โบรกฯ ชี้ ‘หุ้นเทคจีน-ชิป AI’ โอกาสทองฝ่าสงครามการค้า แนะ ‘DR’ สร้างพอร์ตแกร่งรับความผันผวน
นักวิเคราะห์ฯ กล่าวในงาน "จับจังหวะลงทุน ทองก็รุ่ง หุ้นก็ปัง" ในหัวข้อ หุ้นนอกแรงทะลุจอ Go Global ด้วย DR ชี้ความผันผวนและสงครามการค้าระหว่างสหรัฐฯ-จีน เป็นความท้าทาย แต่ซ่อน "โอกาสทอง" ในอุตสาหกรรมแห่งอนาคต แนะใช้ "DR" เป็นเครื่องมือหลัก 'Go Global' กระจายความเสี่ยงและสร้างพอร์ตแบบ 'Core & Satellite'
[caption id="attachment_203200" align="aligncenter" width="1000"]
นายสิทธิชัย ดวงรัตนฉายา หัวหน้านักกลยุทธ์การลงทุน บริษัทหลักทรัพย์ อินโนเวสท์ เอกซ์ จำกัด[/caption]
นายสิทธิชัย ดวงรัตนฉายา หัวหน้านักกลยุทธ์การลงทุน บริษัทหลักทรัพย์ อินโนเวสท์ เอกซ์ จำกัด กล่าวในงานสัมมนา "จับจังหวะลงทุน ทองก็รุ่ง หุ้นก็ปัง" จัดโดย วารสารการเงินธนาคาร ในหัวข้อ "หุ้นนอกแรงทะลุจอ Go Global ด้วย DR" เมื่อวันที่ 17 ตุลาคม 2568 ว่า
ตลาดการลงทุนทั่วโลกจะเผชิญกับความท้าทายจากความผันผวนและสงครามการค้า (Trade War) ระหว่างสหรัฐฯ และจีนที่ยังคงดำเนินไปอย่างเข้มข้น ไม่ว่าจะเป็นการที่สหรัฐฯ สกัดกั้นการเข้าถึงชิปเทคโนโลยีล้ำสมัยของจีน และการตอบโต้ของจีนด้วยการควบคุมการส่งออกแร่หายาก ซึ่งเป็นวัสดุสำคัญในการผลิต แต่ภายใต้ความตึงเครียดนี้เอง โอกาสการลงทุนในกลุ่มอุตสาหกรรมแห่งอนาคตกลับเติบโตอย่างมีนัยสำคัญ
โดยเฉพาะอย่างยิ่งในตลาดจีน ที่มุ่งเน้นการพึ่งพาตนเองด้านเทคโนโลยีและอุตสาหกรรมสีเขียวอย่างจริงจัง ภายใต้นโยบายแผนพัฒนาเศรษฐกิจ 5 ปี (2026-2030) ซึ่งระบุว่าอุตสาหกรรมที่เป็น "ผู้ชนะ" (Winner) ชัดเจนคือกลุ่ม Advanced Tech (Semi, AI) และ Green Energy ขณะที่ตลาดสหรัฐฯ เอง กลุ่ม Info Tech ก็เป็นหัวหอกในการเติบโต โดยมีการคาดการณ์กำไรต่อหุ้น (EPS Growth) ที่สูงถึง 20% ในไตรมาส 3 ปี 2025
ทั้งนี้โอกาสที่โดดเด่นที่สุดในเอเชียอยู่ในกลุ่มเทคโนโลยี โดยเฉพาะอุตสาหกรรมชิป AI ของจีนที่กำลังเร่งสร้างการพึ่งพาตนเอง และมีการคาดการณ์ว่าส่วนแบ่งตลาดภายในประเทศจะเพิ่มขึ้นเป็น 50% ภายในปี 2028
ขณะเดียวกัน ก็มีบริษัทชิป AI ชั้นนำของจีนหลายรายเตรียมเข้าจดทะเบียนในตลาดหลักทรัพย์ (IPO) ในช่วงปี 2025-2026 เพื่อระดมทุนสำหรับการพัฒนาชิป AI เจเนอเรชั่นถัดไป สะท้อนถึงการเติบโตที่รวดเร็วและเป็นโอกาสสำคัญสำหรับนักลงทุนที่มองหาศักยภาพการเติบโตระยะยาว
สำหรับนักลงทุนไทยที่ต้องการคว้าโอกาสการเติบโตในตลาดต่างประเทศเหล่านี้ Depositary Receipt (DR) โดยเฉพาะ DR23 ที่ออกโดย InnovestX ถือเป็นเครื่องมือสำคัญในการ Go Global ได้อย่างง่ายดาย โดยข้อดีของการลงทุนผ่าน DR23 ได้แก่
- ความสะดวกในการซื้อขาย: สามารถซื้อขายได้เหมือนหุ้นไทยในตลาดหลักทรัพย์ฯ ด้วยสกุลเงินบาท
- เข้าถึงหุ้นราคาสูงได้ง่าย: ช่วยให้ผู้ลงทุนรายย่อยสามารถเข้าถึงหุ้นต่างประเทศที่มีราคาสูงได้
- ประโยชน์ด้านภาษี: ได้รับประโยชน์ด้านภาษีเทียบเท่าการลงทุนในหลักทรัพย์ไทย
- สภาพคล่องและราคาที่เป็นธรรม
ทั้งนี้นักวิเคราะห์ได้แนะนำกลุ่มหลักทรัพย์ที่น่าสนใจในตลาดต่างประเทศ โดยนักลงทุนสามารถจัดพอร์ตเพื่อรับการเติบโตและสร้างความมั่นคงได้ผ่าน DR23 โดยการลงทุนแบ่งออกเป็นธีมที่น่าจับตา ได้แก่
1. ธีมการเติบโต (Growth Stock)
สำหรับนักลงทุนที่มองหาโอกาสสร้างผลตอบแทนในระยะยาว InnovestX ชูหุ้นในกลุ่มอุตสาหกรรมแห่งอนาคตที่กำลังเติบโตอย่างก้าวกระโดด ได้แก่ SMIC23 และ HUAHONG23 ซึ่งอ้างอิงบริษัทเซมิคอนดักเตอร์และชิป AI ชั้นนำของจีน ที่กำลังเร่งสร้างการพึ่งพาตนเองและขยายส่วนแบ่งตลาด นอกจากนี้ยังมี CATL23 ซึ่งเป็นผู้นำด้านพลังงานสะอาดและผู้ผลิตแบตเตอรี่รถยนต์ไฟฟ้าเบอร์ต้นของโลก
2. ธีมเทคโนโลยี (Technology)
เพื่อคว้าโอกาสจากการเปลี่ยนแปลงทางดิจิทัล ห้ามพลาด BABA23 ซึ่งอ้างอิงหุ้นของ Alibaba Group ผู้นำด้านอีคอมเมิร์ซและคลาวด์คอมพิวติ้งของจีน ซึ่งเป็นกำลังสำคัญในการขับเคลื่อนเศรษฐกิจดิจิทัลในภูมิภาค
3. ธีมสร้างรายได้และความมั่นคง (Income & Infrastructure)
สำหรับนักลงทุนที่ต้องการกระแสเงินสดและลดความผันผวนของพอร์ต สามารถพิจารณา HSHD23 และ AIA23 โดย HSHD23 อ้างอิงกองทุน ETF หุ้นปันผลสูงในตลาดฮ่องกง ขณะที่ AIA23 อ้างอิงบริษัทประกันภัยยักษ์ใหญ่ที่มีฐานะทางการเงินแข็งแกร่ง ส่วนกลุ่มโครงสร้างพื้นฐานเพื่อความมั่นคงนั้น ได้แก่ HKEX23 ซึ่งอ้างอิงหุ้นของ ตลาดหลักทรัพย์ฮ่องกง ที่มี Valuation น่าสนใจและเป็นศูนย์กลางการเงินระดับโลก
การลงทุนผ่าน DR จึงเป็นทางออกที่ช่วยให้นักลงทุนไทยสามารถ กระจายความเสี่ยงทางภูมิศาสตร์ และสร้าง All-Weather Portfolio ได้อย่างมีประสิทธิภาพ ด้วยเทคนิคการลงทุนแบบ Dollar Cost Averaging (DCA) และการปรับสมดุลพอร์ตอย่างสม่ำเสมอ
[caption id="attachment_203199" align="aligncenter" width="1000"]
นายพีรณัฐ ยืนยงพิสิฐ หัวหน้าส่วนธุรกิจหลักทรัพย์ต่างประเทศ ฝ่ายหลักทรัพย์ต่างประเทศ บริษัทหลักทรัพย์ บัวหลวง จำกัด[/caption]
ด้านนายพีรณัฐ ยืนยงพิสิฐ หัวหน้าส่วนธุรกิจหลักทรัพย์ต่างประเทศ ฝ่ายหลักทรัพย์ต่างประเทศ บริษัทหลักทรัพย์ บัวหลวง จำกัด กล่าวในในหัวข้อ หุ้นนอกแรงทะลุจอ Go Global ด้วย DR ว่า ในปี 2568 ตลาดหุ้นต่างประเทศปรับตัวขึ้นได้ค่อนข้างดี โดยเฉพาะตลาดหุ้นสหรัฐฯ เวียดนาม และจีนฮ่องกง ในขณะที่ตลาดหุ้นไทยยังคงติดลบ อย่างไรก็ตาม ในช่วงไตรมาสที่ 4 นี้ มีโอกาสที่ตลาดหุ้นจะปรับฐานลงได้ โดยมี 3 ปัจจัยหลักที่ต้องจับตามอง ได้แก่
- Government Shutdown ของสหรัฐฯ: การที่รัฐบาลกลางของสหรัฐฯ อาจจะต้องปิดทำการชั่วคราว เนื่องจากไม่สามารถผ่านร่างงบประมาณได้ทันเวลา อาจส่งผลกระทบต่อความเชื่อมั่นของนักลงทุน และทำให้ตลาดหุ้นปรับตัวลงได้
- สงครามการค้า (Trade War): ความขัดแย้งทางการค้าระหว่างสหรัฐฯ และจีนที่อาจกลับมาปะทุขึ้นอีกครั้ง โดยเฉพาะอย่างยิ่งหากสหรัฐฯ ตัดสินใจขึ้นภาษีสินค้านำเข้าจากจีนเพิ่มเติม ซึ่งอาจส่งผลกระทบต่อเศรษฐกิจโลกโดยรวม
- ตลาดแรงงานสหรัฐฯ: ตัวเลขการจ้างงานของสหรัฐฯ ที่เริ่มส่งสัญญาณชะลอตัวลง อาจเป็นปัจจัยกดดันให้ธนาคารกลางสหรัฐฯ (เฟด) ชะลอการขึ้นดอกเบี้ย หรือแม้กระทั่งพิจารณาปรับลดอัตราดอกเบี้ยลงในอนาคต
อย่างไรก็ดียังคงมีมุมมองเชิงบวกต่อตลาดหุ้นในระยะยาว โดยเชื่อว่าการปรับฐานที่อาจเกิดขึ้นในไตรมาสที่ 4 นี้ จะเป็นโอกาสดีสำหรับนักลงทุนที่ยังไม่มีการลงทุนในหุ้นสหรัฐฯ ได้เข้าสะสมหุ้นในราคาที่เหมาะสม
นายพีรณัฐ กล่าวว่า สำหรับประเด็นที่หลายฝ่ายกังวลเกี่ยวกับภาวะฟองสบู่ในหุ้นกลุ่มเทคโนโลยีและปัญญาประดิษฐ์ (AI) นักวิเคราะห์มองว่า แม้ราคาหุ้นในกลุ่มนี้จะปรับตัวขึ้นมามาก แต่เมื่อพิจารณาจากปัจจัยพื้นฐาน เช่น อัตราส่วนราคาต่อกำไร (P/E Ratio) แล้ว ยังถือว่าอยู่ในระดับที่ไม่สูงจนเกินไปเมื่อเทียบกับในอดีต และหากมีการปรับฐานลงมา ก็จะยิ่งทำให้ราคาหุ้นมีความน่าสนใจมากขึ้น
ในส่วนของตลาดหุ้นจีน นักวิเคราะห์ยอมรับว่าเศรษฐกิจจีนในภาพรวมยังคงเผชิญกับความท้าทายหลายประการ แต่รัฐบาลจีนก็มีแนวโน้มที่จะออกมาตรการกระตุ้นเศรษฐกิจเพิ่มเติม โดยเฉพาะอย่างยิ่งในกลุ่มอุตสาหกรรมเทคโนโลยีที่รัฐบาลให้การสนับสนุน เพื่อลดการพึ่งพาเทคโนโลยีจากต่างประเทศ ซึ่งการประชุมใหญ่ของพรรคคอมมิวนิสต์จีนในเดือนตุลาคมนี้ จะเป็นที่น่าจับตามองอย่างยิ่ง
สำหรับกลยุทธ์การลงทุนในช่วงนี้ นักวิเคราะห์แนะนำให้นักลงทุนใช้กลยุทธ์แบบ “Core & Satellite” โดยจัดสรรเงินลงทุนส่วนใหญ่ (Core) ประมาณ 70-80% ในการลงทุนผ่านดัชนีในหลายๆ ประเทศ เพื่อสร้างการเติบโตที่มั่นคงในระยะยาว และจัดสรรเงินลงทุนส่วนที่เหลือ (Satellite) ในการลงทุนในหุ้นรายตัวที่มีศักยภาพในการสร้างผลตอบแทนที่สูงขึ้น โดยนักลงทุนสามารถลงทุนในหุ้นและดัชนีต่างประเทศเหล่านี้ได้สะดวกผ่านผลิตภัณฑ์ Depositary Receipt (DR) ที่จดทะเบียนในตลาดหลักทรัพย์แห่งประเทศไทย ซึ่งปัจจุบันได้รับความนิยมจากนักลงทุนชาวไทยเป็นอย่างมาก โดยมีมูลค่าตลาดรวมกว่า 5 หมื่นล้านบาทแล้ว
โดยกลยุทธ์ "Core & Satellite" พอร์ตเติบโตด้วย DR เพื่อคว้าโอกาสในตลาดหุ้นทั่วโลกภายใต้สภาพแวดล้อมที่มีความผันผวน นักลงทุนสามารถใช้กลยุทธ์ Core & Satellite Portfolio โดยใช้ Depositary Receipts (DR) เป็นเครื่องมือหลัก ได้แก่
1. Core Portfolio (80%): สร้างฐานที่มั่นคงด้วยดัชนีชั้นนำ ลงทุนในดัชนีหุ้นชั้นนำระดับโลกเพื่อสร้างความมั่นคงและกระจายความเสี่ยง โดยเฉพาะดัชนีอย่าง S&P 500 และ Nasdaq 100 นักลงทุนสามารถลงทุนง่ายและมั่นใจด้วย "DR Global Index" ซึ่งเป็นกลยุทธ์ที่ลงทุนใน DR อ้างอิง ETF ดัชนีหุ้นต่างประเทศ พร้อมมีการปรับพอร์ตอัตโนมัติตามสภาวะตลาด โดยผู้เชี่ยวชาญ
2. Satellite Portfolio (20%) ล่าผลตอบแทนส่วนเพิ่มจาก Megatrend จัดสรรเงินส่วนเล็กเพื่อตามกระแสและธีมการลงทุนที่มีศักยภาพเติบโตสูง เช่น AI และ Cloud การใช้ DR อ้างอิงหุ้นรายตัวช่วยให้นักลงทุนเข้าถึงหุ้นเด่นได้ทันที
- ธีม AI หุ้นอย่าง NVDA01 และ ASML01 ซึ่งเป็นผู้นำด้าน GPU และเครื่องจักรผลิตชิป
- ธีมเทคโนโลยีจีนและ EV: หุ้นอย่าง CATL01 (ผู้ผลิตแบตเตอรี่ EV อันดับ 1 ของโลก) ซึ่งทำผลตอบแทนโดดเด่นถึง 96.2% ในช่วงต้นปี 2025 และ BIDU01 (Baidu ผู้นำ AI ของจีน) ที่ทำผลตอบแทน 46.2% รวมถึง DR อ้างอิงดัชนีเทคฯ จีนอย่าง STAR5001 ที่พุ่งสูงถึง 43.2%
การลงทุนผ่าน DR จึงเป็นทางลัดที่ช่วยให้นักลงทุนไทยสามารถ Go Global และสร้างการเติบโตของพอร์ตในระยะยาวไปพร้อมกับตลาดหุ้นโลกได้อย่างมั่นใจ