้ท่านไว้ ละ…แล้วคุณหนูรองก็พลัดตกสระบัวเจ้าค่ะ!"

(พลัดตกสระบัว? คลาสสิกเกินไปหน่อยมั้ง)จื่อเหยาคิดในใจ

"บ่าวรับใช้ทุกคนของฮูหยินเหมยลี่ต่างชี้ตัวว่าเห็นคุณหนูผลักคุณหนูรองตกน้ำ" เสี่ยวชุนรีบแก้ตัวแทน "แต่บ่าวเห็นกับตา! คุณหนูไม่ได้ผลัก! คุณหนูแค่ปัดมือที่คุณหนูรองจะมาแย่งปิ่นไปเท่านั้น แต่นางกลับเซถลาล้มลงไปเองเจ้าค่ะ! เหมือนจงใจ!"

"แล้วน้องรองเป็นอะไรมากหรือไม่?" จื่อเหยาถามต่อ จุดนี้สำคัญที่สุดในการวิเคราะห์

"นางแค่สำลักน้ำเล็กน้อยกับมีรอยถลอกที่แขนเจ้าค่ะ แต่ฮูหยินเหมยลี่กลับร้องห่มร้องไห้ราวกับลูกสาวจะสิ้นใจ กล่าวหาว่าคุณหนูมีจิตใจโหดเหี้ยม คิดจะฆ่าน้องสาวต่างมารดา"

(บาดแผลไม่สมเหตุสมผลกับข้อกล่าวหา…เป็นการจัดฉากอย่างชัดเจน)จื่อเหยาคิดอย่างสรุป

"แล้วหลังจากนั้นล่ะ?" วิญญาณของนิติเวชสาวในร่างของเด็กหญิงยังคงถามต่อไป

"หลังจากนั้น…คุณหนูก็เอาแต่กรีดร้องโวยวายอยู่ในห้องเจ้าค่ะ" น้ำเสียงของเสี่ยวชุนอ่อยลง "ท่านเอาแต่ปฏิเสธอย่างเดียว…แต่ไม่มีใครฟังท่านเลย ยิ่งท่านโกรธเกรี้ยวมากเท่าไร…ท่านโหว ก็ยิ่งมีสีหน้าผิดหวังและรำคาญใจมากขึ้นเท่านั้น…สุดท้าย ท่านโหวจึงมีคำสั่งให้ส่งตัวคุณหนูมาดัดนิสัยที่เรือนเมฆาคล้อยแห่งนี้ โดยอ้างว่าทนพฤติกรรมก้าวร้าวของท่านไม่ไหวอีกต่อไป…"

คำพูดของเสี่ยวชุนยืนยันข้อสันนิษฐานของจื่อเหยาทั้งหมด พิษเรื้อรังที่เธอได้รับไม่ได้ฆ่าเธอทันที แต่มันทำลายสติสัมปชัญญะ ทำให้ควบคุมอารมณ์ไม่ได้ และเปลี่ยนเธอให้กลายเป็นตัวร้าย ในสายตาของทุกคนได้อย่างสมบูรณ์…ช่างเป็นแผนการที่เลือดเย็นและแยบยลนัก

"แล้วพี่ใหญ่เล่า? เขาไม่คิดช่วยข้าเลยหรือ?"

เสี่ยวชุนส่ายหน้าอย่างน่าสงสาร "คุณชายใหญ่พยายามแล้วเจ้าค่ะ! ท่านคุกเข่าขอร้องท่านโหวอยู่ครึ่งวัน บอกว่าเรื่องนี้ต้องมีอะไรเข้าใจผิด แต่ท่านโหวกลับโกรธจัด ตวาดว่าคุณชายใหญ่เข้าข้างน้องสาวจนไม่ลืมหูลืมตา พอรุ่งขึ้นอีกวัน…ก็มีคำสั่งให้คุณชายใหญ่ไปถือศีลอยู่ที่วัดทันที อีกทั้งยังจะต้องกินนอนอยู่ที่นั่นเป็นเวลาหนึ่งปีเต็มเจ้าค่ะ…เหมือน…เหมือนจงใจแยกคุณชายใหญ่ออกไปจากคุณหนู"

(ตัดกำลังสนับสนุน… หมากตัวต่อไปคือคนใกล้ชิด) จื่อเหยายังคงวิเคราะห์ต่อ

"แล้วแม่นมลู่ล่ะ?" นางถามถึงคนสุดท้ายที่พอจะนึกออก

"แม่นมลู่…หลังจากที่คุณชายใหญ่ไปแล้ว แม่นมก็พยายามเข้าไปขอความเมตตาจากท่านโหว แต่กลับถูกฮูหยินเหมยลี่กล่าวหาว่าอบรมสั่งสอนคุณหนูได้ไม่ดี เป็นต้นเหตุของเรื่องทั้งหมด ท่านโหวจึงสั่งลงโทษให้ย้ายแม่นมไปทำงานอยู่ที่โรงซักล้างเจ้าค่ะ"

สิ้นคำพูดของเสี่ยวชุน จื่อเหยาก็นิ่งเงียบไป นางหลับตาลง ภาพของกระดานหมากล้อมปรากฏขึ้นในหัว หมากสีขาวที่เคยเป็นของนางและแม่แท้ ๆ ถูกหมากสีดำของเหมยลี่ไล่ต้อนและจับกินไปทีละตัว…จนหมดสิ้น ทั้งพี่ชาย แม่นม และตัวนางเอง…ไม่มีใครรอดพ้น

นี่ไม่ใช่แค่เรื่องชิงดีชิงเด่นในเรือนหลังธรรมดา แต่มันคือการวางแผนโค่นล้มอย่างเป็นระบบ ก่อนที่นางจะลืมตาขึ้นอีกครั้ง ความเวทนาต่อชะตากรรมของหรงจื่อเหยาคนเดิมแปรเปลี่ยนเป็นความมุ่งมั่นอันเย็นเยียบ

"เสี่ยวชุน"

"เจ้าคะ?"

จื่อเหยาหยิบซองผงสีขาวที่ได้จากระบบออกมาจากแขนเสื้ออย่างระมัดระวัง "นี่คือ ยาบำรุงที่ท่านแม่เคยให้ข้าเก็บไว้ก่อนสิ้นใจ…" นางโกหกหน้าตายแม้จะรู้ดีว่ามันดูไม่สมเหตุสมผลนักก็ตาม

"ต่อไปนี้ ไม่ว่าเจ้าจะเอาน้ำหรืออาหารอะไรมาให้ข้า…ให้แอบผสมผงนี่ลงไปครั้งละหนึ่งช้อน อย่าให้ใครเห็นเด็ดขาด เข้าใจหรือไม่?"

เสี่ยวชุนมองซองยาในมือคุณหนูด้วยความประหลาดใจ แต่เมื่อได้ยินว่าเป็นของฮูหยินใหญ่ผู้ล่วงลับ นางก็พยักหน้ารับคำด้วยสีหน้าจริงจัง

"เจ้าค่ะคุณหนู บ่าวจะทำตามที่ท่านสั่งทุกอย่าง!"

"ดี" จื่อเหยาพยักหน้าอย่างพอใจ "ตอนนี้…เป้าหมายแรกของเราคือต้องรอดชีวิตและแข็งแรงขึ้นในที่แห่งนี้ให้ได้ก่อน ส่วนเรื่องการเอาคืน…" นางเว้นจังหวะ ดวงตาฉายแววฉลาดล้ำลึก

"เราจะไม่รอโอกาส แต่จะสร้างโอกาสขึ้นมาเอง"

เสี่ยวชุนมองใบหน้าของคุณหนูที่ดูเปลี่ยนไปเป็นคนละคน นางกลืนน้ำลายอึกใหญ่ ความหวาดกลัวก่อนหน้านี้ถูกแทนที่ด้วยความสงสัยใคร่รู้

"สร้างโอกาส…หรือเจ้าคะ?" นางเอ่ยถามเสียงเบา "แต่…แต่เราจะทำเช่นไรได้ ในเมื่อเราถูกขังอยู่ในเรือนแห่งนี้ คนของฮูหยินเหมยลี่ก็จับตาดูเราทุกฝีก้าว…"

จื่อเหยามองความกังวลในแววตาของสาวใช้แล้วคลี่ยิ้มบางออกมาเป็นครั้งแรก รอยยิ้มนั้นไม่ได้สดใสเหมือนเด็กสาววัยเดียวกัน แต่กลับแฝงความนิ่งอย่างลึกซึ้งและความมั่นใจอย่างประหลาด

"เจ้าพูดถูก เราทำอะไรผลีผลามไม่ได้" จื่อเหยาตอบรับ "การกรีดร้องโวยวายหรือพยายามหนี มีแต่จะทำให้ข้อกล่าวหาของเหมยลี่ฮูหยินดูเป็นจริง และทำให้ท่านพ่อรังเกียจข้ามากขึ้นไปอีก…ซึ่งนั่นคือสิ่งที่นางต้องการ"

จื่อเหยา เว้นจังหวะเล็กน้อยเพื่อสังเกตเสี่ยวชุน และเมื่อเห็นว่าบ่าวตัวน้อยกำลังตั้งใจฟังอย่างจดจ่อนางจึงได้พูดต่อ

"เจ้าลองคิดดูนะเสี่ยวชุน สิ่งที่ทำให้ท่านพ่อตัดสินใจส่งข้ามาที่นี่คืออะไร?"

"ก็…ก็เพราะคุณหนู…เอ่อ…อาละวาด แล้วก็ถูกกล่าวหาว่าทำร้ายคุณหนูรองเจ้าค่ะ"

"ถูกต้อง" จื่อเหยาพยักหน้า "ท่านพ่อมองว่าข้าคือ ปัญหาคือภาระที่สร้างความวุ่นวาย ดังนั้น…หนทางเดียวที่จะทำให้ท่านพ่อเปลี่ยนใจ ไม่ใช่การอ้อนวอน แต่คือการพิสูจน์ให้ท่านเห็นว่าข้าไม่ใช่ปัญหาอีกต่อไป…แต่เป็นทางแก้ปัญหาต่างหาก"

เสี่ยวชุนขมวดคิ้วด้วยความไม่เข้าใจ "ทางแก้ปัญหา…หรือเจ้าคะ?"

"ใช่" จื่อเหยากล่าวเสียงหนัก "เราต้องทำให้ท่านพ่อเห็นว่าข้ามีประโยชน์ เกินกว่าจะถูกทิ้งให้เน่าตายอยู่ที่นี่"

(ในเมื่อข้ากลับไปในฐานะลูกสาวที่น่ารักไม่ได้…ข้าก็จะกลับไปในฐานะอาวุธที่ทรงคุณค่าก็แล้วกัน)นั่นคือสิ่งที่นางคิดในใจ

"แล้ว…แล้วเราจะทำอย่างไรเจ้าคะ?" ความสับสนในใจเสี่ยวชุนยิ่งเพิ่มทวีคูณ

"ง่ายมาก" จื่อเหยาตอบ ดวงตาเป็นประกาย "ต่อจากนี้ไป เจ้าต้องเป็นหูเป็นตาให้ข้า"

จื่อเหยาขยับตัวพิงผนังให้ถนัดขึ้น ก่อนจะอธิบายแผนการขั้นแรก "หน้าที่ของเจ้าคือ ไปฟัง…ฟังทุกเรื่องที่เกิดขึ้นในเรือนเมฆาคล้อยแห่งนี้ และถ้าเป็นไปได้ ให้หาทางคุยกับบ่าวไพร่คนอื่น ๆ หรือแม้กระทั่งชาวบ้านในหมู่บ้านเมฆาคล้อยด้วย"

"ให้บ่าวไปฟังเรื่องอะไรหรือเจ้าคะ?"

"ทุกเรื่อง" จื่อเหยาเน้น "เรื่องเล็ก ๆ น้อย ๆ ใครทะเลาะกับใคร ของใครหาย วัวใครป่วย สัตว์เลี้ยงใครตาย…ไปจนถึงเรื่องใหญ่ ๆ อย่างการทะเลาะวิวาททุกอย่าง รวมถึงการตายที่น่าสงสัย หรือเรื่องทุกข์ร้อนใด ๆ ก็ตามที่ทางการหรือผู้ใหญ่บ้านยังจัดการไม่ได้"

เสี่ยวชุนเบิกตากว้าง "คุณหนูจะสนใจเรื่องพวกนั้นไปทำไมกันเจ้าคะ?"

"เพราะในทุก ๆ ปัญหา…มักมีความจริงที่ถูกซ่อนอยู่เสมอ" จื่อเหยาตอบด้วยน้ำเสียงมีความหมาย "และไม่มีอะไรจะมีค่าไปกว่าการเปิดโปงความจริงนั้น…จงจำไว้เสี่ยวชุน คนที่กุมความลับและไขปริศนาได้ คือคนที่มีอำนาจต่อรอง"

แม้เสี่ยวชุนจะไม่เข้าใจแผนการทั้งหมดอย่างถ่องแท้ แต่นางสัมผัสได้ถึงความเฉียบแหลมและความมุ่งมั่นที่ไม่เคยเห็นมาก่อนจากคุณหนูของตน

ซึ่งนี่ไม่ใช่คุณหนูหรงจื่อเหยาคนเดิมที่เอาแต่อารมณ์ร้อนคนนั้นอีกต่อไปแล้ว แต่นี่คือผู้นำที่เยือกเย็นและมีแผนการอยู่ในใจ ความหวังริบหรี่เริ่มฉายชัดขึ้นมาในใจของนาง

"บ่าว…บ่าวเข้าใจแล้วเจ้าค่ะ! บ่าวจะทำตามที่คุณหนูสั่งทุกอย่าง!"

"ดีมาก" จื่อเหยาพยักหน้าอย่างอ่อนแรง ทั้งนี้เนื่องจากการพูดคุยที่ยาวนานเริ่มส่งผลต่อร่างกายที่อ่อนแอของนางแล้ว "ตอนนี้ข้าต้องพักผ่อนเพื่อฟื้นฟูร่างกาย เจ้าเองก็ไปหาอะไรกินเสียเถอะ แล้วหาทางเอายาบำรุงนี่ผสมน้ำอุ่นมาให้ข้าอีกครั้งตอนมื้อเย็น…จำไว้ว่าต้องแนบเนียนอย่างที่สุด"

"เจ้าค่ะคุณหนู!"

เสี่ยวชุนรับคำสั่งอย่างกระตือรือร้น นางค่อย ๆ ถอยออกจากห้องไป ปล่อยให้จื่อเหยาได้พักผ่อนตามลำพัง

จื่อเหยาหลับตาลง เสียงของระบบยังคงเงียบอยู่ แต่ในหัวของเธอนั้น แผนการขั้นต่อไปได้เริ่มก่อตัวขึ้นแล้ว…

(หาคดี…ไขคดี…สร้างชื่อเสียง…และรอ…รอวันที่ชื่อเสียงของคุณหนูนักสืบแห่งเรือนเมฆาคล้อย จะดังไปถึงหูของเสนาบดีกรมคลัง…หรง จิ้นเหวิน…ผู้เป็นบิดาของเจ้าของร่างเดิม)

อ่านต่อนิยายเรื่องนี้

ดูข่าวต้นฉบับ
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...