(นิยายแปล) อย่าหยิบขึ้นมานะ นั่นขยะ ไม่ใช่แฟน (นิยายแปล)
ข้อมูลเบื้องต้น
อย่าหยิบขึ้นมานะ นั่นขยะ! ไม่ใช่แฟน
不要在垃圾桶里捡男朋友
ฉีจิงหนานชุ่ย 骑鲸南去 เขียน
Jinyuler แปล
สุภาพร ยอดนาราศรี บรรณาธิการ
หนึ่งธิดา กังวาลณิธิพงศ์ บรรณาธิการ
ลิขสิทธิ์ฉบับภาษาไทย โดย Lilac Novel
…………………………………….
ฉือเสี่ยวฉือหลุดเข้าไปในโลกของระบบเพราะอุบัติเหตุบางอย่าง เขาได้ทำสัญญาปฏิบัติภารกิจให้ครบตามจำนวนที่กำหนดไว้ เพื่อจะได้มีโอกาสกลับไปยังโลกเดิมอีกครั้ง
ภารกิจที่ว่าก็คือ ทำอย่างไรก็ได้ให้คะแนนความเสียใจของ 'เป้าหมาย' พุ่งไปแตะที่ 100 คะแนน
แล้ว 'เป้าหมาย' คือใคร ?
'เป้าหมาย' ก็คือ 'ขยะ' ที่ครั้งหนึ่งเจ้าของร่างเดิมที่เขามาอาศัยอยู่ชั่วคราวเพื่อทำภารกิจเคยหลงผิดเลือกหยิบขึ้นมาเป็นคนรัก ทำให้ชีวิตล้มเหลวจมดิ่งในห้วงทุกข์ จนท้ายสุดแล้วก็รักษาเอาไว้ไม่ได้แม้แต่ลมหายใจ
ฉือเสี่ยวฉือจะใช้วิธีไหนจัดการเอาคืนเจ้าขยะพวกนั้นให้สาแก่ใจดี
…………………………………….
นิยายเรื่องนี้เป็นลิขสิทธิ์ของ LILAC NOVEL
ในการเผยแพร่และจัดจำหน่ายในประเทศไทยแต่เพียงผู้เดียว
Ebook และรูปเล่ม จะทยอยออกหลังจากลงรายตอนค่ะ
ติดตามความคืบหน้าได้ที่ เพจ @Lilac.Novel
ทางสำนักพิมพ์ขอขอบคุณทุกๆ การสนับสนุนของนักอ่านทุกท่านค่ะ
การเอาคืนพวกขยะของอัจฉริยะ (1)
ฉือเสี่ยวฉือกำลังยืนพิงรถสูบบุหรี่
ท้องฟ้าถูกฉาบจนกลายเป็นสีดำ ไฟที่ปลายมวนบุหรี่ส่องสะท้อนใบหน้าครึ่งซีกของเขา
พอสูบไปได้ครึ่งมวน เขาก็ยกนาฬิกาข้อมือขึ้นดู ก่อนจะหันหลังกลับ สอดตัวเข้าไปในรถผ่านหน้าต่างรถที่เปิดอยู่ครึ่งหนึ่งพร้อมทั้งบุหรี่ที่คาบอยู่ในปาก เพื่อหยิบเอาขวดน้ำแร่ที่เหลือน้ำอยู่เพียงก้นขวดออกมา เขาใส่บุหรี่ที่ยังเหลืออยู่อีกเยอะพร้อมกับขี้บุหรี่ที่ยังไม่หักลงไป จากนั้นก็หยิบหมากฝรั่งออกมาจากกระเป๋า เคี้ยวลวก ๆ สองสามครั้งก่อนคายใส่กระดาษทิชชู
ตอนแรกเขาอยากเอามันไปทิ้งถังขยะ ทว่าพอหันกลับมา คนที่เขากำลังรออยู่ก็เดินออกมาจากภายในตัวตึกพอดี
ชายคนนั้นเดินออกมาจากประตูบริษัทซอฟต์แวร์ด้วยท่าทางที่ดูเหนื่อยล้า เขามองเห็นรถยนต์คันใหม่เอี่ยมที่จอดอยู่ข้างถนนเป็นอันดับแรก ก่อนจะมองเห็นฉือเสี่ยวฉือ
สีหน้าของเขาดูมึนงงเล็กน้อย “…เสี่ยวเฉิง”
ในโลกภารกิจนี้ฉือเสี่ยวฉือมีชื่อว่าเฉิงหยวน
เมื่อกวาดสายตามองใบหน้านั้น ฉือเสี่ยวฉือก็นิ่งไปพักหนึ่งจนลืมเอ่ยทักทาย
ชายคนนั้นยืนอยู่ที่เดิม เขาเคยชินกับการรอให้ ‘เฉิงหยวน’ เป็นคนเดินเข้ามาหาเอง แต่เมื่อเห็น ‘เฉิงหยวน’ ไม่ได้ก้าวเข้ามาเหมือนอย่างที่คิดไว้ก็ขมวดคิ้วด้วยความงุนงง
ในหัวของฉือเสี่ยวฉือมีเสียงกึ่งคนกึ่งเครื่องจักรเอ่ยเตือนขึ้นมาได้อย่างถูกเวลา เป็นเสียงที่เรียบนิ่งดูเป็นการเป็นงาน ติดจะเย็นชาเล็กน้อย
ระบบเตือน “คุณฉือ เป้าหมายกำลังเรียกคุณอยู่นะครับ”
ฉือเสี่ยวฉือไม่สนใจค่าความชอบที่ลดลงจาก 72 คะแนนเหลือ 70 คะแนน เมื่อเขาตั้งสติได้ก็เอ่ยแสดงความคิดเห็น “หน้าตาใช้ได้”
จากนั้นก็ยืดหลังตรงก่อนกล่าวกับตัวเองอย่างปลง ๆ “ฉันคงโสดมานานมากจริง ๆ สินะ ถึงได้มองไอ้ขยะนี่หล่อไปได้”
ระบบ “…”
ทันใดนั้นฉือเสี่ยวฉือก็แกล้งทำเป็นเหมือนมองเห็นไม่ค่อยชัดในยามกลางคืน เขาหรี่ตาลงเพื่อมองว่าใครกำลังเดินเข้ามา
จากสายตาพร่ามัวในตอนแรกก็เปลี่ยนเป็นดีใจขึ้นมาทันที ลักยิ้มน่ารักที่สองข้างแก้มทำให้คนมองอยากยิ้มตามไปด้วย “เหล่าหยาง !”
ระบบ “…” เข้าสู่โหมดการแสดงได้ภายในหนึ่งวินาทีเลยเหรอครับ
หยางไป๋หัวคือชื่อเต็มของไอ้ขยะที่กำลังถูกฉือเสี่ยวฉือเรียกอยู่
ว่าไปแล้ว ‘เหล่าหยาง’ คนนี้ก็ยังไม่ถือว่าแก่เท่าไร เขาอายุมากกว่าเฉิงหยวนสี่ปี รักสะอาดและดูเนี้ยบ เป็นคนสบาย ๆ ผมและเล็บเป็นระเบียบเรียบร้อยไม่ปล่อยปละละเลย บนตัวมีกลิ่นหอมของไม้จาง ๆ ทั้งยังมีร่างกายที่ดูกำยำล่ำสันอย่างที่ชายหนุ่มน้อยคนจะมี กล้ามเนื้อหน้าท้องที่ไม่มากเกินไปมองเห็นได้เลือนรางภายใต้เสื้อเชิ้ตสีขาว ทำให้คนมองใจเต้นแรงได้อย่างง่ายดาย
ขณะที่เดินเข้าไปหาเป้าหมายทีละก้าว ฉือเสี่ยวฉือก็ทบทวนข้อมูลภารกิจของโลกนี้ที่ได้รับมาอย่างคร่าว ๆ ไปด้วย
โลกนี้เป็นโลกภารกิจแรกที่ฉือเสี่ยวฉือต้องดำเนินการหลังจากเข้าสู่ระบบ ตามที่ได้รับแจ้งมาจากระบบ เพื่อให้ผู้ทำภารกิจสามารถปรับตัวได้เร็วยิ่งขึ้น เส้นโลกของโลกภารกิจแรกหลังจากผู้ทำภารกิจผูกตนเองเข้ากับระบบจะคล้ายกับเส้นโลกเดิมที่เคยอาศัยอยู่มาก และระดับความยากก็จะเป็นแบบง่ายเช่นเดียวกัน
พูดตรงๆ ก็คือ เป็นหลักสูตรการสอนพวกมือใหม่
หลักสูตรการสอนมือใหม่นี้แสดงผลว่าเป้าหมายของเขาคือหยางไป๋หัว ผู้เปรียบดั่งนกฟีนิกส์สีทองที่โบยบินออกจากหุบเขาทางตะวันตกเฉียงใต้[1]
เขาเป็นนักศึกษาวิศวกรรมซอฟต์แวร์ที่จบมาด้วยน้ำพักน้ำแรงของคนทั้งครอบครัว จากคนที่แม้แต่จะเปิดคอมพิวเตอร์ก็ยังทำไม่เป็น กลายเป็นคนที่ประสบความสำเร็จในระดับบัณฑิตศึกษา ชีวิตความเป็นอยู่ของการไปเรียนต่างบ้านต่างเมืองเกือบเจ็ดปีได้สลัดกลิ่นอายบ้านนอกบนตัวของหยางไป๋หัวออกไปจนหมด มองแวบแรกเขาดูเหมือนชายหนุ่มที่เติบโตมาจากในเมือง
ส่วนเฉิงหยวนนั้นสรุปได้ในคำเดียวว่ามาจากครอบครัวคนมีเงิน แต่จะมีเงินมากแค่ไหนนั้น ตัวเฉิงหยวนเองไม่ได้สนใจ เพราะนั่นเป็นเรื่องที่พี่ใหญ่ของเขาควรกังวล ไม่ใช่ตัวเขา
เฉิงหยวนชอบดนตรีมาตั้งแต่เด็ก เป็นความชอบอย่างสุดหัวใจ เขาเป็นคนมีพรสวรรค์อย่างแท้จริง ไม่ว่าจะเป็นเครื่องดนตรีชนิดไหนก็สามารถเล่นมันได้อย่างง่ายดาย และเสียงร้องที่น่าฟังของเขาก็ยิ่งเพิ่มระดับความไพเราะของเครื่องดนตรีให้มากยิ่งขึ้น ไม่ว่าจะเป็นการร้องเพลง แต่งเพลง หรือเล่นดนตรี เขาล้วนทำได้ดีทั้งหมด
หลังจากเฉิงหยวนเข้าเรียนที่คณะดนตรี มีอยู่วันหนึ่ง เขาไปหาเพื่อนสมัยมัธยมเพื่อจะไปเล่นด้วย และได้บังเอิญพบกับหยางไป๋หัวในบริเวณมหาวิทยาลัย หยางไป๋หัวในเวลานั้นเรียนอยู่ชั้นปีที่สี่ เป็นช่วงเวลาที่รูปร่างหน้าตาดูดีที่สุด ทั้งยังดูกระฉับกระเฉงมีชีวิตชีวา ท่าทางสบาย ๆ และดูสุขภาพดีนั้น ทำให้เฉิงหยวนจมอยู่กับความหลงใหลและไล่ตามหยางไป๋หัวไม่ลดละ
ตอนแรกหยางไป๋หัวคิดว่ามันเป็นเรื่องตลก ทว่าเขาก็ค่อย ๆ ถูกคุณชายน้อยผิวนุ่มนิ่มบอบบางเหมือนกระต่ายที่สามารถหิ้วหูและถือไว้ในอุ้งมือได้ตามอำเภอใจตัวนี้ทำให้หวั่นไหว
ทั้งสองคนใช้เวลาสามปีเปลี่ยนจากคนรู้จักมาเป็นความสัมพันธ์ที่มั่นคงในรูปแบบของคนรัก
มีอยู่วันหนึ่งเฉิงหยวนดื่มเหล้าจนเมา ด้วยอารมณ์ชั่ววูบในขณะนั้น เขาได้เปิดเผยเรื่องที่เขาชอบผู้ชายกับครอบครัว
พ่อแม่ของเฉิงหยวนไม่อาจยอมรับลูกชายที่ชอบผู้ชายทั้งที่ตอนเด็ก ๆ ยังไล่ตามเด็กผู้หญิงอยู่ได้ โดยเฉพาะอย่างยิ่ง หลังจากที่สืบเรื่องราวภูมิหลังของหยางไป๋หัวแล้ว พ่อแม่ของเฉิงหยวนก็ยิ่งไม่เห็นด้วยอย่างแรง
พ่อแม่ตระกูลเฉิงไม่ได้ดูถูกหยางไป๋หัวที่ต้องต่อสู้ดิ้นรนมาตลอดทาง พวกเขาเองก็มาจากชนบท สร้างเนื้อสร้างตัวขึ้นมาด้วยสองมือ รู้ดีว่ากว่าจะมาถึงจุดนี้ได้นั้นไม่ง่าย
ทว่าหยางไป๋หัวมีพี่สาวที่อายุต่างกันอยู่สี่คน ทั้งยังมีชื่อที่คล้องจองกัน นั่นก็คือ เจาตี้ (เรียกหาน้องชาย) พ่านตี้ (เฝ้าคอยน้องชาย) เนี่ยนตี้ (คิดถึงน้องชาย) และว่างตี้ (มองหาน้องชาย) ชื่อของทั้งสี่คนที่เรียงกันแบบนี้ทำให้พ่อแม่ตระกูลเฉิงมั่นใจว่า ครอบครัวนี้จะไม่ยอมรับผู้ชายที่จะทำให้สกุลหยางถูกตัดขาดอย่างแน่นอน
ความรักอันสิ้นหวังของพวกเขาได้ถูกกำหนดตอนจบที่ไม่มีทางมีความสุขเอาไว้แล้ว
แต่ถึงอย่างไรความรักก็ทำให้คนตาบอด
หลังจากเฉิงหยวนสร่างเมาแล้ว เขาก็ไม่ฟังคำเตือนที่หวังดีของพ่อกับแม่ ปกป้องหยางไป๋หัวสุดชีวิตเพราะเกรงว่าพ่อกับแม่จะสร้างความลำบากใจให้กับอีกฝ่าย
อันที่จริงพ่อแม่ตระกูลเฉิงก็ไม่ใช่คนที่จะตามรังควานเด็กที่พึ่งพาตัวเองและพยายามต่อสู้ดิ้นรนคนหนึ่ง แต่การที่เฉิงหยวนทำตัวแบบนี้กลับทำให้พวกเขาเสียใจจริง ๆ
เฉิงหยวนยอมตัดขาดกับพ่อแม่เพื่อหยางไป๋หัว และย้ายออกจากบ้านไปอยู่กับเขา
เพื่อให้ได้บ้านในราคาถูก หยางไป๋หัวจึงเช่าบ้านห่างออกไปจากใจกลางเมืองประมาณยี่สิบป้ายรถขนส่งสาธารณะ บริเวณนั้นมีร้านอาหารเดลิเวอรี่อยู่ไม่กี่ร้าน ข้อดีคือสงบและอาหารราคาถูก
เฉิงหยวนเรียนทำอาหารเพื่อจะได้ทำให้หยางไป๋หัวกิน และเขาก็ทำมันออกมาได้ดี หยางไป๋หัวชมแค่สองสามคำเขาถึงกับทำอาหารกลางวันไปส่งให้หยางไป๋หัวที่บริษัททุกวัน
มีเพื่อนคนหนึ่งด่าเฉิงหยวนว่า ‘เสี่ยวเฉิงนายเป็นบ้าไปแล้วเหรอ เพื่อผู้ชายบ้านนอกคนเดียว นายถึงกับยอมทิ้งชีวิตแสนสุขสบายไปเลยแบบนี้’
เฉิงหยวนกล่าวด้วยรอยยิ้มว่า ‘เขาดีกับฉันมาก พวกเราคุยกันแล้วว่าพรุ่งนี้จะไปกินหม้อไฟกัน’
เฉิงหยวนเป็นคนที่โรแมนติกมากคนหนึ่ง ความฝันเล็ก ๆ น้อย ๆ ทุกเรื่องล้วนถูกเขาจดบันทึกลงไปในสมุดที่วางอยู่บนโต๊ะด้วยความหวังอันเต็มเปี่ยม บรรทัดต่อบรรทัด ราวกับกำลังเขียนบทกลอนอยู่
“พรุ่งนี้ตอนเช้าแต่งเพลง ตอนกลางวันทำอาหาร ตอนเย็นกลับมาแต่งเพลง ตอนค่ำไปเดินเล่นกับเหล่าหยาง ซื้อน้ำเต้าหู้ร้านซุนจีสองแก้ว แก้วของเหล่าหยางเพิ่มน้ำตาลด้วย ตอนกลางคืนก็เปิดแอร์นอนหลับอยู่ใต้ผ้าห่ม”
เขาไม่เคยบันทึกเรื่องไม่ดีเลย เพราะเขารู้สึกว่าตัวเองผ่านแต่ละวันมาได้เป็นอย่างดี
การช่วยเหลืออย่างลับ ๆ ของพี่ใหญ่ก็ถูกเขาปฏิเสธเช่นเดียวกัน ความหวังดีหนึ่งเดียวที่เฉิงหยวนยอมรับเอาไว้ก็คือรถยนต์ที่พี่ใหญ่ซื้อให้เพราะเขานั่งรถโดยสารแล้วเวียนหัว ทุกครั้งที่นั่งรถไปเกือบครึ่งเมืองเพียงเพื่อเอาอาหารไปให้หยางไป๋หัว ทำให้เขาไม่กล้ากินข้าวเช้าเลยด้วยซ้ำเพราะกลัวว่าจะอ้วก
ทว่าหยางไป๋หัวไม่ชอบของขวัญชิ้นนี้ เขาบอกว่านี่เหมือนเป็นการให้ทานของพี่ใหญ่ พี่ใหญ่ต้องการให้เฉิงหยวนคิดถึงชีวิตที่สุขสบายเหมือนเมื่อก่อน และใช้โอกาสนี้มาลากเฉิงหยวนกลับบ้าน เฉิงหยวนลองคิดดูแล้วก็รู้สึกว่ามันมีเหตุผล จึงคืนรถกลับไปอย่างเชื่อฟัง
เมื่อรับรถคืนกลับมา พี่ใหญ่เฉิงก็รู้สึกเหมือนถูกทำร้ายจิตใจเป็นอย่างมาก
หลังจากนั้นข้อความทักทายจากพี่ใหญ่ที่ได้รับวันละครั้ง ก็เปลี่ยนเป็นหนึ่งสัปดาห์ครั้ง และครึ่งเดือนครั้ง
นอกจากความเสียใจ เฉิงหยวนคิดว่าพ่อแม่กับพี่ใหญ่ก็แค่หวังให้เขามีความสุขเท่านั้น หากเขาอยู่กับเหล่าหยางแล้วมีชีวิตที่ดีขึ้นเรื่อย ๆ พวกเขาก็คงจะยอมรับเหล่าหยางได้
ตอนที่หยางไป๋หัวเรียนอยู่ เขาได้รับการยอมรับว่าเป็นผู้เชี่ยวชาญทางด้านการวิเคราะห์ระบบ หลังจากเรียนจบก็ได้เข้าทำงานที่บริษัทซอฟต์แวร์แห่งหนึ่ง เขาได้รับความไว้วางใจจากผู้จัดการเป็นอย่างมาก สำหรับเฉิงหยวนแล้วการงานของคนรักนับได้ว่าเป็นไปอย่างราบรื่น
เมื่อก่อนเฉิงหยวนไม่เคยคิดถึงเรื่องการหาเลี้ยงชีพเลย เขามุ่งมั่นอยู่แต่กับการเล่นดนตรี เพลงที่ลองแต่งเล่นนิด ๆ หน่อย ๆ พวกนี้ไม่มีตลาดเพลงให้ปล่อย แต่เพราะพ่อแม่ของเฉิงหยวนได้หาทางฝากฝังเขาเอาไว้ก็เลยทำให้เพลงพวกนี้ออกสู่ตลาดได้ แต่มันก็เป็นแค่ความบันเทิงในกลุ่มคนเล็ก ๆ เท่านั้น
แต่ตอนนี้เฉิงหยวนต้องการทำงานหาเงิน ไม่กี่ปีมานี้ตลาดเพลงค่อนข้างซบเซา เขาจึงไม่อาจหยิบเพลงแนวที่ชื่นชอบมาเล่นได้อีก แต่เขาก็ไม่มีปัญหากับการไม่ได้แต่งเพลงแนวที่ชอบ เพราะไม่ว่าจะเป็นเพลงแนวไหน เขาก็ชอบอยู่บ้างทั้งนั้น ไม่ว่าจะเป็นแนวเพลงคลาสสิกป๊อปอันเป็นที่นิยม หรือเพลงพังค์ร็อก ก็ล้วนไม่ใช่เรื่องยากสำหรับเขา ทว่าด้วยความเป็นศิลปินมืออาชีพ เขาค่อนข้างพิถีพิถันในเรื่องคุณภาพ เขาใช้กำลังกายและกำลังสมองไปสามเดือนอย่างอุตสาหะในการบันทึกเดโมต้นฉบับเพลงแนวป๊อบอย่างตั้งใจสามเพลง หลังจากนั้นก็ส่งไปยังค่ายเพลงหลายแห่ง
ทุกค่ายเพลงมีคนส่งเดโมไปจำนวนมาก เฉิงหยวนเองก็เตรียมใจไว้แล้วถ้าหากค่ายเพลงจะเงียบหายไป ทว่าเขากลับโชคดีอย่างคาดไม่ถึง เพราะเขาได้รับการตอบกลับอย่างรวดเร็ว ต้นฉบับของเพลงเขาได้รับเลือกจากบริษัทเล็ก ๆ แห่งหนึ่ง และได้รับค่าตอบแทนเพลงละห้าพันหยวน
ค่ายเพลงเล็ก ๆ แห่งนี้ชื่นชมความสามารถในการสร้างสรรค์ผลงานของเฉิงหยวนมาก ทั้งยังได้เสนอให้เขาเซ็นสัญญาเป็นศิลปินกับค่ายด้วย เฉิงหยวนดีใจจนรีบเซ็นสัญญาโดยไม่ได้อ่านรายละเอียดอะไรเลย เขากระโดดโลดเต้นไปมาอย่างมีความสุข ถึงจะยังไม่ได้เงิน แต่เขาก็วางแผนเส้นทางการใช้เงินหนึ่งหมื่นห้าพันหยวนนี้เอาไว้แล้ว และทุก ๆ แผนการก็มีหยางไป๋หัวร่วมอยู่ด้วย
หากย้อนเวลากลับไปได้ เฉิงหยวนคงจะกลับไปต่อว่าตัวเองที่ดีใจจนเป็นบ้าเป็นหลังในเวลานั้นว่าไอ้โง่แน่ ๆ
[1] เปรียบเทียบคนยากจนที่กลายมาเป็นคนร่ำรวย
การเอาคืนพวกขยะของอัจฉริยะ (2)
ประสิทธิภาพในการสร้างสรรค์ผลงานของบริษัทเล็ก ๆ นั้นต่ำมาก สุดท้ายผลงานที่ผลิตออกมาก็ไม่เป็นที่น่าพอใจสักเท่าไร แต่เมื่อเฉิงหยวนเห็นเพลงทั้งสามเพลงที่ตัวเองแต่ง ทั้งเพลง ‘คิดถึงยามฤดูใบไม้ร่วง’ ‘ภาษาหัวใจ’ และ ‘ผมรักคุณ’ ติดอยู่ในชาร์ตอันดับเพลง มันก็ทำให้เขาเผยรอยยิ้มหวานชื่นออกมาได้ ทุกครั้งที่เพลงไต่อันดับสูงขึ้นไป เฉิงหยวนก็จะแคปหน้าจอส่งไปให้หยางไป๋หัวดู
จนกระทั่งวันหนึ่งมีคนวิพากษ์วิจารณ์ผลงานเพลงของเขา “ไม่มีใครรู้สึกว่าเพลง ‘คิดถึงยามฤดูใบไม้ร่วง’ เหมือนปรับมาจากเพลง ‘คะนึงหาโลกมนุษย์’ ของนางฟ้าถังบ้างเหรอ”
ผ่านไปไม่นานก็มีคนมาตอบกลับ “ไม่ใช่แค่เพลง ‘คิดถึงยามฤดูใบไม้ร่วง’ นะ เพลง ‘ภาษาหัวใจ’ ก็เหมือนเพลงใหม่ของถังฮวนเหมือนกัน”
…ถังฮวน ?
เฉิงหยวนรีบปัดหน้าจอออกจากแอปพลิเคชั่นเพลงทันที
เขาถือโทรศัพท์ที่หน้าจอกลายเป็นสีดำไปนานแล้วเอาไว้ เหงื่อออกจนชุ่ม เหมือนมีรังมดระเบิดอยู่ตามจุดสำคัญต่าง ๆ ของร่างกาย
เขากดเปิดหน้าจออีกครั้งด้วยมืออันสั่นเทา ใบหน้างดงามของนักร้องหน้าใหม่นามว่าถังฮวนปรากฏขึ้นบนโฆษณาในหน้าแรกของแอปพลิเคชั่น เธอกำลังส่งยิ้มให้เฉิงหยวนอยู่
วันนั้นเวยป๋อของเฉิงหยวนที่มีแฟนคลับติดตามแค่ไม่กี่พันคน ถูกกลุ่มคนที่รวมตัวกันอย่างแข็งแกร่งระหว่างแฟนคลับของถังฮวนกับมือรับจ้างโพสต์มาถล่มเขามากกว่าล้านคน
“สุนัขขี้ลอกเลียนแบบ การขโมยความคิดฆ่าทุกคน !”
“ภายใต้ใบหน้าอันไร้เดียงสาของแก ทำไมถึงได้เลวทรามขนาดนี้”
“สรุปเหตุการณ์อย่างละเอียดเกี่ยวกับต้นสายปลายเหตุเรื่องราวการคัดลอกผลงานของเฉิงหยวนในเวยป๋อ ชมได้ที่เว็บ http://t.cn…”
“ฉันหยิบผลงานเพลงเมื่อก่อนของเฉิงหยวนมาฟัง ความอยากรู้ทำให้ฉันลองกดเข้าไป แต่ความดึงดันของเขาทำให้ฉันกดออก”
“ฮ่า ๆ ๆ ร้องเพลงได้ยอดเยี่ยมอะไรกัน เสียงตะโกนร้องอี ๆ อู ๆ แบบนี้เรียกว่าร้องเพลงเพราะเหรอ แฟนคลับก็ยังจะเลียแข้งเลียขาอยู่ได้”
“แม่ง สุดยอดอะไรขนาดนี้ แม้แต่ชื่อปกอัลบั้มใหม่ของเทพธิดาถังก็ยังไม่เว้นเลยรึไง กะจะลอกทั้งอัลบั้มเลยเหรอ” เฉิงหยวนไม่สนใจความคิดเห็นไม่ดีพวกนั้น
เขาสวมหูฟัง ฟังเพลงใหม่ของถังฮวนซ้ำไปซ้ำมาอย่างบ้าคลั่ง ทันใดนั้นนัยน์ตาของเขาก็แดงก่ำ พร้อมเหงื่อออกเต็มตัว
…เหมือนมากจริง ๆ
แค่มีการปรับรายละเอียดปลีกย่อยเท่านั้น ไม่ต้องให้ผู้เชี่ยวชาญมาตัดสินเลย ตราบใดที่หูทั้งสองข้างยังทำงานและความรู้สึกทางดนตรีพอใช้ได้ก็ต้องฟังออกว่านี่เป็นการคัดลอกผลงาน
…แต่ใครเป็นคนลอกใครกันแน่ล่ะ
เฉิงหยวนยืนยันความบริสุทธิ์ของตัวเอง เขาไม่เคยฟังเพลงของถังฮวนมาก่อนเลยสักเพลง เพราะเขาจำได้ว่ามีนักดนตรีปากร้ายคนหนึ่งเคยวิจารย์ถังฮวนไว้ ถึงจะไม่น่าฟังแต่มันกลับเป็นคำพูดที่เหมาะสมดี
“ถังฮวนถนัดร้องเพลงรักที่แม้เพลงไม่ดีแต่ก็ยังดัง ที่พูดอย่างนั้นก็เพราะว่า ถึงเพลงจะดังแต่เวลาเธอร้องเพลงเหมือนเธอกำลังอมน้ำลายอยู่ในปาก”
ใบหน้ายิ้มแย้มของถังฮวนเคลื่อนไหวอยู่ตรงหน้าเฉิงหยวน บนหน้าปกออนไลน์อัลบั้มใหม่เขียนไว้ว่า ‘ราชินีเพลงรักหันมาร้องเพลงภาษาหัวใจของคุณได้อย่างงดงาม’
“แม่ง สุดยอดอะไรขนาดนี้ แม้แต่ชื่อปกอัลบั้มใหม่ของเทพธิดาถังก็ยังไม่เว้นเลยรึไง กะจะลอกทั้งอัลบั้มเลยเหรอ”
เฉิงหยวนจำได้แม่นว่าชื่อเพลง ‘ภาษาหัวใจ’ นั้นตนเป็นคนตั้งขึ้นมาเอง เพราะมันคือความในใจของเขาที่อยากจะบอกกับหยางไป๋หัวเกี่ยวกับความรักต้องห้ามที่ถูกกักขังอย่างฉับพลัน ทว่าถังฮวนกลับร้องให้มันเป็นเรื่องความในใจของเด็กสาวผู้หวานเลี่ยน
เฉิงหยวนรู้สึกว่าตัวเองโดนดูถูกอย่างที่ไม่เคยเป็นมาก่อน
ตลอดชีวิตที่ผ่านมา ผลกระทบใหญ่ที่สุดที่เขาเคยได้รับมาก็คือความล้มเหลวจากการเปิดตัวว่ารักเพศเดียวกัน เขาไม่เคยถูกทำลายชื่อเสียงอย่างยับเยิน และไม่เคยรู้รสชาติของการถูกผู้คนมากมายตามด่าทอเช่นนี้มาก่อน
เสียงในหูดังอื้ออึงไปหมด ในหัวของเขามีแต่หยางไป๋หัวคนเดียวเท่านั้น
เขารีบโทรหาหยางไป๋หัว พอได้ยินเสียงคนรัก ความรู้สึกตึงเครียดก็ลดฮวบลงทันที เหลือเพียงเสียงร้องไห้สะอึกสะอื้นเท่านั้น “เหล่าหยาง ๆ พี่รีบกลับมานะ” เขาพูดราวกับเด็กน้อยที่ถูกรังแก
ในเรื่องการรับมือกับคนอื่น เฉิงหยวนเป็นเหมือนกับเด็กตัวน้อย ๆ เพราะที่ผ่านมาเขาได้รับการปกป้องดูแลจากครอบครัวเป็นอย่างดีมาโดยตลอด
ดังนั้นตอนที่ได้พบกับหยางไป๋หัว เขาพูดไปร้องไห้ไปว่าถูกคนอื่นขโมยเพลงของตัวเอง ทั้งยังถูกคนอีกเป็นล้านต่อว่าในพื้นที่สาธารณะ นั่นทำให้เฉิงหยวนไม่ทันได้สังเกตเห็นความตื่นตระหนกที่ซุกซ่อนอยู่ในแววตาของหยางไป๋หัวเลย และเฉิงหยวนก็ไม่เคยคิดเลยว่านี่จะเป็นเพียงจุดเริ่มต้นฝันร้ายของเขาเท่านั้น
และในตอนนี้กระต่ายเฉิงหยวนที่รับบทโดยฉือเสี่ยวฉือก็ยืนอยู่ตรงหน้าหยางไป๋หัวแล้ว
เขายิ้มขณะมองไปที่หยางไป๋หัวด้วยดวงตาเปล่งประกาย
หยางไป๋หัวมองไปที่รถก่อนขมวดคิ้วถาม “นายเป็นคนซื้อรถคันนี้เหรอ”
เฉิงหยวนหันกลับไปมองรถคันนั้น และอวดด้วยน้ำเสียงไร้เดียงสา “สวยใช่ไหมครับ”
หยางไป๋หัวถาม “นายซื้อมาเท่าไหร่”
ดวงตาของเฉิงหยวนโค้งลง “พี่ลองเดาดูสิครับ”
บทสนทนาเหล่านี้ล้วนเคยเกิดขึ้นในความทรงจำของเจ้าของร่างเดิมมาทั้งหมดแล้ว ไม่มีตรงไหนที่เปลี่ยนไปเลยแม้แต่น้อย
หยางไป๋หัวขมวดคิ้วอีกครั้ง แถบค่าความชอบในหัวของฉือเสี่ยวฉือลดลงไป 2 คะแนน
หยางไป๋หัวข่มความโกรธเอาไว้ ตัดสินใจใช้เหตุผลกับคุณชายน้อยผู้ไม่รู้จักคำว่าข้าวยากหมากแพง “เสี่ยวเฉิง พวกเราสองคนต้องอยู่ด้วยกันอีกนาน นายยอมทิ้งครอบครัวเพื่อฉัน ฉันซึ้งใจกับความทุ่มเทและความจริงใจของนายมาก แต่นายมีชีวิตที่ดีมาตั้งแต่เด็ก ยังไม่เข้าใจเรื่องการจัดสรรเงินในแต่ละวัน ถ้ายังใช้จ่ายเกินตัวแบบนี้ต่อไป…”
คำพูดเหล่านี้ล้วนสมเหตุสมผล ถ้าเป็นไปตามบทพูดเก่า เจ้าของร่างเดิมคงจะก้มหน้าด้วยความอับอายและยอมรับว่าเมื่อครู่เป็นเรื่องล้อเล่น รถคันนี้พี่ชายใหญ่เฉิงเป็นคนซื้อให้
ทว่าในเวลานี้ฉือเสี่ยวฉือกลับแสดงความน้อยใจออกมาแทน “…รถคันนี้พี่ใหญ่เป็นคนให้ผมมา เพราะผมนั่งรถโดยสารแล้วเวียนหัวครับ”
หยางไป๋หัวลูบผมฉือเสี่ยวฉืออย่างอ่อนโยน “เสี่ยวเฉิง นายโตแล้วนะ นายไม่สามารถพึ่งพาพี่ชายได้ทุกเรื่อง พี่ชายของนายมีชีวิตเป็นของตัวเอง นายเองก็มีเหมือนกัน เขาพยายามเข้ามาก้าวก่ายชีวิตของนาย คอยเอาใจนาย และมันจะยิ่งทำให้นายก้าวออกมาจากกรงทองไม่ได้ นายไม่คิดอย่างนั้นเหรอ”
ฉือเสี่ยวฉือมองอีกฝ่ายโดยไม่ได้พูดอะไร
หยางไป๋หัวมั่นใจมาก
เมื่อก่อนเสี่ยวเฉิงมีเพื่อนคนหนึ่งที่ไม่เห็นด้วยเป็นอย่างมากกับการที่พวกเขาอยู่ด้วยกัน หลังจากที่ถูกเพื่อนว่ากล่าว เสี่ยวเฉิงก็ตีตัวออกหากจากเพื่อนคนนั้นทันที
…เสี่ยวเฉิงไม่เข้าใจอะไรเลย และมันเป็นการดีที่อีกฝ่ายเชื่อฟังเขา ไม่อย่างนั้นเสี่ยวเฉิงจะถูกคนอื่นจูงจมูกเอาได้ง่ายๆ
ทันใดนั้นฉือเสี่ยวฉือก็เอ่ยปากขึ้นมา
เขาพูดด้วยน้ำเสียงที่ไพเราะและนุ่มนวลเหมือนเช่นทุกครั้งที่พูดคำหวานกับอีกฝ่าย หากนี่เป็นครั้งแรกที่หยางไป๋หัวฟังแล้วไม่เข้าใจ “…พี่ชายของผมดีกับผมขนาดนี้ แล้วคุณมายุ่งอะไรด้วยล่ะครับ”
การเอาคืนพวกขยะของอัจฉริยะ (3)
ตรงหน้าฉือเสี่ยวฉือปรากฏหน้าจอแสดงข้อมูลที่มีแค่เขาเท่านั้นที่มองเห็นได้ บนหน้าจอแสดงข้อมูลของอุณหภูมิร่างกาย อัตราการเต้นของหัวใจ และความดันโลหิตตามเวลาจริงของโฮสต์ รวมถึงอุณหภูมิภายนอก ณ เวลาปัจจุบันและอื่น ๆ แถบข้อมูลที่โดดเด่นที่สุดแบ่งออกเป็นสีแดงกับสีน้ำเงิน
แถบสีน้ำเงินคือค่าความเสียใจ แถบสีแดงคือค่าความชอบ ซึ่งค่าสูงสุดของทั้งสองแถบอยู่ที่ 100 คะแนน
ตอนนี้ค่าคะแนนสีน้ำเงินอยู่ที่ 9 คะแนน ค่าคะแนนสีแดงก็กำลังลดลงอย่างต่อเนื่องจากประโยคที่ฉือเสี่ยวฉือพูดว่า ‘แล้วคุณมายุ่งอะไรด้วยล่ะครับ’
ฉือเสี่ยวฉือถอนหายใจ “ทำไมคนถึงไม่ชอบฟังความจริงกันนะ”
ระบบอยากจะว่ากล่าวสักหน่อย ทว่าต้องอดทนไว้
หยางไป๋หัวกล่าวด้วยความผิดหวัง “เสี่ยวเฉิง ทำไมนายถึงพูดแบบนี้ล่ะ”
ฉือเสี่ยวฉือไม่ได้กังวล เขากล่าวด้วยสีหน้าอ่อนโยน “เหล่าหยางคุณอย่าเข้าใจผิดนะครับ ผมหมายความว่าพี่ใหญ่ก็แค่อยากช่วยพวกเรา ถ้ามีรถ ชีวิตประจำวันของพวกเราก็จะสะดวกขึ้นมาก ผมไม่ต้องใช้ก็ได้ แต่พี่ใช้มันขับไปทำงานได้นี่ พี่เองก็จะได้มีหน้ามีตากับเพื่อนร่วมงานมากขึ้นด้วย”
หยางไป๋หัวมีท่าทีดีขึ้นมาก ราวกับคำพูดอันดุเดือดเมื่อครู่นี้เป็นเพียงการบอกเล่าข้อเท็จจริงเท่านั้น
ระบบมองไปที่ค่าความชอบซึ่งเพิ่มกลับขึ้นมาสองคะแนน การใช้ไม้นวมและไม้แข็งของฉือเสี่ยวฉือเป็นวิธีการที่ไม่เลวเลย
หยางไป๋หัวถอนหายใจ
เด็กคนนี้ถูกตามใจมาตั้งแต่เด็ก ไม่รู้ความหนักเบาของคำพูดที่เอ่ยออกมาเมื่อสักครู่นี้ ว่าทำให้คนอื่นเสียใจมากแค่ไหน เขากลัวเสี่ยวเฉิงจะไม่รู้ตัวเลยว่าตนทำอะไรลงไป
เมื่อคิดมาถึงตรงนี้ หยางไป๋หัวจึงหยิบเอาความอดทนของพ่อแม่ที่มีต่อลูกออกมาใช้ เพื่อพยายามพูดเกลี้ยกล่อมอีกฝ่าย
“เสี่ยวเฉิง รถเป็นของสิ้นเปลือง ใช้รถคันหนึ่งต้องจ่ายค่าน้ำมันแต่ละเดือนเท่าไหร่ ค่าเช่าที่จอดรถต้องจ่ายมากแค่ไหน นายเคยคิดถึงเรื่องพวกนี้หรือเปล่า ตอนนี้พวกเรารับผิดชอบค่าใช้จ่ายเหล่านี้ได้แล้วหรือ”
“ผมจะหาเงินมาให้พี่เองครับ !” เฉิงหยวนเอามือไพล่หลัง รอยยิ้มของเขาจริงใจและอ่อนหวานจนทำให้คนมองใจละลายได้ “เดโมของผมใกล้เขียนเสร็จแล้ว เมื่อถึงเวลานั้นพวกเราก็จะมีเงิน”
หยางไป๋หัวกล่าวอย่างจนปัญญา “ฉันบอกนายกี่ครั้งแล้วว่านี่ไม่ใช่งานที่เหมาะสมเลย”
“แต่ผมชอบดนตรีนี่นา”
“ชอบ แต่มันกินไม่ได้… ช่างมันเถอะ พวกเราจะไม่พูดถึงเรื่องนี้อีก” หยางไป๋หัวยอมแพ้ “อย่าทะเลาะกันเลยดีกว่า”
“โอเค ไม่พูด ๆ” เฉิงหยวนก้าวไปข้างหน้าหนึ่งก้าวเพื่อลดระยะห่างกับหยางไป๋หัวก่อนกล่าวอย่างนุ่มนวล
“ที่จริงแล้วผมคิดว่ารถคันนี้สามารถใช้ไปรับพ่อกับแม่ของพี่ได้ พ่อแม่กับพี่สาวคนที่สามของพี่จะเข้ามาในเมืองอาทิตย์หน้าใช่ไหมครับ ตอนที่พวกเขามา พี่ก็ขับรถพาพวกเขาไปที่มหาวิทยาลัยของเสี่ยวเยี่ยนเพื่อรับเธอไปกินข้าวได้ ครั้งก่อนที่เสี่ยวเยี่ยนมาหา เธอถามพี่ด้วยไม่ใช่เหรอครับว่าเมื่อไหร่พี่จะซื้อรถสักที”
สองเรื่องนี้สะกิดจุดอ่อนของหยางไป๋หัวเข้าพอดี เขาจึงเงียบไม่พูดอะไร
เฉิงหยวนเองก็เงยหน้าขึ้นมองหยางไป๋หัวในขณะที่พูดประโยคนี้ เมื่อสบเข้ากับสายตาอันร้อนแรง หัวใจของหยางไป๋หัวก็เต้นแรงทันที
ตอนนี้เป็นช่วงฤดูหนาว เวลาที่อยู่ใต้แสงไฟแล้วเฉิงหยวนเป่าลมหายใจออกมาเป็นควัน แก้มใสเปล่งปลั่งอาบไล้ด้วยแสงไฟท่ามกลางหมอกสีขาวทำให้คนมองถึงกับใจสั่น
ขนปุยอ่อนนุ่มบนเสื้อกันหนาวสีขาวถูกลมยามค่ำคืนพัดคลอเคลียไปกับลำคอระหงขาวนวลรอบแล้วรอบเล่า ราวกับกระเบื้องเคลือบอันบริสุทธิ์ กระตุ้นให้หัวใจของหยางไป๋หัวเกิดอาการบีบรัดและรู้สึกเร่าร้อน
หน้าจอแสดงข้อมูลตรงหน้าฉือเสี่ยวฉือกำลังแสดงการ์ดโปร่งแสงใบหนึ่งขึ้นมา ข้อมูลแสดงผลดังต่อไปนี้
ชื่อเรียก : วงแหวนความงาม (รุ่นทดลอง)
ระยะเวลาการใช้งาน : 10 นาที
จำนวน : 1 ใบ
คุณภาพ : ดีเลิศ
รูปแบบ : ใช้ได้ครั้งเดียว
คะแนนที่ต้องทำการแลก : 0 คะแนน (แจกฟรี)
คำแนะนำ : แม้แต่ข้าวผัดไข่สีทอง ซุปกระดูกหมู ขาปูย่างไฟ หรือไข่แดงของไข่เป็ดที่ไหลเยิ้มออกมา ก็มิอาจเทียบเท่ารอยยิ้มภายใต้แสงไฟสลัวของคุณได้
…เปรียบเทียบได้ดี
ฉือเสี่ยวฉือเอ่ยถามด้วยความอยากรู้ “พวกนายที่รับผิดชอบเขียนคำอธิบายพวกนี้เคยเป็นเชฟมาก่อนใช่ไหม”
ระบบเงียบไปชั่วขณะ “…009 เป็นหนึ่งในเอไอรุ่นแรก ทั้งยังเป็นข้อมูลโดยกำเนิด แล้วเขาก็แค่ชอบศึกษารายการอาหารเท่านั้นครับ”
ฉือเสี่ยวฉือรู้สึกแปลกกับคำพูดพวกนี้นิดหน่อย
ข้อมูลโดยกำเนิดเหรอ
แล้วยังมีข้อมูลที่เกิดขึ้นในภายหลังอีกด้วย
ยังไม่ทันได้ถามให้ละเอียด ระบบก็ชิงพูดขึ้นมาก่อน “คุณฉือ ภารกิจครับ”
ฉือเสี่ยวฉือ “อ้อ ๆ”
เมื่อเห็นว่าฉือเสี่ยวฉือกลับมาให้ความสนใจกับภารกิจตรงหน้าใหม่อีกครั้ง ระบบก็รู้สึกโล่งใจขึ้นมาเล็กน้อย
ตอนที่เพิ่งรับฉือเสี่ยวฉือมาดูแล เขาก็พบว่าโฮสต์ที่มาใหม่คนนี้รับมือได้ยากกว่าปกติ
หลังจากอ่านข้อมูลของโลกนี้ตอนที่ได้รับมา ฉือเสี่ยวฉือก็ไตร่ตรองอยู่นานมาก คำถามแรกที่เขาเอ่ยขึ้นมาก็คือ “ตอนที่เจอกัน ฉันสามารถขับรถชนเขาตรง ๆ ได้เลยไหม”
ระบบ “…”
ฉือเสี่ยวฉือ “นายอย่ากังวลไปเลยน่า พวกเรามาลองปรึกษากันดูสักหน่อยเถอะ”
ฉือเสี่ยวฉือหยุดพูดไปสักพักก่อนเอ่ยขึ้นมาอีก “ครอบครัวของเฉิงหยวนมีเงินมากขนาดนั้น หากเกิดอุบัติเหตุขึ้น ครอบครัวของเขาต้องจัดการได้แน่นอนอยู่แล้วหรือเปล่า”
ระบบ “…คุณอยากขับรถชนเขาจริง ๆ สินะครับ”
ฉือเสี่ยวฉือ “ไม่ใช่นะ ก็แค่ลองปรึกษาดูเอง”
ระบบ “คุณฉือ คนที่อยู่ตรงหน้าคุณคือบุคคลที่ยังมีชีวิตอยู่นะครับ”
ฉือเสี่ยวฉือแกล้งทำเป็นจริงจัง “โอ้ แต่มันเป็นอุบัติเหตุนะ ใครจะไปอยากให้มันเกิดเล่า”
ระบบพยายามพูดกับเขาด้วยเหตุผล “…คุณฉือ กฎหมายของโลกนี้กับโลกเดิมของคุณไม่ได้ต่างกันมาก การทำร้ายผู้คนโดยเจตนาก็ทำให้ถูกจำคุกได้ นอกจากนี้หากคุณขับรถทับเป้าหมาย คุณคิดว่าจะออกจากโลกนี้ได้ยังไงหรือครับ”
การออกจากโลกภารกิจนั้นขึ้นอยู่กับค่าความเสียใจ
หากค่าความเสียใจของเป้าหมายถึง 100 คะแนนเมื่อใด โฮสต์จึงจะสามารถออกจากโลกปัจจุบันและไปยังโลกต่อไปได้
ระบบพูดถึงค่าความเสียใจเพราะต้องการกำจัดความคิดชั่วร้ายของฉือเสี่ยวฉือ แต่ใครจะไปคิดว่าฉือเสี่ยวฉือจะวิเคราะห์ได้อย่างสมเหตุสมผล “มีคนเคยกล่าวไว้ว่า ชั่วพริบตาก่อนที่คนจะตาย ความรู้สึกเสียใจจะพุ่งถึงขีดสุด”
ระบบ “…”
ฉือเสี่ยวฉือยังกล่าวต่อไปอีกว่า “ถึงจะไม่ตาย แต่แค่พิการเขาก็จะมีชีวิตอยู่กับความเสียใจไปอีกนาน”
ระบบ “…” คุณควรจะหยุดพูดได้แล้วนะครับ
การเงียบของระบบทำให้ฉือเสี่ยวฉือเข้าใจอย่างแจ่มแจ้ง เขาถอนหายใจ “เอาเถอะ ๆ สหายตัวน้อยคนนี้ไม่มีอารมณ์ขันเลยจริง ๆ สินะ”
…ทว่าระบบก็ยังรู้สึกได้ถึงความผิดหวังในน้ำเสียงของฉือเสี่ยวฉืออยู่
ด้วยเหตุนี้ ระบบจึงรู้สึกไม่ไว้วางใจจนต้องตรวจสอบข้อมูลของฉือเสี่ยวฉืออีกรอบอย่างตั้งใจเป็นพิเศษ
…ฉือเสี่ยวฉือเป็นนักแสดงไม่ผิดแน่ ไม่ใช่นักโทษที่มีประวัติอะไรมาก่อน
แม้ว่าเขาจะมีชื่อเสียงไม่ดีเลื่องลือไปทั่ว ทั้งชอบโอ้อวด สูบบุหรี่ในที่สาธารณะ ชักนำเยาวชนไปในทางที่ไม่ดี ไม่รู้สึกละอายใจที่ไร้การศึกษา มีความสัมพันธ์ที่ไม่ดีกับพ่อแม่ มีพฤติกรรมน่ารังเกียจต่อหน้าผู้ใหญ่ และอีกมากมายที่เกินกว่าจะกล่าวถึง แต่ส่วนใหญ่ก็ล้วนเป็นแค่ข่าวลือ ซึ่งยากที่จะบอกได้ว่าเป็นเรื่องจริงหรือไม่
หลังจากระบบคัดกรองข้อมูลไร้ประโยชน์พวกนี้แล้ว เขาคิดว่าฉือเสี่ยวฉือก็ยังมีข้อดีอยู่
โฮสต์คนนี้น่าจะแค่มีนิสัยที่แปลกแหวกแนวไปบ้าง หรืออาจมีปัญหาทางด้านจิตใจอยู่นิดหน่อย หากให้คำแนะนำดี ๆ ก็น่าจะไม่มีปัญหาอะไร
ลักษณะท่าทางของฉือเสี่ยวฉือก็ไม่เลวเลย การ์ดทักษะที่ให้ฟรีก็ใช้ได้อย่างเหมาะสม ระบบรีบทำการตรวจสอบอย่างรวดเร็ว ก่อนจะเห็นว่าค่าความชอบที่ลดลงไปเมื่อครู่นี้มีเค้าลางที่จะกลับมาแล้ว
โฮสต์หน้าใหม่ทุกคนจะได้รับการ์ดทักษะที่ใช้ได้ครั้งเดียวฟรีสิบสองใบ แต่ละใบจะมีประสิทธิภาพแตกต่างกัน แต่ทุกใบใช้ได้เพียงหนึ่งครั้งเท่านั้น หากหลังจากที่ใช้แล้วรู้สึกว่าผลลัพธ์ไม่เลว โฮสต์สามารถเข้าไปในคลังสินค้าและใช้ค่าความชอบที่ได้รับจากเป้าหมายมาทำการแลกเปลี่ยนไอเท็มและใช้งานได้ตามที่ต้องการภายใต้เงื่อนไขต่าง ๆ
อย่างเช่นตอนนี้
ทันทีที่มองเฉิงหยวน หยางไป๋หัวก็ลอบกลืนน้ำลายเบา ๆ
เขารู้ว่าเฉิงหยวนหน้าตาดี ทว่าต่อให้ดูดีมากแค่ไหน เมื่อผ่านไปสักพักก็จะกลายเป็นเรื่องธรรมดา
แต่เมื่อมองไปที่เฉิงหยวนในตอนนี้ เขากลับรู้สึกคันยิบ ๆ ตรงหัวใจเหมือนตอนที่เพิ่งเป็นแฟนกับเฉิงหยวนใหม่ ๆ
กระต่ายตัวน้อยขนสีขาวราวกับหิมะที่ถูกเลี้ยงดูมาอย่างดี ดวงตากลมโตสีดำกำลังมองตรงมายังเขาอย่างใจจดใจจ่อและหลงใหล
คนที่ดีเลิศขนาดนี้ คอยพึ่งพาเขาอย่างเต็มที่และคิดถึงแต่เขาเพียงผู้เดียว
…นี่สิถึงจะถูก
หยางไป๋หัวชอบความรู้สึกของ 'การกลับมาตายรัง' มาก
เขาซ่อนรอยยิ้มไว้ก่อนเอ่ยถาม “นายยังจำลูกพี่ลูกน้องของฉันที่ชื่อเสี่ยวเยี่ยนได้อยู่เหรอ”
เฉิงหยวนกล่าวอย่างภาคภูมิใจ “ผมต้องจำได้แน่นอนอยู่แล้ว เรื่องที่เกี่ยวกับพี่ ผมจำได้หมดแหละครับ”
ชั่วขณะหนึ่งหยางไป๋หัวก็เกิดความรู้สึกอยากจูบอีกฝ่ายขึ้นมา