โดนทั้งคู่! ป.ป.ช. จ่อแจ้งข้อกล่าวหา “สุทิน-โรม” ส่อขัด "ประมวลจริยธรรมฯ"
โดนทั้งคู่! ป.ป.ช. จ่อแจ้งข้อกล่าวหา “สุทิน-โรม” ปมอภิปราย แถลงข่าวเท็จ ส่อขัด "ประมวลจริยธรรมฯ"
ผู้สื่อข่าวรายงานว่า กรณีพรรคร่วมฝ่ายค้านนำโดยพรรคประชาชนแจ้งว่า วันที่27 ก.พ.2568 นี้ จะยื่นญัตติอภิปรายไม่ไว้วางใจคณะรัฐมนตรี(ครม.) น.ส.แพทองธาร ชินวัตร นายกรัฐมนตรี ตามรัฐธรรมนูญ มาตรา 151 ซึ่งน่าจะมีการอภิปรายในช่วงเดือนมี.ค.2568 ซึ่งสอดรับกระแสข่าวการปรับครม. และต้องติดตามว่า ครม.คนใดจะมีคะแนนไว้วางใจสูงสุดและต่ำสุดในการอภิปรายครั้งนี้ โดยพรรคประชาชนตั้งเป้าอภิปรายครม.ไว้หลายคน โดยหนึ่งในนั้นคือนายกรัฐมนตรี
ผู้สื่อข่าวรายงานว่า ในเร็ววันนี้ สำนักงานป.ป.ช.กำลังจะแจ้งข้อกล่าวหากับนักการเมืองหลายคนที่ฝ่าฝืนมาตรฐานทางจริยธรรมของตุลาการศาลรัฐธรรมนูญ และผู้ดำรงตำแหน่งในองค์กรอิสระ รวมทั้งผู้ว่าการตรวจเงินแผ่นดิน และหัวหน้าหน่วยงานของศาลรัฐธรรมนูญและองค์กรอิสระ พ.ศ.2561 ที่นำมาบังคับใช้กับฝ่ายการเมืองด้วยคือ ครม. สส. สว. และข้าราชการการเมืองนั้น โดยเป็นประเด็นที่เกี่ยวเนื่องกับการอภิปราย การแถลงข่าวต่อสื่อมวลชน การเคลื่อนไหวที่ฝ่าฝืนหมวด 2 มาตรฐานทางจริยธรรมอันเป็นค่านิยมหลักในข้อ15 ที่ระบุว่า ให้ข้อมูลข่าวสารตามข้อเท็จจริงแก่ประชาชนหรือสื่อมวลชนอันอยู่ในความรับผิดชอบของตน ถูกต้องครบถ้วนและไม่บิดเบือนและข้อ17 ที่ระบุว่า ไม่กระทําการใดที่ก่อให้เกิดความเสื่อมเสียต่อเกียรติศักดิ์ของการดํารงตําแหน่ง โดยตอนนี้นักการเมืองคนสำคัญหลายคนกำลังถูกตั้งข้อกล่าวหานั้น
ทั้งนี้ มีรายงานว่า นายสุทิน คลังแสง สส.บัญชีรายชื่อ พรรคเพื่อไทย เป็นหนึ่งในสส.ที่สำนักงานป.ป.ช.กำลังจะชี้มูลความผิด โดยระบุพฤติการณ์ของนายสุทินว่า วันที่8กย.2564นายสุทินให้สัมภาษณ์กับสื่อมวลชนว่ามีการแจกเงินให้สส.คนละห้าล้านบาทที่ห้องทำงานนายกรัฐมนตรีชั้นสาม อาคารรัฐสภา เพื่อให้สส.ลงคะแนนให้นายกรัฐมนตรีในช่วงอภิปรายไม่ไว้วางใจ โดยนายสุทินมาชี้แจงกับสำนักงานป.ป.ช.แล้วแต่ไม่มีหลักฐานในประเด็นที่เคยให้สัมภาษณ์กับสื่อมวลชนมาแสดงกับสำนักงานป.ป.ช.ซึ่งนายสุทินเข้าข่ายการละเมิดหมวด2ของมาตรฐานทางจริยธรรมฯ
นอกจากนี้ยังพบว่านายรังสิมันต์ โรม สส.บัญชีรายชื่อ พรรคประชาชนนั้น สำนักงานป.ป.ช.ดำเนินการตรวจสอบ กลั่นกรองและไต่สวนข้อกล่าวหาของนายรังสิมันต์ จำนวน 6 สำนวนคือ 1.การสนับสนุนพรรคก้าวไกลรับข้อเสนอจากกลุ่มILawที่ให้มีการแก้ไขรัฐธรรมนูญหมวดหนึ่งและหมวดสอง สนับสนุนพรรคก้าวไกลให้มีมติแก้ไขประมวลกฎหมายอาญา มาตรา112 เข้าร่วมชุมนุมขับไล่พลเอกประยุทธ์ จันทร์โอชา โดยเรียกร้องให้มีการปฏิรูปสถาบัน การแก้ไขรัฐธรรมนูญทั้งฉบับโดยตั้งสสร.และโพสต์เฟซบุ๊คในลักษณะเสียดสีดูหมิ่นพลเอกประยุทธ์
2.วันที่22 ก.ค.2565 นายรังสิมันต์ได้อภิปรายไม่ไว้วางใจพลเอกประยุทธ์โดยนำเข้าข้อมูลอันเป็นเท็จคือแอบอ้างสถาบันเป็นเครื่องมือเพื่อไม่ให้มีการตรวจสอบเรื่องมัวหมองในอดีตของตนเองและเป็นนักบินเถื่อน ขาดคุณสมบัติการเป็นนักบินถวายการเดินทาง ก่อหนี้เกินงบประมาณการซ่อมบำรุงอากาศยานของสตช.ทำให้นายกฯต้องขออนุมัติงบกลาง937ล้านบาทชำระหนี้ให้การบินไทย ร่วมกันฮั้วประมูลกับเอกชนในการจำหน่ายอะไหล่ให้อากาศยานของสตช.และขายอะไหล่ที่ใช้ไม่ได้ให้เอกชนนำไปใช้งานต่อ
3.ปฏิบัติหน้าที่โดยทุจริตและฝ่าฝืนหรือไม่ปฏิบัติตามมาตฐานจริยธรรมอย่างรุนแรง โดยนำเสนอข้อมูลของสถาบันพระมหากษัตริย์ต่อสาธารณะในลักษณะอันอาจเป็นการบิดเบือนใส่ร้ายสถาบันและทำให้ประชาชนเกลียดชังสถาบันและต้องการเปลี่ยนแปลงการปกครอง
4.จงใจใช้อำนาจขัดต่อรัฐธรรมนูญ ฝ่าฝืนไม่ปฏิบัติตามมาตรฐานจริยธรรมฯกรณีจัดทำหนังสือและแถลงข่าวว่าจะเชิญประธานศาลฎีกามาชี้แจงกรณีไม่ให้ประกันตัวแกนนำม็อบกลุ่มราษฎรโดยประธานศาลฎีกาอ้างว่าบุคคลภายนอกขอมาในกมธ.การกฎหมายฯ สภาผู้แทนราษฎรและจะนำวาระเข้าที่ประชุมกมธ.ดังกล่าวเมื่อวันที่7เมย.2564ซึ่งการกระทำดังกล่าวไม่สามารถกระทำได้เพราะขัดรัฐธรรมนูญ มาตรา129วรรคสี่และไม่ปฏิบัติตามมาตรฐานจริยธรรมฯว่าด้วยข้อบังคับประมวลจริยธรรมของสส.และกมธ. พศ.2563
5.เสนอแก้ไขประมวลกฎหมายอาญา มาตรา112 และ6.จงใจปฏิบัติหน้าที่ขัดต่อรัฐธรรมนูญ ฝ่าฝืนไม่ปฏิบัติตามมาตรฐานจริยธรรมฯกรณีร่วมลงชื่อแก้ไขประมวลกฎหมายอาญา มาตรา112 ซึ่งการดำเนินการนี้ขัดหรือแย้งต่อรัฐธรรมนูญมาตรา6
ผู้สื่อข่าวรายงานว่า การดำเนินการดังกล่าวของสำนักงานป.ป.ช.ในกรณีของนายสุทินและนายรังสิมันต์รวมทั้งสมาชิกรัฐสภารายอื่นๆนั้น สำนักงานป.ป.ช.ดำเนินการมาหลายปีแล้ว ก่อนที่คณะกรรมการป.ป.ช. 7 คน จะมีการลงมติเลือกนายสุชาติ ตระกูลเกษมสุข เป็นประธาน ซึ่งตอนนี้พรรคประชาชนล่ารายชื่อสส.และสว.ราว140คน โดยอาศัยรัฐธรรมนูญ มาตรา236เพื่อเสนอต่อประธานรัฐสภาให้ถอดถอนนายสุชาติ ออกจากตำแหน่ง อีกทั้งกรณีนี้ มีการตั้งสังเกตว่า การออกมาให้ข่าวว่าจะยื่นถอดถอนนายสุชาติของสส.พรรคประชาชนและพลตำรวจเอกสุรเชษฐ์ หักพาลนั้น น่าจะ เป็นการกดดัน สำนักงาน ป.ป.ช. ในฐานะผู้ไต่สวนคดี ของนายรังสิมันต์และอดีต สส.พรรคก้าวไกล 44 คน รวมทั้งพลตำรวจเอกสุรเชษฐ์หรือไม่ เนื่องจาก หากพิจารณาจาก ช่วงเวลา ที่มีการตั้งไต่สวนของ ป.ป.ช .เป็นห้วงเวลาเดียวกับที่นายสุชาติ กำกับดูแล สำนักไต่สวนการทุจริตภาคการเมืองด้วย