โปรดอัพเดตเบราว์เซอร์

เบราว์เซอร์ที่คุณใช้เป็นเวอร์ชันเก่าซึ่งไม่สามารถใช้บริการของเราได้ เราขอแนะนำให้อัพเดตเบราว์เซอร์เพื่อการใช้งานที่ดีที่สุด

ห่วงเด็ก-เยาวชน สูบ "บุหรี่ไฟฟ้า" พุ่ง 12.2% เสี่ยงป่วย 4 โรค รพ.ต้องแบกค่ารักษา

Khaosod

อัพเดต 15 เม.ย. 2568 เวลา 08.39 น. • เผยแพร่ 15 เม.ย. 2568 เวลา 08.01 น.

นักวิชาการห่วง ปี 2568 เด็ก-เยาวชนสูบ "บุหรี่ไฟฟ้า" พุ่ง 12.2% เสี่ยงป่วย 4 โรค รพ.ต้องแบกค่ารักษากว่า 306 ล้านบาท กระทบเศรษฐกิจไทย

วันที่ 15 เม.ย. 2568 ผู้สื่อข่าวรายงานว่า ในเวทีเสวนาวิชาการ “บุหรี่ไฟฟ้า ภัยเงียบที่คุณต้องรู้ ก่อนสุขภาพจะพัง” จัดโดยมูลนิธิเพื่อการพัฒนานโยบายสุขภาพระหว่างประเทศ สนับสนุนโดยสำนักงานกองทุนสนับสนุนการสร้างเสริมสุขภาพ (สสส.)

ศ.พญ.สุวรรณา เรืองกาญจนเศรษฐ์ รองผู้อำนวยการศูนย์วิจัยและจัดการความรู้เพื่อการควบคุมยาสูบ (ศจย.) คณะแพทยศาสตร์ โรงพยาบาล (รพ.) รามาธิบดี มหาวิทยาลัยมหิดล กล่าวว่า การสูบบุหรี่ไฟฟ้าเป็นพฤติกรรมเสี่ยงต่อสุขภาพ ก่อให้เกิดผลกระทบทางเศรษฐกิจของประเทศ ทั้งภาระค่าใช้จ่ายการรักษาพยาบาลระยะยาวในโรงพยาบาล และจำนวนประชากรที่สูญเสีย

"สอดคล้องกับผลการศึกษาการประเมินต้นทุนค่ารักษาพยาบาลจากโรคที่เกิดจากบุหรี่ไฟฟ้าเบื้องต้น ปี 2567 โดยคณะแพทยศาสตร์ รพ.รามาธิบดี พบภาระค่าใช้จ่ายการรักษาระยะยาวจากโรคที่เกิดจากการสูบบุหรี่ไฟฟ้า 4 โรค ได้แก่ 1.โรคปอดอุดกั้นเรื้อรัง 2.โรคหลอดเลือดสมอง 3.โรคหัวใจขาดเลือด 4.โรคหอบหืด รวมมูลค่ากว่า 306,636,973 บาท"

ศ.พญ.สุวรรณา กล่าวต่อว่า ผลกระทบจากการสูบบุหรี่ไฟฟ้า ไม่เพียงส่งผลต่อภาระค่ารักษาพยาบาลระยะยาว แต่เป็นสาเหตุหนึ่งที่ทำให้ผู้สูบป่วยเป็นโรคทางเดินหายใจเรื้อรัง และเพิ่มความเสี่ยงต่อการป่วยโรคจิตเวช เพราะผู้สูบบุหรี่ไฟฟ้าจะมีภาวะวิตกกังวล หงุดหงิดง่าย ในผู้ที่มีปัญหาสุขภาพจิตอยู่แล้วจะมีความรุนแรงเพิ่มมากขึ้นได้ง่าย

"สอดคล้องกับผลการศึกษาการประเมินภาวะความเสี่ยงการเกิดโรคจิตเวชจากบุหรี่ไฟฟ้า ปี 2568 โดยคณะแพทยศาสตร์ รพ.รามาฯ พบว่า ผู้ที่สูบบุหรี่ไฟฟ้ามีโอกาสเสี่ยงต่อการป่วยภาวะซึมเศร้าสูงถึง 1.58 เท่า เสี่ยงฆ่าตัวตาย 2.05 เท่า เมื่อเทียบกับผู้ไม่เคยสูบบุหรี่ไฟฟ้า"ศ.พญ.สุวรรณา กล่าว

ด้าน รศ.ภญ.มนทรัตม์ ถาวรเจริญทรัพย์ ภาควิชาเภสัชกรรม คณะเภสัชศาสตร์ มหิดล กล่าวว่า จากผลการศึกษาแบบจำลองต้นทุนทางเศรษฐศาสตร์จากบุหรี่ไฟฟ้า ปี 2562-2563 ซึ่งได้รับทุนวิจัยจาก ศจย. คณะแพทยศาสตร์ รพ.รามาธิบดี พบว่า การสูบบุหรี่ไฟฟ้าจะทำให้ผู้สูบมีความเสี่ยงสูบบุหรี่มวนเพิ่มขึ้น 3.5 เท่า และในผู้ที่สูบบุหรี่มีโอกาสติดสารนิโคติน เสี่ยงป่วย 4 โรค ได้แก่ โรคปอดอุดกั้นเรื้อรัง โรคหลอดเลือดสมอง โรคหัวใจขาดเลือด และโรคหอบหืด ทำให้เสี่ยงต่อการเสียชีวิตก่อนวัยอันควร และที่สำคัญส่งผลให้เกิดต้นทุนค่าใช้จ่ายค่ารักษาของโรงพยาบาล

รศ.ภญ.มนทรัตม์ กล่าวต่อว่า จากแบบจำลองพบว่า ผู้สูบบุหรี่ไฟฟ้าเพศชาย 1 คน หากเริ่มสูบบุหรี่ไฟฟ้าตั้งแต่อายุ 15 ปี ไปจนถึงตลอดชีวิต จะทำให้เกิดต้นทุนค่าใช้จ่ายที่ไม่จำเป็นสูงถึง 2,637,414 บาท สะท้อนให้เห็นว่า การสูบบุหรี่ไฟฟ้านอกจากจะเป็นภัยอันตรายต่อสุขภาพ ยังคงส่งผลกระทบสร้างภาระค่าใช้จ่ายในอนาคตของประเทศด้วย

รศ.พญ.เริงฤดี ปธานวนิช ภาควิชาเวชศาสตร์ชุมชน คณะแพทยศาสตร์ รพ.รามาธิบดี กล่าวว่า นักสูบบุหรี่ไฟฟ้ามีจำนวนเพิ่มขึ้นทุกปี และมีแนวโน้มที่นักสูบจะมีอายุน้อยลงเรื่อยๆ ในปี 2567-2568 คณะแพทยศาสตร์ รพ.รามาฯ ร่วมกับ สสส. สถาบันวิจัยระบบสาธารณสุข (สวรส.) และภาคีเครือข่าย ทำการสำรวจสุขภาพประชาชนไทยโดยการตรวจร่างกาย ครั้งที่ 7 ซึ่งมีการสำรวจเกี่ยวกับการใช้บุหรี่ไฟฟ้าของกลุ่มอายุตั้งแต่ 10 ปีขึ้นไปด้วย

รศ.พญ.เริงฤดี กล่าวต่อว่า ข้อมูลเบื้องต้นหลังจากเก็บข้อมูลไปแล้วร้อยละ 40 พบเด็กและเยาวชน อายุ 15-29 ปี มีแนวโน้มการใช้บุหรี่ไฟฟ้าเพิ่มขึ้น จากร้อยละ 5.8 ในปี 2562 เป็นร้อยละ 12.2 สะท้อนให้เห็นถึงการเปลี่ยนแปลงพฤติกรรมการสูบบุหรี่วัยรุ่นอย่างชัดเจนในกลุ่มเด็กและเยาวชนไทย

รศ.พญ.เริงฤดี กล่าวอีกว่า ทุกภาคส่วนจึงต้องรณรงค์สร้างความรู้ ความเข้าใจเกี่ยวกับอันตรายของบุหรี่ไฟฟ้า และส่งเสริมการป้องกันนโยบายหรือมาตรการควบคุมการสูบบุหรี่ในกลุ่มวัยรุ่นอย่างจริงจัง ซึ่งข้อมูลฉบับสมบูรณ์คาดว่าจะแล้วเสร็จภายในปีนี้ จะทำให้ทราบสถานการณ์การสูบบุหรี่ไฟฟ้าของคนไทยอย่างละเอียดมากขึ้น

ขณะที่ผศ.ศรัณญา เบญจกุล รองหัวหน้าภาควิชาสุขศึกษาและพฤติกรรมศาสตร์ คณะสาธารณสุขศาสตร์ มหิดล กล่าวว่า ผลสำรวจการบริโภคยาสูบในเยาวชนไทย ปี 2565 (Global Youth Tobacco Survey : GYTS) อยู่ท่ามกลางปัจจัยที่เอื้อให้เกิดการสูบบุหรี่ได้ง่ายขึ้น เพราะเด็กและเยาวชน 6 ใน 10 เคยเห็นการโฆษณาส่งเสริมการขายบุหรี่ผ่านสื่อออนไลน์ ได้รับผลิตภัณฑ์บุหรี่ทดลองใช้ฟรี เพิ่มสูงขึ้นจากร้อยละ 7.3 ในปี 2558 เป็นร้อยละ 11.1 ในปี 2565 มีสิ่งของที่มียี่ห้อหรือโลโก้ผลิตภัณฑ์ยาสูบเพิ่มขึ้น จากร้อยละ10.5 ในปี 2558 เป็นร้อยละ 12.5 ในปี 2565 รวมถึงสามารถซื้อบุหรี่เป็นมวนได้เพิ่มขึ้น จากร้อยละ 19.6 ในปี 2558 เป็นร้อยละ 37.4 ในปี 2565

ดังนั้น การควบคุมการโฆษณาผลิตภัณฑ์ยาสูบในสื่อออนไลน์ จึงมีความสำคัญในการป้องกันและลดอัตราการสูบบุหรี่ในกลุ่มเด็กและเยาวชน พร้อมทั้งควรส่งเสริมให้เกิดการตระหนักรู้เกี่ยวกับอันตรายจากการใช้ยาสูบอย่างต่อเนื่อง

อ่านข่าวต้นฉบับได้ที่ : ห่วงเด็ก-เยาวชน สูบ "บุหรี่ไฟฟ้า" พุ่ง 12.2% เสี่ยงป่วย 4 โรค รพ.ต้องแบกค่ารักษา

ติดตามข่าวล่าสุดได้ทุกวัน ที่นี่
- Website : https://www.khaosod.co.th

ดูข่าวต้นฉบับ
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...