ตัวบัคของเรื่องนี้เป็นขาทองคำของทุกคน [Mpreg]
ข้อมูลเบื้องต้น
(ติดเหรียญ 10/02/66)
อุตส่าห์บากบั่นทำงานเป็นบอดี้การ์ดมือดีมาตั้งหลายสิบปีจนได้เลื่อนขั้นเป็นมือขวาที่เจ้านายไว้วางใจมากที่สุด แต่เหตุดันเกิดจากคุณหนูตัวแสบน้องสาวของเจ้านายที่เป็นสาววาย ได้เอา นิยายวายแนวจีนโบราณ เรื่องหนึ่งมาขายต่อให้กับ ฉีมู่หลิว บอดี้การ์ดพ่วงตำแหน่งเลขามาดราชินีคนนี้ซึ่งมีงานอดิเรกเสพติดนิยายวายทุกเวลาหลังเลิกงาน
แล้วเป็นยังไงล่ะ? ก็อ่านจนจบภายในเวลาแค่สามชั่วโมง หลังจากนั้นก็โดนลอบยิงจนเสียชีวิตคาหนังสือนิยาย!! อนาถเกินไปแล้ว! ช่วยนึกถึงสภาพหน้าของเจ้านายที่ต้องมาเจอศพของเขาในสภาพนั้นหน่อยเถอะ ไม่รู้ว่าจะโกรธ จะเศร้า หรือว่าจะขำก่อนกันแน่!?
.
.
.
“คารวะ ฉีอ๋อง พ่ะย่ะค่ะ ขายหน้าแก่ท่านแล้วที่ต้องมาเห็นสภาพที่ดูไม่ได้ของข้า”
พินิจพิจารณาวัยรุ่นวัยห้าวตรงหน้าแล้วก็นึกคุ้น ๆ อยู่ในใจ กระทั่งได้ยินเสียงนางกำนัลเอ่ยเรียกชื่อเท่านั้นแหละ นี่มันหลานชายของ เจ้าของร่าง ที่เป็น พระเอกนิยาย เรื่องที่อ่านล่าสุดก่อนตาย!
ถามว่าร่างที่อยู่ ๆ ก็ถูกดึงวิญญาณมายัดใส่นี่คือใครงั้นเหรอ? เขาคือ ฉีอ๋องมู่หลิว ตัวละครสุดโกงที่บังเอิญมีชื่อเดียวกันกับมู่หลิวใน ชาติที่แล้ว
มีสถานะเพศเป็น เกอ ที่สร้างคุณงามความดีสารพัดร้อยแปดจนได้ขึ้นเป็น อ๋องเกอ พระองค์แรกในหน้าประวัติศาสตร์อย่างสมพระเกียรติ ที่สำคัญที่สุดเลยก็คือ ฉีอ๋องมู่หลิวผู้นี้ดันมีทั้งหน้าตา ฐานะ เส้นสาย และ พลังปราณ ที่แข็งแกร่งมากที่สุดในเรื่อง!!
ถึงแม้ว่าจะมีบทน้อยซึ่งโผล่ออกมาแค่ตอนเริ่มเรื่องกับตอนจบของนิยาย แต่ความเทพทรูดันแย่งซีนพระเอกได้ภายในย่อหน้าเดียวอย่างสมบูรณ์แบบ!! คิดเอาแล้วกัน พระเอกที่ว่าแน่ยังต้องก้มหัวคารวะให้ ตัวบัค ผู้นี้ตั้งแต่เริ่มเรื่องยันตอนจบ!!
ปก BY TSXAPIN
E-Book
เล่ม ๑ : http://www.mebmarket.com/index.php? action=BookDetails&data=YToyOntzOjc6InVzZXJfaWQiO3M6NzoiMTk3MTc0NCI7czo3OiJib29rX2lkIjtpOjE5ODA0Njt9
เล่ม ๒ : http://www.mebmarket.com/index.php? action=BookDetails&data=YToyOntzOjc6InVzZXJfaWQiO3M6NzoiMTk3MTc0NCI7czo3OiJib29rX2lkIjtpOjE5ODg2Mjt9
เล่ม ๓ : http://www.mebmarket.com/index.php? action=BookDetails&data=YToyOntzOjc6InVzZXJfaWQiO3M6NzoiMTk3MTc0NCI7czo3OiJib29rX2lkIjtpOjIwMTMzODt9
เล่ม ๔ : http://www.mebmarket.com/index.php? action=BookDetails&data=YToyOntzOjc6InVzZXJfaWQiO3M6NzoiMTk3MTc0NCI7czo3OiJib29rX2lkIjtpOjIwMjc3NTt9
เล่ม ๕ : http://www.mebmarket.com/index.php? action=BookDetails&data=YToyOntzOjc6InVzZXJfaWQiO3M6NzoiMTk3MTc0NCI7czo3OiJib29rX2lkIjtpOjIxNTU4Nzt9
WARNING!!!
- นิยายเรื่องนี้เป็นนิยายชายรักชาย ภายในเรื่องมีทั้งคู่ชายชายและชายหญิง แต่เน้นคู่วายเป็นหลัก
- สถานที่และเซตติ้งทุกอย่างภายในเรื่องไม่มีอยู่จริง เป็นเพียงยูนิเวิร์สที่นักเขียนปั้นแต่งขึ้นมาจากจินตนาการ
- บางสถานการณ์อาจมีความไม่สมเหตุสมผล เนื่องจากนิยายเรื่องนี้เป็นเพียงเรื่องที่แต่งขึ้นจากจินตนาการเท่านั้น
- เกอ = ผู้ชายที่ท้องได้ นายเอกของเรื่องเป็นเกอ
- มีฉากฆ่าฟัน ตบตีกัน และใช้ความรุนแรง โปรดใช้วิจารณญาณในการอ่าน บางการกระทำของตัวละครไม่ควรลอกเลียนแบบ ใครสายโลกสวยเชิญกดออก ที่นี่ไม่ใช่ทุ่งดอกลาเวนเดอร์
- ทุกตัวละครมีทั้งด้านดีและด้านเลวปะปนกันไป โปรดใช้วิจารณญาณในการอ่าน
- พระเอกค่าตัวแพงมากกกกกกกก (ก.ไก้ล้านตัว)
- เรื่องนี้เป็นแนวสุขนิยม มีดราม่าพอประมาณแต่ไม่เน้นเรียกน้ำตา
- นายเอกของเรื่องนี้เทพจริงแบบไม่มีอะไรกั้น เทพคือเทพ ไม่ต้องมีตัวเอกจากไหนมาคอยสกัดดาวรุ่งอีก
- การคอมเม้นต์หรือวิจารณ์สามารถทำได้ แต่ต้องอยู่ในขอบเขตของความเคารพซึ่งกันและกัน หากพบคอมเม้นต์ไหนที่ไม่เหมาะสมขออนุญาตลบโดยไม่แจ้งให้ทราบ
***สำคัญมากกรุณาอ่าน!!! ตอนที่ติดเหรียญคือการติดเหรียญรายตอนธรรมดาซึ่งหากท่านใดต้องการความรวดเร็วสามารถซื้ออ่านได้เลย เป็นเหมือนกับระบบอ่านล่วงหน้าแต่ไม่ได้ใช้เหรียญของระบบอ่านล่วงหน้าเพื่อที่สายเปย์จะได้ไม่ต้องซื้อซ้ำหลังจากติดเหรียญถาวรอีกทีตอนจบเรื่องนะคะ ส่วนสายฟรีสามารถรอปลดตอนจนจบเรื่องได้เช่นกัน ไม่จำเป็นต้องจ่ายก่อนหากว่าคุณมีกำลังทรัพย์ไม่เพียงพอ
นิยายเรื่องนี้สงวนลิขสิทธิ์ตามพระราชบัญญัติลิขสิทธิ์ (ฉบับเพิ่มเติม) พ.ศ. ๒๕๕๘
ห้ามคัดลอก ดัดแปลง ทำซ้ำ ถ่ายรูป หรือนำส่วนใดส่วนหนึ่งของนิยายไปเผยแพร่ โดยไม่ได้รับอนุญาตจากเจ้าของผลงาน
การละเมิดลิขสิทธิ์ถือเป็นการทำผิดกฎหมายตาม พ.ร.บ. ลิขสิทธิ์ (ฉบับเพิ่มเติม) พ.ศ. ๒๕๕๘
ผู้กระทำผิดต้องได้รับโทษตามที่พระราชบัญญัติได้ระบุไว้
#สมบัติทางปัญญาไม่ใช่แค่ตัวอักษรในพจนานุกรม
ช่องทางติดตาม
FB : Ploypailin Ssapphire
Twitter : KhunSky
บทที่ ๑ นัดเดียวดับอนาถ
บทที่ ๑
นัดเดียวดับอนาถ
ปัง! กระสุนหนึ่งนัดเจาะเข้าที่หน้าผากจนคนดับสนิทภายในเสี้ยววินาที อาวุธที่ใช้ยิงมันออกไปถูกยื่นกลับคืนไปหาเจ้าของที่ยืนอยู่ข้าง ๆ
“ฆ่าเร็วไปหน่อยรึเปล่าครับ? กับคนทรยศพวกนี้แค่กระสุนนัดเดียวมันน้อยเกินไป” เจ้าของปืนที่รับคืนมากล่าวราบเรียบ ราวกับว่าคนที่เพิ่งกลายเป็นศพไปนั้นไม่ได้มีค่ามีราคาอะไรเลย
คนถูกถามตวัดสายตาดุดันใส่ มือขวาคนสนิท ของตนเอง สายตานี้ไม่ว่าใครได้จ้องมองเป็นต้องรู้สึกราวกับถูกดูดวิญญาณอยู่ ใบหน้าอันหล่อเหลาของเขาไม่ได้ช่วยให้ดูใจดีขึ้นเลย ทว่าไม่ใช่สำหรับมือขวานามว่า ฉีมู่หลิว คนนี้
“ผมก็แค่แนะนำ หากบอสไม่พอใจผมขออนุญาตไม่รองรับอารมณ์”
“กล้าต่อปากต่อคำไม่เคยเปลี่ยน” ชายหนุ่มเจ้าของสายตาดุดันยกมือขึ้นมาทำเป็นรูปปืนแล้วชี้ไปที่หน้าผากของฉีมู่หลิว “อยากลองถูกยิงดูบ้างไหม?”
ฉีมู่หลิวมองด้วยสายตาราบเรียบไร้ความรู้สึก “ผมไม่นิยมความเจ็บปวดก่อนตาย เมื่อไหร่ที่บอสเล็งเห็นว่าผมหมดประโยชน์แล้วรบกวนแค่วางยาพิษแบบหลับแล้วตายไปเลยจะดีกว่านะครับ”
“จิ๊! ยัยคนสวยไร้อารมณ์”
ปึด! คราวนี้ฉีมู่หลิวคิ้วกระตุกขึ้นมาบ้าง ก็รู้อยู่ว่าตัวเองหน้าสวยเกินไปซึ่ง ณ จุดจุดนี้เขาก็ไม่ได้มีปมด้อยอะไรกับมันนักหรอก แต่การถูกชมซึ่ง ๆ หน้าโดยเจ้านายจอมโหดคนนี้มันเหมือนโดนกวนประสาทยังไงก็ไม่รู้
“หนึ่งทุ่มคืนนี้มีงานเลี้ยงวันเกิดของประธานบริษัทคู่ค้าที่เพิ่งเซ็นสัญญากันไปเมื่อวานนะครับ”
“ยกเลิก” ฝั่งเจ้านายกล่าวอย่างไม่ลังเลในขณะที่กำลังเดินไปขึ้นรถ
ฉีมู่หลิวเดินตามขึ้นไปแล้วพูดต่อ “ไม่ได้ครับ การไม่ให้เกียรติคู่ค้าอาจทำให้เราเสียผลประโยชน์ในการนำเข้าสินค้าจากญี่ปุ่นนะครับ”
“นายก็รู้หนิว่าทางนั้นตั้งใจจะประเคนลูกสาวตัวเองมาให้ คิดว่าฉันเป็นฮ่องเต้แล้วลูกสาวตัวเองเป็นนางสนมรึยังไง!?” คนพูดดูท่าจะไม่ค่อยพอใจสักเท่าไหร่ ยกขาขึ้นมาไขว่ห้างแล้วก็มองออกไปนอกหน้าต่างทำหน้านิ่วคิ้วขมวด
ฉีมู่หลิวถอนหายใจ “อยู่ต่อหน้าคนอื่นไม่เห็นจะแสดงอารมณ์มากมายขนาดนี้เลยนะครับ”
บอสหันกลับมา “อยู่กับนายจะเก็บอารมณ์ไปทำไม? ไร้สาระ” แล้วก็หันไปมองนอกหน้าต่างอีก
“นิสัยของฮ่องเต้ชัด ๆ ” ขวับ! “หันกลับไปกลับมาหลาย ๆ รอบ ไม่เหนื่อยเหรอครับบอส?”
บอสมาเฟีย สุดโหดรู้สึกปวดขมับกับความกวนประสาทของลูกน้องคนนี้เป็นรอบที่ร้อยแปดของวัน
เพราะ นายท่านใหญ่ รับฉีมู่หลิวและ ฉีหยางหลิว มาเลี้ยงให้อยู่ด้วยกันมาตั้งแต่เด็กถึงได้สนิทกันเหมือนเป็นพี่น้องแท้ ๆ ร่วมเป็นร่วมตายกันมาก็มาก ทั้งสุขและทุกข์ ไม่ว่าจะช่วงเวลาไหนฉีมู่หลิวก็เป็นคนเดียวที่อยู่เคียงข้างฉีหยางหลิวไม่เคยคิดทรยศแม้แต่ครั้งเดียว
เพราะงั้นไม่ว่าจะอีกกี่ครั้งที่ถูกมือขวาพ่วงตำแหน่งเลขาคนนี้กวนประสาทใส่ ฉีหยางหลิวถึงได้ไม่เคยโกรธเป็นจริงเป็นจังเลยสักครั้งเดียว และด้วยนิสัยของฉีมู่หลิว เจ้าตัวก็รู้ลิมิตดีว่าตรงไหนควรเล่นและตรงไหนไม่ควรเล่น
“สรุปว่าคืนนี้ฉันต้องไป?”
“ครับ ไม่ต้องห่วงเรื่องผู้หญิงหรอกครับ งานเลี้ยงไม่ได้ห้ามไม่ให้ญาติไปเสียหน่อย”
ได้ฟังแล้วฉีหยางหลิวก็พลันนึกขึ้นได้ “ปีนี้ น้องหลิว อายุเท่าไหร่แล้วนะ?”
“ยี่สิบห้าครับ”
“งั้นคงใกล้ถึงเวลาของพวกเราแล้วสินะ”
“……ครับ”
ฉีมู่หลิวรู้ว่าบอสหมายถึงอะไร มันใกล้จะถึงเวลาที่ เด็กกำพร้า อย่างพวกเขาทั้งสองคนจะส่งมอบอำนาจคืนให้กับ ทายาทที่แท้จริง แล้ว
พวกเขาก็แค่ถูกนายท่านใหญ่เก็บมาเลี้ยงเพื่อปกป้อง คุณหนูอี้หลิว และแอบปูทางให้เธอได้ขึ้นรับตำแหน่งในวัยยี่สิบห้าปีโดยไม่ตายไปเสียก่อนก็เท่านั้น จะเรียกว่าเป็นโล่กำบังก็ได้ แต่อย่างน้อยคุณหนูอี้หลิวก็ไม่ได้ใจร้ายกับพวกเขามากนัก
“งั้นคืนนี้ฉันก็ไม่มีความจำเป็นต้องไป ให้อี้หลิวไปแทนก็แล้วกัน ถือเป็นการเปิดตัวทายาทของมาเฟียตระกูลฉีที่แท้จริงไปด้วย ฉันเชื่อว่าด้วยผลงานที่เธอทำมาตลอดใครที่กล้าขัดขวางเธอก็ถือว่ารนหาที่ตายแล้ว”
“ก็ดีนะครับ ได้ยินบอสพูดแบบนี้ผมก็อดเห็นด้วยไม่ได้”
“หึหึ นายจะรีบกลับไป เสพนิยายวาย ต่อล่ะสิ”
“ก็ของแบบนี้ให้เอามาอ่านในที่แจ้งมันใช้ได้ที่ไหนล่ะครับ ภาพลักษณ์ที่อุตส่าห์สั่งสมมาเดี๋ยวจะพังครืนเอาได้”
“น่าเบื่อชะมัด นายก็แค่ใช้ชีวิตของนาย ทำไมมนุษย์มันชอบรนหาที่ตายด้วยการสอดเรื่องรสนิยมของคนอื่น?”
“อย่าแคร์ไปเลยครับ ผมชินกับมันแล้วล่ะ”
ในประเทศที่ยังไม่ได้เปิดเสรีเรื่องเพศมากนัก มันทำให้คนที่มีรสนิยมชอบอ่านนิยายวายอย่างฉีมู่หลิวค่อนข้างอยู่ยากนิดหน่อย ความฝันของเขาย่อมต้องการอิสระที่จะใช้ชีวิตอยู่ โดยสามารถเปิดเผยความชอบของตัวเองให้คนอื่นรับรู้ได้โดยไม่ต้องกังวลเรื่องอะไร
ทว่าหนทางนั้นยังอีกยาวไกลนัก ตราบใดที่ยังอยู่ในประเทศแบบนี้และมีภาระหน้าที่ค้ำคออยู่ ฉีมู่หลิวจึงมีทางเลือกไม่มากนัก
ทั้งสองคนพูดคุยเรื่องจิปาถะเล็ก ๆ น้อย ๆ ระหว่างอยู่บนรถไปหลายเรื่อง เพียงแค่อึดใจเดียวรถก็แล่นกลับสู่คฤหาสน์ตระกูลฉีแล้ว
ตระกูลมาเฟียชั้นสูงที่ร่ำรวยเป็นอันดับต้น ๆ ของประเทศจีน แม้แต่กฎหมายยังจัดการได้ยากนัก งานเบื้องหลังส่วนใหญ่ที่ตระกูลฉีทำก็คือการค้าอาวุธและทำกาสิโน ส่วนการค้ายาและค้ามนุษย์สำหรับมาเฟียชั้นสูงแล้วพวกเขามองว่ามันต่ำช้าเกินไป มันจะทำให้ตระกูลเสื่อมเกียรติ
ตระกูลฉีไม่มีทายาทชายเพราะหลังจากที่ให้กำเนิดลูกสาวคนแรกนามว่า ฉีอี้หลิว ออกมา นายหญิงก็ประสบอุบัติเหตุเสียชีวิตส่วนนายท่านใหญ่ก็กลายเป็นหมันจากอุบัติเหตุเดียวกันเพราะส่วนนั้นได้รับบาดเจ็บ
เพราะงั้นฉีมู่หลิวและฉีหยางหลิวจึงถูกรับมาเลี้ยงไว้เพื่อเป็นโล่กำบังให้คุณหนูอี้หลิวได้ขึ้นรับตำแหน่งผู้นำตระกูลในอนาคตได้อย่างปลอดภัย……อีกไม่กี่วันก็ถึงเวลาที่ทั้งสองคนจะเกษียณแล้ว
“เฮลโหล! หมายความว่าไงที่ให้น้องไปงานเลี้ยงคืนนี้แทนเอ่ย?” นึกถึงได้ไม่ทันไรเจ้าตัวก็วิ่งหน้าตั้งออกมารับถึงหน้าประตูแล้ว
ส่วนประเด็นที่เอ่ยถามน่าจะเป็นเรื่องที่ชายหนุ่มทั้งสองคนพูดคุยกันเมื่อครู่นี้ตอนอยู่บนรถ ก็รู้อยู่แล้วล่ะว่าแอบติดเครื่องดักฟังเอาไว้ในรถ แต่ที่ไม่ให้คนเอาออกก็เพราะรู้อยู่แล้วอีกเหมือนกันว่าเจ้าของคือคุณหนูคนนี้ไงล่ะ
“ก็ตามที่ได้ยินนั่นแหละ ปล่อยคนแก่สองคนไปพักร้อนระยะยาวแถว ๆ ทะเลที่อิตาลีได้แล้ว” ฉีหยางหลิวลูบศีรษะน้องสาวไม่แท้ไปทีหนึ่ง
เนื่องจากเด็กกำพร้าสองคนถูกเลี้ยงมาด้วยกันกับคุณหนูอี้หลิวด้วยความรักหาใช่เย็นชาหรือความทารุณ พวกเขาถึงได้กล้าที่จะทำตัวสนิทสนมกับทายาทที่แท้จริงคนนี้ได้
“แต่ผมอยากไปมัลดีฟมากกว่านะครับ”
“จิ๊! ไม่ขัดใจฉันสักเรื่องมันจะตายรึไง?”
“ก็อาจตายได้นะครับ แบบว่าจุกอกตายไรงี้” มือขวาหนุ่มกวนประสาทหน้าตาย
“ฮ่ะฮ่ะฮ่ะ เอาน่า ๆ อุตส่าห์เป็นเป้าล่อให้น้องสาวมาตั้งหลายปี เดี๋ยวน้องสาวไปงานเลี้ยงคืนนี้ให้ก็ได้ เอาให้ยัยคุณหนูนั่นอกแตกตายไปเลยที่บังอาจมาอ่อยพี่ชายสุดหล่อของน้อง!”
“แล้วพี่ไม่หล่อเหรอ?” ฉีมู่หลิวเลิกคิ้วถาม
“อย่างพี่มู่เขาเรียกว่าสวยค่ะ!”
“จิ๊!”
“หึหึ”
ฝ่ายหนึ่งขัดใจส่วนอีกฝ่ายเยาะเย้ยในลำคอ
“อ้อใช่!” อี้หลิวอุทานขึ้นมาแล้วยื่นสิ่งที่ถือติดมือออกมาด้วยตั้งแต่แรก “ห้าร้อยหยวนไม่ขาดไม่เกิน สนใจไหมเอ่ย?”
ฉีมู่หลิวรับมาอ่านคำโปรยดูคร่าว ๆ มันคือหนังสือนิยายวายแนวจีนโบราณเรื่องหนึ่ง ชื่อเรื่องว่า จักรพรรดิงูดินแห่งแคว้นหลิ่งเฟย เขาไม่ลังเลที่จะจ่ายเงินให้น้องสาวต่างสายเลือดแล้วเดินลิ่ว ๆ เข้าห้องนอนของตัวเองทันที วันนี้เขาเลิกงานแล้ว
“รีบร้อนจริง พอเป็นเรื่องนิยายทีไรเอาอะไรมาห้ามก็ฉุดไม่อยู่” ฉีอี้หลิวอมยิ้มพลางส่ายหน้า
“ไปเตรียมตัวสำหรับงานเลี้ยงคืนนี้เถอะ ไม่แน่ถ้านายท่านใหญ่รู้เรื่องอาจจะใช้โอกาสนี้ประกาศการขึ้นรับตำแหน่งของทายาทที่แท้จริงเลยก็ได้” ฉีหยางหลิวกล่าว
“หูย! แบบนี้ไม่หักหน้าเจ้าของงานเขาแย่เลย?”
“เมื่อกี้ยังบอกว่าจะเอาให้อกแตกตายอยู่เลยหนิ อย่ามาทำตัวเป็นสาวน้อยใสซื่อบริสุทธิ์”
“ชิ! มีพี่ชายรู้ทันแบบนี้มันน่าเบื่อจริง ๆ ไปแต่งสวยดีกว่าเรา” หญิงสาวทำท่าสะบัดผมแล้วก็เดินเข้าบ้านไปทันที
ฉีหยางหลิวมองตามหลังก็ยิ้มอ่อนใจอย่างที่นาน ๆ ครั้งจะได้เห็น เพราะปกติแล้วบอสมาเฟียสุดโหดคนนี้มักจะมีนิสัยดุร้ายและน่ากลัวอยู่ตลอดเวลา
ตรงกันข้ามกับฉีมู่หลิวที่นิ่งสงบดุจสายน้ำทั้งยังแอบเย่อหยิ่งอยู่เล็กน้อย ใครมองมาเป็นต้องเหลียวหลังตามเพราะด้วยท่วงท่าที่สง่างามจึงหลงคิดว่า ราชินี เดินผ่านกันอยู่เป็นประจำ
กลับมาทางด้านของฉีมู่หลิว เมื่อมาถึงห้องก็เปิดม่านให้แสงยามเย็นผ่านหน้าต่างเข้ามา จากนั้นก็กระโดดลงบนเตียงเปิดอ่านนิยายที่เพิ่งซื้อมาหมาด ๆ ทันที
.
.
.
เนื้อเรื่องกล่าวถึงยุคสมัยที่มีแต่คนที่มีพลังปราณ ยิ่งพลังสูงส่งอายุขัยก็จะยิ่งเพิ่มขึ้นเป็นสิบหรือหลายสิบปี เป็นเซ็ตติ้งที่มนุษย์มีอายุขัยมากกว่าคนปกติประมาณสองถึงสามเท่า
พระเอกของเรื่องนามว่า ฉีเฟยเทียน องค์ชายใหญ่ของ ราชวงศ์ฉีแห่งแคว้นหลิ่งเฟย ที่ฮ่องเต้อุตส่าห์มอบพระนามให้ด้วยพระองค์เอง เพราะตั้งความหวังไว้ให้สามารถปลุกพลังขั้นสูงได้ในอนาคต
ทว่าก็ต้องผิดหวัง เมื่อฉีเฟยเทียนในวัยเจ็ดปีเข้าพิธีปลุกพลังแต่ดันปลุกได้แค่ ขั้นหนึ่ง หรือ ปราณงูดิน ที่อยู่ขั้นล่างสุดเท่านั้น แม้ภายภาคหน้าจะสามารถเลื่อนระดับได้แต่ผู้คนล้วนดูถูกดูแคลน เพราะไม่คิดว่าองค์ชายใหญ่ผู้นี้จะไปได้ไกลเกินกว่าขั้นสองนักหรอก
นับแต่นั้นมา เขาก็โดนเสด็จพ่อหมางเมินและถูกเหล่าน้องชายที่แข็งแกร่งกว่ากลั่นแกล้ง
มีเพียงผู้เดียวเท่านั้นที่คอยช่วยเหลือเขาเท่าที่จะทำได้นั่นคือ ฉีอ๋องมู่หลิว พระอนุชาในฉีฮ่องเต้แห่งราชวงศ์ฉีแคว้นหลิ่งเฟย……ชื่อเหมือนกับคนบ้านิยายที่กำลังอ่านอยู่ตอนนี้จนน่าตกใจ
ฉีอ๋องผู้นี้เป็น เพศเกอ หรือก็คือบุรุษที่ท้องได้ไม่ต่างจากอิสตรี นอกจากจะเป็นหลานรักของพระนางไทฮองไทเฮาแล้ว ยังมีพลังปราณที่แก่กล้าและคุณงามความดีอีกนานัปการที่สั่งสมมาตั้งแต่วัยเยาว์
เช่นนั้นแม้จะไม่สามารถครองบัลลังก์มังกรได้ แต่อดีตฮ่องเต้ก็ได้พระราชทานยศอ๋องราชทินนามตามชื่อราชวงศ์ให้ เพื่อเป็นเกียรติแก่ราชวงศ์ฉีและลูกหลานของฉีอ๋องมู่หลิวสืบไป
ด้วยอำนาจและชื่อเสียงประดุจขาทองคำชั้นเลิศนี้เอง ทำให้พระเอกของเรื่อง ฉีเฟยเทียน สามารถเอาชีวิตรอดไปได้อีกสามปี จากนั้นก็ถูกฉีอ๋องไหว้วานท่านอาจารย์ของตนให้ช่วยฝึกฝนพลังปราณของหลานชายคนแรกให้แข็งแกร่งยิ่งขึ้น ก่อนที่ฉีอ๋องจะออกท่องยุทธภพไปเพราะเบื่อหน่ายเรื่องราวในราชสำนัก
ฉีเฟยเทียนนั้นซาบซึ้งในพระคุณของฉีอ๋องจึงได้ตั้งใจศึกษาเล่าเรียนอย่างหนักแม้ว่าจะถูกคนในสำนักกลั่นแกล้งก็ตาม เขาไม่มีวันละทิ้งโอกาสที่ฉีอ๋องมอบให้ไปอย่างสูญเปล่า ไม่นานฉีเฟยเทียนก็เติบใหญ่กลายเป็นองค์ชายรูปงามที่ใครเห็นเป็นต้องหลงใหล
แม้ว่าสุดท้ายแล้วพลังปราณของเขาจะยังอยู่แค่ปราณงูดินไม่อาจเลื่อนขึ้นได้จนเป็นที่ขบขันและเยาะเย้ย ทว่าในด้านของวรยุทธ์การต่อสู้ การพลิกแพลงพลังปราณที่อ่อนแอให้กลายเป็นความแข็งแกร่ง และสติปัญญาที่เป็นเลิศ ทำให้ฉีเฟยเทียนเดินทางกลับสู่แคว้นหลิ่งเฟยในฐานะคู่แข่งที่อันตรายเป็นอันดับต้น ๆ ในศึกชิงบัลลังก์!
หลังจากนี้ก็เป็นเรื่องราวของการชิงดีชิงเด่นและใส่ร้ายป้ายสีกันไปมาอย่างดุเดือด แม้แต่เรื่องราวในวังหลังของเหล่าสตรีและเกองามเองก็ดุเดือดไม่แพ้กัน ทว่าฉีเฟยเทียนที่หมายมาดในบัลลังก์เพื่อปีนป่ายเอาชีวิตรอดจากโคลนตมไม่ได้สนใจเรื่องความรักเลยสักนิด
เขาเพียงเฟ้นหาบุตรเกอและบุตรีของตระกูลขุนนางที่สามารถทำประโยชน์ให้แก่ตนได้ เพื่อตบแต่งเข้ามาเป็นฐานอำนาจเสริมที่แข็งแกร่งยิ่งขึ้น จนกระทั่งเกอคนแรกที่เขาเลือกขึ้นมาหมายจะให้เป็นพระชายาเอกก็ได้ทำให้หัวใจของเขาสั่นคลอน
เฉินเทียนอี้ บุตรเกอคนโตของอัครเสนาบดีฝ่ายขวา เป็นเกองามที่มีพลังปราณขั้นสี่ เป็นที่หมายปองต่อบุตรขุนนางมากมายหรือแม้กระทั่งกับเชื้อพระวงศ์ชาย
ทั้งคุณสมบัติที่เกอและสตรีพึงมีและความแข็งแกร่งเฉกเช่นบุรุษ ชาติตระกูลก็สูงส่ง หน้าตางดงาม กิริยามารยาทเป็นที่น่าชื่นชม นับเป็นตัวตนที่ชวนให้คนทั้งหลงใหลและริษยาในเวลาเดียวกัน
ความจริงแล้วเฉินเทียนอี้เคยพบเจอกับฉีเฟยเทียนมาก่อนในฐานะศิษย์ร่วมสำนักและนับถือกันดุจสหาย เมื่อฉีเฟยเทียนยื่นข้อเสนอให้ เฉินเทียนอี้ก็ไม่ลังเลที่จะรับไว้ กล่าวว่าร่วมหัวจมท้ายไปด้วยกัน เป็นสหายร่วมเคียงบ่าเคียงไหล่กัน ย่อมดีกว่าถูกองค์ชายพระองค์อื่นหรือบุตรขุนนางหน้าไหนมาใช้ตนเป็นหุ่นเชิดทำลายมิตรภาพระหว่างกัน
ฉีเฟยเทียนนับถือในความเด็ดเดี่ยวของเฉินเทียนอี้ จึงให้เกียรติคนด้วยการสร้างผลงานแล้วขอสมรสพระราชทาน แต่งเฉินเทียนอี้เข้ามาเป็นพระชายาเอกอย่างสมเกียรติ
ทว่ายิ่งทั้งสองคนอยู่เคียงข้างกันมากเท่าไหร่ภายในใจก็ยิ่งหวั่นไหว ในไม่ช้าจากความสัมพันธ์ฉันท์มิตรสหายที่มีให้แก่กันก็บังเกิดเป็นความรักในที่สุด
นอกจากนี้ยังมีตัวสร้างสีสันให้กับเรื่องราว อาทิเช่น ตัวร้ายนามว่า ฉีเฟยเจิน องค์ชายรองที่มีพลังปราณขั้นสี่ ลือกันว่ามีโอกาสได้ขึ้นเป็นองค์รัชทายาทมากที่สุดและยังมีใจให้กับเฉินเทียนอี้
นางร้ายนามว่า หลี่จี้เหยา คู่หมั้นขององค์ชายรองฉีเฟยเจินที่วางแผนทำร้ายเฉินเทียนอี้ตั้งมากมายเพราะความหึงหวงแบบไม่ลืมหูลืมตา แต่สุดท้ายก็ยอมกลับใจเพราะความรักชาติบ้านเมืองมันอยู่ในสายเลือด
นายร้ายนามว่า หลี่จื้อหลิน น้องชายของหลี่จี้เหยาที่มองออกถึงความสามารถที่ฉีเฟยเทียนหลบซ่อนเอาไว้และตกหลุมรัก จึงหมายมั่นจะกำจัดเฉินเทียนอี้เพื่อปูทางให้ตัวเองได้ครองรักกับฉีเฟยเทียน อีกทั้งยังไม่ถูกกับพี่สาวที่สนับสนุนองค์ชายคนละฝั่งกันอีกด้วย
ไม่เพียงแต่ในราชสำนักเท่านั้น แม้แต่ในยุทธภพเองก็ยังมี จอมมาร สองตนที่ห้ำหั่นกัน
หนึ่งคือจอมมารผู้ปกครอง แคว้นเยว่เสี่ยง นามว่า จ้าวเหวินหลง เป็นจอมมารสุดโหดในตำนานที่มีพลังแก่กล้าแต่ไม่ชอบหาเรื่องใครก่อน ทั้งยังทำการค้ากับแคว้นมนุษย์และเหล่าผู้ฝึกตนสายธรรมะมากมายจนเป็นที่น่าฉงนใจแก่คนรุ่นหลัง
อีกหนึ่งขั้วอำนาจที่สำคัญในยุทธภพก็คือจอมมารผู้ปกครอง แคว้นเฟิงหู่ นามว่า จ้าวเหวินเหอ น้องชายของจอมมารจ้าวเหวินหลงที่ไม่พอใจในตัวพี่ชายทั้งยังหัวรุนแรงมาก
จ้าวเหวินเหอหลบหนีออกจากแคว้นเยว่เสี่ยงแล้วออกไปตั้งแคว้นเฟิงหู่เป็นของตนเอง ตั้งตนเป็นจอมมารตนที่สองแล้วขยายฐานอำนาจไปเรื่อย ๆ จนกลายเป็นหนึ่งในแคว้นที่น่าเกรงขาม
สองจอมมารนี้มาเกี่ยวข้องกับเส้นเรื่องหลักได้อย่างไร? นั่นก็เพราะจอมมารจ้าวเหวินหลงต้องการส่งมารรุ่นเยาว์ไปศึกษายังแคว้นหลิ่งเฟยจึงลงนามเป็นพันธมิตรกัน จอมมารหัวรุนแรงอย่างจ้าวเหวินเหอย่อมไม่พอใจจนพาลมาหาเรื่องกับแคว้นหลิ่งเฟย โดยมีองค์ชายรองคอยเป็นไส้ศึกทำลายแคว้นของตน
มีข้อแลกเปลี่ยนคือต้องกำจัดฉีเฟยเทียนและให้ตนขึ้นเป็นฮ่องเต้ปกครองแคว้นภายใต้การปกครองของแคว้นเฟิงหู่อีกที แต่ความจริงแล้วก็มีแผนจะตลบหลังแคว้นเฟิงหู่อยู่ในใจเช่นเดียวกัน เรียกได้ว่า เป็นองค์ชายขายชาติจอมทุรยศโดยแท้
ฉีเฟยเทียน เฉินเทียนอี้ และจอมมารจ้าวเหวินหลง ในตอนท้ายของเรื่องทั้งสามคนเกือบจะเอาชีวิตไม่รอดเพราะจ้าวเหวินเหอดันไปขโมย แก่นปราณบรรพกาล ซึ่งเป็นแก่นพลังของจอมมารบรรพบุรุษหลาย ๆ รุ่นมาหลอมรวมร่างจนแข็งแกร่งไร้เทียมทาน
แล้วรอดมาได้อย่างไร? บทนี้ต้องแซ่ซ้องให้แก่ ตัวบัค นามว่าฉีมู่หลิวที่หมดบทไปนานโดยแท้ พอได้ข่าวว่าแคว้นมีภัยจึงรีบกลับมาจากการออกท่องยุทธภพในทันที
ทว่าช้าไป ทั้งสามคนบาดเจ็บสาหัสปางตาย ฉีอ๋องมู่หลิวโกรธจัดจนตบตัวร้ายกระเด็นภายในชั่วพริบตา!! เป็นการพลิกเอาชนะตัวร้ายที่เร็วที่สุดในหน้าประวัติศาสตร์เลยก็ว่าได้!!
ด้วยพลังที่มีมากเกินไปของฉีอ๋องทว่าเจ้าตัวกลับไม่นึกเสียดาย จึงเร่งตามหมอเทวดามาช่วยแบ่งแก่นพลังของตนออกเป็นสามส่วนเพื่อช่วยชีวิตพระเอก นายเอก และจอมมารจ้าวเหวินหลงเอาไว้ ทั้งสามคนจึงสามารถก้าวเท้าออกจากประตูนรกมาได้อย่างเฉียดฉิว แต่ก็ต้องแลกมาด้วยการที่ฉีอ๋องพลังถดถอยลงจนเหลือแค่ปราณงูดิน
จากนั้นทั้งสามคนก็เร่งไปจัดการตัวร้ายอีกคนที่เหลืออยู่คือองค์ชายรองฉีเฟยเจินที่หลบหนีไปจนได้รับชัยชนะมา ชื่อเสียงของทั้งสี่คนจึงได้รับการยกย่องสรรเสริญไปทั่วหล้า
เมื่อฉีเฟยเทียนขึ้นปกครองแคว้นก็แต่งตั้งเฉินเทียนอี้ขึ้นเป็นฮองเฮา ปกครองแคว้นหลิ่งเฟยจนมีสมญานามว่า จักรพรรดิงูดินแห่งแคว้นหลิ่งเฟย เป็นที่แซ่ซ้องสืบไป
ส่วนจอมมารจ้าวเหวินหลงนั้น หลังจากตามเก็บตามกวาดสิ่งที่น้องชายได้มาสร้างเอาไว้จนเสร็จเรียบร้อยดีก็ใช่ว่าจะลืมบุญคุณคน
ฉีอ๋องมู่หลิวแม้พลังเหลือเพียงปราณงูดินแต่ด้วยคุณงามความดีทำให้ไม่มีใครกล้าหมิ่นเกียรติ กระนั้นจอมมารจ้าวเหวินหลงย่อมไม่อาจห้ามปากคนที่ไม่ชอบพอในฉีอ๋องไม่ให้มากล่าววาจาดูถูกลับหลัง
ในท้ายที่สุดจึงตัดสินใจมาสู่ขอฉีอ๋องมู่หลิวไปเป็น ฮองเฮาแห่งจอมมาร แห่งแคว้นเยว่เสี่ยงและสัญญากับฉีเฟยเทียนว่า แม้แรกเริ่มจะยังไม่ได้รักหรือผูกพันกันแต่ก็จะดูแลและทะนุถนอมฉีอ๋องมู่หลิวในฐานะภรรยาเพียงผู้เดียวตลอดไป
แฮปปี้เอนด์ดิ้ง
.
.
.
ปัง!
……………………………………………………………………………………………………………………………………….
คุณสกาย : ยินดีรับทุกคนทั้งหน้าเก่าหน้าใหม่ทั้งหลายนะคะ ชี้แจงก่อนสำหรับหน้าเก่าที่ตามมาจากเรื่องก่อน ๆ ความจริงเรื่องนี้กำหนดเปิดเรื่องไว้ประมาณปลายปีที่แล้ว สรุปช้ามาสองเดือนเหตุเพราะลืมไปว่าต้นปีมีสอบค่ะ 555 ขออภัยที่ให้รอนานนะคะ
ส่วนหน้าใหม่ขาจรทั้งหลายที่หลงกดเข้ามารบกวนอ่านชี้แจงหน้าแรกกันให้ละเอียดถี่ถ้วนนะคะ ที่สำคัญคือไม่ถูกใจตรงไหนรบกวนสุภาพกันนิดนึงเนื่องจากเป็นแพลตฟอร์มสาธารณะ (แต่ถ้าด่ากราดตัวร้ายในเรื่องก็จัดหนักจัดเต็มได้เลยค่ะ อิ_อิ)
นิยายเรื่องนี้เน้นสุขนิยม ไม่ซีเรียส อย่าเครียด อย่าจริงจัง ความจริงเนื้อหามันก็จริงจังแหละแต่จะพยายามดราม่าให้น้อยที่สุดนะคะ ฝากเนื้อฝากตัวด้วยจ้า
บทที่ ๒ ว่าที่จักรพรรดิน้อย
บทที่ ๒
ว่าที่จักรพรรดิน้อย
“คารวะ ฉีอ๋อง พ่ะย่ะค่ะ ขายหน้าแก่ท่านแล้วที่ต้องมาเห็นสภาพที่ดูไม่ได้ของข้า”
ฉีมู่หลิว พินิจพิจารณาวัยรุ่นวัยห้าวตรงหน้าแล้วก็นึกคุ้น ๆ อยู่ในใจ กระทั่งได้ยินเสียงนางกำนัลเอ่ยเรียกชื่อเท่านั้นแหละ
“องค์ชายใหญ่ เพคะ หม่อมฉันบอกแล้วว่าเส้นทางนี้จะนำไปสู่อุทยานส่วนพระองค์ของฝ่าบาทกับฉีอ๋อง นอกจากเหล่านางกำนัลและขันทีที่ทำหน้าที่ในส่วนนี้แล้ว ผู้อื่นแม้แต่เชื้อพระวงศ์ก็ไม่อาจก้าวล่วง”
นี่มันหลานชายของ เจ้าของร่าง ที่เป็น พระเอกนิยาย เรื่องที่อ่านล่าสุดก่อนตาย! ฉีมู่หลิวสูดหายใจเข้าลึกเมื่อเห็นสภาพของเด็กน้อยวัยประมาณเจ็ดแปดขวบ เนื้อตัวเต็มไปด้วยบาดแผลช่างน่าสงสารจริงเชียว
“แต่เจ้าบอกเองไม่ใช่หรือ? ว่าตำหนักของหมอหลวงอยู่ทางนี้” องค์ชายใหญ่ ฉีเฟยเทียน หันไปกล่าวกับนางกำนัลข้างกาย
“หม่อมฉันยังกล่าวไม่ทันจบเลยนะเพคะ หม่อมฉันเพียงจะบอกว่าเส้นทางนี้นำไปสู่อุทยานส่วนพระองค์ ส่วนเส้นทางที่อยู่ตรงข้ามต่างหากคือทางไปยังตำหนักหมอหลวงที่แท้จริง”
ฉีมู่หลิวได้ฟังพลันหรี่ตาแคบลง ชาติที่แล้ว ใช้ชีวิตในฐานะมือขวาของมาเฟียมาตั้งกี่สิบปีกัน กะอีแค่นางกำนัลผู้หนึ่งกล้าอาจหาญรังแกเชื้อพระวงศ์โดยไม่ได้ใช้การกระทำทางกายหรือคำพูดผรุสวาทเพื่อป้องกันการต้องโทษ มีหรือที่ฉีมู่หลิวผู้นี้จะดูไม่ออก
เพียงแต่ตอนนี้ร่างที่เขาถูกดึงวิญญาณมาสิงสู่หลังจาก ตายโดยไม่ทันตั้งตัว นั้นมีอำนาจอยู่ในมือพอสมควร เห็นทีจะปล่อยให้อสรพิษลิ้นสองแฉกตัวนี้มารังแกเด็กน้อยคนนี้ต่อไปไม่ได้
ฉีมู่หลิวยกมือขึ้นไม่ให้ทั้งคู่เถียงอันใดกันต่อแล้วกล่าวราบเรียบ “แค่องค์ชายผู้หนึ่งเจ้ายังรั้งให้เดินในเส้นทางที่ถูกต้องไม่ได้ เห็นทีต่อไปในภายภาคหน้า หากองค์ชายใหญ่ต้องการทำสิ่งใดนางกำนัลที่ไร้ความสามารถเช่นเจ้าคงไม่อาจรองรับงานใหญ่ได้เต็มกำลัง”
ได้ยินดังนั้นนางกำนัลน้อยก็หน้าซีดเผือด วันนี้ตั้งใจจะรังแกองค์ชายใหญ่ที่มี พลังปราณแค่ปราณงูดิน ให้ถูกฮ่องเต้สั่งลงโทษ ไม่คาดคิดว่าจะเข้ามาเจอตอใหญ่อย่างฉีอ๋องที่นาน ๆ ครั้งจะเดินทางเข้าวังหลวง!
ฉีมู่หลิวนั้นรู้ทันความคิดของนางกำนัลผู้นี้ดี เพราะในฉากนี้เองที่เป็นการเปิดตัวครั้งแรกของฉีอ๋องมู่หลิว เสด็จอาผู้มากความสามารถที่พระเอกให้ความเคารพนับถือสุดหัวใจ
ทั้งยังเป็นการพบกันครั้งแรกของสองอาหลานที่ไม่เคยเจอกันมาก่อน ไม่นับตอนที่องค์ชายใหญ่คลอดออกมา เนื่องจากฉีอ๋องได้รับพระราชทานตำหนักวังอ๋องที่นอกวังหลวงจึงอาศัยอยู่ที่นั่นตลอด นาน ๆ ครั้งจึงจะมาเข้าเฝ้าพระเชษฐา
ทว่าฮ่องเต้ผู้นั้นก็ไม่กล้าลดทอนอำนาจของ อ๋องเกอ ผู้นี้ เนื่องจากยังมีไทฮองไทเฮาและตระกูลฝั่งพระมารดาเป็นฐานอำนาจอยู่เบื้องหลังอีกหลายส่วน
นอกจากนี้ ในอดีตยังมีบุญคุณต่อกันที่ฉีอ๋องช่วยทำให้ฮ่องเต้ได้ขึ้นครองบัลลังก์มาจนถึงทุกวันนี้อีกด้วย
“อู๋กงกง”
“พ่ะย่ะค่ะท่านอ๋อง” ขันทีวัยกลางคนแซ่อู๋ นาม อู๋เจี้ยนหลี่ ก้าวออกมารอรับคำสั่ง
“ส่งคนไปแจ้งกับโรงสักล้าง ว่าจะมีนางกำนัลจากตำหนักขององค์ชายใหญ่ถูกส่งไปทำงานที่นั่นตั้งแต่วันนี้ยามอู่ (11.00 – 12.59) เป็นต้นไป หลังจากนั้นให้ไปแจ้งกับนางข้าหลวงที่ดูแลนางกำนัลฝึกหัดเกี่ยวกับเรื่องที่เกิดขึ้นในวันนี้ บอกให้ผู้ดูแลจัดหานางกำนัลมาแทนที่สักสองคนและขันทีอีกหนึ่ง”
“กระหม่อมจะจัดการให้แล้วเสร็จภายในวันนี้ไม่เกินยามอุ้ย (13.00 – 14.59) พ่ะย่ะค่ะ”
อู๋กงกงส่งสายตาออกคำสั่งกับนางกำนัลและขันทีที่ยืนอยู่ด้านหลังตน ไม่ทันที่นางกำนัลขององค์ชายใหญ่จะได้ส่งเสียงร้องขอความเมตตา นางก็ถูกคนของฉีอ๋องเอาผ้าอุดปากหิ้วแขนลากออกไปในทันที
“……” องค์ชายใหญ่ฉีเฟยเทียนมองเหตุการณ์ที่เกิดขึ้นอยู่เงียบ ๆ แม้ปีนี้จะอายุเพียงเจ็ดย่างแปดปีเท่านั้น ทว่ากลับรู้ความมากกว่าที่ตาเห็น
ผ่านมาแล้วเกือบหนึ่งปีตั้งแต่ที่ฉีเฟยเทียนได้เข้ารับการปลุกพลังปราณ แต่ผลลัพธ์ที่ได้กลับทำให้ชีวิตของตนพลิกผันดิ่งลงเหวอย่างฉุดไม่อยู่
ปราณงูดิน คือขั้นพลังที่อยู่ต่ำสุดของยุทธภพทั่วหล้า เป็นจุดด่างพร้อยที่ผู้คนต่างดูแคลนราวกับเป็นกาลกิณีบ้านเมือง
“นั่งสิ”
“ข้ามิบังอาจพ่ะย่ะค่ะฉีอ๋อง”
“เฟยเทียน เจ้าเป็นองค์ชายในรัชสมัยของฮ่องเต้องค์ปัจจุบัน ส่วนข้าคืออ๋องขั้นหนึ่งในรัชสมัยของไท่ซ่างหวง* เจ้าควรเรียกข้าอย่างเคารพว่าเสด็จอาหาใช่ฉีอ๋อง”
“ทราบแล้วพ่ะย่ะค่ะเสด็จอา” ฉีเฟยเทียนเป็นเด็กรู้ความที่โตมากับวังวนแห่งการแก่งแย่งชิงดี เด็กน้อยย่อมรู้ดีเป็นที่สุดว่ายามนี้เขากำลังได้รับความเมตตาจากฉีอ๋องซึ่งเป็นอ๋องเกอผู้มากบารมี เหตุใดตนเองที่ถูกถีบลงมาจากสวรรค์ชั่วข้ามคืนจึงจะไม่รับไว้เล่า?
ฉีมู่หลิวเห็นเด็กน้อยนั่งลงตรงข้ามแล้ว ก็ส่งสายตาให้นางกำนัลมารินน้ำชาให้องค์ชายใหญ่ตัวน้อยเพื่อผ่อนคลายความตึงเครียด พลางพิจารณาเรื่องราวตั้งแต่มาถึงที่นี่จนถึงตอนนี้ไปด้วย
ความทรงจำครั้งสุดท้ายของฉีมู่หลิวคือหลังจากที่อ่านนิยายเรื่อง จักรพรรดิงูดินแห่งแคว้นหลิ่งเฟย จบ ก็เหมือนสติจะดับวูบไปพร้อมกับเสียงปืนที่ลอดเข้าหูมา รู้ตัวอีกทีวิญญาณก็โผล่มาอยู่ร่างไหนยุคไหนก็ไม่อาจทราบได้
เมื่อตั้งสติพิจารณาสิ่งที่เกิดขึ้นจึงได้รู้ว่า หลังจากที่ถูกลอบยิงตายโดยไม่ทันตั้งตัววิญญาณก็ทะลุมิติเข้ามาอยู่ในนิยายเรื่องที่อ่านก่อนตายไปเสียแล้ว เป็นไปดั่งพล็อตนิยายแนวทะลุมิติทั่ว ๆ ไปที่เคยอ่าน
จะแตกต่างก็ตรงที่เขาไม่ได้หลุดมาอยู่ในร่างของพระเอก นายเอก หรือตัวร้ายตัวประกอบอะไรทั้งนั้น แต่ดันหลุดมาอยู่ในร่างของ ฉีมู่หลิว ฉีอ๋องเพศเกอที่มีชื่อเดียวกันกับตนเองอย่างน่าประหลาด ที่ถึงแม้จะบทโคตรน้อยแต่พลังดันโคตรเทพเกินไป จนฉีมู่หลิวแอบตั้งฉายาให้ระหว่างอ่านว่าเป็น ตัวบัค ของเรื่อง
หากถามว่าคุณงามความดีอะไรกัน? ที่ทำให้องค์ชายเกอผู้นี้ถึงขั้นได้รับพระราชทานยศอ๋องราชทินนามตามชื่อราชวงศ์อย่างที่ไม่เคยมีมาก่อนสำหรับเชื้อพระวงศ์เพศเกอ คำตอบนั้นมากมายนานัปการเลยทีเดียว
เริ่มตั้งแต่ความฉลาดที่ฉายแววเป็นอัจฉริยะตั้งแต่อายุยังน้อย สามารถอ่านเขียนได้อย่างรวดเร็วจนนำหน้าเด็กในวัยเดียวไปมากโข ต่อมาเมื่ออายุเจ็ดขวบปีก็เข้าพิธีปลุกพลังปราณประจำปี เพียงครั้งแรกที่เริ่มปลุกพลังก็ปรากฏ พลังขั้นสี่ ออกมาแล้ว
ปรมาจารย์ซู จากสำนักฝึกตนอันดับหนึ่งในยุทธภพถึงกับขอรับตัวไปเป็นศิษย์เอกในทันทีเพราะเล็งเห็นว่าเป็นเด็กที่มีพรสวรรค์
หลังจากนั้นฉีมู่หลิวก็ไม่ได้ทำให้ผิดหวัง พลังของเขาก้าวหน้าไปเร็วมากทั้งยังร้ายกาจเกินกว่าที่ใครจะต้านทานไหว ในไม่ช้าก็มีชื่อเสียงระบือลือลั่นไปทั่วจนมีผู้คนมากมายมาขอท้าประลองและพ่ายแพ้ยับเยินกลับไป
เมื่อกลับเข้าสู่วังหลวงในวัยสิบห้าปีเพื่อเข้าสู่พิธีปักปิ่น ฉีมู่หลิวก็ได้เริ่มจากการเปิดสำนักสอนอ่านเขียนเบื้องต้นให้กับคนยากจนโดยไม่คิดค่าใช้จ่ายตลอดครึ่งปี เพื่อเป็นการทำกุศลเนื่องในวันครบรอบวันตายของพระมารดา ต่อด้วยการเดินทางไปยังชายแดนของแคว้นหลิ่งเฟยเพื่อแก้ไขปัญหาการเพาะปลูกที่พืชผลไม่อาจโตเต็มที่
ไม่หมดเพียงเท่านั้น เมื่อครั้งวิกฤติหน้าหนาวมาเยือนแคว้นหลิ่งเฟยหนักหนากว่าทุกปี มีคนล้มป่วยไปมากกว่าครึ่งแคว้น เศรษฐกิจภายในประสบปัญหาสินค้าขาดตลาดอย่างหนัก
ผู้ที่ออกหน้าแก้ปัญหาเป็นคนแรกก็คือองค์ชายฉีมู่หลิว โดยมีฮ่องเต้องค์ปัจจุบันที่ในเวลานั้นเป็นเพียง องค์ชายไร้ตัวตน คอยตามช่วยเหลืออีกแรง
ยังมีคุณงามความดียิบย่อยอีกมากมายเหลือจะกล่าวที่องค์ชายฉีมู่หลิวได้กระทำเพื่อชาติบ้านเมือง แต่คุณงามความดีที่สำคัญมากที่สุดเลยก็คือ……
เมื่อครั้งที่ แคว้นลั่วอาน ยกพลมาตีแคว้นหลิ่งเฟยหวังเปิดเส้นทางการค้าทางทะเลระหว่างแคว้นตนกับ แคว้นเฟิงหู่ ซึ่งปกครองโดยจอมมารจ้าวเหวินเหอ
องค์รัชทายาท ในเวลานั้นได้รับคำสั่งให้นำทัพออกไปรบ ทว่าพ่ายแพ้ไม่พอ ยังสิ้นชีพในสนามรบแบบที่ไม่น่าจะเกิดขึ้นได้ ไม่เหลือแม้แต่ศพให้นำกลับมาทำพิธี
หัวเมืองตามชายแดนมากมายแตกพ่าย เหล่าประชาชนต่างหนีตายไปยังแคว้นอื่นและผู้คนในเมืองหลวงล้วนหวาดกลัวเก็บตัวเงียบ แม้แต่ผู้ที่ถูกแต่งตั้งเป็นแม่ทัพใหญ่แห่งแคว้นในเวลานั้นยังถูกต้อนจนมุมจนเสียแขนซ้ายไปไม่อาจหวนคืน
ราวกับสวรรค์ยังมีตาเมื่อฉีมู่หลิวได้เสนอตัวเพื่อช่วยชาติบ้านเมืองออกไปรบด้วยตนเอง ด้วยวัยเพียงสิบสามปี พร้อมกันนั้นยังมีองค์ชายห้านาม ฉีหยางหลิว ที่ฉีมู่หลิวได้ร้องขอต่อพระบิดาให้ไปเป็นกุนซือทัพ ฮ่องเต้ในเวลานั้นไม่มีอะไรจะเสียจึงยอมทำตามคำขอแต่โดยดี
สุดท้ายองค์ชายเกอวัยสิบสามปีเพียงหนึ่งเดียวแห่งราชวงศ์ฉีและ องค์ชายห้าฉีหยางหลิว ที่ไม่เคยมีใครเหลียวแลก็สามารถนำชัยชนะกลับมาได้อย่างงดงาม ทั้งยังทวงคืนหัวเมืองต่าง ๆ กลับคืนสู่แคว้นหลิ่งเฟยมาได้อีกด้วย
นี่จึงเป็นคุณงามความดีที่ทำเพื่อชาติบ้านเมืองครั้งใหญ่ อดีตฮ่องเต้จึงได้พระราชทานรางวัลมากมายให้ ทั้งยังพระราชทานยศอ๋องราชทินนามตามชื่อราชวงศ์พระนามว่า ฉีอ๋อง ให้กับ องค์ชายแปดฉีมู่หลิว อย่างสมพระเกียรติ
นอกจากนี้ยังแต่งตั้งองค์ชายห้าฉีหยางหลิวให้เป็นองค์รัชทายาทพระองค์ใหม่และได้ขึ้นเป็นฮ่องเต้ในรัชสมัยต่อมา นี่ก็เข้าปีที่สองแล้วนับตั้งแต่ฮ่องเต้องค์ปัจจุบันขึ้นครองราชย์
กลับมาที่สถานการณ์ปัจจุบัน ฉีมู่หลิวทะลุมิติมาอยู่ในร่างอ๋องเกอวัยสิบแปดปีได้จวนจะครบเดือนแล้ว แรกเริ่มยังตื่นตระหนกอยู่บ้างแต่นานวันเข้าก็พอทำใจและยินดีที่จะใช้ชีวิตใหม่ในฐานะตัวบัคของนิยายเรื่องนี้
แม้จะไม่รู้ว่าวิญญาณของฉีอ๋องมู่หลิวหลุดไปอยู่ไหนแล้วก็ตาม แต่ในใจก็ได้กล่าวขอขมาไปแล้วที่มาแย่งวาสนาของร่างนี้ไปโดยไม่ได้ตั้งใจ บอกขอบคุณที่มอบความทรงจำตั้งแต่เด็กจนถึงปัจจุบันมาให้เพื่อความสะดวกยามที่พบหน้าคนรู้จักของฉีอ๋อง และบอกกล่าวคำสัญญาว่าจะใช้ชีวิตให้ดี
ชีวิตที่ฉีมู่หลิวผู้นี้จะดำเนินต่อไป เขาจะไม่ยอมให้เรื่องราวต้องจบลงดังเช่นในนิยายที่พวกพระเอกบาดเจ็บปางตาย จนตนเองต้องมอบแก่นพลังให้แล้วพลังถดถอยไปเหลือเพียงปราณงูดินโดยเด็ดขาด!
“หลานขอบพระทัยเสด็จอาที่ช่วยเหลือพ่ะย่ะค่ะ”
“ไม่ใช่เรื่องใหญ่ เป็นเพียงเรื่องพื้นฐานที่นางข้าหลวงควรรู้หน้าที่ของตน” ฉีมู่หลิวกล่าวราบเรียบตามแบบฉบับของตนแล้วยกน้ำชาขึ้นจิบ
ท่วงท่าทุกขั้นตอนตั้งแต่การพูดไปจนถึงมารยาทบนโต๊ะน้ำชา ล้วนเป็นไปด้วยความสง่างามอย่างไร้ที่ติจนฉีเฟยเทียนเผลอมองตาค้างไป ในใจแอบคิดว่าเสด็จอาผู้นี้คือเทพเซียนลงมาจุติใช่หรือไม่?
ภายนอกดูเหมือนจะใจดีทว่าความจริงเป็นคนที่เด็ดขาด กิริยามารยาทล้วนงดงาม สามารถอยู่รอดจากผู้ที่หมายจะใช้ประโยชน์มาได้ตั้งสิบแปดปี แม้แต่ในด้านของรูปลักษณ์ภายนอกก็ยังน่ามองชนิดหากเป็นสองคงไม่มีใครกล้าเป็นหนึ่ง
ฉีเฟยเทียนมองดูแล้วพลันเกิดความอิจฉาและชื่นชมขึ้นในใจพร้อม ๆ กัน
สักพักนางกำนัลคนหนึ่งก็นำตลับยามามอบให้ เพราะคนจากวังของฉีอ๋องทุกคนล้วนเป็นฉีอ๋องที่เลือกหามาด้วยตนเองอย่างเข้มงวด ไม่จำเป็นต้องให้ผู้เป็นนายออกคำสั่งก็รีบเร่งออกไปเอายามาให้อย่างรู้ความ
ฉีมู่หลิวเลื่อนตลับยาไปให้ฉีเฟยเทียน “ใช้มันสิ แผลเต็มตัวเช่นนี้ประเดี๋ยวจะช้ำในตายเสียก่อน”
อย่าได้หวังเลยว่าฉีอ๋องจะใจดีมีเมตตาถึงขั้นลงมือทำแผลให้ด้วยตนเอง เรื่องบางเรื่องอาจใจดี แต่บางเรื่องที่มันไม่จำเป็นฉีอ๋องผู้นี้ย่อมไม่ลงมือทำ
ก็เหมือนกับฉีมู่หลิวที่เย่อหยิ่งพอกัน ไม่ว่าจะเป็นโลกไหน ผู้ใดที่มองมายังตัวตนทั้งสองนี้ล้วนคิดว่าเป็น แมวราชินี ที่อยากลองโดนเหยียบศีรษะแล้วถูกดุด่าดูสักครั้ง ฉีมู่หลิวและฉีอ๋องได้ยินได้ฟังมาทั้งชีวิตจนเบื่อแล้ว
“ขอบพระทัยพ่ะย่ะค่ะเสด็จอา” ฉีเฟยเทียนรับตลับยาแล้วเปิดใช้มันจัดการตนเองในทันที เพียงแค่จิบชา* เดียวก็เสร็จสิ้น
ฉีมู่หลิวยกถ้วยชาขึ้นจิบอีกหนึ่งครั้งแล้วพูดว่า “เฟยเทียน เจ้าคิดว่านิยามของคำว่า พรสวรรค์ คืออะไร?”
ฉีเฟยเทียนนิ่งคิดครู่หนึ่งจึงตอบ “ความโดดเด่นเหนือกว่าผู้ใด”
“หึ สำหรับข้าแล้วพรสวรรค์หาใช่สิ่งเรียบง่ายเช่นนั้นไม่ ความโดดเด่นก็อาจถูกส่วนหนึ่งแต่โดดเด่นในเรื่องอะไรเล่า?
ในสายตาของข้า หากคนผู้หนึ่งมีความพยายามที่จะแสวงหาเส้นทางที่ถูกต้องเพื่อไปสู่อนาคตที่ดีขึ้น แม้ท้ายที่สุดแล้วมันจะสำเร็จหรือล้มเหลว ข้าย่อมเรียกสิ่งนั้นว่าเป็นพรสวรรค์แห่งความเพียรพยายาม”
ฉีเฟยเทียนใช้ปลายนิ้วถูขอบถ้วยชาเล็กน้อยพลางมองน้ำชาในถ้วยอย่างครุ่นคิด “หากหลานเชื่อมั่นว่าตนคือผู้มีพรสวรรค์แห่งความเพียรพยายามนั้นแล้วมันล้มเหลว นั่นจะเรียกว่าเป็นพรสสวรรค์จริง ๆ หรือพ่ะย่ะค่ะ?”
“ย่อมเป็นเช่นนั้น ข้าเห็นผู้คนที่มีพรสวรรค์ในด้านความเพียรพยายามมามากมายนัก แม้จะล้มเหลวในเรื่องหนึ่งแต่กลับประสบความสำเร็จในอีกเรื่องหนึ่งอย่างไม่คาดคิด รู้ไหมว่ามันคืออะไร?”
“หลานขออภัยที่ไม่ทราบ”
“หึ” ฉีมู่หลิวกระตุกยิ้มมุมปาก “การเรียนรู้ อย่างไรเล่า”
“……” องค์ชายน้อยหยุดขยับนิ้วต่อเพราะได้รับคำตอบที่คาดไม่ถึง
“ความพยายามไม่เคยทรยศใคร แม้สุดท้ายจะไขว่คว้าในสิ่งที่ต้องการมาไม่ได้แต่สิ่งตอบแทนอย่างน้อยหนึ่งอย่างที่ได้มานั่นก็คือ การเรียนรู้ในการกระทำของตนเพื่อหาเส้นทางใหม่ที่ดีกว่า
ขอเพียงมั่นใจว่าเส้นทางที่เลือกเดินในตอนแรกนั้นมิใช่เส้นทางที่นำไปสู่ความตายอย่างโง่เขลา เมื่อล้มเหลวแล้วย่อมมีโอกาสให้ทบทวนบทเรียนแล้วกลับมาแก้ไขเสมอ”
“……” ฝ่ายรับฟังยังคงนิ่งเงียบต่อไป ทว่าฉีมู่หลิวมองเห็นถึงความเปลี่ยนแปลงที่ปรากฏอยู่ในแววตาคู่นั้น
มันคือความมุ่งมั่นที่จะมีชีวิตอยู่ มันคือความทะเยอทะยานที่จะก้าวเดินต่อไปและจะไม่ยอมให้ใครมาเหยียดหยามโดยไม่ได้เอาคืนอีก ฉีมู่หลิวเห็นเช่นนั้นจึงชื่นชมอยู่ในใจว่าสมแล้วที่เป็นพระเอกและว่าที่จักรพรรดิในอนาคต
“เปิ่นหวางต้องการเขียนจดหมายสักฉบับ” คำสั่งถูกส่งไปให้อู๋กงกงและนางกำนัลที่อยู่ห่างออกไป โดยที่ผู้สั่งไม่ได้ละสายตาออกไปจากฉีเฟยเทียนเลยแม้แต่น้อย
“กรุณารอสักครู่พ่ะย่ะค่ะ” อู๋กงกงรับคำสั่งและส่งสัญญาณให้นางกำนัลเช่นเดิม
ไม่เกินหนึ่งเค่อ* นางกำนัลก็นำของที่ฉีมู่หลิวต้องการมาให้ ฉีมู่หลิวรับมาแล้วใช้เวลาอีกหนึ่งจิบชาในการเขียนจดหมาย จากนั้นก็แบมือออกเพื่ออัญเชิญ สัตว์ภูต ออกมา
สัตว์ภูตประเภทนกสีขาวแผ่พลังปราณออกมาให้เด็กน้อยได้สัมผัส ผู้ใดก็ตามแต่ที่มีปลุกพลังแล้วย่อมรับรู้ได้โดยสัญชาตญาณ ว่าเจ้าของสัตว์ภูตนี้มีระดับพลังปราณถึง ขั้นหก ที่แข็งแกร่งมากที่สุดในแคว้นหลิ่งเฟยในเวลานี้!!
เมื่อสัตว์ภูตบินออกไปแล้วฉีเฟยเทียนจึงเอ่ยปากถาม “หลานขอบังอาจถาม เสด็จอาส่งจดหมายไปที่ไหนและส่งให้ใครหรือพ่ะย่ะค่ะ?”
“ย่อมเป็นเรื่องของเจ้า”
“เรื่องของหลาน?”
“ผู้อาวุโส ซูจิ้นไฉ แห่ง สำนักเซียนสัตตบรรณ คือท่านอาจารย์ที่สั่งสอนข้าให้กลายเป็นยอดยุทธ์ แม้ยามนี้ตัวข้าผู้เป็นศิษย์จะมีขั้นพลังและฝีมือที่เหนือกว่าจนเอาชนะท่านอาจารย์ไปได้แล้วก็ตาม ทว่าฝีมือระดับปรมาจารย์ที่มีพลังขั้นห้าย่อมไม่ใช่เพียงชื่อเสียงที่เลื่อนลอย
ข้าไม่อาจออกหน้าสนับสนุนเจ้าให้คนทั้งเมืองหลวงเห็นได้เต็มตาได้ แต่การส่งหลานผู้หนึ่งออกไปใฝ่หาความแข็งแกร่งกับอาจารย์ของตน นั่นก็ไม่สามารถตัดสินการออกเสียงสนับสนุนของข้าได้เช่นกัน
เพราะฉะนั้น จะเป็นผู้เยี่ยมยุทธ์ในวันหน้าหรือเป็นเศษสวะเช่นวันวาน ล้วนอยู่ที่การเรียนรู้ของผู้ฝึกตน”
“ความหมายของท่านคือ!”
“หึ” ฉีมู่หลิวกระตุกยิ้มมุมปากอีกครั้ง “ให้รอเจ้าแสวงหาโอกาสด้วยตนเองมันน่าเบื่อเกินไปหน่อย ข้าก็เลยยอมช่วยเหลือสักครั้งในสิ่งที่ไม่ได้หนักหนาเกินมือ
อีกสองเดือนนับจากนี้ให้ไปรอที่หน้าประตูวังฝั่งตะวันตกในยามเหมา (05.00 – 06.59) เมื่อใกล้ถึงวันข้าจะส่งคนมาแจ้งเจ้าอีกครั้ง ส่วนฮ่องเต้เดี๋ยวข้าจะกราบทูลพระองค์ให้เอง”
แม้ว่านี่ควรจะเป็นเรื่องราวที่ต้องเกิดขึ้นในอีกสามปีให้หลัง ทว่าฉีมู่หลิวเพียงคิดว่า องค์ชายน้อยผู้นี้ยิ่งแข็งแกร่งเร็วมากขึ้นเท่าไหร่ก็จะยิ่งมีโอกาสรอดชีวิตมากขึ้นเท่านั้น
จอมมารจ้าวเหวินเหอจะไม่มีวันได้แตะต้องเหล่าตัวเอก อันเป็นอนาคตของชาติบ้านเมืองที่ฉีมู่หลิวได้รับโอกาสให้มาใช้ชีวิตที่สองนี้โดยเด็ดขาด!
พึ่บ! ฉีเฟยเทียนรีบเดินมาฝั่งที่ฉีมู่หลิวนั่งอยู่ จากนั้นก็ลงไปนั่งคุกเข่าแล้วก้มศีรษะลงแนบกับพื้นดิน!
“ได้ข้าวเพียงมื้อเดียวก็ถือเป็นพระคุณ* วันนี้เสด็จอามอบโอกาสให้กับหลาน วันหน้าหลานจะนำความสำเร็จและชัยชนะกลับมาตอบแทนคุณเป็นร้อยเท่าพันเท่าพ่ะย่ะค่ะ!!”
ฉีมู่หลิวยกยิ้มพอใจ มือเรียวงดงามเอื้อมไปแตะที่บ่าน้อย ๆ ที่เต็มไปด้วยความมุ่งมั่น “จงฟังให้ดี หลานข้าผู้นี้แม้ถูกเหยียดหยามและดูแคลนว่าเป็นเพียงสวะที่ไร้พรสวรรค์ แต่ข้าก็เชื่อมั่นว่าเจ้าจะต้องเป็นจักรพรรดิที่ดีได้ในอนาคต
แม้จะเป็นเพียงงูดิน เจ้าก็จะเป็นจักรพรรดิงูดินที่แข็งแกร่งที่สุดในปฐพี!!”
*ไท่ซ่างห่วง = อดีตฮ่องเต้ที่สละราชสมบัติด้วยพระองค์เองและยังมีพระชนม์ชีพอยู่
*หนึ่งจิบชา = สามนาที
*หนึ่งเค่อ = สิบห้านาที
*ได้ข้าวเพียงมื้อเดียวก็ถือเป็นพระคุณ = แม้แต่สิ่งเล็ก ๆ น้อย ๆ จากผู้อื่นก็ถือเป็นพระคุณที่ต้องทดแทน
……………………………………………………………………………………………………………………………………….
คุณสกาย : เปิดตัวหลานชายคนแรกพ่อพระเอกตัวน้อย บอกไว้ก่อนว่าเรื่องนี้มีเจ้าก้อนซาลาเปามาให้แม่เลี้ยงหลายก้อนมาก ๆ
ฉีมู่หลิว : เป็นกำลังใจให้คุณอามือใหม่ด้วยนะครับ __
คุณสกาย : แล้วไม่อยากเป็นคุณแม่มือใหม่บ้างเหรอคะ?
ฉีมู่หลิว : คาดหวังอะไรจากผมครับ -__- คิดว่าผมจะเขินแล้วบิดจนตัวม้วน? น่าเสียดายที่ฐานะคุณแม่ของผมยังคงอีกไกลนะครับ ในสคริปต์บทก็บอกเอาไว้แบบนั้น
คุณสกาย : ขอประทานอภัยค่ะคุณแม่ .__.
บทที่ ๓ ผ้าขาวบริสุทธิ์
บทที่ ๓
ผ้าขาวบริสุทธิ์
ฉีมู่หลิวเดินมาหยุดอยู่ที่ทางเข้าศาลากลางน้ำในอุทยานส่วนพระองค์ บอกกล่าวกับขันทีและนางกำนัลให้รออยู่บริเวณที่นั่งด้านหน้า จากนั้นก็เดินเข้าไปนั่งที่ศาลากลางน้ำคนเดียว
ฉีมู่หลิวครุ่นคิดถึงเรื่องราวอีกครั้ง วันนี้เขาได้ฉีกบทนิยายจนพังพินาศไปแล้วตั้งแต่เริ่มเรื่อง ความจริงบทในตอนนี้คือฉีอ๋องเพียงพูดคุยนิดหน่อยแล้วคอยยื่นมือไปช่วยเหลือหลานชายคนโตเท่าที่จำเป็น
หลังจากนั้นอีกสามปีถึงจะเห็นแววว่ามีพรสวรรค์และฝากให้อาจารย์ของตนช่วยดูแล ทว่าวันนี้ฉีมู่หลิวพังมันลงไปด้วยการทำให้เรื่องราวดำเนินเร็วขึ้นกว่าเดิมถึงสามปี
ที่สำคัญคือ ฉีมู่หลิวไม่คิดออกไปท่องยุทธภพเหมือนดั่งฉีอ๋องในนิยาย จริงอยู่ที่เขารบราฆ่าฟันอยู่ในสังคมมาเฟียมายี่สิบกว่าปีจนชินชาแล้ว แต่ยุทธภพนั้นกว้างใหญ่เกินไปและตัวเขาก็สนใจความเป็นไปในราชสำนักมากกว่า ทั้งหมดก็เพื่อปูทางให้พระเอกได้ขึ้นครองราชย์และปลอดภัยจากจอมมารอันธพาลจ้าวเหวินเหอ
หากวางแผนทั้งหมดนี้โดยไม่ประมาท พวกพระเอกก็จะไม่ต้องบาดเจ็บปางตายและฉีมู่หลิวก็ไม่จำเป็นต้องมอบแก่นพลังให้จนพลังเหลือแค่ปราณงูดิน
ไม่ใช่อะไรหรอก……ก็แค่ไม่อยากแต่งงานกับคนที่ไม่ได้รัก
ในตอนจบของนิยาย จอมมารจ้าวเหวินหลงซาบซึ้งในบุญคุณของฉีอ๋องจึงมาสู่ขอให้เป็น ฮองเฮาแห่งจอมมาร เพื่อปกป้องเกียรติของฉีอ๋องที่กลายเป็นคนไร้พลังเหลือเพียงปราณงูดินไปแล้ว
ทั้งสองคนไม่ได้รักกันแต่ก็ยอมแต่งงานและอยู่กินด้วยกันดั่งมิตรสหาย แต่ฉีมู่หลิวรับไม่ได้
แม้จะมีความทรงจำรวมเป็นหนึ่งเดียวกันไปแล้วแต่ความรู้สึกมันเป็นเรื่องของจิตวิญญาณ
ฉีอ๋องจนกระทั่งตอนจบก็ไม่เคยสนใจเรื่องการแต่งงานหรือมีความรักเลย เพียงยอมรับข้อเสนอของจอมมารจ้าวเหวินหลง
ทั้งยังยินยอมหากในอนาคตจ้าวเหวินหลงจะเจอคนที่รักจริง ๆ แล้วแต่งเข้าเป็นพระสนมอีกต่างหาก ขอเพียงให้ตนเองได้อยู่เป็นฮองเฮาอย่างสมพระเกียรติไปจนตายก็พอ ช่างใช้ชีวิตได้อย่างเย็นชาในความรักโดยแท้
ก่อนหน้านี้ตอนที่ทะลุมาเข้าร่างนี้ใหม่ ๆ และตั้งสติยอมรับเรื่องที่เกิดขึ้นได้แล้ว ฉีมู่หลิวก็รีบคว้ากระดาษกับพู่กันมาจดรายละเอียดทั้งหมดของนิยายเรื่องนี้ทันที
เขาเพิ่งจะอ่านจบไม่ทันถึงสามวินาทีด้วยซ้ำ ก็โดนเป่าหัวตายคาหนังสืออย่างน่าเอน็จอนาถเสียแล้ว ความทรงจำที่มีจึงยังสดใหม่อยู่แต่ก็อาจหายไปในไม่ช้า จึงต้องรีบจดเอาไว้กันลืมเหตุการณ์สำคัญ ๆ ที่ต้องเพ่งเล็ง
“ฉีหยางหลิว” อ๋องคนงามพึมพำชื่อของคนที่อยู่ไกลออกไปเบา ๆ
ไม่รู้ว่าบังเอิญหรือตั้งใจกันแน่ ชื่อราชวงศ์ฉีก็เป็นชื่อเดียวกับตระกูลฉีแห่งวงการมาเฟียชั้นสูงในประเทศจีน
ฉีอ๋องมู่หลิวก็ชื่อเดียวกันกับเขาทั้งยังมีนิสัยที่คล้ายกัน แม้แต่ฮ่องเต้ฉีหยางหลิวก็ชื่อเดียวกันกับเจ้านายที่เป็นพี่น้องร่วมสาบานกัน
เมื่อนึกถึงเรื่องที่ความจริงแล้วคุณหนูฉีอี้หลิวเธอมีงานอดิเรกเป็นการเขียนนิยาย ไม่แน่ว่าผู้ที่ประพันธ์เรื่องนี้ขึ้นมาอาจจะเป็นเจ้าหล่อนเองก็ได้ ทว่าฉีมู่หลิวไม่ได้สนใจในเรื่องนั้น
“คุณหนู บอส……”
แหมะ แหมะ หยดน้ำตาหยดลงบนราวกันตกของศาลาอย่างเงียบงัน ไม่มีเสียงสะอื้นร่ำไห้ใด ๆ ที่หลุดออกมาแม้เพียงครึ่งคำ มีแต่น้ำตาที่หยดออกมาเพียงสองหยดจากแววตาคู่สวยที่ดูเศร้าสร้อย
เขาตายแล้ว ตายจากโลกนั้นและไม่มีวันได้เจอพี่น้องร่วมสาบานทั้งสองคนที่เขาอยากจะใช้ชีวิตแก่ตายไปด้วยกันอีก แม้แต่จะเวียนว่ายตายเกิดกลับไปเจอกันก็ยังไม่รู้เลยว่าจะทำได้ไหม
ต้องมาอยู่ในโลกที่มีแต่อันตรายมากกว่าโลกเดิมตั้งกี่ร้อยเท่าพันเท่าเพียงคนเดียวแบบนี้ ฉีมู่หลิวรู้สึกเหงาและรู้ว่าไม่อาจหาเพื่อนรู้ใจในโลกใบนี้ได้โดยง่าย
ความเชื่อใจทั้งหมดแม้แต่พระเอกกับนายเอกของโลกใบนี้ก็ยังไม่สามารถไว้ใจได้เต็มส่วน เพราะตลอดเวลาเกือบหนึ่งเดือนที่เฝ้ามองผู้คนที่อยู่ที่นี่ พวกเขาทุกคนล้วนเป็นมนุษย์ที่มีชีวิตและจิตใจเป็นของตัวเอง
ฉีมู่หลิวยกมือขึ้นปาดน้ำตาทิ้งไป ท่าทางที่แสนอ่อนแอแบบนี้จะให้ใครมาเห็นไม่ได้เด็ดขาด เขาต้องเข้มแข็งให้มากกว่านี้และเรียนรู้ที่จะปรับตัวเข้าหาโลกใบใหม่ให้ได้ในเร็ววัน คิดเสียว่านี่คือชาติภพใหม่เพียงแค่มีความทรงจำเดิมหลงเหลืออยู่แต่อย่าไปยึดติดกับมัน……ปล่อยวาง
“แล้วจากนี้จะทำอะไรต่อดีล่ะ?” เป็นคำถามถัดมาที่ฉีมู่หลิวถามกับตัวเอง
เนื้อเรื่องหลังจากที่พระเอกถูกส่งไปอยู่สำนักเซียนสัตตบรรณนั้น ก็จะมีแต่เนื้อเรื่องของพระเอกล้วน ๆ เลยและยังเป็นช่วงที่พระเอกได้พบกับนายเอกซึ่งอยู่สำนักเดียวกัน ก่อนจะเริ่มต้นความสัมพันธ์กันในฐานะมิตรสหาย แต่มีการกล่าวถึงเหตุการณ์ในราชสำนักที่สำคัญเพียงผิวเผินเท่านั้น
คิดมาถึงตรงนี้ฉีมู่หลิวก็พลันนึกขึ้นได้ ตัวร้ายนามว่า ฉีเฟยเจิน เป็นองค์ชายรองแห่งแคว้นหลิ่งเฟย ในตอนนี้ยังมีอายุเพียงแค่เจ็ดปีเท่านั้นและจะเข้าพิธีปลุกพลังในอีกสิบวันข้างหน้า พอปลุกพลังเสร็จก็ปรากฏพลังขั้นสองขึ้นมา
พลังปราณจะแบ่งออกเป็นสิบขั้นโดยมีลูกแก้วสิบลูกเป็นตัววัดพลัง หากมีพลังขั้นใดลูกแก้วก็จะสว่างเป็นจำนวนตามลำดับขั้นพลัง
ต่ำสุดคือขั้นหนึ่งหรือปราณงูดิน ใครปรากฏขั้นนี้ตอนปลุกพลังจะถือว่าไร้พรสวรรค์เพราะน้อยคนมากที่จะเลื่อนขั้นพลังได้ในอนาคต สูงขึ้นไปอีกก็คือขั้นสองซึ่งเป็นระดับทั่วไปที่มักปรากฏขึ้น ต่อมาขั้นสามซึ่งจะพบได้แบบครึ่งต่อครึ่ง
สูงขึ้นไปอีกคือขั้นสี่และมีน้อยมากที่จะปรากฏขั้นนี้ตั้งแต่แรกเริ่ม ซึ่งฉีอ๋องในวัยเจ็ดปีสามารถปลุกพลังขั้นสี่ได้เป็นที่รู้กัน ขั้นห้าและขั้นหกไม่มีใครสามารถปลุกพลังสองขั้นนี้ขึ้นมาได้กว่าหลายร้อยปีจนแทบจะกลายเป็นเพียงเรื่องเล่าไปแล้ว
ส่วนขั้นเจ็ดขึ้นไปจนถึงขั้นสิบมนุษย์ไม่สามารถปลุกพลังแรกเริ่มในขั้นเหล่านี้ได้เพราะกายหยาบมีขีดจำกัด ร่างที่สามารถรองรับพลังระดับนี้ได้ต้องเป็นร่างของ เผ่ามาร เผ่าปีศาจ หรือ เผ่าสวรรค์ เท่านั้น
นอกจากนี้ยังมี ปราณมังกร ในตำนาน ซึ่งจะมีปราณสีทองปรากฏออกมาขณะปลุกพลังหรือเลื่อนขั้นพลังในอนาคต รวมถึงตอนใช้พลังทุกครั้งก็จะมีสีทองปรากฏขึ้นมาด้วย มันคือปราณที่ไม่ได้ปรากฏออกมานับพันนับหมื่นปีแล้วจนแทบจะเหลือเพียงชื่อ
ว่ากันว่าหากผู้ใดได้ครอบครองปราณมังกรนี้ก็เท่ากับเป็นลูกรักของสวรรค์ที่องค์เง็กเซียนส่งมาเกิด โชคชะตาและวาสนามีแต่ความรุ่งโรจน์ที่รออยู่
นอกจากนี้ปราณมังกรยังทำให้ผู้ที่ครอบครองกลายเป็นผู้ที่แข็งแกร่งไร้เทียมทาน เพราะมันคือความแข็งแกร่งที่ได้รับสืบทอดมาจาก เผ่ามังกร และมีเพียงสายเลือดของเผ่ามังกรด้วยกันเท่านั้นจึงจะสามารถปรากฏปราณชนิดนี้ขึ้นมาได้
สายเลือดมังกรว่ามีน้อยจนแทบจะเหลือเพียงตำนานแล้ว ยังจะมีโอกาสเกิดขึ้นได้ยากเพียงแค่หนึ่งในหมื่นอีก เพราะงั้นผู้คนก็เลยไม่ค่อยตั้งความหวังที่จะได้เห็นปราณมังกรให้เป็นขวัญตาสักครั้งในชีวิตสักเท่าไหร่
แต่มันจะปรากฏขึ้นกับพระเอกหลังจากได้รับแก่นพลังของฉีอ๋องมู่หลิวไปต่อชีวิตให้
จึงเป็นสาเหตุให้ในตอนจบของเรื่องพระเอกสามารถโค่นล้มองค์ชายรองฉีเฟยเจินที่เป็นตัวร้ายอีกคนหนึ่งได้ เพราะในตอนสุดท้ายฉีเฟยเจินได้พาตัวเองเข้าสู่ สภาวะปีศาจ ซึ่งเป็นภัยต่อยุทธภพยิ่งกว่าจอมมารจ้าวเหวินเหอที่ตายไปก่อนแล้วเสียอีก!
น่าเสียดายที่ที่มาของมันยังคงเป็นปริศนา หรือคนเขียนอาจจะไปเฉลยในเว็บไซต์ออนไลน์แล้วก็ได้ใครจะรู้ แต่ฉีมู่หลิวก็ไม่มีโอกาสได้รับคำตอบนั้นอีกแล้วนอกจากจะลงมือสืบความด้วยตนเอง
กลับมาที่ประเด็นขององค์ชายรองอีกครั้ง ฉีมู่หลิวเชื่อมั่นเสมอว่าเด็กทุกคนคือผ้าขาวที่บริสุทธิ์ องค์ชายรองในนิยายมีนิสัยเป็นคนสองหน้ามากเล่ห์ ต่อหน้าดูเป็นมิตรแต่ลับหลังถนัดเรื่องยืมมือฆ่าคน มากแผนการและเป็นจอมตลบตะแลง
ฉีเฟยเจินมีใจให้เฉินเทียนอี้และเกลียดชังฉีเฟยเทียน ภายหลังยังขายแคว้นให้จอมมารจ้าวเหวินเหอแล้วตั้งใจจะตลบหลังอีกทีตอนได้ขึ้นครองบัลลังก์ ทุกสิ่งทุกอย่างล้วนเป็นอิทธิพลมาจากผู้ที่เลี้ยงดูทั้งนั้น
แรกเริ่มที่ฉีเฟยเจินปลุกพลังขั้นสองได้ก็ยังไม่ได้ไปหาเรื่องฉีเฟยเทียนหรอก ความจริงคือทั้งสองแทบไม่ได้สนิทกันและเหมือนเป็นคนแปลกหน้ากันด้วยซ้ำไป แต่เกือบหนึ่งปีมานี้ สภาพที่ฉีมู่หลิวเห็นเมื่อสักครู่ล้วนเป็นฝีมือของพวกลูกขุนนางอวดดีที่ยังไม่รู้ความนัก ว่าการทำร้ายเชื้อพระวงศ์จะมีโทษเช่นไร
พ่อแม่ของเด็กพวกนั้นก็ให้ท้าย ฮ่องเต้ก็ปิดหูปิดตาเพราะผิดหวังในตัวพระโอรสองค์โต ฉีเฟยเทียนจึงยอมโดนกลั่นแกล้งโดยไม่อาจตอบโต้เพราะรู้ว่าพระบิดาจะต้องตอบกลับมาว่า ‘ก็อ่อนแอเอง’ อย่างแน่นอน
ส่วนฉีเฟยเจินก็เพิ่งจะเริ่มมารังแกพี่ชายต่างมารดาในช่วงสองปีหลัง ทั้งหมดล้วนเป็นเพราะคำยุยงจากพระนาง หนิงซูเฟย พระมารดาขององค์ชายรองฉีเฟยเจิน
มารดาอสรพิษย่อมเลี้ยงดูลูกให้เติบโตมาเป็นอสรพิษ ที่ผ่านมาพระนางไม่กล้าเสี้ยมให้พระโอรสของตนเกลียดชังองค์ชายใหญ่มากนัก เพราะกลัวว่าถ้าปลุกพลังแล้วกลายเป็นปราณงูดินเหมือนกันเดี๋ยวจะซวยเอา
จริงอยู่ที่พระนางมั่นใจว่าโอรสของตนไม่มีทางเป็นผู้ไร้พรสวรรค์ แต่กว่าจะได้ตำแหน่งซูเฟยมาก็หาใช่เรื่องง่ายดาย ดังนั้นพระนางจึงต้องระวังตัวทุกย่างก้าว
“……”
“พ่ะย่ะค่ะท่านอ๋อง” อู๋กงกงเดินมารอรับคำสั่งเมื่อเห็นสัญญาณมือของฉีมู่หลิว
“เตรียมปิ่นหยกขาวมันแพะมาสักอันแล้วก็เซาปิ่ง* สักสามสี่ชิ้น เปิ่นหวางจะไปเยี่ยมเยียนตำหนักของซูเฟยวันพรุ่งนี้”
“ทราบแล้วพ่ะย่ะค่ะ” อู๋กงกงแม้สงสัยแต่ไม่ใช่คนช่างถาม
อีกสิบวันองค์ชายรองจะเข้าพิธีปลุกพลังปราณ อีกทั้งเมื่อครู่นี้ฉีอ๋องก็เพิ่งเขียนจดหมายส่งให้ผู้อาวุโสซูรับองค์ชายใหญ่เป็นศิษย์
อู๋กงกงคิดว่า นางพญาหงส์ขาวที่หลับใหลมานานถึงสองปีผู้นี้ คงจะลืมตาตื่นขึ้นมาพร้อมเฟ้นหามังกรที่ตนต้องการจะรับใช้แล้วเป็นแน่!!
.
.
.
วันต่อมา ฉีมู่หลิวก็ได้เดินทางมาเยี่ยมเยียนที่ตำหนักของหนิงซูเฟยอย่างที่ตั้งใจไว้ ข่าวนี้แพร่กระจายไปไวดั่งไฟลามทุ่ง ไม่ช้าก็ไปถึงพระกรรณของฮ่องเต้ที่เพิ่งจะออกว่าราชการเสร็จสิ้น
“คารวะฉีอ๋องเพคะ ไม่คาดคิดว่าตำหนักพันบุปผาจะมีโอกาสได้ต้อนรับแขกสูงศักดิ์เช่นท่าน ขออภัยหากข้าต้อนรับท่านได้ไม่ดีพอ”
“คารวะหนิงซูเฟย ไม่จำเป็นต้องมาพิธี เปิ่นหวางเพียงมาเยี่ยมหลานเท่านั้น”
สองผู้สูงศักดิ์กล่าวคารวะให้แก่กันแต่กลับมองเห็นความแตกต่างได้อย่างชัดเจน ในขณะที่หนิงซูเฟยจำต้องยอบกายลงอย่างนอบน้อมแต่ฉีอ๋องไม่แม้แต่จะก้มศีรษะลง
หนึ่ง เพราะมีอำนาจมากกว่าทั้งจากฮ่องเต้ ไทฮองไทเฮา และพระญาติฝั่งพระมารดาที่เหนือกว่าอยู่หลายส่วน และสอง เพราะหนิงซูเฟยเป็นอสรพิษที่เสี้ยมสอนพี่น้องให้ฆ่ากันตาย ฉีมู่หลิวเกลียดชังสตรีผู้นี้ยิ่งนัก!
หนิงซูเฟยแม้รู้สึกเสียหน้าเล็กน้อยแต่ไม่อาจล่วงเกินฉีอ๋องได้ จึงละทิ้งประเด็นนี้ไปแล้วเดินนำฉีอ๋องไปหาพระโอรสของตน
“คารวะฉีอ๋องพ่ะย่ะค่ะ” เด็กน้อยวัยเจ็ดหนาวหน้าตาน่ารักถวายความเคารพแก่ฉีมู่หลิว
อ๋องเกอคนงามพิจารณาดูแล้วจึงพบว่า ตามร่างกายที่เด็กน้อยพยายามหลบซ่อนเอาไว้มีรอยช้ำอยู่ นั่นทำให้ฉีมู่หลิวหรี่ตาแคบลงทันที
พระมารดาผู้ให้กำเนิดองค์ชายใหญ่ฉีเฟยเทียนได้สิ้นพระชนม์ไปแล้วตั้งแต่เมื่อหกปีก่อนเพราะปัญหาสุขภาพ อันที่จริงก็รู้ ๆ กันอยู่ว่าน่าจะเป็นยาพิษ ภายในวังหลวงล้วนมีแต่เล่ห์กลที่สาดใส่กันทั้งนั้น
ตำแหน่งรองจากฮองเฮาคือกุ้ยเฟย ซูเฟย เต๋อเฟย และเสียนเฟยตามลำดับ ตอนนี้ตำแหน่งกุ้ยเฟยและฮองเฮายังว่างจึงเป็นธรรมดาที่ซูเฟยจะได้อภิสิทธิ์ในการเลี้ยงดูพระโอรสของตน
ส่วนฉีเฟยเทียนที่ควรมาอยู่กับซูเฟยหลังจากสิ้นพระมารดา กลายเป็นถูกส่งไปเลี้ยงดูกับแม่นมที่เคยเลี้ยงดูฮ่องเต้มาก่อน
ฮ่องเต้ผู้นี้ฉลาดนัก คงเพราะเคยเจอมากับตัวถึงได้ไม่ส่งฉีเฟยเทียนให้ซูเฟย แต่ดันประมาทเกินไปเพราะไม่คิดว่ามารดาแท้ ๆ จะกล้าตบตีลูกของตัวเองได้ลงคอ
“เฟยเจิน ข้านำเซาปิ่งมาให้ในวันนี้ ของโปรดของเจ้าหวังว่าจะชอบ”
“หลานชะ- เอ่อ ขอบพระทัยพ่ะย่ะค่ะเสด็จอา” เด็กน้อยเหมือนจะมีแววตาที่เปล่งประกายเพียงชั่วคราว ก่อนที่จะหายไปแล้วตอบรับด้วยน้ำเสียงปกติเมื่อเหลือบมองไปยังพระมารดาที่อยู่ด้านหลังฉีอ๋อง
ฉีมู่หลิวย่อมมองเห็นปฏิกิริยาเช่นนั้น……
เขาจำตอนพิเศษที่กล่าวถึงเรื่องราวของฉีเฟยเจินได้ องค์ชายรองผู้นี้ถูกหนิงซูเฟยเลี้ยงดูมาด้วยความรุนแรงไร้ซึ่งความรัก หลังจากที่ฉีเฟยเจินปรากฏพลังขั้นสองออกมาหนิงซูเฟยก็เริ่มเสี้ยมสอนให้พระโอรสเกลียดชังองค์ชายใหญ่
เมื่อฉีเฟยเจินเริ่มตั้งคำถามไม่ว่าจะเป็นเรื่องของฉีเฟยเทียนหรือเรื่องที่ให้ตนมีความอยากได้บัลลังก์มาครองก็ตาม หนิงซูเฟยก็จะตบตีจนร่างกายบอบช้ำทุกครั้งไป พระนางต้องการให้องค์ชายรองอยู่ในกรอบที่วาดไว้และทนไม่ได้ที่จะเห็นความไม่สมบูรณ์แบบเกิดขึ้น
“เฟยเจิน อยู่กับข้าผู้นี้มีสิ่งใดที่ต้องปกปิดกัน? เจ้าชอบก็จงบอกว่าชอบเถิด ผู้ใดจะกล้าทำอะไรเจ้าที่ตอบรับน้ำใจของข้าอย่างซื่อตรง?”
“ขะ ขอบพระทัยพ่ะย่ะค่ะ หลานชอบมาก” ฉีเฟยเจินรับเซาปิ่งไปด้วยดวงตาที่เป็นประกายอีกครั้ง
ฉีมู่หลิวจูงมือองค์ชายตัวน้อยไปนั่งที่โต๊ะน้ำชา “หนิงซูเฟย วันนี้เปิ่นหวางคงต้องขอเสียมารยาทพูดคุยกับหลานชายตัวน้อยตามประสาอาหลานที่ไม่ได้เจอกันนานสักหน่อย โปรดรับปิ่นหยกนี้ไปเพื่อเป็นการไถ่โทษ”
อู๋กงกงทำหน้าที่มอบของให้คน
หนิงซูเฟยรับมาแล้วกล่าวว่า “ไม่รบกวนเลยเพคะท่านอ๋อง ข้าย่อมเข้าใจดีและเป็นข้าต่างหากที่ไม่ขอรบกวนช่วงเวลาที่มีค่านี้ หากมีสิ่งใดสามารถส่งคนมาตามได้เลยเพคะ ข้าขอตัวก่อน”
เหตุใดพระนางจะไม่รู้ว่าฉีอ๋องจงใจไล่พระนางออกมา แต่พระนางก็ไม่มีสิ่งใดจะไปงัดข้อกับฉีอ๋องได้อยู่ดี จึงต้องยอมเสียหน้าเป็นครั้งที่สองด้วยความเจ็บใจ!
พ้นหลังหนิงซูเฟยไปแล้ว ฉีมู่หลิวก็หันกลับมาสนใจองค์ชายน้อยอีกครั้ง
หลังจากที่อยู่ในฐานะพระโอรสขององค์ชายผู้ไร้ตัวตนมาห้าปี เมื่อต้องเดินหน้าเข้าวังในฐานะพระโอรสของฮ่องเต้หลังจากพระบิดาได้ขึ้นครองราชย์ เป็นธรรมดาที่เด็กน้อยจะรู้สึกไม่คุ้นชินและประหม่า
ยิ่งพระมารดากลายเป็นคนที่เข้มงวดมากกว่าเก่าและชอบตบตีตนเองเป็นประจำ จึงกล่าวได้ว่าตัวร้ายน้อยผู้นี้มีพื้นฐานครอบครัวที่ด้อยกว่าพระเอกตัวน้อยอยู่หลายส่วน แม้จะเกิดร่วมบิดาเดียวกันก็ตาม
เห็นทีหากต้องการให้ฉีเฟยเจินได้รับการเลี้ยงดูจากคนอื่นที่ดีกว่านี้ ก็มีทางเลือกอยู่สองทาง……
หนึ่งคือหาความผิดโยนใส่หัวหนิงซูเฟยเพื่อลดขั้นให้เทียบเท่าหรือต่ำกว่าผิน ซึ่งข้อนี้ออกจะยากไปสักหน่อย เพราะบิดาของพระนางเป็นถึงเสนาบดีกรมพิธีการ ทว่าก็ยังด้อยกว่าตระกูลฝั่งพระมารดาของฉีอ๋องที่เป็นถึงอัครเสนาบดีอยู่ดี
ใช่แล้ว……พระมารดาของฉีอ๋องมาจากตระกูลเฉินซึ่งเป็นตระกูลเดียวกันกับนายเอกของเรื่อง ตามศักดิ์แล้วฉีอ๋องจึงเป็น ลูกพี่ลูกน้อง ของนายเอกเฉินเทียนอี้
หรือข้อสอง หากุ้ยเฟยไม่ก็ฮองเฮามาประเคนใส่หัวฮ่องเต้เสีย และต้องมาจากตระกูลที่มีอำนาจทัดเทียมหรือสูงกว่าตระกูลหนิงด้วย พร้อมกันนั้นก็ต้องหาเหตุผลและหลักฐานให้หนิงซูเฟยถูกพิจารณาถอดถอนความดูแลออกจากพระโอรส
“เฟยเจิน เจ้าเคยเจอองค์ชายใหญ่หรือไม่?”
“เคยเจอบ้างพ่ะย่ะค่ะ แต่เสด็จแม่……”
“บอกมาเถอะ” ฉีมู่หลิวใช้น้ำเสียงที่นุ่มนวล
“เสด็จแม่บอกว่าเสด็จพี่เป็นพวกไร้พรสวรรค์ที่เสด็จพ่อไม่รักแล้ว ถ้าหลานไม่อยากถูกเสด็จพ่อเกลียดก็ห้ามไปยุ่งเกี่ยวกับเสด็จพี่”
อืม นังอสรพิษตัวนี้มันน่าตีให้ตายจริง ๆ ฉีมู่หลิวตัดสินใจแล้วว่าไม่อาจปล่อยให้เด็กน้อยคนนี้อยู่กับมารดาอสรพิษต่อไปได้
ในเมื่อนิยายแทบไม่ได้กล่าวถึงเนื้อเรื่องในราชสำนักเลย แสดงว่าเขาก็สามารถที่จะทำอะไรก็ได้ อย่างไรมันก็ไม่มีทางส่งผลกระทบต่อความก้าวหน้าด้านวรยุทธ์ของพระเอกอยู่แล้ว
จากนี้ไปฉีมู่หลิวจะเขียนเนื้อเรื่องในราชสำนักขึ้นมาเอง! และจะไม่ยอมให้หนิงซูเฟยแต้มหมึกดำลงบนผ้าขาวบริสุทธิ์ผืนนี้ได้แม้แต่หยดเดียวด้วย!
“อยากมีพระมารดาหรือไม่?” ฉีมู่หลิวเอ่ยถามไปตามตรง
“เอ๋? แต่หลานก็มีอยู่แล้วนี่นา”
“ไม่ใช่ พระมารดาที่มองเจ้าเป็นเพียงเครื่องมือใช้ปีนป่ายขึ้นไปอยู่บนที่สูงไม่สมควรถูกเรียกว่ามารดา
ถ้าเจ้าต้องการพระมารดาที่ไม่ตบตีเจ้าในเวลาที่ทำอะไรไม่ได้ดั่งใจ พระมารดาที่ดูแลเอาใจใส่เจ้าด้วยความรักในฐานะเด็กคนหนึ่ง และพระมารดาที่ไม่ห้ามเจ้ากินขนมที่ชอบ ข้าสามารถช่วยเจ้าได้”
“อย่างไรหรือ!?” เด็กน้อยถามด้วยความตื่นเต้น หากมีมารดาเช่นนั้นอยู่จริง ๆ เขาย่อมต้องการมากกว่ามารดาผู้นี้ที่ไม่เคยทำให้เขามีความสุขเลยทั้งยังชอบตบตีเขาในทุก ๆ วัน!
*เซาปิ่ง = ขนมเปี๊ยะสดหรือแป้งทอด
……………………………………………………………………………………………………………………………………….
คุณสกาย : …… // ชิ้ง ๆ
ฉีมู่หลิว : ไม่ทราบว่าคุณผู้กำกับถือ มีด เข้ามาในสตูดิโอทำไมเหรอครับ?
คุณสกาย : เห็นมันทื่อ ๆ เลยเอามาลับคมซะหน่อยค่ะ น่าจะจับจ้วงจิ้มแทงได้สะดวกดี __
ฉีมู่หลิว : ทำแบบนี้ไม่ค่อยดีเลยนะครับ
คุณสกาย : ฮึ่ม! เข้าใจแล้วค่ะ ต้องปิดกล้องก่อนสินะคะเพราะเนื้อหาออกจะสุ่มเสี่ยงต่อเยาวชนไปหน่อย
ฉีมู่หลิว : ผิดประเด็นแล้วครับ ผมหมายถึงคุณผู้กำกับน่าจะเอามาเผื่อผมอีกซักเล่ม เดี๋ยวจะลับคมให้ทั้งสองอันชนิดพริบตาเดียวบินทะลุท้องนังอสรพิษลิ้นสองแฉกไปโดยไม่รู้ตัวเลยล่ะครับ
คุณสกาย : อุ๊ย! อิชั้นก็ลืมนึกไป เดี๋ยววันนี้เลิกกองให้ผู้กำกับกลับไปเอามีดที่บ้านมาก่อนนะคะ!
ทีมงานในสตูดิโอ : …… // หยิบโทรศัพท์ขึ้นมาเงียบ ๆ // ครับ 191 นะครับ กำลังจะเหตุฆาตกรรมกันภายในสตูดิโอแห่งหนึ่งโดยมีผู้สมรู้ร่วมคิดกันอย่างต่ำสองคนนะครับ