BIS มุ่งขายสินค้ากำไรดี ดึงพันธมิตรบุกต่างแดน
#BIS #ทันหุ้น – BIS ชี้ธุรกิจปศุสัตว์และสัตว์เลี้ยงในประเทศยังเติบโตดี จับตาการฟื้นตัวตลาดส่งออก มั่นใจดันยอดขายโต 10%พุ่งเป้าขายสินค้ามาร์จิ้นสูง กลุ่มเพื่อสุขภาพ และอาหารเสริม เล็งตั้งบริษัทร่วมทุนกับพาร์ตเนอร์ขยายฐานต่างแดน
นายรุ่งโรจน์ ถาวรธนากุล ประธานเจ้าหน้าที่บริหารฝ่ายสนับสนุน บริษัท ไบโอซายน์ แอนิมัล เฮลธ์ จำกัด (มหาชน) หรือ BIS ผู้ผลิต ผู้นำเข้า และผู้จัดจำหน่ายเวชภัณฑ์ เครื่องมือ อุปกรณ์ และผลิตภัณฑ์สำหรับปศุสัตว์และสัตว์เลี้ยง เปิดเผยกับ“ทันหุ้น” ว่า แนวโน้มผลประกอบการไตรมาส 3/2568 ยังค่อนข้างทรงตัวเมื่อเทียบกับไตรมาส 2/2568 เนื่องจากบริษัทได้รับผลกระทบจากการปิดการค้าชายแดน
@ ธุรกิจยังเติบโตดี
ขณะที่ธุรกิจที่ยังคงเป็นตัวหนุนการเติบโต คือ ปศุสัตว์และสัตว์เลี้ยงในประเทศ ทั้งกลยุทธ์การดำเนินธุรกิจในช่วงครึ่งปีหลัง ต้องจับตาการฟื้นตัวของตลาดส่งออก รวมถึงการเปิดด่านการค้าชายแดน ซึ่งบริษัทได้เตรียมสินค้าสำหรับส่งออกไว้แล้ว โดยธุรกิจสัตว์เลี้ยงยังคงเติบโตต่อเนื่อง แต่ยังมีขนาดสัดส่วนไม่เท่ากับปศุสัตว์ ปัจจุบันธุรกิจสัตว์เลี้ยงมีสัดส่วนประมาณ 25% และมีเป้าหมายที่จะขยายสัดส่วนเพิ่มเป็น 30% ภายในปี 2570
ในส่วนทิศทางเงินบาทที่แข็งค่า ไม่ได้ส่งผลกระทบต่อบริษัท เนื่องจากได้มีการล็อกอัตราแลกเปลี่ยนหรือทำ Forward ไว้แล้ว จึงสามารถกำหนดได้เลยว่าต้นทุนของที่เข้ามากี่บาท แล้วบวกราคาขายเพื่อเสนอให้ลูกค้า แต่ส่วนใหญ่บริษัทสินค้าจากซัพพลายเออร์ภายในประเทศ เป็นสกุลเงินบาท
@ ปักธงรายได้โต 10%
อย่างไรก็ตามบริษัทมั่นใจว่ารายได้รวมในปี 2568 จะสามารถเติบโตได้ 10% โดยจะเน้นไปที่สินค้าที่มีมาร์จิ้นสูงมากกว่ายอดขาย จากทั้ง 6 กลุ่มธุรกิจหลัก ได้แก่ ผลิตภัณฑ์รักษาและป้องกันโรคสำหรับสัตว์, ผลิตภัณฑ์เสริมอาหารและวิตามินสำหรับสัตว์, ผลิตภัณฑ์เพื่อการวินิจฉัยโรคสำหรับสัตว์, ผลิตภัณฑ์วัตถุดิบอาหารสัตว์, ผลิตภัณฑ์อาหารเม็ดสำเร็จรูปสำหรับสัตว์ และผลิตภัณฑ์อื่นๆ ซึ่งธุรกิจที่สัดส่วนใหญ่มากที่สุด คือ กลุ่มเพื่อสุขภาพ อาหารเสริม และชุดตรวจโรค โดยเฉพาะกลุ่มอาหารเสริม ที่เป็นสินค้าที่มีมาร์จิ้นสูงที่สุด
ด้านการขยายตลาดในต่างประเทศ บริษัทยังคงดำเนินงานต่อเนื่องและค่อยๆ ไปในตลาดเวียดนามและอินโดนีเซีย โดยเริ่มจากการหา Distributor ที่เป็น Local ก่อน และเมื่อผู้จัดจำหน่ายสามารถสร้างยอดขายได้มากขึ้น บริษัทจะชวนผู้จัดจำหน่ายเหล่านั้นมาเพิ่มเป็นพาร์ตเนอร์ ซึ่งมีเป้าหลัก คือ การตั้งบริษัทร่วมทุนกับพาร์ตเนอร์
@หวังเศรษฐกิจฟื้นตัว
อย่างไรก็ดีหลังจากได้รัฐบาลชุดใหม่แล้ว มองว่าเป็นเลี้ยงที่ดีต่อทั้งปศุสัตว์และสัตว์เลี้ยงแน่นอน เพราะว่าจะช่วยให้ลูกค้าของบริษัทมีกำลังซื้อเพิ่ม จากการกินและการบริโภคที่มากขึ้น ประกอบกับนักท่องเที่ยวที่เข้ามาจะใช้เนื้อหมูและเนื้อไก่ในประเทศเยอะขึ้น ส่งผลให้ลูกค้ามีสถานะทางการเงินที่ดีขึ้น ทำให้สามารถซื้อสินค้าได้เพิ่มขึ้น
อีกทั้งคนไทยจะกลับมาจับจ่ายใช้สอยสินค้าเกี่ยวกับสัตว์เลี้ยงมากขึ้น ซึ่งนโยบายที่อยากเห็นจากภาครัฐโดยตรง คือ การปราบปรามการนำเข้าเนื้อหมูที่ลักลอบเข้ามาผิดกฎหมาย รวมถึงการนำเข้าข้าวโพดและกากถั่วจากต่างประเทศจะทำให้ต้นทุนลูกค้าต่ำลง ทำให้มีกำลังซื้อที่สูงขึ้น