โปรดอัพเดตเบราว์เซอร์

เบราว์เซอร์ที่คุณใช้เป็นเวอร์ชันเก่าซึ่งไม่สามารถใช้บริการของเราได้ เราขอแนะนำให้อัพเดตเบราว์เซอร์เพื่อการใช้งานที่ดีที่สุด

ธุรกิจ-เศรษฐกิจ

Made in India ทางออก Apple ? ชดเชยต้นทุนสินค้านำเข้าจากจีนพุ่ง แห่ตุน iPhone ป้อนตลาดอเมริกา

Thairath Money

อัพเดต 10 เม.ย. 2568 เวลา 09.51 น. • เผยแพร่ 10 เม.ย. 2568 เวลา 08.15 น.
ภาพไฮไลต์

Apple กำลังเผชิญกับภัยคุกคามครั้งใหญ่ที่สุดต่อธุรกิจในรอบหลายปี เมื่อมาตรการภาษีนำเข้าสินค้าตอบโต้กันไปมาระหว่างสหรัฐอเมริกาและจีน ฐานผลิตใหญ่ที่สุดของ iPhone อาจนำไปสู่ปัญหาเรื่องต้นทุนการผลิตผลิตภัณฑ์ที่สูงขึ้น ประสิทธิภาพในการทำกำไรลดลง ตลอดจนการคาดการณ์ว่าราคาสินค้าของ Apple ที่ผลิตในจีนอาจเพิ่มขึ้นกว่า 100% ซึ่งส่งผลเสียต่อผู้บริโภคอเมริกันโดยตรง

สำนักข่าวบลูมเบิร์ก รายงานว่า Apple กำลังกักตุนสินค้าคงคลังไว้เพื่อรองรับภาษีและเพิ่มการนำเข้าอุปกรณ์ที่ผลิตในอินเดียเข้ามาในตลาดสหรัฐฯ โดยพบว่า บริษัทมีการเพิ่มจำนวนเที่ยวบินขนส่ง iPhone หลังจากการประกาศมาตรการขึ้นภาษี โดยมีเที่ยวบินอย่างน้อย 10 เที่ยวบินที่ออกเดินทางจากสนามบินนานาชาติเจนไนไปยังสหรัฐฯ อ้างอิงตามข้อมูลจากเจ้าหน้าที่อินเดีย 3 รายที่ทราบเรื่องนี้

ทั้งนี้แผนเรียกเก็บภาษีตอบโต้ของสหรัฐฯ ต่ออินเดียอยู่ที่ 26% ขณะที่จีน ทรัมป์ได้เพิ่มอัตราภาษีนำเข้าสินค้าจากจีนเป็น 125% แล้วเมื่อวันที่ 9 เมษายนที่ผ่านมา ซึ่งหากเปรียบเทียบแล้วจะอยู่ในอัตราที่ต่ำกว่าจีนเกือบ 5 เท่า

Ashwini Vaishnaw รัฐมนตรีกระทรวงเทคโนโลยีของอินเดีย กล่าวในงานแถลงว่า Apple ส่งออก iPhone มากกว่า 1.5 ล้านล้านรูปี (17,400 ล้านดอลลาร์สหรัฐ) จากอินเดียในปีงบประมาณที่แล้ว ซึ่งเพิ่มสูงขึ้นจากปีก่อน โดยอินเดียส่งออกสมาร์ทโฟนมูลค่ามากกว่า 2 ล้านล้านรูปี ในปีงบประมาณจนถึงเดือนมีนาคม 2025 ซึ่งเพิ่มขึ้น 54% จากปีก่อนหน้า

Made in India ทางออก Apple ชดเชยต้นทุน iPhone นำเข้าจากจีนพุ่ง

ปัจจุบัน Apple ยังคงจัดส่ง iPhone ประมาณสี่ในห้าจากจีนหรือประมาณกว่า 80% ในจีน ตามการวิจัยของ Counterpoint Research แม้จะมีความพยายามที่จะย้ายฐานการผลิตไปยังประเทศต่างๆ อย่างจริงจังนับตั้งแต่ปี 2020 เป็นต้นมา เช่น อินเดีย เวียดนาม และมาเลเซีย

เนื่องจากห่วงโซ่อุปทานที่แข็งแกร่งของจีนถูกมองว่าเป็นปัจจัยหนึ่งที่ทำให้ประธานาธิบดีสี จิ้นผิงมีความมั่นใจเมื่อเขาเจรจากับทรัมป์และสร้างภาพลักษณ์ที่ท้าทายต่อผู้ชมในประเทศ รวมถึงการสร้างระบบนิเวศอุตสาหกรรมที่ซับซ้อนในที่อื่นขึ้นมาใหม่นั้นมีค่าใช้จ่ายสูงและใช้เวลานานหลายปี

อย่างไรก็ตาม Apple ถือเป็นผู้ได้รับผลกระทบมากที่สุดรายหนึ่งของวอลล์สตรีท จากนโยบายขึ้นภาษีของประธานาธิบดีสหรัฐฯ โดยสูญเสียมูลค่าตลาดไปราว 7 แสนล้านดอลลาร์นับตั้งแต่มีการประกาศเมื่อสัปดาห์ที่แล้ว ซึ่งแสดงให้เห็นถึงปัญหาของธุรกิจที่อาศัยการผลิตขั้นสูงในจีนเป็นหลัก

อ่านเพิ่มเติม เกิดอะไรขึ้นกับ Apple หลังทรัมป์ประกาศขึ้นภาษี รับศึกหนักสงครามการค้า หุ้นร่วง กำไรหด ต้นทุนสูง จับตาราคา iPhone-MacBook เพิ่มเท่าตัว

ซึ่งแน่นอนว่าจุดยืนแข็งกร้าวต่อจีนนั้นกำลังผลักดันให้แผนการกระจายความเสี่ยงของ Apple ดำเนินต่อไป โดยมีอินเดียและประเทศต่างๆ ในเอเชียตะวันออกเฉียงใต้ ที่จะกลายเป็นเป้าหมายฐานผลิตใหม่หลังจากนี้ Apple ต้องพึ่งพาการกระชับความสัมพันธ์กับอินเดียเพื่อช่วยรับมือกับผลกระทบในทันทีจากมาตรการขึ้นภาษีที่เข้มงวด ครอบคลุมไปถึงการเพิ่มแผนลงทุน

โดย Apple เริ่มขยายธุรกิจอย่างเงียบๆ ในอินเดีย หลังการปิดโรงงานผลิต iPhone ที่ใหญ่ที่สุดในจีนจากสถานการณ์การแพร่ระบาดโควิดในปี 2019 ที่สร้างความเสียหายให้กับห่วงโซ่อุปทานในจีน ซึ่งที่ผ่านมารัฐบาลอินเดียมอบเงินอุดหนุนช่วยให้ Foxconn Technology Group และหน่วยการผลิตอุปกรณ์อิเล็กทรอนิกส์ของ Tata Group ที่ได้ซื้อโรงงานของ Wistron และ Pegatron ในอินเดียเพื่อขยายการประกอบ iPhone ในท้องถิ่น

ซึ่งเป็นไปตามเป้าหมายของนายกรัฐมนตรี Narendra Modi ที่ต้องการเปลี่ยนประเทศให้กลายเป็นศูนย์กลางการผลิตทางเทคโนโลยี ซึ่ง Tata Group กำลังสร้างกำลังการผลิตในฐานะซัพพลายเออร์ที่ถือเป็นขั้นตอนสุดท้ายของเครือข่ายการผลิตของ Apple ในปัจจุบันที่กระจายอยู่ทั่วเอเชีย

อินเดีย ชาติที่ไม่เสียหายมากนักจากศึกนี้

แม้ว่าอินเดียจะตกเป็นเป้าหมายของทรัมป์ด้วยภาษีในอัตรา 26% แต่ประเทศดังกล่าวก็พยายามเอาใจทรัมป์ โดยเปิดการเจรจาข้อตกลงการค้าทวิภาคีกับสหรัฐฯ ซึ่งชาวอินเดียหวังว่าภาษีศุลกากรจะลดลง

และยิ่งไปกว่านั้นคาดว่าอินเดียจะเป็นหนึ่งในผู้ได้รับประโยชน์จากการประกาศระงับการเรียกเก็บภาษีเพิ่มเติมกับประเทศต่างๆ ที่ยินดีจะเจรจา โดยประเทศเหล่านี้จะยังคงถูกเรียกเก็บภาษี 10% จากสินค้าที่ส่งออกไปยังสหรัฐฯ ยกเว้นจีน นอกจากนี้ทรัมป์ยังได้เสนอแนวคิดว่าบริษัทเอกชนบางแห่งจะได้รับการยกเว้นจากผลกระทบของภาษีอีกด้วย

อย่างไรก็ตามนอกเหนือจากจีน อินเดีย แล้ว บริษัทยังเผชิญกับแรงกดดันในเวียดนาม ซึ่งเป็นผู้ส่งออก MacBook รายใหญ่ที่รับผลกระทบภาษีนำเข้าถึง 46% แม้ว่ารัฐบาลของประเทศจะเสนอให้ลดภาษีสินค้าจากสหรัฐฯ ลงเป็นศูนย์ก็ตาม

ไม่ว่าจะทำอย่างไรสินค้า Apple จะแพงขึ้นอยู่ดี

Wamsi Mohan นักวิเคราะห์จาก Bank of America กล่าวว่า แผนการสงวนการผลิต iPhone ทั้งหมดของอินเดียไว้สำหรับสหรัฐฯ จะทำให้อินเดียสามารถผลิต iPhone ได้ประมาณ 30 ล้านเครื่องจากทั้งหมด 50 ล้านเครื่องที่ส่งออกไปยังสหรัฐฯ ได้ในแต่ละปี จากเดิมที่การผลิต iPhone ในอินเดียคิดเป็น 14% ของกำลังการผลิตทั้งหมด

อย่างไรก็ตามแม้ว่าตอนนี้ Apple จะหันมาพึ่งพาอินเดียมากขึ้น แต่บริษัทไม่มีห่วงโซ่อุปทานในประเทศที่จะกระตุ้นการผลิตได้อย่างมีนัยสำคัญ ส่งผลให้บริษัทต้องเผชิญกับภาษีศุลกากรที่สูงมากในระยะยาวต่อไปและอาจต้องพิจารณาปรับขึ้นราคาสินค้าอิเล็กทรอนิกส์ระดับไฮเอนด์หรือหาวิธีที่จะยอมรับต้นทุนที่เพิ่มขึ้น ท่ามกลางการถกเถียงเรื่องการตั้งฐานผลิตใหม่ในสหรัฐฯ

ด้าน Erik Woodring นักวิเคราะห์ของ Morgan Stanley กล่าวว่า Apple มีห่วงโซ่การผลิตที่ฝังรากลึกในจีนและเอเชียตะวันออกเฉียงใต้มานานหลายทศวรรษ และดูเหมือนว่าตอนนี้จะต้องเผชิญกับแรงกดดันที่จะต้องเปลี่ยนวิธีคิดทั้งหมดในการสร้างและกำหนดราคา iPhone

แม้ว่าการประกอบ iPhone ในสหรัฐฯ จะสามารถทำได้ในทางเทคนิคแต่ Mohan กล่าวว่าประเด็นเรื่องส่วนประกอบต่างๆ ที่นำมาผลิต iPhone จะถูกเรียกเก็บภาษีหรือไม่ เพราะสุดท้ายแล้วบริษัทยังคงต้องพึ่งพาส่วนประกอบจากประเทศผู้ผลิตใจเอเชียที่อาจถูกเรียกเก็บภาษีต่อไป โดยเฉพาะ จีนแผ่นดินใหญ่ ที่มีการประกอบ iPhone โดยบริษัทต่างๆ เช่น Foxconn และ Pegatron ของไต้หวัน

นักวิเคราะห์หลายคนกล่าวว่าพวกเขาคาดว่าการปรับขึ้นราคาใดๆ จาก Apple จะเกิดขึ้นในช่วงปลายปีนี้ โดยคาดว่าจะมีการเปิดตัว iPhone รุ่นใหม่ในเดือนกันยายน ซึ่งจะส่งผลให้ผู้บริโภคทั่วโลกได้รับผลกระทบอย่างรุนแรงในครั้งนี้

อ่านเพิ่มเติม

อ้างอิงข้อมูลจากFinancial Times , Bloomberg

ติดตามเพจ Facebook : Thairath Money ได้ที่ลิงก์นี้ -

https://www.facebook.com/ThairathMoney

ตามข่าวก่อนใครได้ที่
- Website : Thairath Money
- LINE Official : Thairath

ดูข่าวต้นฉบับ
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...