โปรดอัพเดตเบราว์เซอร์

เบราว์เซอร์ที่คุณใช้เป็นเวอร์ชันเก่าซึ่งไม่สามารถใช้บริการของเราได้ เราขอแนะนำให้อัพเดตเบราว์เซอร์เพื่อการใช้งานที่ดีที่สุด

หุ้น การลงทุน

เปิดคำอธิบายแนวคิด “แบงก์ชาติ” ปม “ไม่ลดดอกเบี้ย-กำไรแบงก์สูง”

ประชาชาติธุรกิจ

อัพเดต 17 ม.ค. 2567 เวลา 08.27 น. • เผยแพร่ 17 ม.ค. 2567 เวลา 08.27 น.
ปิติ ดิษยทัต

หลังถูกวิพากษ์วิจารณ์อย่างหนักถึงการทำหน้าที่ของคณะกรรมการนโยบายการเงิน (กนง.) ธนาคารแห่งประเทศไทย (ธปท.) ที่มีมติปรับขึ้นอัตราดอกเบี้ยนโยบายอย่างต่อเนื่องถึง 8 ครั้ง แม้ว่าบางช่วงอัตราเงินเฟ้อจะต่ำเตี้ยจนติดลบก็ตาม โดยเฉพาะอย่างยิ่งเมื่อมีการประเมินภาพธุรกิจแบงก์พาณิชย์ที่จะทำกำไรได้สูงสุดเป็นประวัติการณ์ ยิ่งทำให้หน่วยงานกำกับนโยบายการเงินถูกตั้งคำถามอย่างหนัก จนล่าสุด ธปท.ต้องจัดงาน “ธปท.เปิดแนวคิดนโยบายแบงก์ชาติ” เพื่อทำความเข้าใจกับสังคมในประเด็นร้อนดังกล่าว

นโยบายการเงินต้องทำอย่างระวัง

นายปิติ ดิษยทัต ผู้ช่วยผู้ว่าการ สายนโยบายการเงิน ธปท. ในฐานะเลขานุการ กนง. เปิดประเด็นว่า จากกระแสคำถามเรื่องอัตราดอกเบี้ยสูงไปหรือไม่ หลังจากเศรษฐกิจเริ่มฟื้น และเงินเฟ้อติดลบต่อเนื่อง ทำให้ประชาชนเผชิญเรื่องภาวะปากท้อง และมีการมองกันว่า ธปท.ควรลดดอกเบี้ยหรือไม่นั้น ธปท.ไม่ได้นิ่งนอนใจแต่แนวทางการดำเนินนโยบายการเงิน จะเห็นว่า เผชิญความท้าทายค่อนข้างมากในช่วงที่ผ่านมา ทั้งการระบาดของโควิด-19 อัตราเงินเฟ้อที่ปรับเพิ่มขึ้นสูง เศรษฐกิจที่ชะลอตัว

“จากปัจจัยปัญหาเชิงโครงสร้าง นโยบายการเงินไม่สามารถแก้ไขได้รวดเร็ว และหลายอย่างต้องใช้อย่างระมัดระวัง เพราะต้องใช้เวลาในการส่งผ่าน ซึ่งไม่ได้ดูแค่อัตราเงินเฟ้อ แต่ต้องชั่งน้ำหนักหลายด้านและมองไปข้างหน้า”

กราฟฟิกดอกเบี้ย

อย่างไรก็ดี ธปท.ดำเนินนโยบายการเงิน ภายใต้กรอบ 3 ด้าน ได้แก่ 1.เสถียรภาพเศรษฐกิจ เศรษฐกิจมีการขยายตัว 2.เสถียรภาพราคา อัตราเงินเฟ้ออยู่กรอบเป้าหมายอย่างยั่งยืน และ 3.เสถียรภาพระบบสถาบันการเงิน ซึ่งมีทั้งสิ่งที่ “เป็นไปตามคาด” และ “ไม่เป็นตามคาด”

โดยเศรษฐกิจฟื้นตัวตามคาด แต่การฟื้นตัวยังไม่สมดุล เพราะมีหลายเครื่องยนต์ยังไม่ติด และที่ไม่เป็นไปตามคาด ได้แก่ 1.การท่องเที่ยว ที่มีนักท่องเที่ยวเข้ามาต่อเนื่อง แต่ “อยู่สั้น” และ “ใช้จ่ายน้อยลง” รวมถึงนักท่องเที่ยวจีนยังไม่กลับมา 2.ภาคการผลิตและส่งออก ฟื้นตัวไม่เร็ว และฟื้นตัวช้ากว่าประเทศเพื่อนบ้าน ส่งสัญญาณถึงการสูญเสียความสามารถในการส่งออก และสะท้อนปัญหาเชิงโครงสร้าง โดยเฉพาะในสินค้าไฮเทคที่ขยายตัวต่ำกว่ามาเลเซียและสิงคโปร์

“แนวนโยบายการเงิน เราเน้นย้ำมาตลอดว่าไม่ได้นิ่งนอนใจเรื่องภาวะเศรษฐกิจเปลี่ยนแปลง และเงินเฟ้อปรับเพิ่มขึ้นและลง แต่เราต้องดูหลากหลายมิติ ต้องชั่งน้ำหนักระยะสั้นและระยะยาว เราไม่สามารถปรับเพิ่มขึ้นลงตามภาวะเศรษฐกิจได้ เพราะดอกเบี้ยเป็นเรื่องสำคัญในระบบเศรษฐกิจต้องชั่งน้ำหนักให้ดี”

ส่วนด้านเสถียรภาพระบบสถาบันการเงิน จะเห็นว่าไทยเผชิญปัญหาหนี้ที่ฉุดรั้งกำลังซื้อ และยังมีความเปราะบางสูง โดยไทยมีหนี้ครัวเรือนและธุรกิจค่อนข้างสูง ส่วนใหญ่มาจากการบริโภค บัตรเครดิต และสินเชื่อบุคคล

“หากกำหนดดอกเบี้ยต่ำเกินไป จะจูงใจให้เกิดการกู้ยืม และเกิดพฤติกรรมแสวงหาผลตอบแทน (Search for Yield) และถ้าสูงเกินไป ก็จะเป็นอุปสรรคต่อการฟื้นตัว จึงต้องกำหนดดอกเบี้ยให้อยู่ในระดับพอดีอยู่ในภาวะสมดุลและเป็นกลาง”

เปิด 4 เหตุผล ไม่ลดดอกเบี้ย

นายปิติกล่าวว่า ส่วนด้านเสถียรภาพราคา อัตราเงินเฟ้อที่ปรับลดลง เป็นเรื่องที่ดี และการลดลงของเงินเฟ้อ ถือว่าคลี่คลายพอสมควร และค่อนข้างดีกว่าสหรัฐ อย่างไรก็ดี อัตราเงินเฟ้อที่ปรับลดลงและติดลบเป็นสิ่งที่ ธปท.คาดการณ์ไว้อยู่แล้ว เพราะผลจากมาตรการภาครัฐมาช่วยอุดหนุน แต่เงินเฟ้อก็จะกลับมาเป็นบวก เพราะหากดูในตะกร้าเงินเฟ้อ สินค้า 400 รายการ จะมีประมาณ 90 รายการที่มีความเคลื่อนไหว ซึ่งในส่วนนี้ประมาณ 75% ราคายังปรับเพิ่มขึ้น และมีเพียง 25% ที่ราคาปรับลดลง จึงไม่ใช่ “ภาวะเงินฝืด”

ดังนั้นหากถามว่า “เงินเฟ้อติดลบ แล้วทำไมไม่ลดดอกเบี้ย” อาจจะมี 4 เหตุผล คือ 1.เงินเฟ้อที่ติดลบ มาจากปัจจัยเฉพาะที่ไม่ยั่งยืน 2.การลดดอกเบี้ยไม่ได้สะท้อนกำลังซื้อที่แผ่วลงไปมาก เพราะนโยบายการเงินไม่สามารถตอบสนองปัจจัยเหล่านั้นได้ 3.เงินเฟ้อคาดการณ์ยังยึดเหนี่ยวอยู่ในระดับ 2% ในหลายมิติ และ 4.การลดลงของเงินเฟ้อเป็นปัจจัยปัญหาด้านอุปทานในภาคการผลิตที่คลี่คลายลงในบางสินค้า

“เราจะเห็นเงินเฟ้อยังคงติดลบ จนถึงเดือน ก.พ. แล้วจะค่อย ๆ ทยอยเพิ่มขึ้นไปที่ 1-2% ภายในสิ้นปีนี้ ดังนั้น ไม่จำเป็นต้องมีการประชุม กนง.นัดพิเศษ โดย กนง.จะประชุมนัดแรกปลายเดือน ม.ค.นี้ และประกาศผลในต้นเดือน ก.พ.”

มั่นใจนโยบาย “ไม่ผิดพลาด”

เลขานุการ กนง. อธิบายว่า การดำเนินนโยบายการเงิน เป็นสิ่งที่ยากลำบาก เพราะกระทบวงกว้าง มีผู้ได้ประโยชน์และเสียประโยชน์ แต่ถามว่าเดินมา “ผิดทาง” หรือ “ผิดพลาด” หรือไม่ ตอบได้เลยว่า “ไม่” ทั้งนี้ เวลาขึ้นดอกเบี้ยจะมี 2 ส่วน คือ 1.กระทบต่อภาระดอกเบี้ยประชาชนเพิ่มขึ้น และ 2.เพิ่มแรงจูงใจการก่อหนี้ใหม่ แต่ปัจจุบันด้วยระดับหนี้ครัวเรือนที่สูงขึ้น ทำให้ช่องในการก่อหนี้น้อยลง แต่ก็ต้องทำอย่างระมัดระวัง

นอกจากนี้ กนง.ได้คิดนโยบายเพื่อให้สามารถรองรับได้หลายกรณี เช่น กรณีแจกเงินดิจิทัลวอลเลต 1 หมื่นบาท ที่ยังมีความไม่แน่นอนค่อนข้างมาก แต่ดอกเบี้ยที่ปรับขึ้นมาในช่วง 2 ครั้งล่าสุดที่ 2.25-2.50% ต่อปี แม้ว่าดิจิทัลวอลเลต จะมาช้าหรือเร็วกว่าที่คาด หรือมีการเปลี่ยนแปลง แต่ดอกเบี้ยในระดับดังกล่าวสามารถรองรับทั้ง 2 กรณีได้ โดยที่เศรษฐกิจที่ยังสามารถอยู่ในขอบเขตที่ใช้ได้

ยัน กนง.รับฟังทุกภาคส่วน

นายปิติกล่าวอีกว่า กนง.รับฟังทุกภาคส่วน และมีการประสานงานกับกระทรวงการคลัง รวมถึงนายกรัฐมนตรี แล้วนำมาดูว่าสอดคล้องกับสิ่งที่ควรจะเป็นหรือไม่ บทบาทนโยบายการเงินเหมือนเป็นประตูเป็นกองหลังของทีมฟุตบอล โดยประชาชน-ภาคธุรกิจเป็นกองหน้าที่จะลงสนาม

“หน้าที่ธนาคารกลางคือเป็นผู้รักษาประตู กระทรวงการคลังเป็นโค้ชหรือกัปตัน ส่วนรัฐบาลคือผู้จัดการทีมที่จะปรับโครงสร้างหลาย ๆ อย่างได้กว้างกว่า ซึ่งบทบาทจะเห็นชัดว่าทำหน้าที่ของเราได้ดีที่สุดแล้ว การจะทำเกินหน้าที่ ต้องพิจารณาว่าจะได้คุ้มเสียหรือไม่”

ชี้ไทยส่งผ่านดอกเบี้ย MRR ต่ำ

นางสาวสุวรรณี เจษฎาศักดิ์ ผู้ช่วยผู้ว่าการ สายกำกับสถาบันการเงิน ธปท. กล่าวว่า การปรับขึ้นอัตราดอกเบี้ยนโยบายของ กนง.ได้พิจารณาไม่ให้เร็วและแรงจนกระทบต่อภาระของประชาชน โดยยอมรับว่า ธปท.มีความกังวลว่า จะทำให้ภาระหนี้เพิ่มสูงขึ้น ดังนั้น ธปท.จึงได้ให้ธนาคารพาณิชย์ระมัดระวังในการส่งผ่านอัตราดอกเบี้ย

ซึ่งนับตั้งแต่เดือน ส.ค. 2565 จนถึงปัจจุบันดอกเบี้ยนโยบายปรับจาก 0.50% มาที่ 2.50% หรือปรับขึ้น 2% หากดูการส่งผ่านโดยเฉพาะอัตราดอกเบี้ยรายย่อยชั้นดี (MRR) มีการส่งผ่านเพียง 49% จากอดีตที่เคยส่งผ่าน 58% หรือโดยเฉลี่ย M Rate ของไทยอยู่ที่ 61% หากเทียบกับประเทศอื่นก็ต่ำกว่าหลายประเทศ เช่น ยุโรปที่ส่งผ่านถึง 76% แต่อาจสูงกว่าอินโดนีเซีย และฟิลิปปินส์ ที่ดอกเบี้ย MRR อยู่ระดับค่อนข้างสูงอยู่แล้วเฉลี่ย 9%

“ช่วงที่ผ่านมา ธปท.ได้พูดคุยกับธนาคารพาณิชย์เสมอ และคาดว่าจะต้องมีการพูดคุยมากยิ่งขึ้น โดยเฉพาะการดูแลลูกหนี้กลุ่มเปราะบาง หรือกลุ่มลูกค้าที่ได้รับผลกระทบจากดอกเบี้ยเงินกู้มากขึ้น โดย ธปท.พร้อมสนับสนุนให้มีการคิดดอกเบี้ยตามความเสี่ยง และจะเห็นว่าในช่วงผ่านที่มีโควิด เราได้ปรับเพดานดอกเบี้ยคงที่ (Fixed Rate) ลง เช่น ดอกเบี้ยบัตรเครดิตลง 2-4% ต่อปี แต่หลังจาก กนง.ขึ้นดอกเบี้ย เราก็ยังตรึงเพดานดอกเบี้ยตลอดการขึ้นดอกเบี้ยของ กนง.”

ถกแบงก์ดูแล NIM เหมาะสม

สำหรับกรณีมีประเด็นเรื่องกำไรแบงก์ที่ค่อนข้างสูง ว่ามาจากส่วนต่างอัตราดอกเบี้ย (NIM) นางสาวสุวรรณีกล่าวว่า เป็นตามกลไกตลาด จากการที่ดอกเบี้ยส่งผ่านไปยังดอกเบี้ยเงินฝากออมทรัพย์ค่อนข้างน้อย แต่ก็จะเห็นว่า แบงก์ได้ปรับขึ้นดอกเบี้ยเงินฝากประจำและเงินฝากดิจิทัลมากขึ้น

ทั้งนี้ ในช่วง 9 เดือนแรกของปี 2566 NIM ของระบบธนาคารพาณิชย์เฉลี่ยอยู่ที่ 2.95% ปรับตัวสูงขึ้นกว่าช่วงก่อนโควิด แต่ยังไม่ได้สะท้อนค่าใช้จ่ายอีกหลายตัวในการประกอบธุรกิจ การลงทุน และค่าใช้จ่าย เช่น ด้านไอที เป็นต้น อย่างไรก็ดี ธปท.จะต้องเข้าไปดูว่าในการทำงานของแบงก์มีจุดไหนที่ไม่มีประสิทธิภาพหรือไม่ ซึ่งหากเจอจุดที่แก้ไขได้ ในอนาคตค่าใช้จ่ายเหล่านี้อาจจะปรับลดลง ก็อาจจะเห็น NIM ลดลงได้

“ที่ผ่านมา หลายฝ่ายได้มีการชี้แจงถึงกำไรที่สูงของแบงก์ แต่หากไปดูรายได้ค่าธรรมเนียมจะเห็นว่าไปหายไปค่อนข้างเยอะ ซึ่งในปี 2566 ธปท.ได้เข้าไปดูการเรียกเก็บค่าธรรมเนียมที่ไม่ถูกต้อง หรือไม่ตรงตามหลักเกณฑ์ โดยได้ส่งคืนเงินลูกค้าไปกว่า 3.3 ล้านบัญชี หรือคิดเป็นเงิน 1,500 ล้านบาท ส่วนดอกเบี้ยเป็นเรื่องการบริหารสินทรัพย์และหนี้สิน ซึ่งก็คงต้องเข้าไปดูเช่นกัน อย่างที่ห้ามแบงก์คิดดอกเบี้ยทบต้น ก็จะกระทบต่อรายได้ของแบงก์อยู่เหมือนกัน”

คำอธิบายทั้งหมดนี้ น่าจะเป็นสัญญาณที่บอกว่า ดอกเบี้ยนโยบาย คงจะยังไม่ถูกปรับลดลงในการประชุม กนง.รอบแรกของปีนี้

อ่านข่าวต้นฉบับได้ที่ : เปิดคำอธิบายแนวคิด “แบงก์ชาติ” ปม “ไม่ลดดอกเบี้ย-กำไรแบงก์สูง”

ติดตามข่าวล่าสุดได้ทุกวัน ที่นี่
– Website : https://www.prachachat.net

ดูข่าวต้นฉบับ
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...