รวมให้แล้ว! 8 โบรก ประเมิน หุ้นกลุ่มไหน รับผลเชิงบวก-ลบ จากแผ่นดินไหว
รวมให้แล้ว! 8 โบรก ประเมิน หุ้นกลุ่มไหน รับผลเชิงบวก-ลบ จากแผ่นดินไหว
สำนักข่าวอีไฟแนนซ์ไทย- -31 มี.ค. 68 11:12 น.
8 โบรก ประเมินผลกระทบแผ่นดินไหว ส่งผลเชิงบวก-ลบ ต่อหุ้นไทยกลุ่มไหน ส่วนใหญ่ประสานเสียง มองกระทบเชิงลบกลุ่มอสังฯ ส่วนคอนโดฯ หนักสุด รับผลบวกกลุ่มวัสดุก่อสร้าง-ซ่อมแซ่ม
ผู้สื่อข่าวรวบรวมมุมมองบทวิเคราะห์จากบริษัทหลักทรัพย์ (บล.) 8 แห่ง ได้แก่ ซีจีเอส อินเตอร์เนชั่นแนล, ดาโอ, ดีบีเอส วิคเคอร์ส, ทรีนีตี้, ฟินันเซีย ไซรัส, กรุงศรี, เอเซียพลัส และ พาย ต่อหุ้นที่ได้รับผลลและบวกจากเหตุการณ์แผ่นดินไหวเมื่อวันที่ 28 มี.ค.68 ไว้ดังนี้
*** บล. ซีจีเอส อินเตอร์เนชั่นแนล
นายกรรณ์ หทัยศรัทธา นักกลยุทธ์ ฝ่ายวิเคราะห์เศรษฐกิจและการลงทุน สายงานวิจัย บริษัทหลักทรัพย์ ซีจีเอส อินเตอร์เนชั่นแนล (ประเทศไทย) เปิดเผยว่า กรณีเหตุการณ์แผ่นดินไหว มุมมองของโบรก ประเมินผลกระทบต่อกลุ่มอุตสาหกรรม โดยมีมุมมองเชิงบวกต่อหุ้นดังนี้
1. กลุ่ม Home improvement จาก อุปสงค์การซ่อมแซมบ้าน และ อุปสงค์ใหม่สำหรับการซื้อบ้านเดี่ยวมือหนึ่งรวมถึงมือสองที่มากขึ้น ซึ่งจะส่งผลบวกต่อ MegaHome ของ HMPRO และ ไทวัสดุ ของ CRC
2. กลุ่มอสังหาริมทรัพย์ Low rise หรือ กลุ่มบ้านเดี่ยว จากความกังวลเหตุการณ์แผ่นดินไหว และ มาตรการผ่อนคลาย LTV ในช่วงที่ผ่านมา มีผลตั้งแต่ 1 พ.ค. 2025
3. กลุ่มโรงพยาบาล จากความเสียหายและการบาดเจ็บจากเหตุการณ์แผ่นดินไหว (เคส OPD)
เรามีมุมมองเชิงลบต่อ
1. กลุ่มอสังหาริมทรัพย์ High-rise หรือ กลุ่มคอนโด จาก ทั้งยอด pre-sales ในระยะสั้น, ความเชื่อมั่นต่อกลุ่มโดยภาพรวม โดย เรามองว่า ORI ANAN LPN จะได้รับผลกระทบสูงสุดจากสัดส่วน condo ที่สูง
2. กลุ่มธนาคารพาณิชย์ โดยเฉพาะกลุ่มแบงค์ใหญ่ (SCB KBANK BBL KTB) จาก แรงกดดันที่ธนาคารแห่งประเทศไทยอาจลดดอกเบี้ยนโยบายในอนาคตเพิ่มเติม, สินเชื่อ consumer loans และ housing loans และ ความเสี่ยงจาก ITD
3. กลุ่มประกันภัย จาก ภาระการจ่ายเคลมของตึก สตง. วงเงินคุ้มครอง 2.2 พันล้านบาท ได้แก่ TIPH (40%), BKIH (25%)
4. กลุ่มรับเหมาก่อสร้าง จาก การก่อสร้างที่ชะลอลงชั่วคราวจากการตรวจสอบและความปลอดภัย รวมถึง ITD หลังเป็นโครงการก่อสร้างร่วมทุนตึกถล่มดังกล่าว
5. กลุ่มขนส่งมวลชน จาก Traffic ที่อาจลดลงหรือชะลอในระยะสั้น จากการขอความร่วมมือในการ work-from-home และ การปิดทำการครึ่งวันในวันที่ 28 มี.ค. 2025 (BEM BTS)
6. กลุ่มท่องเที่ยว จาก ความกังวลด้านความปลอดภัยทั้งการยกเลิกอีเวนท์หรือการจองห้องพักในระยะสั้น (ERW CENTEL)
7. กลุ่มเครื่องดื่ม จาก ยอดขายในพม่าที่อาจจะโดนกระทบ โดยเฉพาะ CBG
*** บล. ดาโอ
บล. ดาโอ (ประเทศไทย) เปิดเผยว่า แผ่นดินไหวขนาดใหญ่ที่สุดอันดับ2 ในประวัติศาสตร์ประเทศไทย ประเมินผลกระทบต่อบริษัทจดทะเบียนในตลาดหลักทรัพย์ฯ (SET) จากเหตุการณ์แผ่นดินไหวขนาด 7.4 แมกนิจูด ซึ่งมีศูนย์กลางอยู่ที่ประเทศเมียนมา และรับรู้ได้ในหลายพื้นที่ของประเทศไทยโดยเฉพาะกรุงเทพมหานคร เมื่อวันที่ 28 มี.ค.ที่ผ่านมาว่า เบื้องต้นผลกระทบต่อเศรษฐกิจและอุตสาหกรรมหลักของไทยมีจำกัด เมื่อเทียบกับเหตการณ์สึนามิที่ภาคใต้ในปี 2004 และน้ำท่วมใหญ่ในปี 2011 อย่างไรก็ตามเราคาดว่าเหตุการณ์แผ่นดินไหวครั้งนี้จะส่งผลกระทบในระยะสั้น โดยจะกระทบเชิงลบมากกว่าบวก และกับหุ้นในบางกลุ่มอุตสาหกรรมเท่านั้น
โดย DAOL มองว่าเป็นลบต่ออสังหาริมทรัพย์, ท่องเที่ยว, การขนส่งภาคพื้นดิน,รับเหมาก่อสร้างแต่อาจเป็นบวกบางส่วนต่อกลุ่มค้าปลีก (ปรับปรุงบ้าน) โดยหุ้นที่คาดว่าจะกระทบเชิงลบมากสุดคือ กลุ่มอสังหาฯโดยเฉพาะที่เน้นโครงการแนวสูง (ANAN, ORI, LPN) และกลุ่มท่องเที่ยว (ERW, CENTEL, MINT, SHR)
สำหรับกลุ่มที่ได้อานิสงส์เชิงบวกคือ กลุ่ม Home Improvement (HMPRO,DOHOME, GLOBAL), วัสดุก่อสร้าง และที่ปรึกษาด้านวิศวกรรม (TOA,SCGD, SCCC, DCC, TEAMG) หุ้นที่เราแนะนำที่คาดว่าจะ outperform SET ระยะสั้น คือ HMPRO (ซื้อ/เป้า 12.00 บาท), DOHOME (ซื้อ/เป้า 7.50 บาท), GLOBAL (ถือ/เป้า 8.00 บาท)
โดยหากจำแนกเป็นรายกลุ่มผลกระทบจะมีดังนี้
(-) Property (Neutral): เป็น sentiment เชิงลบต่อความเชื่อมั่นในการซื้อที่อยู่อาศัยที่เป็นอาคารสูง เช่น คอนโดมิเนียม จากความกังวลด้านความปลอดภัยส่งผลให้ผู้บริโภค อาจเปลี่ยนการตัดสินใจไปซื้อที่อยู่อาศัยแนวราบหรือคอนโดมิเนียมที่เป็นอาคารที่ไม่สูงมาก (low rise building) มากขึ้น รวมถึงอาจทำให้โครงการคอนโดที่อยู่ระหว่างการก่อสร้างต้องล่าช้าออกไปเพื่อรอการตรวจสอบความปลอดภัย ในขณะที่อาจมีค่าใช้จ่ายเพิ่มเติมในการซ่อมแซมคอนโดมิเนียมที่อยู่ระหว่างการขายที่ได้รับผลกระทบจากแผ่นดินไหวผู้ประกอบการที่เน้นคอนโดแนวสูงมากกว่าที่อยู่อาศัยแนวราบได้แก่ ANAN (no coverage), ORI (ขาย/เป้า 2.90 บาท), LPN (ขาย/เป้า 1.80 บาท)
(-) Tourism (Neutral): นักท่องเที่ยวมีโอกาสตัดสินใจเลื่อนแผนการเดินทางมาประเทศไทยระยะสั้น เพื่อรอดูสถานการณ์ ว่าอาจมีแผ่นดินไหวตามมาอีกไหม และการพักในโรงแรมที่เป็นอาคารสูง อาจไม่ปลอดภัย หุ้นที่กระทบ ERW(ถือ/เป้า 4.40 บาท), CENTEL (ซื้อ/เป้า 44.00 บาท), MINT (ซื้อ/เป้า 34.00บาท), SHR (ซื้อ/เป้า 3.20 บาท
(-) Ground Transport (Neutral): เป็น sentiment เชิงลบจากการปิดให้บริการรถไฟฟ้าชั่วคราว (ปัจจุบันได้เปิดให้บริการแล้ว) เพื่อตรวจสอบความแข็งแรงของโครงสร้างทางรถไฟและระบบหลังแผ่นดินไหว รวมถึงพื้นผิวทางด่วนที่ได้รับผลกระทบ (ส่วนที่เสียหายจากการรายงาน คือ ทางด่วนขั้นที่ 1ซี่งเป็นโครงการภายใต้ความรับผิดชอบของ กทพ.) ในขณะเดียวกัน คาดว่าจะมีผู้มาใช้บริการระบบขนส่งรถไฟฟ้าน้อยลง (ระยะสั้น ช่วงหลังแผ่นดินไหว) จากความกังวลด้านความปลอดภัย และบริษัทเอกชนหลายแห่งมีนโยบายให้พนักงานwork from home (WFH) หลังแผ่นดินไหว หุ้นที่เกี่ยวข้องได้แก่ BEM (ซื้อ/เป้า10.00 บาท), BTS (ถือ/เป้า 6.00 บาท)
(-/+) Commerce (Overweight): CRC (ซื้อ/เป้า 45.00 บาท), CPN (ซื้อ/เป้า62.00 บาท) คาดว่าจะกระทบเชิงลบ จากการต้องปิดทำการชั่วคราวหลังแผ่นดินไหว เพื่อตรวจสอบความปลอดภัยของอาคารที่จำกัด โดยปัจจุบันทุกสาขาไม่ได้รับความเสียหายและสามารถกลับมาเปิดให้บริการตามปกติในวันที่29 มี.ค. 2025 ทั้งนี้เรายังมองผลกระทบจากจะมีผู้มาใช้บรการ (traffic) ลดลงจากความกังวลด้านความปลอดภัยในอาคารใหญ่ หากเกิดแผ่นดินไหวตามมาอีก
อย่างไรก็ตาม คาดจะเป็นบวกระยะสั้นต่อ CPAXT (ซื้อ/เป้า 36.00บาท), CPALL (ซื้อ/เป้า 86.00 บาท) จากการซื้อสินค้าอุปโภคและบริโภค(อาหารแห้ง) เก็บไว้กรณีเกิดเหตุการณ์ฉุกเฉินในอนาคต นอกจากนี้ เราคาดว่ากลุ่ม Home Improvement จะได้รับ sentiment เชิงบวก จากความต้องการสสินค้าวัสดุก่อสร้าง เช่น กระเบื้องปูพื้นและผนัง, สีทาผนัง, ปูนซีเมนต์และอุปกรณ์ซ่อมแซมอาคารอื่นๆ ที่ได้รับความเสียหายมาก โดยหุ้นที่ได้ประโยชน์มากสุด คือ HMPRO (ผลกระทบในเขตพื้นที่เมืองใหญ่มากกว่าต่างจังหวัด), GLOBAL, DOHOME
(+) Construction Materials (no weighting): ได้รับ sentiment เชิงบวกเล็กน้อย จากความต้องการสินค้าวัสดุก่อสร้างในซ่อมแซมอาคาร และสิ่งปลูกสร้างที่ได้รับความเสียหาย เช่น สี, ฝ้าเพดาน, กระเบื้องพื้นและผนัง, ปูนซีเมนต์เป็นต้น หุ้นที่เกี่ยวข้อง (แต่เราไม่ได้ cover) คือ TOA, SCCC, SCGD, DCC
(+/-) Construction Services (Neutral): แม้มีโอกาสได้อานิสงส์จากงานซ่อมแซมฟื้นฟูความเสียหาย แต่มองว่าจะเป็นบวกไม่มากเนื่องจากผู้รับเหมาหลักในตลาดส่วนใหญ่เน้นงานโครงการ infrastructure ขนาดใหญ่ ขณะที่อาจมี sentiment ลบบางส่วนหลังงานก่อสร้างอาคาร สตง. ของ ITD (nocoverage) ถล่ม รวมถึงงานก่อสร้างทางคู่เด่นชัยฯ ของ CK (ซื้อ/เป้า 22.00บาท) และ STECON (ซื้อ/เป้า 7.00 บาท) ที่มีเหตุการณ์คานหล่น ทั้งนี้เหตุการณ์งานก่อสร้างทางคู่เด่นชัยฯ ไม่มีรายงานผู้ได้รับบาดเจ็บและมีประกันคุ้มครอง อย่างไรก็ตาม นอกเหนือจากผู้รับเหมารายใหญ่ เรามองว่าบริษัทที่ปรึกษาด้านวิศวกรรม เช่น TEAMG (no coverage) คาดว่าจะมีงานเพิ่มจากการเข้ารับการตรวจสอบความปลอดภัยของโครงการอาคารสูงต่างๆ
(0) Food and Beverage (Neutral): โรงงานผลิตเครื่องดื่มชูกำลัง ของ OSP(ถือ/เป้า 15.50 บาท) อยู่ที่นิคมอุตสาหกรรมติละวา กรุงย่างกุ้ง ไม่ได้รับความเสียหายจากแผ่นดินไหวครั้งนี้ เนื่องจากมีโครงสร้างรองรับแรงสั่นสะเทือนได้ถึง 8.5 ส าหรับ CBG (ซื้อ/เป้า 95.00 บาท) โรงงานอยู่ที่ย่างกุ้ง ไม่ได้รับผลกระทบ แผนการเปิดโรงงานใน 2H25 ยังเป็นไปตามแผน
*** บล. ดีบีเอส วิคเคอร์ส
DBSV คาดว่าความผันผวนของตลาดจะมากขึ้น เมื่อตลาดหุ้นกลับมาเปิดทํา การในวันจันทร์ที่ 31 มี.ค.68 สําหรับผลกระทบต่อกลุ่มอุตสาหกรรมและหุ้นต่างๆ คาดว่าจะเป็นดังนี้
1.กลุ่มประกันภัย - คาดว่าจะได้รับผลกระทบมาก จากภาระการจ่ายสินไหมทดแทนจํานวนมาก จากความเสียหาย ของสิ่งก่อสร้างและอาคารต่างๆ ที่มีการทําประกันไว้ ซึ่งหลายบริษัทประกันมีการทํา
สําหรับการพังถล่มของอาคารสํานักงานตรวจเงินแผ่นดินส่งผลให้เกิดการเรียกร้องค่าสินไหมทดแทนจํานวนมาก (วงเงินประกันมูลค่าโครงการอยู่ที่ 2,136 ล้านบาท) ตามรายงานของในประเทศ มีบริษัทประกัน 4 รายที่ต้อง รับผิดชอบ คือ 1. TIPH (บมจ.ทิพยประกันภัย) 40% โดยผู้ถือหุ้นใหญ่ คือ PTT 13.46%, KTB 10%, 2. BKIH (บม จ.กรุงเทพประกันภัย) 25% โดยผู้ถือหุ้นใหญ่ คือ BBL 9.99%, BLA 2.01% และตระกูลโสภณพนิช, 3. INSURE (บมจ.อินทรประกันภัย) 25% โดยผู้ถือหุ้นใหญ่ คือ คุณเจริญ สิริวัฒนภักดี ผ่าน Thai Group Holding 62.55%, 4. บริษัทวิริยะประกันภัย 10% ถือหุ้นในบริษัทจดทะเบียนหลายแห่ง เช่น THRE (3.17%), BDMS (4.27%), SIRI(6.86%), TQM (3.10%). XPG (9.02%). PF (7.5%). BAREIT (1.94%). IIG (4.6%)
ส่วนกรณีกระแสข่าวที่ว่า หากโครงการสํานักงานสตง.ก่อสร้างไม่ได้มาตรฐาน จะส่งผลกระทบต่อการรับประกันนั้น ในทางทฤษฎี ทางนายกสมาคมประกันวินาศภัยไทย กล่าวว่า หากโครงการก่อสร้างไม่ได้มาตรฐาน เช่น วัสดุที่ไม่ได้ มาตรฐาน บริษัทประกันภัยจะไม่คุ้มครอง แต่การจะบอกว่าไม่ได้มาตรฐาน รวมทั้งข้อยกเว้นต่างๆ บริษัทประกันภัยไม่ สามารถวินิจฉัยได้เอง ต้องใช้การประเมินจากสภาวิชาชีพต่างๆ และหน่วยงานภาครัฐ
ดร.สมพร สืบถวิลกุล นายกสมาคมประกันวินาศภัยไทย คาดว่ามูลค่าการชดเชยความเสียหายของบริษัทประกันภัย ต่อเหตุการณ์แผ่นดินไหวครั้งนี้น่าจะต่ำกว่า 100,000 ล้านบาท ซึ่งต่ำกว่าโควิดที่ราว 150,000 ล้านบาท
2. กลุ่มที่พักอาศัย – ได้รับผลกระทบทางลบ โดยเฉพาะคอนโดมิเนียมประเภท High rise จากความกังวลเรื่อง ความปลอดภัยของโครงสร้างและความล่าช้าของโครงการ หุ้นที่คาดว่าจะได้รับผลกระทบมากคือ บริษัทที่มีโครงการ คอนโดเป็นสัดส่วนสูง 70-90% คือ NOBLE, ORI, ANAN, LPN บริษัทที่มีรายได้คอนโด 30-50% เป็น AP, SIRI, SPALI, SC ด้าน LH, QH, PSH จะมีสัดส่วนคอนโดน้อย ส่วนใหญ่เป็นบ้านแนวราบ และทาวเฮาส์
เราคาดว่า ยอดขายและยอดโอนรับรู้รายได้คอนโดจะชะลอตัวลง และผู้ประกอบการน่าจะมีการทําโปรโมชั่นเพื่อระบายสต็อก ยังผลให้จะมีความเสี่ยงต่ออัตรากําไรที่อาจจะลดลงบ้าง อย่างไรก็ดี LPN แม้ว่ามีคอนโดเป็นสัดส่วนที่สูง แต่ตาม กระแสข่าวระบุว่าโครงการได้รับผลกระทบจากแผ่นดินไหวไม่มาก ด้านโครงการแนวราบ ทั้งทาวเฮาส์ และบ้านเดี่ยว รวมถึงคอนโด Low rise (ไม่เกิน 9 ชั้น) มีโอกาสได้รับผลบวกเล็กน้อย
3. กลุ่มท่องเที่ยวและโรงแรม – อาจมีการชะลอตัวในระยะสั้น จากนักท่องเที่ยวกังวลเรื่องความปลอดภัย หุ้นที่ถูก กระทบ ได้แก่ ERW, CENTEL, SPA ส่วน MINT ได้รับผลกระทบน้อยกว่า เพราะมีสัดส่วนรายได้จากต่างประเทศสูง
4. กลุ่มที่เกี่ยวกับการบิน – มีโอกาสชะลอตัวในช่วงสั้น โดยความกังวลเรื่องความปลอดภัย ทําให้นักท่องเที่ยวอาจ ชะลอการเดินทางไปก่อน หุ้นที่ได้รับผลกระทบ คือ AOT, AAV, BA
5. กลุ่มรับเหมาก่อสร้าง - คาดว่าจะได้รับผลกระทบแบบผสม โดย ITD ได้รับผลกระทบเชิงลบ เนื่องจากเป็น ผู้รับเหมาสร้างอาคารสํานักงานตรวจเงินแผ่นดินร่วมกับ China Railway No.10 Engineering Group (โดยแบงค์หลัก ของ ITD เป็น BBL) ด้าน SYNTEC น่าจะได้รับผลกระทบทางลบ จากแนวโน้มการก่อสร้างคอนโดเปิดใหม่ที่อาจจะลดลง ส่วน CK และ STECON อาจเป็นผู้ได้ประโยชน์จากการฟื้นฟูและก่อสร้างใหม่ สําหรับโครงการหลวงพระบาง บอง CK บริษัทแจ้งว่าไม่ได้รับผลกระทบจากแผ่นดินไหว
6. กลุ่มซีเมนต์และวัสดุก่อสร้าง - มีแนวโน้มได้รับประโยชน์ในระยะสั้น จากความต้องการใช้ซีเมนต์ กระเบื้อง และยางมะตอยที่จะเพิ่มขึ้นในการซ่อมแซมและสร้างทดแทน หุ้นที่เกี่ยวข้อง ได้แก่ SCC, SCCC, TPIPL, DCC,SCGD, TASCO เป็นต้น
7. กลุ่มค้าปลีกและสินค้าอุปโภคบริโภค - คาดว่าได้รับผลกระทบแบบผสม โดยหุ้นที่เกี่ยวข้องกับการอุปโภค บริโภคในชีวิตประจําวันและเป็นสินค้าจําเป็นจะได้รับผลกระทบจํากัด เช่น CPALL, BJC ส่วนหุ้นค้าปลีกวัสดุก่อสร้าง อาจได้รับผลดีจากการซ่อมแซม เช่น HMPRO, DOHOME, GLOBAL ด้านหุ้นศูนย์การค้า คือ CPN, CRC ระยะสั้น ผู้ใช้บริการอาจเข้าไปใช้บริการน้อยลง เพราะกังวลเรื่องความปลอดภัย ส่วนความเสียหายของอาคารห้างสรรพสินค้า บริษัทระบุว่ามีประกันภัยรองรับกรณีแผ่นดินไหว สําหรับ MEGA ได้รับผลกระทบมาก เนื่องจากมีธุรกิจในเมียนมา ส่วน OSP, CBG, GLOBAL บริษัทยืนยันว่าไม่มีสินทรัพย์เสียหาย แต่อาจได้รับผลกระทบจากยอดขาย/ส่วนแบ่งทําไร จากเมียนมาที่ลดลง
8. กลุ่มพลังงาน - คาดว่าได้รับผลกระทบจํากัด โดยทาง PTT และ PTTEP แจ้งว่า แท่นผลิตก๊าซของบริษัทในอ่าว ไทย และอ่าวเมาะตะมะ ประเทศเมียนมา ยังผลิตก๊าซได้ตามปกติ ส่วน OR แจ้งว่า คลังน้ํามันและคลังปิโตรเลียม 22 แห่งทั่วประเทศ ไม่ได้รับผลกระทบจากแผ่นดินไหว
9. กลุ่มโรงพยาบาล - คาดว่าได้รับผลกระทบไม่มาก เนื่องจากในประเทศไทยมีผู้บาดเจ็บจากเหตุการณ์แผ่นดินไหว ครั้งนี้ไม่เยอะ ส่วนคนไข้ต่างชาติอาจจะชะลอตัวบ้างในช่วงสั้น เพราะกังวลเรื่องความปลอดภัย
10. กลุ่มขนส่งทางราง - คาดว่าได้รับผลกระทบจํากัด จากการปิดให้บริการชั่วคราว 1-3 วัน ซึ่งขณะนี้กลับมา ให้บริการเป็นปกติเกือบทั้งหมดแล้ว ยกเว้นสายสีชมพูที่คาดว่าจะเปิดให้บริการได้ในวันที่ 31 มี.ค.68
11. บริษัทหลักทรัพย์ - ได้รับผลกระทบจํากัด จากการระงับการซื้อขายชั่วคราวประมาณครึ่งวันในวันศุกร์ที่ 28 มี.ค. 68 และกลับมาเปิด าเนินการปกติในวันจันทร์ที่ 31 มี.ค.68
*** บล.ทรีนีตี้
ทีมวิจัย Trinity ขอแสดงความเสียใจอย่างสุดซึ้งต่อครอบครัวของผู้สูญเสียจากเหตุการณ์แผ่นดินไหวที่ เกิดขึ้นเมื่อวันที่ 28 มีนาคม 2565 พร้อมทั้งขอส่งกําลังใจให้กับทุกท่านที่ได้รับผลกระทบ เพื่อให้ สามารถผ่านพ้นช่วงเวลาอันยากลําบากนี้ไปได้อย่างเข้มแข็ง แม้ว่าแรงสั่นสะเทือนจากแผ่นดินไหวจะสงบลงแล้ว แต่ผลกระทบกลับยังคงสะเทือนไปในหลายมิติ ไม่ เพียงแต่ด้านโครงสร้างอาคารหรือทรัพย์สิน หากแต่ยังส่งผลกระทบทางจิตใจต่อประชาชน และแรงสะเทือนดังกล่าวยังสะท้อนมายังตลาดหุ้นไทยในหลายกลุ่มอุตสาหกรรม
1. กลุ่มอสังหาริมทรัพย์:
หุ้นกลุ่มแรกที่ได้รับผลกระทบอย่างมีนัยสําคัญคือกลุ่มพัฒนาอสังหาริมทรัพย์ โดยเฉพาะบริษัทที่เน้น พัฒนาโครงการแนวสูง เช่น ANAN, ORI, SIRI, SPALI และ LPN แม้ว่าโครงการจะสร้างตามมาตรฐาน ความปลอดภัยที่รองรับแผ่นดินไหว แต่ความกังวลของผู้บริโภคเกี่ยวกับความมั่นคงปลอดภัยของที่อยู่ อาศัย อาจกลายเป็นต้นทุนที่ไม่สามารถมองเห็นได้ชัด ซึ่งส่งผลกระทบต่อยอดขายและอัตรากําไรของ บริษัทในระยะสั้นถึงกลางเมื่อพิจารณาถึงเหตุการณ์ภัยพิบัติในอดีต
แม้ประเทศไทยจะไม่ค่อยประสบกับแผ่นดินไหวรุนแรง แต่สามารถเทียบเคียงแรงกระเพื่อมในแง่มุมของผลกระทบทางเศรษฐกิจและตลาดทุนกับมหาวาตะภัยใน ปี 2554 ซึ่งกรุงเทพฯ และปริมณฑลประสบอุทกภัยครั้งใหญ่ในช่วงเดือนตุลาคมถึงพฤศจิกายน โดย ในช่วงเวลาดังกล่าว ดัชนีกลุ่มอสังหาริมทรัพย์ (SET Prop) ปรับตัวลดลงกว่า 25% (Fig. 1) อย่างไรก็ดี ในกรณีของแผ่นดินไหวครั้งนี้ ผลกระทบต่อกลุ่มอสังหาริมทรัพย์คาดว่าจะอยู่ในระดับจํากัด เนื่องจากประเทศไทยไม่ได้มีประวัติของแผ่นดินไหวรุนแรงบ่อยครั้ง และเหตุการณ์ครั้งนี้ถือเป็นกรณีเฉพาะที่เกิดขึ้นไม่บ่อยนัก
2. กลุ่มรับเหมาก่อสร้าง:
ในกรณีของแผ่นดินไหวครั้งนี้ ผลกระทบต่อกลุ่มอสังหาริมทรัพยคาดว่าจะอยู่ในระดับจากด เนื่องจากประเทศไทยไม่ได้มีประวัติของแผ่นดินไหวรุนแรงบ่อยครั้งเกิดขึ้นไม่บ่อยนัก และเหตุการณ์ครั้งนี้ถือเป็นกรณีเฉพาะที่
เหตุการณ์อาคารสํานักงานตรวจเงินแผ่นดิน (สตง.) ถล่มในช่วงแผ่นดินไหว กลายเป็นประเด็นที่สร้าง แรงกระเพื่อมต่อความเชื่อมั่นในอุตสาหกรรมก่อสร้าง โดยเฉพาะกิจการร่วมค้าไอทีดี-ซีอาร์ซี ซึ่ง ประกอบด้วย บริษัท อิตาเลียนไทย ดีเวล๊อปเมนต์ จํากัด (มหาชน) หรือ ITD และบริษัท ไชน่า เรลเวย์ นัมเบอร์ 10 (ประเทศไทย) จํากัด ที่รับหน้าที่ควบคุมการก่อสร้าง โครงการนี้อาจส่งผลกระทบต่อความ น่าเชื่อถือของ ITD ทั้งในแง่ของภาพลักษณ์และความรับผิดชอบต่อความเสียหาย
3. กลุ่มวัสดุก่อสร้าง:
ในระยะถัดไป เมื่อสถานการณ์เริ่มคลี่คลายและเข้าสู่ภาวะปกติ การฟื้นฟูและซ่อมแซมอาคารบ้านเรือน ที่ได้รับความเสียหายจะกลายเป็นภารกิจสําคัญที่ต้องเร่งดําเนินการ ซึ่งจะทําให้ความต้องการใช้วัสดุ ก่อสร้าง เช่น ปูนซีเมนต์ กระเบื้อง รวมถึงสีทาอาคาร มีแนวโน้มเพิ่มขึ้นอย่างหลีกเลี่ยงไม่ได้ ในแง่นี้ บริษัทที่เกี่ยวข้องกับการผลิตและจัดจําหน่ายวัสดุเหล่านี้ อาทิ HMPRO, SCGD, SCC SCCC, DOHOME, GLOBAL, TOA และ DCC จะมีบทบาทสําคัญในการสนับสนุนการฟื้นฟูและสร้างความ มั่นคงให้แก่ชุมชนอีกครั้ง
4. กลุ่มท่องเที่ยว:
ในช่วงสั้น ภาคการท่องเที่ยวอาจได้รับผลกระทบบางส่วนจากเหตุการณ์แผ่นดินไหว โดยเฉพาะ ความกังวลเรื่องแรงสั่นสะเทือนหลังเหตุการณ์ (Aftershock) ซึ่งอาจทําให้มีการตัดสินใจยกเลิก การเข้าพักในบางพื้นที่ ส่งผลให้อัตราการเข้าพักของโรงแรมในช่วงปลายเดือนมีนาคมถึงต้น เดือนเมษายนมีแนวโน้มปรับตัวลดลงเล็กน้อย โดยเฉพาะกลุ่มผู้ประกอบการโรงแรม เช่น ERW, MINT, CENTEL, DUSIT และ VERANDA อย่างไรก็ตาม จากการสอบถามผู้ประกอบการ โรงแรมส่วนใหญ่ ยังคงมีการให้บริการตามปกติ และยังไม่พบสัญญาณการยกเลิกการเข้าพักใน ระดับที่น่ากังวล ในระยะถัดไป คาดว่าความเชื่อมั่นของนักท่องเที่ยวจะฟื้นกลับมา โดยเฉพาะในช่วงวันหยุด สงกรานต์ซึ่งเป็นฤดูกาลท่องเที่ยวสําคัญของไทย ทั้งนักท่องเที่ยวชาวไทยและชาวต่างชาติยังคงมีแนวโน้มเดินทางเพิ่มขึ้น
ทั้งนี้ ต้องยอมรับว่าอุตสาหกรรมท่องเที่ยวภายในประเทศกําลังเข้าสู่ช่วงฤดูกาลโลว์ซีซัน (Low Season) ซึ่งจะส่งผลให้อัตราการเข้าพักอ่อนตัวลงในไตรมาสที่สอง อย่างไรก็ตาม เมื่อ เปรียบเทียบกับช่วงเดียวกันของปีก่อน ทั้งอัตราการเข้าพัก (Occupancy Rate) และราคา ห้องพักเฉลี่ย (Room Rate) ยังคงมีทิศทางเติบโต และยังอยู่ในระดับที่สูงกว่าช่วงก่อนการระบาดของโควิด-19เมื่อพิจารณาเหตุการณ์ภัยพิบัติในอดีต แม้ประเทศไทยจะไม่ใช่พื้นที่ที่เกิดแผ่นดินไหวรุนแรง แต่เหตุการณ์ที่ใกล้เคียงในเชิงผลกระทบต่อการท่องเที่ยวสามารถเทียบได้กับบ่อยครั้ง เหตุการณ์สึนามิเมื่อเดือนธันวาคม ปี 2547 ซึ่งส่งผลกระทบต่อแหล่งท่องเที่ยวหลักอย่างภูเก็ต และพังงา อย่างไรก็ตาม ดัชนี SET Tourism ในช่วงเวลาดังกล่าวปรับตัวลดลงเพียง 4% (Fig. 2) สะท้อนให้เห็นถึงความสามารถของภาคท่องเที่ยวไทยในการฟื้นตัวจากเหตุการณ์ลักษณะนี้ในระยะต่อมา
เหตุการ์ณแผ่นดินไหวครั้งนีจึงไมเพียงเป็นวกฤตด้านภัยพิบัติเท่านั้น หากแต่ยังเป็นบททดสอบ ความเชื่อมันในภาคอสังหารมทรพย การก่อสราง และระบบเศรษฐกิจโดยรวมอยางแท้จริง
*** บล. ฟินันเซีย ไซรัส
(-) SET Index ต่อเหตุแผ่นดินไหว เนื่องจากเป็นสถานการณ์ที่ไม่เคยเกิดขึ้นมาก่อน ประเมิน SET index จะมีแรงขายกดดันระยะสั้นทดสอบแนวรับบริเวณ Low เดิม 1,157+- จุด ซึ่งต้องจับตาว่าจะรับอยู่หรือไม่ โดยที่ระดับดังกล่าวคิดเป็นการปรับลงราว 2% จากระดับราคาปิดครึ่งเช้าของวันศุกร์ หากอ้างอิงเหตุการณ์ภัยธรรมชาติในอดีต
(-) กลุ่มอสังหาฯ คาดส่งผลกระทบภาพรวมการขายอสังหาฯโดยเฉพาะในกทม.หดตัว ระยะสั้น จากบรรยากาศไม่เอื้ออ่านวย, ความเชื่อมั่นลดลงโดยเฉพาะคอนโด, ผู้ซื้อชะลอ ตัดสินใจ อีกทั้งยังมองว่ายังมีความเสี่ยงจากความล่าช้าในการเปิดตัวโครงการคอนโดใหม่ โดยเฉพาะที่เน้นโครงการแนวสูง ได้แก่ ORI ANAN NOBLE ASW LPN ส่วนผู้เล่นที่มี สัดส่วนแนวราบสูงกว่า เช่น BRI LH QH SC AP SPALI คาดกระทบจํากัดกว่า
(0,-) กลุ่มประกัน คาดว่าผลกระทบอาจไม่มากอย่างที่ตลาดกังวล โดยเราคาดว่าส่วนใหญ่น่าจะมีการทําประกันภัยต่อเพื่อปิดความเสี่ยง
(+) กลุ่มที่มีโอกาสได้อานิสงส์บวกจากการซ่อมแซม ได้แก่ รับเหมาฯ วัสดุก่อสร้าง Home Improvement ที่ปรึกษาด้านวิศวกรรม เช่น TOA DPAINT SCGD HMPRO GLOBAL DOHOME TEAMG
*** บล.กรุงศรี
โดยบล.กรุงศรี ประเมินผลกระทบเชิงพื้นฐานรายกลุ่ม ดังนี้
1. กลุ่มที่ได้รับผลกระทบเชิงลบ :
- กลุ่มที่มีธุรกิจในเมียนมาร์ มีสัดส่วนรายได้ในเมียนมาร์สูง แม้ส่วนใหญ่ทรัพย์สินไม่มีความเสียหาย แต่น่าจะกระทบต่อก าลังซื้อ ได้แก่ MEGA 30%, OSP 10% CBG 7% และ ICHI 7% ตามลำดับ ส่วน TOA (2-3% ของรายได้) และ THG (ถือหุ้น 40% ใน ร.พ. Ar Yu) คาดเป็นกลาง
- กลุ่มที่มีธุรกิจเกี่ยวโยงกับกรณีอาคาร สตง. ถล่ม คือ ผู้รับเหมา ITD (ส่วนเจ้าหนี้คือ ธนาคารคาดกระทบจ ากัด เพราะได้ตั้งสำรองไปแล้ว)
- ประกันที่มีส่วนเกี่ยวข้องกับอาคารดังกล่าว TIPH (40% ของวงเงินประกัน 2.2 พันล้านบาท หรือราว 896 ล้านบาท vs ระดับเงินกองทุนส ารองใช้ได้7.6 พันล้านบาท ขณะที่คิดเป็นผลกระทบ 1.5 บาทต่อหุ้น) , BKIH (25% ของวงเงินประกัน 2.2 พันล้านบาท หรือราว 560 ล้านบาท vs เงินกองทุนส ารองใช้ได้4.1 หมื่นล้านบาท ขณะที่คิดเป็นผลกระทบต่อหุ้นราว 5.4 บาท )
- กลุ่มอสังหาฯ ที่มีโครงการแนวดิ่ง ในรายที่มียอดขายคอนโดสัดส่วนสูง ANAN LPN ORI สัดส่วน 84%, 82% และ 76% ของยอดโอนรวมปี 2024 และในส่วนที่มีความเสียหายออกสื่อมากกว่าบริษัทอื่นๆ AP และ ORI ต้องรอการตรวจสอบฟื้นความเชื่อมั่น
คำแนะนำ : สำหรับกลุ่มที่ได้รับผลกระทบเชิงลบ ระยะสั้นหลีกเลี่ยง แต่ให้รอโอกาสสะสม เพื่อระยะกลาง เช่น กลุ่มอสังหาฯ ที่อาคารมีความเสียหายต่ำแต่เกิด Panic ราคาลงเกิน -10% รอตั้งรับ
SIRI, SC, LH และ กลุ่มประกันที่กำไรจะลดลงเพียง 1 ไตรมาส และเบี้ยประกันในอนาคตจะสูงขึ้น หากหุ้นปรับฐานลึก -15% ขึ้นไป รอตั้งรับ TIPH, BKIH
2.กลุ่มที่มีผลกระทบระยะสั้นเชิงจิตวิทยา แต่ภาพอุตสาหกรรมมีปัจจัยลบอื่นๆ เน้น Selective โดยหุ้นรายตัวในกลุ่ม เช่น บันเทิง ชิ้นส่วนฯ เกษตร-อาหาร พลังงาน ปิโตรเคมี กลุ่มขนส่งทางบวก ขนส่งทางเรือ คำแนะนำ เน้น Selective หุ้นรายตัวที่แข็งแกร่งในกลุ่ม บันเทิง เลือก PLANB, เกษตร -อาหาร เลือก CPF, ขนส่งทางบก เลือก BTS
3. กลุ่มที่มีผลกระทบระยะสั้นเชิงจิตวิทยา แต่ราคาน่าจะปรับตัวลงระยะสั้น แต่แนะนำทยอยตั้งรับเนื่องจากอุตสาหกรรมมีภาพบวก คือ กลุ่มท่องเที่ยว การบิน กลุ่มนิคม กลุ่มธนาคาร (กลุ่มเสี่ยงผันผวน คือ กลุ่มที่มีสินเชื่อบ้านสูง อาทิSCB 32% TTB 25% KTB 19% KBANK 17%) กลุ่มโรงไฟฟ้า กลุ่ม ร.พ. กลุ่มเช่าซื้อ กลุ่มรับเหมา คำแนะนำ สำหรับ กลุ่มท่องเที่ยว เลือก MINT, นิคม เลือก AMATA, กลุ่มธนาคารเลือก KBANK, กลุ่มโรงไฟฟ้า เลือก GPSC, กลุ่ม ร.พ. เลือก BDMS, BH, กลุ่มเช่าซื้อ เลือก MTC, กลุ่มรับเหมา เลือก STECON
4. กลุ่มที่ไม่ได้รับผลกระทบจากแผ่นดินไหว หรืออาจได้อานิสงส์บวก ได้แก่ กลุ่มจำหน่ายสินค้า+บริการจำเป็น หรือกลุ่มได้ประโยชน์จากการซ่อมแซ่มรอบใหญ่หลังจากนี้ค้าปลีก (บวกกลุ่มสินค้าจำเป็น และ Home Improvement) กลุ่มสื่อสาร กลุ่มวัสดุก่อสร้าง กลุ่มที่ปรึกษางานอาคาร/โครงสร้าง กลุ่มรับเหมาเสาเข็ม
โดยบล.กรุ.ศรี แนะนำกลยุทธ์หลัก รวมถึงผู้รับความเสี่ยงได้น้อย ระยะสั้น-กลาง เน้นหุ้นกลุ่ม 4. โดยเฉพาะกลุ่มที่มีDeep Value อาทิCPALL, CPAXT, BJC, HMPRO, GLOBAL, SCC กลุ่มที่อยู่ในช่วง Upcycle อาทิADVANC, TRUE ส่วนเก็งกำไรเน้นไปที่กลุ่มวัสดุก่อสร้างขนาดเล็ก-กลาง SCGD, DCC กลุ่มเสาเข็ม PYLON และเก็งกำไรกลุ่มที่ปรึกษางานอาคาร/โครงสร้าง STI, TEAMG, PPS
*** บล.เอเซียพลัส
ประเทศไทยเคยเกิดเหตุภัยพิบัติหนักๆอยู่ 3 ครั้งใหญ่ ได้แก่ เหตุการณ์สึนามิ, นํ้าท่วม ใหญ่ และ แผ่นดินไหวเชียงราย ซึ่งกดดันให้เศรษฐกิจไทยเสียหาย โดยครั้งนี้หอการค้า คาดว่า ประเมินความเสียหายราว 3-5 พันล้านบาท กระทบ GDP ราว 0.025% หากพิจารณาในมุมตลาดหุ้นไทย(SET) จะเห็นได้ว่าเหตุการณ์ครั้งนี้ จะคล้ายกับการ เกิดสึนามิปี 47 มากกว่าการเกิดอุทกภัย ปี 54 ดังนั้น จะเห็นได้ว่าเหตุการณ์สึนามิ 47 SET ปรับตัวลงเพียง 3 วันแรกเท่านั้น และหลังจากนั้นจะทยอยฟื้นตัวขึ้นในช่วง 1-3 เดือน ตาม FLOW ต่างชาติที่ทยอยไหลเข้า
แผ่นดินไหวใหญ่ครั้งนี้ จะส่งผลต่อกระทบต่อแต่ละ SECTOR มาก-น้อย แตกต่างกันไป โดยกลุ่มที่กระทบหนักๆ คือ กลุ่มอสังหาฯ/กลุ่ม รพ./กลุ่มท่องเที่ยว ส่วนกลุ่มที่ได้ประโยชน์ คือ กลุ่มวัสดุก่อสร้าง กลุ่มอสังหาฯ ประเมินผลกระทบไล่จากมากสุดมายังน้อยสุด คือ กลุ่มพอร์ตหลักคอนโดฯ > กลุ่มผสม (แนวราบ/คอนโดฯ) AP, SPALI, SIRI, SC และ PSH > กลุมพอร์ตหลักแนวราบ (LH, QH, LALIN) กลุ่มวัสดุก่อสร้าง ประเมินได้ประโยชน์จากของภายในห้องชํารุด โดยผู้ผลิตวัสดุก่อสร้างงานตกแต่ง ได้แก่ กระเบื้อง ผนัง และสี เช่น DCC,SCGD,DRT,TOA
*** บล.พาย
บล.พาย ประเมินผลกระทบแผ่นดินไหวต่อตลาดหุ้นไทย สรุปประเมินผลกระทบต่อเศรษฐกิจและกำไรบริษัทจดทะเบียนค่อนข้างจำกัด แต่อาจเผชิญกับจิตวิทยาเชิงลบ ทั้งนี้หุ้นที่คาดว่าจะได้รับผลบวก (เชิง Sentiment) จากเหตุแผ่นดินไหวครั้งนี้ได้แก่
1) กลุ่มโรงพยาบาล (BDMS BCH)
2) กลุ่มค้าปลีกวัดสุก่อสร้าง (HMPRO GLOBAL DOHOME SCCC)
3) กลุ่มสื่อสาร (ADVANC TRUE) 4) กลุ่มรับเหมาก่อสร้าง (CK STEC)
เพราะมองว่าการประมูลงานในอนาคตมีแนวโน้มจะลดการแข่งขันด้านราคาลง และหันมาให้ความสำคัญกับเทคโนโลยีก่อสร้างมากขึ้น โดยกลุ่มที่เราวิเคราะห์ อย่าง CK และ STECON ไม่ได้รับผลกระทบแต่อย่างใด
ส่วนกลุ่มที่ได้รับผลกระทบเชิงลบได้แก่
1) กลุ่มธนาคาร ยกเว้นกลุ่มสินเชื่อเช่าซื้อ
2) กลุ่มอสังหาฯ โดยเฉพาะ ORI ที่มีสัดส่วนรายได้จากคอนโดฯ ค่อนข้างมาก ขณะที่ AP SPALI จะได้รับผลกระทบน้อยกว่า
3) กลุ่มท่องเที่ยวแต่ผลกระทบค่อนข้างจำกัด (CENTEL AOT) และหากราคาปรับลงมามองเป็นโอกาสเพราะตามสถิติจำนวนนักท่องเที่ยวมักฟื้นตัวได้หลังภัยธรรมชาติ
เรียบเรียง โดย ชุติมา อภิชัยสุขสกุล
อีเมล์. reporter@efinancethai.comอนุมัติ โดย สุรเมธี มณีสุโข
ดูข่าวต้นฉบับ