รวมความเห็น “รักษาการนายกฯ” ยุบสภาได้หรือไม่ได้ หลังศาลรธน.ให้แพทองธารพ้นตำแหน่ง
หลังศาลรัฐธรรมนูญมีคำวินิจฉัยให้แพทองธาร ชินวัตรพ้นตำแหน่งนายกรัฐมนตรีจากกรณีขาดคุณสมบัติ ตามข้อกล่าวหาของกลุ่มสมาชิกวุฒิสภา (สว.) ว่าฝ่าฝืนมาตรฐานจริยธรรมอย่างร้ายแรง เมื่อวันที่ 29 สิงหาคม 2568 ข้อเรียกร้องในการ “ล้างกระดาน” ยุบสภา-เลือกตั้งใหม่ก็ปรากฎขึ้นซึ่งก็ยังเป็นที่ถกเถียงกันว่าภูมิธรรม เวชยชัย รองนายกรัฐมนตรีที่ปฏิบัติหน้าที่แทนนายกรัฐมนตรีสามารถทูลเกล้าฯยุบสภาได้หรือไม่
เมื่อนายกรัฐมนตรีต้องพ้นจากตำแหน่งเพราะคณะรัฐมนตรีทั้งคณะก็ต้องพ้นจากตำแหน่งทั้งคณะด้วย ในกรณีของแพทองธาร รัฐธรรมนูญ 2560 มาตรา 168 ระบุชัดเจนว่านายกรัฐมนตรีจะอยู่ปฏิบัติหน้าที่ต่อไปไม่ได้ แต่คณะรัฐมนตรียังต้องปฏิบัติหน้าที่ต่อจนกว่าจะมีคณะรัฐมนตรีชุดใหม่ ซึ่งในวันที่ 30 สิงหาคม 2568 คณะรัฐมนตรีชุด “ปฏิบัติหน้าที่ต่อ” ได้มีมติเลือก ภูมิธรรม เวชยชัย รองนายกรัฐมนตรีให้ปฏิบัติหน้าที่แทนนายกรัฐมนตรี ซึ่งเป็นการปฏิบัติหน้าที่แทนในกรณีที่นายกรัฐมนตรีไม่สามารถรักษาการในตำแหน่งของตนเองได้อีกแล้ว
หลังวันที่ 29 สิงหาคม 2568 เพียงไม่กี่วันนักวิชาการและนักกฎหมายในสังคมต่างก็ออกมาให้ความเห็นพร้อมเหตุผลสนับสนุนความคิดของตน โดยฝั่งหนึ่งเห็นว่าภูมิธรรมไม่สามารถยุบสภาได้ อำนาจในการยุบสภาเป็นอำนาจของนายกรัฐมนตรีปกติเท่านั้น ซึ่งมีบางส่วนที่เห็นว่าอาจขัดกับคำวินิจฉัยของศาลรัฐธรรมนูญไปจนถึง “ระคายเคืองเบื้องพระยุคลบาท” ขณะที่อีกส่วนหนึ่งเห็นว่าภูมิธรรม ในฐานะที่ปฏิบัติหน้าที่แทนนายกรัฐมนตรี สามารถยุบสภาได้เพราะไม่มีข้อห้ามที่จำกัดอำนาจรัฐบาลรักษาการตามรัฐธรรมนูญ 2560 มาตรา 169
บทความนี้จะรวบรวมความคิดเห็นและเหตุผลกับกรณีคำถามว่ารักษาการนายกรัฐมนตรีสามารถยุบสภาผู้แทนราษฎรเพื่อเปิดทางให้มีการเลือกตั้งใหม่ในระหว่างที่ความไม่แน่นอนในการจัดตั้งรัฐบาลสามารถทำได้หรือไม่
เลขาฯกฤษฎีกายันรักษาการนายกรัฐมนตรียุบสภาไม่ได้
วันที่ 30 สิงหาคม 2568 ปกรณ์ นิลประพันธ์ เลขาธิการคณะกรรมการกฤษฎีกา แสดงความเห็นต่อกรณีข้อเรียกร้องให้รักษาการนายกรัฐมนตรียุบสภาเพื่อเลือกตั้งใหม่ว่า “โดยความเห็นส่วนตัว ผมเห็นว่าทำไม่ได้ อันนี้ตำราว่ามา”
ปกรณ์ ให้เหตุผลเพิ่มว่า เพราะความเป็นนายกรัฐมนตรี ของแพทองธารสิ้นสุดลงเป็นการเฉพาะตัว ส่งผลให้สมาชิกคณะรัฐมนตรีต้องพ้นจากตำแหน่งทั้งคณะ แต่รัฐธรรมนูญ 2560 ยังระบุไว้ว่าครม. จะต้องทำหน้าที่ต่อจนกว่าจะมีครม. ชุดใหม่ ซึ่งแตกต่างจากกรณีปกติที่มีการยุบสภาหรือหรืออายุของสภาสิ้นสุดลงจนมีการเลือกตั้งใหม่ และในกรณีแบบหลังนี้คณะรัฐมนตรีรักษาการ จะกระทำบางสิ่งไม่ได้หากไม่ได้รับการอนุญาตจากคณะกรรมการการเลือกตั้ง (กกต.) เสียก่อน
“แต่ครม. ชุดปัจจุบัน ไม่ได้อยู่ภายใต้เงื่อนไขนั้น อำนาจยังเต็มเหมือนปกติ ตนจึงขอให้เข้าใจตรงกัน ไม่อยากให้พูดกันไปคนละทางสองทาง เพราะประชาชนจะสับสน” ดังนั้นในความเห็นของปกรณ์ การยุบสภาเป็นอำนาจเฉพาะตัวของนายกรัฐมนตรีไม่ใช่ของผู้ปฏิบัติหน้าที่แทน
นอกจากนี้ปกรณ์เน้นย้ำว่า รัฐบาลรักษาการต้องพิจารณาให้รอบคอบและเป็นความรับผิดชอบดุลยพินิจของรัฐบาลที่จะพิจารณา มีทั้งสิ่งที่ทำได้และไม่ได้ สิ่งที่ควรทำและไม่ควรทำ เพื่อไม่ให้กระทบเบื้องพระยุคลบาท ซึ่งรัฐบาลต้องพิจารณาด้วยความรอบคอบ
บวรศักดิ์ อุวรรณโณ ชี้ยุบสภาได้แต่เป็นพระราชอำนาจของพระมหากษัตริย์ที่จะ “ปฏิเสธ” การยุบสภาหรือไม่
บวรศักดิ์ อุวรรณโณ อดีตประธานคณะกรรมาธิการยกร่างรัฐธรรมนูญ ปี 2558 หลังการรัฐประหารของคณะรักษาความสงบแห่งชาติ (คสช.) ในปี 2557 ได้ให้ความเห็นทางสื่อสังคมออนไลน์ส่วนตัวเมื่อวันที่ 30 สิงหาคม 2568 ว่า รัฐบาลรักษาการมีอำนาจยุบสภาได้เพราะไม่มีกฎหมายห้ามไว้ในรัฐธรรมนูญ แต่ก็เป็นพระราชอำนาจของพระมหากษัตริย์เช่นกันที่จะปฏิเสธการยุบสภา
บวรศักดิ์เห็นว่า ข้อจำกัดอำนาจของรัฐบาลรักษาการในรัฐธรรมนูญ 2560 มาตรา 169 ไม่ได้ห้ามการใช้อำนาจยุบสภา แต่การยุบสภาถูกระบุไว้ในมาตรา 103 วรรคหนึ่งว่า “พระมหากษัตริย์ทรงไว้ซึ่งพระราชอำนาจยุบสภาผู้แทนราษฎร…” เพราะการยุบสภาต้องตราเป็นพระราชกฤษฎีกา เขาเห็นว่าไม่ใช่ว่า “รัฐบาลรักษาการยุบสภาได้หรือไม่” แต่เป็น “รัฐบาลรักษาการจะถวายคำแนะนำให้ทรงตราพระราชกฤษฎีกายุบสภาผู้แทนราษฎรที่นายกฯ ลงนามรับสนองพระบรมราชโองการ ในร่างพระราชกฤษฎีกาที่ถวายขึ้นไปตามมาตรา 182 ของรัฐธรรมนูญได้หรือไม่” แทน
ในแง่นี้ หมายความว่านายกฯ รักษาการ สามารถถวายคำแนะนำให้มีการยุบสภาผ่านร่างพระราชกฤษฎีกาให้แก่พระมหากษัตริย์ได้ อย่างไรก็ตามบวรศักดิ์กล่าวว่า หากพระมหากษัตริย์ลงพระปรมาภิไธยสภาก็จะถูกยุบ แต่หากไม่ทรงลงพระปรมาภิไธยก็จะทำให้สภาอยู่ต่อไป
ภายใต้รัชสมัยของยุครัชกาลที่ 9 และรัชกาลที่ 10 ยังไม่เคยปรากฎกรณีว่าพระมหากษัตริย์ทรงปฏิเสธการยุบสภา จึงยังไม่เคยมีประเพณีดังกล่าว แต่บวรศักดิ์ลงความคิดเห็นส่วนตัวว่า พระมหากษัตริย์ไทยทรงมีอำนาจปฏิเสธการยุบสภาได้โดยเฉพาะเมื่อทรงเห็นว่าคนถวายคำแนะนำพ้นตำแหน่งไปแล้วและเป็นรัฐบาลรักษาการ
อย่างไรก็ตาม บวรศักดิ์ยังอ้างประเพณีการปกครองเพิ่มเติมว่า หลักกฎหมายรัฐธรรมนูญทั่วไป รัฐบาลรักษาการจะทำได้เฉพาะงานประจำแต่ห้ามทำงานนโยบาย การใช้อำนาจกฤษฎีกาที่มีผลร้ายแรงขนาดทำให้สภาผู้แทนราษฎรพ้นตำแหน่งทั้งสภาจึงไม่ควรจะทำได้ ดังนั้นจึงหมายความว่า รัฐบาลรักษาการไม่ได้ถูกห้ามในกฎหมายหากจะใช้อำนาจยุบสภา แต่อาจผิดประเพณีการปกครอง อีกทั้งยังขึ้นอยู่กับการใช้พระราชอำนาจของพระมหากษัตริย์
ชูศักดิ์ ศิรินิล ยืนยันยุบสภาได้ ใช้อำนาจได้เหมือนนายกรัฐมนตรีปกติ
วันที่ 29 สิงหาคม 2568 ชูศักดิ์ ศิรินิล รัฐมนตรีสำนักนายกรัฐมนตรี ย้ำความเห็นส่วนตัวที่เคยให้ไว้ว่ารัฐบาลรักษาการมีอำนาจที่จะยุบสภาได้ไม่ต่างจากทั่วไปในยามปกติ
ชูศักดิ์เล่าย้อนว่า คำถามเรื่องอำนาจในการยุบสภาของรัฐบาลรักษาการเคยถูกถกเถียงกันมาแล้วในครม. ซึ่งก็มีทั้งฝ่ายที่เชื่อว่าสามารถกระทำได้และฝ่ายที่ไม่เชื่อ โดยความเห็น ณ ขณะนี้ส่วนใหญ่เชื่อว่าสามารถกระทำได้ ชูศักดิ์เห็นว่าในยามปกตินายกรัฐมนตรีมีอำนาจเท่าไร รักษาการนายกรัฐมนตรีก็มีอำนาจไม่แตกต่างกัน
ปริญญา เทวนฤมิตรกุลชี้ยุบสภาไม่ได้เพราะแพทองธารพ้นตำแหน่งแล้ว
วันที่ 30 สิงหาคม 2568 ปริญญา เทวนฤมิตรกุล อาจารย์คณะนิติศาสตร์ มหาวิทยาลัยธรรมศาสตร์ มีความเห็นว่า กรณีที่ศาลสั่งให้นายกรัฐมนตรีหยุดปฏิบัติหน้าที่ชั่วคราว ภูมิธรรม เวชยชัย รองนายกรัฐมนตรีที่ปฏิบัติหน้าที่แทนนายกรัฐมนตรีมีอำนาจเต็มที่ในการยุบสภา หรือก็คือการทูลเกล้าฯพระราชกฤษฎีกายุบสภา ตามรัฐธรรมนูญ 2560 มาตรา 103 แต่เมื่อความเป็นนายกรัฐมนตรี สิ้นสุดลงจากคำตัดสินของศาลรัฐธรรมนูญแล้ว รองนายกรัฐมนตรีที่ปฏิบัติหน้าที่แทน ไม่มีอำนาจยุบสภาอีกต่อไป แต่ต้องเปิดทางให้สภาผู้แทนราษฎรเลือกนายกฯ คนใหม่เอง
“การถูกศาลสั่งให้พ้นตำแหน่ง (ไม่ว่าศาลใด ไม่ว่าด้วยเหตุใด และเราจะเห็นด้วยกับศาลหรือไม่) ก็เหมือนกันกับนายกฯ ตาย หรือลาออก หรือสภาลงมติไม่ไว้วางใจนายกฯ ให้พ้นตำแหน่ง ทุกกรณีที่ว่าล้วนแต่ต้องให้สภาผู้แทนฯ ในการเลือกนายกฯ คนใหม่ทั้งสิ้น”
ปริญญายกตัวอย่างเพิ่มว่า หาก ณ ตอนนี้รองนายกรัฐมนตรีที่ปฏิบัติหน้าที่แทนนายกรัฐมนตรีที่เพิ่งพ้นตำแหน่งเพราะเสียชีวิต ลาออก หรือถูกลงมติไม่ไว้วางใจโดยรัฐสภา ใช้อำนาจยุบสภาได้ จะกลายเป็นเรื่องแปลกประหลาดที่ทำให้มีผู้นำไปร้องศาลรัฐธรรมนูญว่า การยุบสภาครั้งนี้ไม่ชอบด้วยกฎหมายรัฐธรรมนูญอย่างแน่นอน
จึงไม่สามารถยุบสภาได้ และควรให้สภาผู้แทนราษฎรเลือกนายกรัฐมนตรีคนใหม่ เว้นแต่สภาผู้แทนราษฎรไม่สามารถเลือกนายกรัฐมนตรีใหม่ได้ จึงค่อยยุบสภาแล้วคืนอำนาจให้ประชาชน
อย่างไรก็ตาม ปริญญาย้ำว่า นายกรัฐมนตรีรักษาการ คือนายกรัฐมนตรีที่ประกาศยุบสภาแล้วเท่านั้น การทำหน้าที่ของภูมิธรรมคือกรณีที่นายกรัฐมนตรีพ้นจากตำแหน่ง ซึ่งเกิดขึ้นได้เมื่อนายกรัฐมนตรีเสียชีวิต ลาออก สภาหรือศาลให้พ้นจากตำแหน่ง ประเทศไทยจึงไม่ได้มีนายกรัฐมนตรีรักษาการมีเพียงรองนายกรัฐมนตรีที่ปฏิบัติหน้าที่รักษาการในตำแหน่งนายกรัฐมนตรีเท่านั้น
อดีตตุลาการศาลรัฐธรรมนูญชี้ รักษาการนายกฯยุบสภาไม่ได้
วันที่ 30 สิงหาคม 2568 จรัญ ภักดีธนากุล อดีตตุลาการศาลรัฐธรรมนูญ ให้สัมภาษณ์ไว้กับรายการ ‘ข่าวข้นค้นข่าว’ ช่อง Nation TV ว่า รักษาการนายกรัฐมนตรีไม่สามารถยุบสภาได้ เพราะรัฐธรรมนูญ 2560 ระบุชัดเจนว่านายกรัฐมนตรีเท่านั้นที่เป็นผู้กราบบังคมทูลฯ เพื่อยุบสภา
จรัญ กล่าวว่าคณะรัฐมนตรีที่ต้องปฏิบัติหน้าที่ต่อไปจนกว่าจะมีคณะรัฐมนตรีชุดใหม่ หากนายกรัฐมนตรีพ้นจากตำแหน่ง ตามรัฐธรรมนูญ 2560 ซึ่งจะไม่เหมือนกรณีปกติที่ให้รองนายกรัฐมนตรีคนที่หนึ่งรักษาราชการแทนนายกรัฐมนตรีที่หยุดปฏิบัติหน้าที่ ทำให้ไม่มีอำนาจที่จะยุบสภาได้
อย่างไรก็ตาม จรัญมองว่ารองนายกรัฐมนตรี ตอนนี้ก็เป็นทั้งผู้รักษาการแทนนายกรัฐมนตรีและผู้ปฏิบัติหน้าที่ต่อตามรัฐธรรมนูญ 2560 จึงเป็นเรื่องที่ไม่ได้มีกฎหมายห้ามเอาไว้อย่างชัดเจนหากจะใช้อำนาจยุบสภา
ดังนั้นจรัญมีความเห็นว่า หากมีเหตุที่สภาทำผิดจนเกิดความเสียหายต่อประเทศ รัฐบาลรักษาการสามารถยุบสภาได้เพื่อรักษาประโยชน์ของประเทศชาติ แต่ถ้าสภาไม่ได้ทำผิด ผู้กระทำผิดคือประมุขของฝ่ายบริหาร ครม. ที่อยู่ปฏิบัติหน้าที่เป็นการชั่วคราวก็จะถูกกำหนดให้ทำหน้าที่ได้แค่ตามรัฐธรรมนูญ 2560 มาตรา 169 เท่านั้น
ภูมิธรรม เวชยชัย : (เคย) ไม่ได้ แต่ (ปัจจุบัน) ยุบสภาได้ ไม่มีปัญหา
ย้อนกลับไปในช่วงต้นเดือนกรกฎาคมที่ศาลรัฐธรรมนูญสั่งให้นายกฯ หยุดการปฏิบัติหน้าที่จนกว่าจะมีการพิจารณาคดีแล้วเสร็จ ภูมิธรรม เวชยชัย รองนายกรัฐมนตรีที่ปฏิบัติหน้าที่รักษาการแทนนายกรัฐมนตรีก็เคยเจอโจทย์นี้มาแล้วเช่นกัน ทำให้เมื่อวันที่ 7 กรกฎาคม 2568 ภูมิธรรมเคยให้สัมภาษณ์กับผู้สื่อข่าวว่ารักษาการนายกรัฐมนตรีไม่ควรมีอำนาจยุบสภา อ้างอิงตามความคิดเห็นของเลขาธิการคณะกรรมการกฤษฎีกา และความคิดเห็นของ วิษณุ เครืองาม อดีตรองนายกรัฐมนตรีฝ่ายกฎหมาย
อย่างไรก็ตาม ภูมิธรรมระบุว่าความคิดเห็นของเลขาธิการคณะกรรมการกฤษฎีกาเป็นข้อคิดเห็นและคำแนะนำที่ไม่ใช่ข้อที่ถูกบันทึกในที่ประชุมคณะรัฐมนตรีนัดพิเศษ เมื่อวันที่ 3 กรกฎาคม 2568 ซึ่งเป็นการยกตัวอย่างการปกครองในระบบรัฐสภาของประเทศอังกฤษ ที่ไม่เคยมีกรณีการสั่งหยุดปฏิบัติหน้าที่
ภูมิธรรมระบุว่า ความคิดเห็นดังกล่าวถือว่าควรพิจารณาและรับฟัง แต่ก็ยังไม่มีอะไรยืนยัน และในเวลานั้นไม่ใช่เรื่องที่รัฐบาลรักษาการต้องพิจารณา เพราะประเทศยังไม่เดินมาถึงสถานการณ์ที่ต้องพิจารณาตัวเลือกดังกล่าว
ต่อมา หลังการตัดสินให้แพทองธารสิ้นสุดสถานะนายกรัฐมนตรีและโจทย์นี้วนกลับมาอีกครั้ง ภูมิธรรมให้สัมภาษณ์ว่า รัฐบาลยังมีอำนาจยุบสภา ถ้าจะยุบสภาก็ยังสามารถยุบสภาได้เลย หากใครขัดข้องก็สามารถไปฟ้องร้องได้เลย พร้อมย้ำว่า “เราเชื่อว่าไม่มีปัญหาในเรื่องนี้ ขณะนี้เป็นกระบวนการสร้างข่าวทำให้รู้สึกว่าไม่แน่ใจ รู้สึกว่ารัฐบาลมีปัญหา แต่ผมยืนยันว่าไม่มีปัญหา และการตั้งรัฐบาลยังไม่จบง่ายๆ”
ภูมิธรรมยืนยันว่า ขณะนี้ยังไม่ตัดสินใจว่าจะยุบสภาหรือไม่ยุบสภาเพราะต้องพิจารณาว่าอะไรมีประโยชน์สูงสุด หากจำเป็นต้องยุบสภาก็ต้องยุบ แต่ตอนนี้เน้นเรื่องการตั้งรัฐบาลและแก้ไขปัญหาประเทศก่อน และวันนี้ยังไม่มีการยุบสภา
เรืองไกร ลีกิจวัฒนะ : ถ้ายุบสภาจะฝ่าฝืนคำวินิจฉัยศาลรัฐธรรมนูญ
วันที่ 31 สิงหาคม 2568 เรืองไกร ลีกิจวัฒนะ สมาชิกพรรคพลังประชารัฐ และอดีตสมาชิกวุฒิสภา ได้ส่งหนังสือทางไปรษณีย์เพื่อขอให้คณะกรรมการป้องกันและปราบปรามการทุจริตแห่งชาติ (ป.ป.ช.) ตรวจสอบรัฐมนตรีที่เข้าร่วมการประชุมครม. เมื่อวันที่ 30 สิงหาคม 2568 เนื่องจากคำให้สัมภาษณ์ของภูมิธรรมว่าจะยุบสภา อาจเข้าข่ายขัดต่อคำวินิจฉัยศาลรัฐธรรมนูญ ที่ให้ครม. ปฏิบัติหน้าที่ต่อไปจนกว่าจะมีคณะรัฐมนตรีชุดใหม่
เรืองไกรให้เหตุผลว่า เมื่อคณะรัฐมนตรีพ้นจากตำแหน่งทั้งคณะไปแล้ว ให้นำรัฐธรรมนูญ 2560 มาตรา 168 วรรคหนึ่งมาใช้ คือ ให้คณะรัฐมนตรีอยู่ปฏิบัติหน้าที่ต่อไปจนกว่าจะมีคณะรัฐมนตรีชุดใหม่ซึ่งศาลรัฐธรรมนูญก็มีคำวินิจฉัยให้นำมาตราดังกล่าวมาปฏิบัติ ทำให้เรืองไกรมองว่าอำนาจยุบสภาของภูมิธรรม เวชยชัยอาจขัดต่อคำวินิจฉัยของศาลรัฐธรรมนูญ ซึ่งเขามองว่าควรมีผลผูกพัน
วรเจตน์ ภาคีรัตน์ยันยุบสภาได้ รัฐธรรมนูญไม่ได้ห้าม
วันที่ 30 สิงหาคม 2568วรเจตน์ ภาคีรัตน์ อาจารย์คณะนิติศาสตร์ มหาวิทยาลัยธรรมศาสตร์ ระบุชัดว่า ภูมิธรรม เวชยชัย รองนายกรัฐมนตรีที่กำลังทำปฏิบัติหน้าที่แทนนายกรัฐมนตรี มีอำนาจเต็มที่ในการนำความขึ้นกราบบังคับทูลให้พระมหากษัตริย์ลงพระปรมาภิไธยในร่างพระราชกฤษฎีกายุบสภา เนื่องจากไม่มีเงื่อนไขใดห้ามในรัฐธรรมนูญ
รัฐธรรมนูญ 2560 แบ่งอำนาจของคณะรัฐมนตรีที่พ้นจากตำแหน่งไปแล้วสองแบบ คือ 1) การพ้นตำแหน่งทั้งคณะ เนื่องจากนายกรัฐมนตรีขาดคุณสมบัติหรือมีลักษณะต้องห้าม และ 2) สภาผู้แทนราษฎรสิ้นสุดอายุ หรือถูกยุบสภา ทำให้คณะรัฐมนตรีพ้นตำแหน่งทั้งคณะเช่นกัน
ในกรณีที่หนึ่ง ครม. จะต้องปฏิบัติหน้าที่ต่อไปจนกว่าจะมีคณะรัฐมนตรีชุดใหม่ ส่วนนายกรัฐมนตรีจะปฏิบัติหน้าที่ต่อไม่ได้ ซึ่งวรเจตน์กล่าวว่าคณะรัฐมนตรีลักษณะนี้ไม่ได้มีการจำกัดเป็นพิเศษ ขณะที่กรณีที่สอง ก็ต้องปฏิบัติหน้าที่จนกว่าจะมีคณะรัฐมนตรีชุดใหม่เช่นกัน แต่อำนาจของคณะรัฐมนตรีลักษณะนี้จะน้อยกว่าลักษณะแรก
ส่วนการยุบสภาก็ไม่ได้มีข้อห้าม เพราะรัฐธรรมนูญมีการห้ามยุบสภาเฉพาะสองกรณี คือ 1) ระหว่างมีการยื่นญัตติอภิปรายไม่ไว้วางใจ และ 2) สภาถูกยุบไปแล้วด้วยเหตุผลหนึ่ง จะใช้เหตุผลเดิมยุบซ้ำไม่ได้
อย่างไรก็ตาม ประเด็นว่า ‘ใคร’ คือผู้มีอำนาจนำร่างพระราชกฤษฎีกาให้พระมหากษัตริย์ลงพระปรมาภิไธย วรเจตน์เน้นย้ำว่า ผู้ที่ปฏิบัติหน้าที่แทนนายกรัฐมนตรี มีอำนาจทางกฎหมายทุกอย่างเหมือนนายกรัฐมนตรี ทำให้เมื่อมีผู้ให้สัมภาษณ์ว่า จำเป็นต้องเป็นนายกรัฐมนตรี เท่านั้นที่สามารถทำได้ถือว่าผิดข้อเท็จจริง เพราะรัฐธรรมนูญไม่ได้เขียนไว้ เขียนไว้เพียงพระมหากษัตริย์ทรงไว้ซึ่งอำนาจในการยุบสภาผู้แทนราษฎรเพื่อให้มีการเลือกตั้งใหม่เป็นการเลือกตั้งทั่วไป แต่ไม่ได้ระบุชัดเจนว่าใครเป็นผู้ลงนามรับสนองหรือเป็นผู้เสนอ นอกจาก ‘รัฐมนตรี’
ส่วนกรณีที่เลขาธิการคณะกรรมการกฤษฎีกาให้สัมภาษณ์ว่า การยุบสภาจะทำตอนนี้ไม่ได้ และอาจทำให้ระคายเคืองเบื้องพระยุคลบาท วรเจตน์มองว่าเป็นความเห็นที่ไม่ถูกต้องอย่างยิ่ง เพราะเป็นการกระทำทางการเมืองที่ผู้เสนอให้มีการยุบสภาคือผู้ที่รับผิดชอบอยู่แล้ว เนื่องจากเป็นผู้ยื่นเป็นผู้ลงนามรับสนองนั่นเอง
วรเจตน์ไม่กังวลว่าการยุบสภาจะทำให้มีผู้ใช้โอกาสไปร้องศาลรัฐธรรมนูญ เนื่องจากมองว่าไม่มีช่องให้สามารถนำไปร้องได้นอกจากจะตีความว่าพระราชกฤษฎีกาเป็นกฎหมาย ซึ่งในทางทฤษฎีถือว่าเป็นคำสั่งของประมุขของรัฐที่ใช้แค่รูปแบบเป็นพระราชกฤษฎีกา แต่ความจริงเป็นพระบรมราชโองการ
ราเมศ รัตนะเชวงชี้ยุบสภาไม่ได้ นายกรัฐมนตรีต้องมีนิติสัมพันธ์กับสภา
วันที่ 30 สิงหาคม 2568 ราเมศ รัตนะเชวง เลขานุการของชวน หลีกภัย สมาชิกสภาผู้แทนราษฎร แบบบัญชีรายชื่อ พรรคประชาธิปัตย์ ระบุว่ารักษาการนายกรัฐมนตรีไม่สามารถยุบสภาได้ เพราะต้องให้นายกรัฐมนตรีที่ได้รับความไว้วางใจจากสภาผู้แทนราษฎรเป็นผู้ที่ทำได้เท่านั้น
ราเมศ ให้เหตุผลว่า เจตนารมณ์ของรัฐธรรมนูญพยายามแบ่งแยกอำนาจออกจากกันแต่ยังถ่วงดุลซึ่งกันและกัน ดังนั้นอำนาจถ่วงดุลที่นายกรัฐมนตรีมีต่อฝ่ายนิติบัญญัติอย่างสภาผู้แทนราษฎร ก็ต้องเป็นของนายกรัฐมนตรีที่ได้รับความไว้วางใจจากสภาผู้แทนราษฎร ขณะที่รักษาการนายกรัฐมนตรีไม่ได้มาจากสภาผู้แทนราษฎร จึงถือว่าเป็นคนนอก ไม่มีนิติสัมพันธ์ใดๆ กับฝ่ายนิติบัญญัติ