สำนักนายกฯประกาศ ให้จนท.มีอำนาจปรับเป็นพินัย ตามพ.ร.บ.จราจรทางบก
ราชกิจจาฯเผยแพร่ประกาศสำนักนายกรัฐมนตรี กำหนดเจ้าหน้าที่ของรัฐผู้มีอำนาจปรับเป็นพินัยตามพระราชบัญญัติจราจรทางบก พ.ศ.2522 ต้องระดับสารวัตร หรือตำแหน่งเทียบเท่า และต้องทำเป็นองค์คณะจำนวน 3 คน มีผลบังคับใช้ตั้งแต่วันที่ 26 ต.ค. 2566 เป็นต้นไป
วันที่ 25 ตุลาคม 2566 เว็บไซต์ราชกิจจานุเบกษา ได้เผยแพร่ ประกาศสำนักนายกรัฐมนตรี เรื่อง กำหนดเจ้าหน้าที่ของรัฐผู้มีอำนาจปรับเป็นพินัยตามพระราชบัญญัติจราจรทางบก พ.ศ. 2522 ลงนามโดยนายเศรษฐา ทวีสิน ในฐานะนายกรัฐมนตรี
ประกาศฉบับดังกล่าวระบุว่า ด้วยพระราชบัญญัติว่าด้วยการปรับเป็นพินัย พ.ศ. 2565 ได้มีผลบังคับใช้ และมีผลให้ความผิดทางอาญาที่มีโทษปรับสถานเดียวตามพระราชบัญญัติจราจรทางบก พ.ศ. 2522 เป็นความผิดทางพินัย ซึ่งนายกรัฐมนตรี ในฐานะผู้รักษาการตามพระราชบัญญัติ จะต้องดำเนินการกำหนดเจ้าหน้าที่ของรัฐผู้มีอำนาจปรับเป็นพินัย
อาศัยอำนาจตามความในมาตรา 14 แห่งพระราชบัญญัติว่าด้วยการปรับเป็นพินัย พ.ศ. 2565 นายกรัฐมนตรีจึงออกประกาศกำหนดเจ้าหน้าที่ของรัฐเป็นผู้มีอำนาจปรับเป็นพินัย ดังนี้
1. บรรดาความผิดที่มีอัตรโทษปรับสถานเดียวตามพระราชบัญญัติจราจรทางบก พ.ศ. 2522 ให้เจ้าพนักงานจราจร ที่ดำรงตำแหน่งสารวัตรหรือตำแหน่งเทียบเท่าขึ้นไป สำหรับความผิดที่เกิดขึ้นในเขตพื้นที่รับผิดชอบ
2. เจ้าหน้าที่ของรัฐตามข้อ 1 เป็นผู้มีอำนาจปรับเป็นพินัยตามความในมาตรา 160 จัตวา แห่งพระราชบัญญัติจราจรทางบก พ.ศ.2522 โดยในการพิจารณาและดำเนินการปรับเป็นพินัยต้องทำเป็นองค์คณะ ประกอบด้วย เจ้าหน้าที่ของรัฐจำนวนสามคน ซึ่งมีหัวหน้าองค์คณะหนึ่งคนและองค์คณะอีกจำนวนสองคน ตามที่ผู้บัญชาการตำรวจแห่งชาติกำหนด
ทั้งนี้ ตั้งแต่วันถัดจากวันประกาศในราชกิจจานุเบกษาเป็นต้นไป(มีผลบังคับใช้ตั้งแต่วันที่ 26 ตุลาคม 2566 เป็นต้นไป)
โดยก่อนหน้านี้ เมื่อวันที่ 24 ตุลาคม 2566 พล.ต.อ.ต่อศักดิ์ สุขวิมล ผู้บัญชาการตำรวจแห่งชาติ (ผบ.ตร.) ได้ลงนามในคำสั่งสำนักงานตำรวจแห่งชาติ ที่ 591/2566 เรื่อง แนวทางการดำเนินการตามพระราชบัญญัติว่าด้วยการปรับเป็นพินัย พ.ศ. 2565 แล้ว (อ่านต่อลิงก์ท้ายข่าว)
สำหรับพระราชบัญญัติว่าด้วยการปรับเป็นพินัย พ.ศ. 2565 มีผลใช้บังคับแล้วตั้งแต่วันที่ 25 ตุลาคม 2566 เป็นต้นไป หลังมีการปรับปรุงกฎหมายในการกำหนดโทษอาญาหรือมาตรการลงโทษให้เหมาะสมกับสภาพความร้ายแรงของการกระทำความผิด เพื่อไม่ให้บุคคลต้องรับโทษเกินสมควร
โดยเปลี่ยนโทษปรับทางอาญาและโทษปรับทางปกครองมาเป็น “โทษปรับเป็นพินัย” คือชำระเงินค่าปรับให้แก่รัฐ และไม่ต้องถูกคุมขังสำหรับความผิดหรือโทษเล็กน้อย ตลอดจนไม่มีการบันทึกความผิดลงในประวัติอาชญากรรมด้วย ขณะที่ผู้ที่มีความยากจนสามารถร้องขอให้ชำระค่าปรับต่ำกว่าที่กฎหมายบัญัติไว้ได้ รวมทั้งอาจขอผ่อนชำระค่าปรับได้ด้วย